Gate of God - ตอนที่ 1127 สายฟ้าเทพเจ้า
ตอนที่ 1127 สายฟ้าเทพเจ้า
”เจ้าหมายถึงอะไร?ทำเองได้?” ฉือกูเหยียนกระพริบตาด้วยความสงสัย
”…”ใบหน้าของฟางเจิ้งจือแข็งค้างไปในทันที แม้แต่คนที่หน้าหนาเช่นเขายังไม่สามารถอธิบายออกมาได้
แน่นอนว่าเขาไม่คิดจะอธิบายฟางเจิ้งจือจับมือของฉือกูเหยียนเอาไว้แน่น พลังในร่างกายของเขาไหลผ่านเข้าไปในร่างกายของฉือกูเหยียนอย่างรวดเร็ว
ไม่นานใบหน้าที่ซีดขาวของฉือกูเหยียนก็กลับไปเป็นปกติ
”ข้าไม่เป็นไรแค่ต้องพักผ่อนสักหน่อย” ฉือกูเหยียนปล่อยมือของนางออก นางเข้าใจดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ฟางเจิ้งจือควรมาเสียพลังงานเพราะนาง
”ยืนข้างหลังข้า”ฟางเจิ้งจือวางฉือกูเหยียนลงบนพื้น ”อืม”ฉือกูเหยียนพยักหน้าและยืนอยู่ด้านหลังฟางเจิ้งจืออย่างเชื่อฟัง
นางรู้สึกปลอดภัยมาก
ตราบใดที่นางยืนอยู่ด้านหลังแผ่นหลังนี้ทุกอย่างดูเหมือนจะสามารถคลี่คลายได้อย่างง่ายดาย
ด้านฟางเจิ้งจือเขามองไปที่ซิงเทียนและฉงฉีที่กำลังถูกซวนหยวนห้าขัดขวางอยู่
แน่นอนว่าอสูรและปีศาจตนอื่นกำลังจ้องมองมาที่เขาเช่นกัน
”ฟางเจิ้งจือยังไม่ตายงั้นรึ?!”
”ไม่เพียงแต่ยังไม่ตายเขายังสามารถช่วยฉือกูเหยียนให้รอดพ้นจากซิงเทียนได้ด้วย? มันเป็นไปได้ยังไง?!”
อสูรและปีศาจไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ฟางเจิ้งจือถูกซิงเทียนโจมตีใส่อย่างแรงจนกระเด็นลงมาบนพื้นไม่มีทางที่เขาจะฟื้นตัวเร็วขนาดนี้ ยกเว้นว่า…
ขณะที่ทุกคนนั้นเต็มไปด้วยความสับสนฟางเจิ้งจือก็กำลังยืนอยู่เงียบๆ
เขาพยายามควบคุมน้ำในมิติพิเศษทั้งหมดให้ใสสะอาดราวกับอัญมณี
ครืน!
ครืน!
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สายฟ้าส่องประกายไปทั่วท้องฟ้าทั้งสีม่วง แดงและอื่นๆ
มันเป็นฉากที่แปลกมาก
ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยสายฟ้าอย่างน้อยก็สามพันสายฟ้า
มันราวกับเป็นสัญญาณว่าทุกสรรพสิ่งกำลังตื่นขึ้นเต๋าสูงสุดได้ตอบสนองต่อพลังบางอย่าง
แดงฟ้า เขียว ดำ เงิน แสงห้าสีที่ต่างกันแผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้าเหนือฟางเจิ้งจือ ”ระดับเทพเจ้าเจ้าเด็กนั่นทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้แล้ว!”
”ทำไมกัน?!ทำไมการที่เจ้าเด็กนั่นเขาสู่ระดับเทพเจ้าถึงทำให้เกิดปรากฎการณ์แปลกประหลาดขึ้น!”
”สายฟ้า…ดูเหมือนจะเป็นเต๋านับไม่ถ้วนกำลังพุ่งลงมาที่พื้น
ปีศาจอสูรตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแม้แต่ในยุคโบราณพวกเขายังไม่เคยเห็นใครทำให้เกิด’สายฟ้าเทพเจ้า’ได้มากขนาดนี้
เต๋าสายฟ้าเทพเจ้าเกือบสามพัน!
ปรากฎการณ์ที่น่ากลัวเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
”เจ้าไร้ยางอายในที่สุดเจ้าก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้!” สามารถเห็นหยดน้ำตาเล็กๆที่ไหลออกมาจากดวงตาของปิงหยางได้
”เจิ้งจือยินดีด้วย!”เหยียนซิวก็กล่าวออกมาด้วยริมฝีปากที่สั่นเทาเช่นกัน พวกเขานั้นมีประสบการณ์ร่วมกันมากเกินไป
จนถึงตอนนี้เขายังจำวันแรกที่พบกับฟางเจิ้งจือได้
วันที่มีลมแรง
แต่มันเป็นวันนั้นเองที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องมาเกี่ยวข้องกันทั้งความมุ่งมั่น การต่อสู้ ความสูญเสีย พวกเขาพบเจอทุกอย่างมาด้วยกันมากมาย
แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งคู่ได้อยู่ในระดับเทพเจ้าแล้ว
”เจ้าเด็กนั่นไม่ทำให้พวกเราผิดหวังจริงๆ…ข้ารู้เรื่องนั้นดี!”โม่ฉานฉือเงยหน้ามองสายฟ้าด้วยร่างกายที่สั่นเทา
”ในที่สุดเจ้าก็สามารถเข้าถึงระดับเทพเจ้าได้?เกือบสามพันเต๋า เจ้าสามารถฝ่าฟันอุปสรรคสุดท้ายไปได้จริงๆ ฟางเจิ้งจือตอนนี้พลังของเจ้าอยู่ในระดับไหนแล้วกันแน่?” หยุนชิงวูพึมพัม
นางรู้ดีว่าฟางเจิ้งจือได้เผชิญหน้าความลำบากขนาดไหนกว่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้
ซึ่งตอนนี้เขาทำได้แล้วจริงๆ!
”เหอะก็แค่ระดับเทพเจ้า ข้าเองก็ทะลวงเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้ตั้งแต่เมื่อพันปีก่อน!” เต๋าวู่กล่าวอย่างดูถูก
แค่มนุษย์คนหนึ่งที่พึ่งเข้าสู่ระดับเทพเจ้าได้มันน่าตื่นเต้นตรงไหนกัน?
เต๋าวู่ยิ่งหงุดหงิดเมื่อเห็นว่าปิงหยางและเหยียนซิวตื่นเต้นแค่ไหน
บางทีเขาควรจะ…
สังหารฟางเจิ้งจือตอนที่คนอื่นๆยังไม่ทันสังเกตุเห็น!
เต๋าวู่หันไปมองเทพอสูรที่ครึ่งหนึ่งของหัวโผล่ออกมาจากก้อนหิน
มันเข้าใจสิ่งที่เต๋าวู่ต้องการจะสื่อในทันที
ฟุ้บ!
เต๋าวู่หายตัวไปในทันทีราวกับมันหายไปในอีกมิติหนึ่ง
”หืม?เต๋าวู่หายไปไหน? เจิ้งจือระวัง!” แม้ว่าเหยียนซิวกำลังยินดีกับฟางเจิ้งจือ แต่เขาก็ให้ความสำคัญกับเต๋าวู่มาตลอด
เขารู้ได้ในทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติหลังจากที่พบว่าเต๋าวู่หายตัวไป
”ไม่นะ!เจ้าไร้ยางอาย เต๋าวู่ต้องกำลังคิดลอบโจมตีเจ้าแน่นอน!” ปิงหยางได้สติและตะโกนเตือนฟางเจิ้งจือ
ขณะที่ทั้งสองคนตะโกนเต๋าวู่ได้ปรากฎตัวขึ้นด้านหลังฟางเจิ้งจือและอ้าปากกว้าง มันต้องการกลืนกินฟางเจิ้งจือ ขณะเดียวกันหางของมันได้สะบัดออกสร้างตาข่ายยักษ์ส่องสว่าง
”ฮ่าฮ่า…”ฟางเจิ้งจือหัวเราะ หลังจากที่เจอการลอบโจมตีครั้งแรกทำให้เขาคาดเดาได้ว่ามีเทพอสูรที่สามารถควบคุมมิติได้
เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่มีวิธีป้องกันได้ยังไง? ตู้ม!
เขาใช้ร่างกายเป็นแกนกลางจากนั้นก็ปลดปล่อยพลังออกมาจากมิติพิเศษ
ทันใดนั้นเสาแสงห้าสีได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเชื่อท้องฟ้ากับโลกเข้าด้วยกัน
วิธีที่เรียบง่ายและโหดร้ายมากที่สุดแต่สามารถป้องกันการโจมตีได้ทุกรูปแบบ
คือการบังคับให้ศัตรูออกไป!
ทำลายการโจมตีที่เข้ามาทุกรูปแบบด้วยกำลัง
เขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าตอนนี้เขากับเต๋าวู่ใครจะแข็งแกร่งมากกว่ากัน?
ปั้ง!ร่างหนึ่งถูกกระแทกอย่างแรงขณะที่เสาแสงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เต๋าวู่กระเด็นออกไปร่าวกับว่าวที่ลอยไปบนอากาศ
จากนั้นร่างของมันก็หล่นกระแทกพื้นอย่างแรง
เต๋าวู่ตกตะลึง นอกจากเขาแล้วฉงฉี หงโหย่ว รวมถึงเทพอสูรและปีศาจทั้งหมดล้วนตกตะลึงเช่นกัน
เต๋าวู่ถูกส่งกระเด็นออกมา?!
เต๋าวู่ที่มีพลังเพิ่มขึ้นเพราะผลไม้กลับถูกมนุษย์ที่พึ่งเข้าสู่ระดับเทพเจ้าส่งกระเด็นออกมา!
โลกเงียบลงอย่างฉับพลันไม่มีใครเชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
ฟางเจิ้งจือในระดับเทพเจ้ามีพลังมากกว่าเต๋าวู่ที่กินผลไม้เข้าไปได้ยังไงกัน?
อย่างไรก็ตามการที่ฟางเจิ้งจือใช้พลังสร้างเสาแสงขึ้นมานั้นไม่นับเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุงั้นหรือ?
เทพอสูรและเทพปีศาจล้วนแปลกใจ
มันไม่ใช่เรื่องฉลาดแม้แต่น้อยที่จะทำเชนนี้
สุดท้ายด้วยจำนวนแล้วพวกเขาสามารถเอาชนะมุนษย์ทั้งหมดได้ ในทางกลับกันฟางเจิ้งจือไม่คิดเช่นนั้นแม้เขาจะใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้างเสาแสง แต่ความจริงแล้วมันเป็นเหมือนเพียงใช้ช้อนตักน้ำจากมหาสมุทรทั้งหมดเท่านั้น
มันจะเกิดผลกระทบอะไรไงั้นรึ?
ฟางเจิ้งจือไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยอันที่จริงเขาคิดว่ามันยังดูน้อยไปด้วยซ้ำ เช่นนั้นเขาจึงได้ขยายเสาแสงโดยมีเสาแสงต้นเล็กๆแตกแขนงออกมาราวกับกิ่งไม้
เสาแสงขยายกว้างออกเรื่อยๆมันโจมตีใส่เทพอสูรและปีศาจทุกตัวที่พุ่งเข้ามา
ตู้ม!
ตู้ม!
”….”
อสูรและปีศาจที่พุ่งเข้ามาไม่มีเวลาให้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อยพวกมันถูกเสาแสงชนและกระเด็นออกมาในทันที
พวกมันร่วงลงมาบดขยี้กับก้อนหินจนเศษหินลอยกระเด็นไปทั่วอากาศ ”…”
”บัดซบ!”
”เจ้าเด็กเหลือขอ!”
ปีศาจและอสูรไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากนักเนื่องจากเสาแสงไม่ได้แหลมคมเช่นกับดาบแสง
พูดตรงๆก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเพียงสร้างความประทับใจเท่านั้นมันไม่ได้ทำให้เกิดการบาดเจ็บใดๆ
อย่างไรก็ตามมันทำให้อสูรและปีศาจโกรธเกรี้ยวยิ่งกว่าเดิมพวกมันรู้สึกราวกับถูกฟางเจิ้งจือกลั่นแกล้ง
”ฆ่าฟางเจิ้งจือซะ!”
”ไปเอาหัวของมันมา!”
”จงตายซะ!”
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือเมินเฉยต่อท่าทีของเหล่าปีศาจและอสูรเขาเพียงถอนหายใจกับตัวเองและส่ายหัว ”อา…มันคงเอาไว้ได้แค่โอ้อวดสินะ”ฟางเจิ้งจือยิ้มและดึงดาบไร้ร่องรอยออกมา
ปีศาจและอสูรที่โกรธเกรี้ยวต่างพุ่งเข้ามาหาฟางเจิ้งจือที่เลิกใช้เสาแสงไปแล้ว
พวกเขาคิดว่าเป็นโอกาส
เพราะไม่มีใครคิดว่าฟางเจิ้งจือนั้นจะแข็งแกร่งไปกว่าซิงเทียน
ถ้าพวกเขาสามารถควบคุมซิงเทียนได้แค่มนุษย์คนหนึงที่พึ่งเข้าสู่ระดับเทพเจ้าพวกเขาจะควบคุมไม่ได้งั้นรึ? แน่นอนว่าพวกเขาไม่หวาดกลัวแน่นอน!
อย่างไรก็ตามฟางเจิ้งจือทำราวกับมองไม่เห็นพวกเขามือของเขาลูบลงบนใบดาบ
ในไม่ช้าเขาก็สัมผัสเข้ากับแผลเป็นสีม่วงบนดาบไร้ร่องรอย
ทีละนิ้ว…
ทีละนิ้ว…
จากการลูบของฟางเจิ้งจือแผลเป็นสีม่วงได้หายไปราวกับถูกดูดซับด้วยมือของเขา ชิ้ง!
เมื่อแผลเป็นสีม่วงหายไปอย่างสมบูรณ์ดาบไร้ร่องรอยพลันเปล่งประกายออกมา
แทนที่จะเป็นจิตสังหารมันกลับปลดปล่อยบรรยากาศแห่งความเที่ยงธรรมออกมา
แสงส่องประกายเจิดจ้าทำให้ดูราวกับมันเป็นดาบสวรรค์
แสงสีทองแผ่กระจายกลายเป็นคลื่นอากาศที่ทรงพลัง
ตู้ม!
ตู้ม!
”…”
ปีศาจและอสูรที่มาถึงด้านหน้าฟางเจิ้งจือกระเด็นออกไปอีกครั้งอย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้โชคดีเหมือนก่อนหน้านี้
นั่นเป็นเพราะแสงสีทองต่างออกไปจากเสาแสง
หมอกสีเลือดสามารถมองเห็นได้ขณะที่พวกปีศาจและอสูรร่วงลงมาจากท้องฟ้าพวกมันบาดเจ็บเพราะแสงสีทอง
”อา…”
”อ๊าก!!!”
เสียงกรีดร้องดังไปทั่ว
แค่คลื่นอากาศและแสงจากตัวดาบก็เพียงพอที่จะทำให้อสูรและปีศาจที่อยู่ในระดับเทพเจ้าบาดเจ็บ
ปีศาจและอสูรที่อยู่รอบนอกต่างไม่กล้าเคลื่อนไหว
ทั้งหงโหย่วและฉงฉีต่างเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว