Gate of God - ตอนที่ 1133 การปรากฎขึ้นของดวงอาทิตย์สีเลือด
ตอนที่ 1133 การปรากฎขึ้นของดวงอาทิตย์สีเลือด
”ฉือโหย่ว!”ซิงเทียนตะโกนและพุ่งเข้าหากลุ่มควันสีดำอีกครั้ง
ขณะเดียวกันร่างของฟางเจิ้งจือสั่นไหวเล็กน้อย เขาไม่คาดคิดว่าต้นกำเนิดวิชาสังเวยเลือดของตระกูลหนานกงนั้นมาจากฉือโหย่ว
’เดี๋ยวก่อนนะ’
’ถ้าฉือโหย่วนั้นคือต้นกำเนิดของวิชาสังเวยเลือดงั้นซิงเทียนก็…”
”ระวัง!”ฟางเจิ้งจือพุ่งตัวออกไป อย่างไรก็ตามมันน่าจะสายเกินไป
ควันสีดำกลืนร่างของเขาเข้าไปทันทีจากภายนอกสามารถมองเห็นได้เพียงก้อนพลังสีแดงเลือดเท่านั้น
”อ๊าก…”ซิงเทียนคำรามขณะที่เหวี่ยงโล่และขวานอย่างบ้าคลั่ง เขาพยายามออกมาจากควันสีดำ อย่างไรก็ตามมันตรึงร่างของซิงเทียนไว้แน่น ราวกับในนั้นมีแขนเคลื่อนไหวอยู่นับไม่ถ้วน
จากนั้นร่างกายขนาดใหญ่ของซิงเทียนเริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆราวกับจิตสังหารและพลังของเขาค่อยๆละลายหายไปอย่างช้าๆ
แม้แต่เทพอสูรและปีศาจที่หนีไปไกลแล้วยังตกตะลึงไม่ต้องพูดถึงฟางเจิ้งจือที่อยู่ใกล้ๆ
”เทพปีศาจฉือโหย่ว?!”
”ร่างของเทพปีศาจฉือโหย่วถูกฝังอยู่ใต้ภูเขาฉางหยางจริงๆงั้นหรือ?”
”เทพปีศาจอมตะ!”
เทพปีศาจและอสูรต่างนิ่งงันใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน
ฉือโหย่วได้กลับมาแล้ว!
เทพปีศาจฉือโหย่วครั่งหนึ่งเคยเป็นตัวตนอันทรงพลังที่สุดในทั้งเผ่าพันธ์ุอสูรและปีศาจการที่เขาฟื้นคืนกลับมานั้นน่าจะนับได้เป็นเรื่องดีสำหรับทั้งสองเผ่าพันธุ์ อย่างไรก็ตามพวกเขากลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นหรือมีความสุขแม้แต่น้อย
นั่นเพราะฉือโหย่วนั้นเป็นปีศาจที่โหเหี้ยมเป็นอย่างมาก
”พวกเจ้าทั้งหมดจงกลับมาที่นี่!”เสียงของฉือโหย่วดังออกมาจากหมอกควันสีดำ พร้อมกับที่หมอกควันสีดำพุ่งไปหาเหล่าอสูรและปีศาจ
”อ๊าก!!”หนึ่งในเทพอสูรถูกควันสีดำจับได้ มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างของมันสั่นไหวก่อนที่จะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในทันที
”…”
เทพอสูรและปีศาจเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว
”ท่านเทพปีศาจผู้ยิ่งใหญ่!”
”ได้โปรดท่านเทพปีศาจ!”
”…”
พวกเขาคุกเข่าลงและก้มหัวให้ฉือโหย่วในทันที
หมอกควันสีดำอัดแน่นอยู่รอบตัวพวกเขาไม่มีปีศาจหรืออสูรคนไหนกล้าต่อต้านแม้แต่น้อย
”ทำไมผ่านมาเป็นหลายล้านปีแต่กลับไม่มีพวกเจ้าสักคนช่วยปลดปล่อยให้ข้าเป็นอิสระ?”ฉือโหย่วเดินออกมาจากหมอกควันสีดำขณะที่มือข้างหนึ่งจับคอของซิงเทียนเอาไว้
ผิวบนร่างกายหยาบกร้านแขนทั้งสองข้างห้อยอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ข้างตัว
ท่าทีของฟางเจิ้งจือเปลี่ยนไปอย่างมาก
เขารู้มาตลอดว่าฉือโหย่วนั้นแข็งแกร่งแต่ก็ไม่คิดว่าจะมากขนาดนี้
วิชาสังเวยเลือด
….
สามหัวหัวแขน ร่างกายที่ไม่มีอะไรเจาะเข้า
ฉือโหย่วไม่ได้ถูกสังหารหลังจากที่พ่ายแพ้ในสงครามยุคโบราณแต่เขาถูกปิดผนึกไว้ที่ภูเขาฉางหยาง มันเป็นเรื่องที่ทำใจเชื่อได้ยากมาก
หยุนชิงวูเองก็ไม่อยากจะเชื่อ
”จริงๆแล้วเป็นเทพปีศาจฉือโหย่ว?เป็นไปได้ยังไง…” หยุนชิงวูพึมพำเบาๆ ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สีหน้าของนางดูไม่สู้ดีนัก
”…”ปากของวู่จวี้เอ๋ออ้าค้าง นางพูดไม่ออก
ทันใดนั้นแสงสีทองพุ่งเข้าฉือโหย่วด้วยความเร็วชั่วพริบตา
”โฮก!”ซวนหยวนห้าไม่ลังเลแม้แต่น้อย เปลวไฟจากปากของเขาพุ่งเข้าใส่ฉือโหย่ว
”ฮ่าฮ่า…ซวนหยวนห้าอสูรต่ำต้อยเช่นเจ้ากลับกล้าท้าทายข้า?” ฉือโหย่วมองไปที่ซวนหยวนห้าและยิ้มอย่างเย็นชา
เขาเคลื่อนไหวด้วยท่าทีสบายๆและหยุดเปลวไฟมังกรด้วยมือเพียงข้างเดียว ตู้ม!
ส่วนแขนอีกข้างคว้าไปที่ลำคอของซวนหยวนห้าด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ
ควับ!
ซวนหยวนห้าตกอยู่ในเงื้อมมือของฉือโหย่วเหมือนกับซิงเทียนไม่มีผิด
”โฮก!!”ซวนหยวนห้าคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว เขาดิ้นรนฟาดหางและหัวใส่ฉือโหย่ว
อย่างไรก็ตามฉือโหย่วดูไม่สนใจมันเลยแม้แต่น้อย
เขาปล่อยให้ซวนหยวนห้าดิ้นรนด้วยท่าทีสบายๆ
ตู้ม!
ตู้ม!
”…”
เสียงดังสนั่นจากการที่ซวนหยวนห้าโจมตีใส่ฉือโหย่วแต่มันกลับไม่สามารถสร้างอันตรายได้เลยแม้แต่น้อย ”นี่คือ….เทพปีศาจฉือโหย่วในตำนาน?”ปิงหยางพูดออกมาด้วยริมฝีปากสั่นสะท้าน
ฉือโหย่วสามารถจับตัวซวนหยวนห้าและซิงเทียนได้ในเวลาเดียวกัน
มันน่ากลัวเกินไป
นางมองหาฟางเจิ้งจือโดยไม่รู้ตัวแต่กลับต้องประหลาดใจเพราะฟางเจิ้งจือได้หายตัวไปแล้ว
ฟุ่บ!
แสงดาบพุ่งลงมาจากท้องฟ้า
ราวกับแสงที่ส่องลงมาจากสรวงสวรรค์ตัดผ่านความมืดมิด
”หืม?!”ฉือโหย่วดูประหลาดใจเล็กน้อย
นั่นเป็นเพราะแสงสีทองให้ความรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่งมันทำให้เขานึกถึงการต่อสู้เมื่อหลายล้านปีก่อน
”ซวนหยวน?!” ตู้ม!
แสงสว่างพยายามจะกว้างความมืดให้หมดไปเสียงใบดาบเสียดสีกับอากาศดังก้อง
ก่อนหน้านี้ดาบเดียวของฟางเจิ้งจือสามารถทำให้พ่อมดปีศาจทั้งสิบสองคนบาดเจ็บได้อย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตามตอนที่ดาบของเขากระทบเข้ากับร่างฉือโหย่วมันราวกับเขาโจมตีใส่เพชรอันแข็งแกร่ง
ด้านซวนหยวนห้าคำรามพร้อมกับตวัดกรงเล็บไปที่หน้าอกของฉือโหย่วในขณะที่เขายังไม่ตั้งตัว
ปั้ง!คลื่นกระแทกกระจายไปทั่วบริเวณ
ฉือโหย่วก้าวถอยหลังเล็กน้อยแต่ก็เพียงพอให้ซิงเทียนและซวนหยวนห้าหลบหนีไปได้แววตาของเขาเผยความประหลาดใจออกมา
จนกระทั้งฟางเจิ้งจือค่อยๆปรากฎตัวต่อหน้าเขาช้าๆ
”เจ้าเป็นใคร?”ฉือโหย่วมองไปยังดาบในมือของฟางเจิ้งจือด้วยความสงสัยเล็กน้อย
”ข้าคือจักพรรดิฮวงซวนหยวน!”ฟางเจิ้งจือตอบด้วยใบหน้าอันตายด้าน
”…”
”…”
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบทันที
อสูรและปีศาจที่ก้มหัวอยู่บนพื้นต่างพูดไม่ออก
แม้แต่มู่ฉิงเฟิงและคนอื่นๆก็มีสีหน้าแปลกๆคนเดียวในโลกที่กล้าพูดเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ออกมาได้คงมีแต่ฟางเจิ้งจือ
”ซวนหยวน?ฮ่าฮ่าฮ่า…เจ้าคือซวนหยวน?” ฉือโหย่วหัวเราะออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านราวกับเขาพึ่งได้ยินเรื่องที่ตลกที่สุดในโลก
ฟางเจิ้งจือก็หัวเราะเช่นกัน
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้หัวเราะอย่างมีความสุข นั่นเป็นเพราะเขาไม่เห็นบาดแผลใดๆบนร่างกายของฉือโหย่วเลยแม้แต่น้อยนั่นหมายความว่าดาบของเขาไม่สามารถทำอะไรฉือโหย่วได้
”มันไม่บ้าเกินไปหน่อยงั้นรึ?”
ฟางเจิ้งจือไม่เข้าใจ
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในปัจจุบันฟางเจิ้งจือมั่นใจว่าเขาแข็งแกร่งแทบจะเทียบได้กับยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของจักรพรรดิฮวงซวนหยวน นอกจากนี้เขายังสามารถสังหารพ่อมดปีศาจได้อย่างง่ายๆ
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือแม้ว่าเขาจะอ่อนด้วยกว่าฉือโหย่วแต่ก็ไม่ควรจะมีช่องว่างระหว่างพลังขนาดนั้น
’มันเป็นไปได้ยังไง?’
ในขณะที่ฟางเจิ้งจือกำลังจมอยู่ในความคิดตัวเองซิงเทียนก็เคลื่อนไหวอีกครั้ง แต่แทนที่เขาจะหนีกลับพุ่งไปหาฉือโหย่วอีกครั้ง
”หยุด!!!”ฟางเจิ้งจือต้องการหยุดซิงเทียน
อย่างไรก็ตามมันสายเกินไปซิงเทียนไม่ฟังเขาเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวในใจของเขาตอนนี้คือฆ่าฉือโหย่ว
ด้านฉือโหย่วเขากำลังหัวเราะไม่หยุด
ดูเหมือนเขาคาดเดาไว้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขารู้สึกตื่นเต้นอย่างไม่น่าเชื่อพร้อมกับกางปีกและพุ่งเข้าหาซิงเทียน
ครืน!!ท้องฟ้าและผืนโลกสั่นสะเทือนอีกครั้ง
สัญญลักษณ์ขนาดใหญ่พุ่งออกมาจากร่างกายของซิงเทียนมันคือวิชาสังเวยเลือดที่เขาไปปกคลุมร่างของซิงเทียนโดยสมบูรณ์
”มันคือวิชาสังเวยเลือด!”
”มันคือวิชาสังเวยเลือดจริงๆ!”
”…”
มันเป็นฉากที่น่าตกใจสำหรับมูฉิงเฟิงและคนอื่นๆ แต่คนที่ตกตะลึงยิ่งกว่าใครคือหนานกงมู่ที่ซิงเทียนทิ้งไว้
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อเขาสังเกตุเห็นแสงอันแปลกประหลาดในดวงตาของฉือโหย่ว ตั้งแต่ที่ฉือโหย่วปรากฎตัวออกมา
เขากัดฟันแน่น
’เหตุใดวิชาสังเวยเลือดของตระกูลหนานกงจึงปรากฎขึ้นในดวงตาของฉือโหย่ว?’
หนานกงมู่ไม่รู้ว่าทำไมแต่เขารู้ดีว่าถ้าวิชาสังเวยเลือดยังคงกลืนกินซิงเทียนไปมากกว่า พลังของฉือโหย่วจะแข็งแกร่งขึ้น
”วิชาสังเวยเลือด!”หนานกงมู่เองก็เคลื่อนไหวเช่นกัน
เขาเรียกวิชาสังเวยเลือดในเวลาเดียวกันกับฉือโหย่วสัญลักษณ์ซับซ้อนแปดตัวปรากฎขึ้นบนท้องฟ้าซ้อนทับกับวิชาสังเวยเลือดของฉือโหย่ว
”หืม?ลูกหลานของจักรพรรดิหยาน?” ฉือโหย่วสังเกตุเห็นหนานกงมู่ในทันที เขายิ้มออกมาเล็กน้อยและกล่าวออกมา “น่าเสียดายที่จักรพรรดิหยานสามารถขโมยเลือดและเนื้อของข้าได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น วันนี้ข้าจะแสดงวิชาสังเวยเลือดที่แท้จริงให้เจ้าได้เห็น!”
ตู้ม!
คลื่นพลังอันยิ่งใหญ่ปะทุออกมา
ท้องฟ้าค่อยๆเปลี่ยนสีดวงอาทติย์จากสีเหลืองนวลค่อยๆกลายเป็นสีแดงโดยสมบูรณ์
ดวงอาทิตย์สีเลือดได้ปรากฎขึ้น
ในขณะเดียวกันวิชาสังเวยเลือดบนท้องฟ้าก็ขยายลงมาที่พื้นลาวา
สวรรค์และโลกราวกับถูกเชื่อมต่อเข้าไว้ด้วยกัน
ตู้ม!
ตู้ม!
”….”
สายฟ้าสีแดงเลือดรูปร่างเหมือนมือขนาดใหญ่ตบลงมาบนพื้นมันโจมตีใส่เทพอสูรและปีศาจที่อยู่ใกล้ๆ
”อ๊าก!!”
”ไม่นะไม่!”
”…”
เทพอสูรและปีศาจที่ถูกสายฟ้าสีแดงโจมตีใส่ละลายและกลายเป็นหมอกควันสีดำ
พวกมันลอยไปหาฉือโหย่วอย่างรวดเร็ว
”เร็วเข้า…วิ่ง!”
”หนี!”
”….”
อสูรและปีศาจแตกกระจายไปทุกทิศทาง
อย่างไรก็ตามมีแสงสีแดงเลือดพุ่งออกมาจากพื้นและจับร่างของพวกเขาเอาไว้
”ข้าบอกว่าจงก้มหัวให้ข้า!”ฉือโหย่วกล่าวอย่างเย็นชา เขามองไปรอบๆ จิตสังหารพวยพุ่งออกมาจากร่าง “ทุกคนที่ไม่คุกเข่าให้ข้าต้องตาย!” ”….”
”เทพปีศาจฉือโหย่วโปรดไว้ชีวิตพวกเรา!”
”พวกเรายินดีรับใช้ท่าน!”
เทพอสูรและปีศาจตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
ทางเลือกเดียวของพวกเขาในตอนนี้คือทำตามฉือโหย่ว
”เจ้าไร้ยางอายรีบมาช่วยพวกเราเร็วเข้า!” ทันใดนั้นเสียงของปิงหยางได้ดังขึ้น
นั่นเป็นเพราะสายฟ้าสีแดงปรากฎขึ้นเหนือหัวของนางนางต้องการจะหนีแต่ไม่สามารถละทิ้งฉือกูเหยียนไปได้
”พาฉือกูเหยียนหนีไป!”มู่ฉิงเฟิงบินขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อปกป้องปิงหยางโดยไม่ลังเล เขาต้องการจะรับสายฟ้านั้นเอาไว้เอง
ขณะเดียวกันเหยียนซิวก็เคลื่อนไหวเขาโบกพัดสีเงินในมือปล่อยแสงสีแดงขึ้นไปบนท้องฟ้า มันเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
มันฟาดใส่สายฟ้าสีแดงก่อนที่จะมาถึงตัวมู่ฉิงเฟิง
ปั้ง!เมื่อแสงสีแดงกับสายฟ้าสีแดงปะทะกันไม่มีการระเบิดเกิดขึ้น แต่ดูเหมือนมันจะถูกสายฟ้าสีแดงดูดซับพลังไปทั้งหมด
สีหน้าของมู่ฉิงเฟิงเปลี่ยนไป
’เต๋าอาชูร่าของเหยียนซิวถูกวิชาสังเวยเลือดดูดกลืนไป?!”
เขามองดูดสายฟ้าสีแดงที่ยังคงพุ่งเข้ามาหาเขาจากนั้นเขาก็เหลือบมองลงไปที่ปิงหยางและเหยียนซิวที่กำลังดิ้นรนพาฉือกูเหยียนออกไป
ในเสี้ยววินาทีนั้นมีหลายความคิดก่อตัวขึ้นในใจของเขา….
ในฐานะนี่ที่เป็นผู้นำศาลาเต๋าสวรรค์เขามีชีวิตที่ยืนยาว อย่างไรก็ตามมีใครบางคนที่เขาไม่มีวันลืม
คนคนนั้นปรากฎต่อหน้าของเขาในขณะนี้
บนใบหน้ามีรอยยิ้มจางๆนางสง่างามและอ่อนโยนมากจนหัวใจของมู่ฉิงเฟิงเต้นรัว
”ข้าจะรอเจ้า”
”…”
”ข้ากำลังรอเจ้าอยู่…”
”…”
ตู้ม!สายฟ้าสีแดงพุ่งเข้าใส่ร่างของมู่ฉิงเฟิงและกลืนกินร่างของเขาหายไปทันที
”…”
”ตาเฒ่ามู่!!”โม่ฉานฉือตะโกนออกมาด้วยความโกรธและเสียใจ
ทันใดนั้นเขาพบว่ามีสายฟ้าสีแดงพุ่งมาที่หัวของเขาเซียนสวรรค์พักพิง เหยียนเฉียนหลี่ วู่จวี้เอ๋อและหยุนชิงวูก็ต่างอยู่ใกล้ๆเขา
”ฮ่าฮ่า…”โม่ฉานฉือหัวเราะออกมา
มันเป็นการหัวเราะที่ดูสะเทือนใจและเศร้าศร้อย เขาไม่ได้ให้ความสำคัญต่อคนอื่นที่อยู่ใกล้ๆแต่การแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทั้งร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยแสงอันเจิดจ้า
จากนั้นเขาก็เคลื่อนไหว
เขาพุ่งขึ้นไปหาสายฟ้าสีแดงนั้นอย่างรวดเร็ว
”เฒ่ามู่รอข้าก่อน!”
”…”
”ท่านโม่!”
”ผู้นำหุบเขาโม่!”
”…”
”อ๊าก!!”เสียงร้องคำรามดังขึ้น
จากนั้นแสงสีฟ้าปรากฎขึ้นใต้แสงสีแดงดาบในมือของเขาเป็นสีทองราวกับดวงอาทิตย์
”ปิงหยางเหยียนซิว พาเหยียนเอ๋อร์มาหาข้า!” ฟางเจิ้งจือกล่าวบางอย่างจากนั้นเขาก็ฟันไปที่แสงสีแดง
เขาไม่สามารถช่วยมู่ฉิงเฟิงได้เพราะสายฟ้านั้นปรากฎขึ้นกะทันหันเกินไปแต่เขาจะไม่ปล่อยให้สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นกับโม่ฉานฉือ