Genius Detective อัจฉริยะนักสืบไขคดีปริศนา - บทที่ 4: สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด
เมื่อกลับมาถึงรถ เฉินซื่อบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้าก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่งแล้วเอ่ยถาม
“คุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมขอสูบไอ้นี่หน่อยได้ไหมครับ?”
“อยากทำอะไรก็ทำ!” หลินตงเสวี่ยตอบเสียงแข็ง “อ้อจริงสิ เดี๋ยวฉันโอนเงินคืนค่ารองเท้าให้คุณตอนนี้เลย”
เฉินซื่อยื่นโทรศัพท์มือถือของเขามาให้เธอ หน้าจอแสดงรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) หลินตงเสวี่ยกำลังจะกดสแกนเพื่อโอนเงิน ทว่าเธอกลับสังเกตเห็นว่าคิวอาร์โค้ดนั้นไม่ใช่บัญชีรับเงิน แต่เป็นโค้ดสำหรับ ‘กดเพิ่มเพื่อน’ หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่ย “นี่มันคิวอาร์โค้ดอะไรกัน? ใครมันจะไปอยากแอดคนอย่างคุณเป็นเพื่อนใน WeChat กันฮะ?!”
เฉินซื่อเผยรอยยิ้มพลางถามกลับ “ก็แค่แอดเพื่อนใน WeChat เอง มันมีปัญหาตรงไหนเหรอครับ?”
“ใครจะอยากแอดคุณ! คุณเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมนะ อย่ามาเล่นตุกติกกับฉันหน่อยเลย!”
หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง หลินตงเสวี่ยก็คาดคั้นต่อ
“บอกมาซิว่าคุณมีแรงจูงใจแอบแฝงอะไรกันแน่?”
“แรงจูงใจแอบแฝงอะไรกันคุณ? ผมไม่มีแรงจูงใจอะไรทั้งนั้นแหละ”
“คุณรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองทำอะไรลงไป! แถมคุณยังวางแผนจะให้ฉันแอด WeChat มาตั้งแต่แรกแล้วด้วย ตอนแรกก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจที่ฉันเป็นตำรวจ จากนั้นก็พยายามทำตัวเป็นคนดีต่อหน้าฉัน แล้วยังใช้รองเท้าฟรีมาล่ออีก อย่าคิดนะว่ามุกตื้นๆ พวกนี้จะซื้อใจฉันได้! เพื่อนร่วมงานของฉันสืบประวัติคุณมาจนหมดเปลือกแล้ว”
เฉินซื่อหัวเราะขมขื่น “ผมไม่รู้จริงๆ ว่าผมไปทำอะไรไว้ คุณช่วยสงเคราะห์บอกให้ผมตาสว่างหน่อยได้ไหมล่ะ?”
“คืนวันที่ 10 กันยายน คุณไปทำอะไรมา?”
“ผมก็ขับรถทำงาน กินข้าวกับกลุ่มเพื่อนคนขับรถด้วยกัน จากนั้นก็กลับบ้านอาบน้ำนอน”
หลินตงเสวี่ยแค่นเสียงหึ “คิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดคุณง่ายๆ งั้นเหรอ? แล้วนอกจากนั้นล่ะคุณไปทำอะไรอีก?”
“คุณคิดว่าชีวิตคนขับรถอย่างผมมันจะโลดโผนน่าตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอครับเอาแบบนี้ดีไหม คุณช่วยบอกใบ้หน่อยสิว่าไอ้เรื่องที่ผม ‘น่าจะ’ ทำลงไปเนี่ยมันคืออะไรกันแน่?”
“เลิกแสดงละครได้แล้ว คุณมันก็แค่พวกตีหน้าซื่อตาใสตบตาคนอื่น อย่าหวังว่าจะหลอกฉันได้เลย!”
เฉินซื่อบี้ก้นบุหรี่ลงกับที่เขี่ยบุหรี่พลางชี้นิ้วมาที่ใบหน้าของตัวเอง: “ดูหน้าหล่อๆ ของผมซะก่อน หน้าตาแบบนี้เหมือนผู้ต้องสงสัยตรงไหน?”
“คำว่าคนเลวมันไม่ได้เขียนแปะไว้บนหน้าย่ะ!”
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอกครับ มันอาจไม่ได้เขียนไว้โต้งๆ บนใบหน้าก็จริง แต่คนเรามันมี ‘สัญญาณ’ บางอย่างที่ต้องใช้สายตาอันเฉียบคมถึงจะมองออกว่าคนคนนั้นเป็นคนไม่ดีหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ไอ้หัวขโมยที่วิ่งราวกระเป๋าผู้หญิงเมื่อกี้ ผมมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่ามันลุกลี้ลุกลนระแวดระวังผิดปกติ ต่างจากประชาชนคนธรรมดาทั่วไป”
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หลินตงเสวี่ยเห็นข้อความที่พี่ชายส่งเข้ามาหลายข้อความในช่วงที่เธอลงจากรถ ถามว่าทำไมเธอยังเดินทางมาไม่ถึงเสียที
หลินตงเสวี่ยจึงหันไปออกคำสั่งกับเฉินซื่อ “ออกรถได้แล้ว”
เธอเปิดประตูรถก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ จากนั้นก็คว้าข้อมือขวาของเฉินซื่อมาจับไว้ มือของเขาขาวเนียนและเรียวยาว ดูไม่เหมือนมือของคนที่ทำงานใช้แรงงานมาเป็นเวลานานเลยสักนิด เฉินซื่อเผยรอยยิ้มพลางถามล้อเลียน “มีอะไรเหรอครับ? คุณดูดูลายมือเป็นด้วยเหรอ?”
คำตอบที่เขาได้รับคือเสียง ‘คลิก’ ของกุญแจมือที่สับลงบนข้อมือขวา หลินตงเสวี่ยกำลังจะเอากุญแจมืออีกข้างมาล็อกเข้ากับข้อมือของตัวเอง ทว่าเฉินซื่อรีบเอ่ยขัดขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเอือมระอา “ยัยบ๊อง ล็อกแบบนี้แล้วผมจะขับรถยังไง? เอากุญแจมือข้างซ้ายไปล็อกไว้กับพวงมาลัยนู่น!”
หลินตงเสวี่ยหรี่ตามองเขาอย่างระแวง เฉินซื่อจึงอธิบายต่อ “มือขวาของผมต้องใช้เปลี่ยนเกียร์ ส่วนมือซ้ายต้องใช้ประคองพวงมาลัย คุณขับรถเป็นหรือเปล่าเนี่ย?”
“หุบปาก! เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว!”
หลินตงเสวี่ยปลดกุญแจมือออก จากนั้นจึงเอื้อมตัวข้ามฝั่งไปล็อกข้อมือซ้ายของเฉินซื่อเข้ากับพวงมาลัยรถแทน เฉินซื่อมองการกระทำที่เต็มไปด้วยช่องโหว่และไร้ความระมัดระวังของเธอแล้วแอบคิดในใจ… ต่อให้ฉันจะทุบเธอให้สลบแล้วแย่งกุญแจมาตอนนี้ก็ยังทำได้สบายๆ เลย
แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว… เฮ้อ ยัยเด็กนี่หุ่นดีเป็นบ้าเลยแฮะ!
หลังจากออกรถอีกครั้ง เฉินซื่อก็โปรยยิ้มบางๆ พลางถาม “คุณชื่ออะไรเหรอ?”
“ฉันไม่มีวันคุยเล่นไร้สาระกับผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมหรอกย่ะ!”
เฉินซื่อส่ายหัวไปมาเล็กน้อย “คุณก็เอาแต่ปรักปรำว่าผมเป็นฆาตกร ฟังดูแย่ชะมัด แล้วถ้าเกิดว่า…สมมตินะ สมมติว่าผมไม่ใช่คนร้ายขึ้นมาล่ะ?”
แววตาของหลินตงเสวี่ยสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับสายตาที่ดูบริสุทธิ์ใจของเขา ชายคนนี้ดูแตกต่างจากพวกฆาตกรทั่วไปจริงๆ นั่นแหละ แต่พอมานึกดูดีๆ ประวัติภูมิหลังของเขามันแย่มากขนาดนั้น จะไม่ใช่เขาได้ยังไงกัน?
“เป็นไปไม่ได้หรอก!”
“ผมบอกว่า ‘สมมติ’ ไง! งั้นเรามาเดิมพันกันหน่อยไหมล่ะ?”
“เดิมพันอะไร?”
“ถ้าสุดท้ายแล้วผมสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ คุณต้องเลี้ยงข้าวผมมื้อหนึ่ง โอเคไหม?”
“ไม่มีทางซะหรอกย่ะ!”
“คุณหนูครับ ฟังผมนะ ผมเป็นแค่คนขับรถที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรด้วยเลย แต่กลับโดนพวกคุณเชิญตัวไป ‘ดื่มชา’ [1] ที่โรงพัก สำหรับพวกคุณมันอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผมมันเป็นเรื่องใหญ่นะครับ เพื่อนร่วมงานกับครอบครัวผมจะคิดยังไง? แถมวันนี้ผมยังต้องสูญเสียรายได้จากออเดอร์ราคาเป็นหมื่นๆ อีก พวกคุณจะชดเชยให้ผมไหมล่ะ?”
“รายได้เป็นหมื่นหยวนเนี่ยนะ? ทำเป็นพูดดีไป รถคุณฝังเพชรหรือไงยะ?”
“ก็ไม่แน่นะ ใครจะไปรู้ บางทีผมอาจจะได้ขับรถไปส่งหญิงร่ำรวยที่กำลังท้องแก่ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลก็ได้ ถ้าเธอถูกใจขึ้นมา อาจจะแจกอั่งเปา [2] ซองใหญ่ให้ผมก็ได้ใครจะไปรู้!”
“คุณนี่มันกะล่อนกวนประสาทจริงๆ เลยนะ!” หลินตงเสวี่ยรู้สึกเอือมระอา เธอเกลียดผู้ชายประเภทนี้ที่สุด และเธอยังรู้สึกหมั่นไส้เฉินซื่อมากกว่าสวี่เสี่ยวตงที่ชอบตามตื้อเธอเสียอีก
ทว่าเฉินซื่อกลับไม่ได้มีความรู้ตัวเลยสักนิด เขายังคงใช้ข้อศอกสะกิดแขนเธอเบาๆ “ว่าไงล่ะครับ คุณไม่มีอะไรเสียหายอยู่แล้วนี่!”
“ก็ได้!” หลินตงเสวี่ยตอบตกลงด้วยความรำคาญ “ยังไงคุณก็ไม่มีทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้อยู่แล้ว!”
“ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” เฉินซื่อหันมามองเธอพลางเผยรอยยิ้มลึกลับ
เฉินซื่อตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไปครู่ใหญ่จนกระทั่งถึงทางแยก ทันทีที่ติดสัญญาณไฟแดง เขาก็ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ทันใดนั้น โทรศัพท์ของหลินตงเสวี่ยก็มีการแจ้งเตือนดังขึ้น ในแอป WeChat มีข้อความแจ้งว่าผู้ใช้ชื่อ “หมาป่าสีเทาตัวใหญ่” (Big Grey Wolf) ที่ใช้รูปโปรไฟล์เป็นรูป ‘อู๋เยี่ยนจู่’ [3] ได้ส่งคำขอเพิ่มเธอเป็นเพื่อน
“ที่แท้เบอร์โทรศัพท์ของคุณก็ผูกกับบัญชี WeChat นี่เอง!” เฉินซื่อหัวเราะร่า
หลินตงเสวี่ยถลึงตาใส่เขา ขณะที่เฉินซื่อรีบเร่งย้ำ “กดรับเพื่อนซะสิครับ ไม่งั้นตอนที่คุณต้องเลี้ยงข้าวผม จะติดต่อผมยังไงล่ะ?”
หลินตงเสวี่ยไม่เคยเจอใครที่หน้าหนาขนาดนี้มาก่อน เธอจึงกดปุ่มยอมรับเพื่อเพิ่มเฉินซื่อเป็นเพื่อน แต่ไม่ลืมที่จะตั้งค่าบล็อกไม่ให้อีกฝ่ายเห็นพื้นที่ส่วนตัว (Moments) [4] ของเธอเด็ดขาด
เมื่อรถแล่นมาถึงสถานีตำรวจ หลินตงเสวี่ยก็เห็นหลินชิวผูและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ยืนออรออยู่ข้างนอกราวกับมารอต้อนรับดาราดังเดินพรมแดง เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างพากันกรูเข้ามาหาพลางเอ่ยปากชมหลินตงเสวี่ยที่ดวงดีเฮงสุดๆ ขับรถออกไปแป๊บเดียวก็สามารถคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมกลับมาได้ทันควัน
หลินชิวผูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ “ตงเสวี่ย ถ้าคดีนี้คลี่คลายได้สำเร็จ พี่จะบันทึกความดีความชอบในคดีนี้ให้เธออย่างแน่นอน”
ในตอนนั้นเอง ประตูรถก็เปิดออก เฉินซื่อก้าวลงมาพร้อมรอยยิ้มพลางโบกมือทักทายทุกคน “สวัสดีครับทุกคน ผมชื่อเฉินซื่อ นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว มีข้าวกล่องให้กินไหมครับ?”
ทุกคนถึงกับยืนอึ้ง… ในชีวิตการทำงานพวกเขาไม่เคยเจอผู้ต้องสงสัยคนไหนที่ทำตัวสนิทสนมกลมกลืนได้ขนาดนี้มาก่อน หลินตงเสวี่ยรีบกระซิบเตือน “ไอ้หมอนี่มันเจ้าเล่ห์มาก อย่าไปหลงกลมันนะคะ!”
หลินชิวผูหันไปสั่งเจ้าหน้าที่สองนาย “เสี่ยวไห่, เสี่ยวหวัง คุมตัวเขาไปที่ห้องสอบสวน!”
สองชั่วโมงต่อมา ประตูห้องสอบสวนก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายรีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมา “กัปตันครับ ผมไม่ไหวแล้วว่ะ ไอ้หมอนี่มันโต้แย้งด้วยเหตุผล ตรรกะ แถมยังมีรายละเอียดถี่ถ้วนจนพวกเราต้อนมันไม่จนมุมเลย กัปตันต้องเข้าไปสอบสวนมันด้วยตัวเองแล้วละครับ!”
หลินชิวผูวางถ้วยชาในมือลง “งั้นฉันจะเข้าไปคุยกับเขาหน่อย!”
หลินตงเสวี่ยรีบคว้าเสื้อแจ็กเก็ต “ฉันไปด้วยค่ะ!” ถ้าไม่ได้เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของพี่ชายด้วยตาตัวเองคงเสียดายแย่
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในห้องสอบสวน เฉินซื่อก็เริ่มบ่นอุบอิบ “เก้าอี้นี่นั่งไม่สบายเลยครับ ริดสีดวงของผมจะกำเริบอีกรอบแล้วเนี่ย พอจะหาเบาะรองนั่งให้หน่อยได้ไหม?”
หลินตงเสวี่ยวางแฟ้มข้อมูลคดีลงบนโต๊ะพลางแค่นเสียงหึ “ตอนที่คุณเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎหมาย คุณก็ต้องเตรียมใจรับสภาพแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าอยากอยู่อย่างสุขสบาย ก็ควรจะใช้ชีวิตเป็นคนดีอยู่บ้านซะตั้งแตแรก!”
เฉินซื่อเอ่ยเตือนสติ “ผมขอเตือนพวกคุณอีกครั้งนะว่าผมไม่ใช่คนร้าย ตอนนี้ผมเป็นเพียง ‘ผู้ต้องสงสัย’ เท่านั้น การที่พวกคุณใช้ท่าทีปฏิบัติต่อผมราวกับว่าผมเป็นอาชญากรไปแล้วแบบนี้ ผมมองว่าพวกคุณกำลังแยกแยะมิตรกับศัตรูไม่ออก เพราะพวกคุณกำลังใช้หลัก ‘สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด’ (Assumption of Guilt) พวกคุณกำลังสับสนระหว่างคำว่า ‘เป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าผิด’ กับ ‘เป็นคนผิดจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์’ ถ้าพูดให้ฟังดูดีคือพวกคุณกำลังละเลยต่อหน้าที่ แต่ถ้าพูดตรงๆ คือทัศนคติของพวกคุณมันกำลังมีปัญหาใหญ่แล้วละครับ!”
หลินชิวผูทุบโต๊ะดังปังด้วยความโมโห “อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน ฉันไม่อ้อมค้อมกับคุณหรอกนะ คืนวันที่ 10 กันยายน คุณไปทำอะไรมา? จงสารภาพรายละเอียดมาให้หมดไส้หมดพุงซะดีๆ! [5]”
“ถ้าอย่างนั้น ผมจะตอบคุณตรงๆ เลยละกัน!” เฉินซื่อเริ่มยกนิ้วขึ้นมานับทีละข้อ “ตั้งแต่เวลา 18:00 ถึง 19:30 น. ผมนั่งกินข้าวอยู่ที่ร้านแผงลอยริมทาง [6] กับกลุ่มเพื่อนคนขับรถด้วยกัน หลังจากนั้นตั้งแต่เวลา 19:30 น. จนถึงตีสองของอีกวัน ผมก็ขับรถวนรับออเดอร์ส่งผู้โดยสารตลอดเวลา พวกคุณไปตรวจสอบประวัติบันทึกการเดินทางของผมได้เลย และตอนตีสองครึ่ง ผมก็กลับบ้านไปอาบน้ำนอน”
เจ้าหน้าที่ฝ่ายบันทึกข้อมูลก้มลงกระซิบข้างหูหลินชิวผู “กัปตันครับ ก่อนหน้านี้เขาก็ตอบแบบนี้เป๊ะๆ เลยครับ!”
เชิงอรรถ:
-
-
[1] ดื่มชา (Have tea / 喝茶): เป็นคำสแลงจีน หมายถึง การถูกเรียกตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ
-
-
-
[2] อั่งเปา (Red envelope / 红包): ซองแดงใส่เงินขวัญถุงที่มอบให้ในโอกาสมงคลต่างๆ ของจีน
-
-
-
[3] อู๋เยี่ยนจู่ (Daniel Wu / 吴彦祖): นักแสดงหนุ่มลูกครึ่งจีน-อเมริกันชื่อดังที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นเอกลักษณ์
-
-
-
[4] แถบช่วงเวลา (Moments / 朋友圈): ฟังก์ชันในแอป WeChat คล้ายกับหน้าฟีดของ Facebook หรือ Instagram สำหรับโพสต์รูปภาพและสเตตัส
-
-
-
[5] สารภาพมาให้หมดไส้หมดพุง: สำนวนจีนดั้งเดิมใช้คำว่า “นับทีละห้าทีละสิบ” (一五一十) หมายถึง การเล่าเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามลำดับขั้นตอนโดยไม่ตกหล่น
-
-
-
[6] ร้านแผงลอยริมทาง (Da Pai Dang / 大排档): ร้านอาหารสไตล์สตรีทฟู้ดของจีนหรือฮ่องกง ที่มักจะตั้งโต๊ะเก้าอี้พลาสติกเรียงรายอยู่ริมถนน แหล่งรวมผู้คนพลุกพล่านในยามค่ำคืน
-