Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว - บทที่ 197 สถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่างขั้นที่ 2! (3)
- Home
- Heavenly Jewel Change : มณีสวรรค์ผันชะตา จบแล้ว
- บทที่ 197 สถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่างขั้นที่ 2! (3)
*พรูดด* เลือดสดๆถูกพ่นออกมาจากปากของนักฆ่า เขาไม่เคย คาดคิดมาก่อนเลยว่าการโจมตีกะทันหันจากขาขวาของโจวเหว่ยชิงจะ มีพลังถึงระดับนี้ได้ ซี่โครงของเขาหักอย่างน้อย 6 ซี่ ทั้งยังมีพลังปราณ ที่เย็นเยียบอย่างน่าแปลกประหลาดบุกเข้ามาในร่างกาย ก่อนจะ แปรเปลี่ยนเป็นกลิ่นอายเย็นยะเยือก 3 ชนิดที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่ว ร่างของเขา
แย่แล้ว!
นักฆ่าราชาสวรรค์ออกอาละวาดไปทั่วทั้งแผ่นดินเป็นเวลาหลายปี และเขาก็เคยเผชิญกับภัยอันตรายและสังหารคู่ต่อสู้มานับไม่ถ้วน ภายในเวลาเพียงพริบตา เขาได้ตัดสินใจทําบางอย่างทันที เมื่อสัมผัสถึง การรุกรานของพลังชั่วร้ายที่แสนเย็นเยียบ ชายหนุ่มก็รับรู้ได้ว่าพลังที่ แท้จริงของพิษนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถจัดการได้ เมื่อมันแพร่กระจายไป ทั่วร่างกายของเขาแล้วล่ะก็ เขาจะต้องตกอยู่ท่ามกลางปัญหาร้ายแรง พร้อมกับหายนะที่ไม่มีสิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจอย่างกะทันหันและทําในสิ่งที่ไม่มีใคร กล้า ในวินาทีนั้น ดาบสีดําก็ขยับหมุนควงก่อนจะกระแทกลึกเข้าไปใน
หน้าอกของตนเอง ทิ่มแทงและบิดคว้าน เลือดและเนื้อสดๆพุ่งทะลัก ออกมาในขณะที่เขาเค้นพลังเฉือนมันออกมาอย่างรุนแรง เลือดที่พ่น ออกมากลางอากาศกลายเป็นสีฟ้า ดํา และเทาอย่างน่าแปลก ประหลาด ก่อนที่พวกมันจะกระจายหายไปในอากาศ
ด้วยเจตจํานงที่ทรงพลังเช่นนี้ นักฆ่าระดับราชาสวรรค์จึงสามารถ รับมือกับพิษไตรธาตุจากตะขอหางแมงป่องที่วิวัฒน์ขึ้นของโจวเหว่ยชิง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคดีของเขา คําอธิบายที่ถูกต้องก็น่าจะเป็น เพราะพลัง ความกล้า และวิสัยทัศน์ของนักฆ่าผู้นี้ เขาจึงสามารถ หลีกเลี่ยงพลังโจมตีส่วนใหญ่จากตะขอหางของแมงป่องเอาไว้ได้ และ ภายในเวลาที่สั้นที่สุด เขาได้ปิดผนึกเส้นลมปราณและใช้ดาบคว้านเนื้อ ตัวเองเพื่อบังคับรีดพิษทั้งหมดออกไป มีเพียงทําทั้งหมดนี้เท่านั้นเขาจึง จะสามารถมีชีวิตรอดจากการโจมตีครั้งนั้นได้ อย่างไรก็ตาม นั่นก็มี ราคาที่ต้องจ่ายเช่นกัน เนื่องจากในที่สุดนักฆ่าคนนี้ก็ได้รับบาดเจ็บ สาหัส ทําให้พลังของเขาลดลงอย่างมาก หากจะกล่าวอย่างยุติธรรมก็ คือ เขาไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับโจวเหว่ยชิง แต่เขาพ่ายแพ้ให้กับการมาถึง อย่างกะทันหันของเด็กสาวทั้งสอง และที่สําคัญกว่านั้นคือเขายังไม่มี ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่างขั้นใหม่นี้เลย
หลังจากเข้าสู่สถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่าง โจวเหว่ยชิงจะ สามารถต่อสู้ได้ในระยะประชิดเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในสภาพเช่นนี้ ความสามารถในการโจมตีระยะประชิดของเขาก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่น่า เชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝั่ งการป้องกัน แม้แต่นักฆ่าระดับราชาสวรรค์ก็ ไม่สามารถทําลายพลังป้องกันนั้นได้อย่างง่ายดาย และนั่นเป็นการ เปลี่ยนแปลงที่สําคัญที่สุด ทําให้เกิดผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่ นําไปสู่ ผลลัพธ์สุดท้ายที่แตกต่างออกไปจากเดิมราวพลิกฝ่ามือ
เปลวไฟสีดําหนาทึบโผล่ขึ้นมาจากด้านหลังนักฆ่าราชาสวรรค์ ทันใดนั้น เขาก็ผลุบเข้าไปในระหว่างม่านแสงที่ว่าและหายตัวไปใน ระยะไกลๆเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ
เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้นในอากาศ “ข้าจะกลับมา”
เทียนเอ๋อร์และซ่างกวนเสว่เอ๋อร์กระแทกพื้นพร้อมกัน ดวงตาของ ทั้งคู่แสดงฉายชัดเป็นความตกตะลึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับซ่าง กวนเสว่เอ๋อร์ แม้หญิงสาวจะเป็นคนหยิ่งทะนง แต่ตอนนี้หัวใจของเธอ กลับเต็มไปด้วยความกลัว นี่มันอันตรายเกินไป เรียกได้ว่าคาบเส้นยา แดงผ่าแปดอย่างแท้จริง และโจวเหว่ยชิงก็เกือบจะเสียชีวิตหลายครั้ง แม้ว่ามือสังหารจะอยู่ในระดับราชาสวรรค์เท่านั้น แต่ทักษะลอบสังหาร และพลังโจมตีของเขา…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะพยายามฆ่าคน ที่มีระดับต�ากว่าตัวเองมากเช่นโจวเหว่ยชิง เขาก็ยังเลือกที่จะซุ่มโจมตี
ในช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นโชคของโจว เหว่ยชิงจริงๆที่เขายังรอดชีวิตมาได้
บนกลางอากาศ โจวเหว่ยชิงไม่ได้พยายามไล่ล่าติดตามอีกฝ่ายไป เช่นกัน ในทางตรงกันข้าม เขากําลังลอยเทิ้งอยู่ด้านบนและกางปีกออก ราวกับราชาปีศาจที่ได้รับชัยชนะ
ถึงตอนนี้ การต่อสู้บนพื้นดินก็ได้สิ้นสุดลงไปนานแล้ว ทหารม้า หนัก 200 นายที่อยู่ข้างล่างโจวเหว่ยชิงกําลังจ้องมองเขาด้วยความตก ตะลึงและความหวาดกลัว
ไม่ว่าทหารเผ่าคนเถื่อนหรือเผ่าอีกาทอง พวกเขาล้วนภูมิใจและ มั่นใจในความสามารถในการต่อสู้ของตนเองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ ตาม การต่อสู้บนท้องฟ้าก็เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนอย่าง แท้จริง เฉพาะในเวลานี้ พวกเขาตระหนักดีว่ายอดฝีมือที่แท้จริงนั้นน่า กลัวเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับภาพสวรรค์ปฐพีวิปโยคที่โจว เหว่ยชิงเปิดใช้งาน มันได้ทิ้งร่องรอยความประทับใจไว้ในใจของพวก เขาอย่างแท้จริง ต้องมีพลังที่น่าเกรงขามขนาดไหนถึงจะทําสิ่งนั้นได้! สําหรับมือสังหารที่โจมตีโจวเหว่ยชิงผู้นั้น แม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่าย มีพลังอยู่ในระดับใด แต่สําหรับจ้าวมณีสวรรค์ที่สามารถบินได้ด้วย ร่างกายของตนเองโดยไม่อาศัยศาสตรามณียุทธ์ก็พิสูจน์แล้วว่าเขาต้อง เป็นปัญหาร้ายแรงแน่ กระนั้น แม้จะตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้
โจวเหว่ยชิงก็ยังคงทําได้สําเร็จ สามารถบังคับให้ศัตรูให้ล่าถอยออกไป ได้ เห็นได้ชัดว่าในขณะที่นักฆ่าหนีไป เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก ด้วย
ทันใดนั้น เสียงโห่ร้องขนานใหญ่ก็ดังขึ้นกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า “ไร้ พ่ายบนโลกหล้า!” ทหารม้าหนัก 200 นายได้โห่ร้องสรรเสริญออกมา อย่างสุดกําลังโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ ระบายความรู้สึกอัดอั้น ทั้งหมดภายในใจออกไปอย่างที่เคย เมื่อมีผู้บัญชาการที่ทรงพลังเช่นนี้ คอยชี้นําพวกเขา ทหารทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
ที่กลางอากาศ ปีกของโจวเหว่ยชิงค่อยๆพับลงในขณะที่เขาลง จอดบนพื้น ร่างกายสูงใหญ่มีกล้ามเนื้อและเกล็ดที่สวยงาม ทําให้นักรบ หญิงของเผ่าอีกาทองบางคนมองมาที่เขาด้วยดวงตาวาววับ
เทียนเอ๋อร์และซ่างกวนเสว่เอ๋อร์รีบเข้าไปหาโจวเหว่ยชิงทันที พวกเธอคุ้นเคยกับพลังและขีดจํากัดของจ้าวมณีสวรรค์มากกว่าเมื่อ เทียบกับทหารทหารม้าหนักไร้พ่าย โจวเหว่ยชิงรอดชีวิตมาได้ก็จริง แต่ พลังที่เขาระเบิดออกมา ไม่ว่าจะในแง่ของการป้องกันและการโจมตี นั่นก็เพียงพอที่จะแข่งขันกับยอดฝีมือระดับราชาสวรรค์ได้แล้ว นี่ไม่ใช่ เรื่องปกติอย่างแน่นอน และหากเขาสามารถใช้ความแข็งแกร่งเช่นนี้ได้ ในช่วงเวลาสั้นๆ หญิงสาวทั้งสองก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ต้อง แลกเปลี่ยนมาด้วยบางอย่างที่ราคาแพง
โจวเหว่ยชิงมองเด็กสาวทั้งสองด้วยดวงตาที่แสนแปลกประหลาด หนึ่งสีเทาหนึ่งสีแดง ในขณะที่เอ่ยปากพูด น�าเสียงของเขาก็ทุ้มต�าและ แหบกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด “ข้าจะกลับไปก่อน หม่าฉุน อู่หยา นําทัพ ถอยกลับไปที่เมือง”
หลังจากพูดเช่นนั้น ปีกที่อยู่ด้านหลังของเขาก็กระพือขึ้นอย่าง รุนแรง ก่อนที่ร่างกายของเขาจะบิดเบี้ยวกลายเป็นแสงสีม่วงในขณะที่ เขาหายตัวไป ไม่มีใครรู้เลยว่าเขาเข้ามาในเมืองได้อย่างไร ความเร็วนั้น ไม่ต�าไปกว่ามือสังหารระดับราชาสวรรค์เมื่อสักครู่แม้แต่น้อย
“ไม่ดีแล้ว กลับกันดีกว่า” ซ่างกวนเสว่เอ๋อร์พูดกับเทียนเอ๋อร์เบาๆ เด็กหญิงทั้งสองไม่ลังเล รีบกระโจนกลับไปที่เมืองจันทร์เสี้ยวเช่นกัน ปัจจุบันพวกเธอไม่ได้ต่อสู้กันเองเหมือนเคยอีกต่อไป และดูเหมือนว่า จะมีความสมัครสมานเป็นอย่างดี
ในขณะที่ทหารม้าหนักไร้พ่ายมุ่งหน้ากลับไปยังเมืองจันทร์เสี้ยว อย่างผู้มีชัยชนะ ประชาชน 300 คนบนกําแพงเมืองต่างก็กําลังตก ตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
พวกเขาได้เห็นพลังที่แท้จริงของทหารม้าหนักไร้พ่ายด้วยตาของ ตัวเอง สําหรับทหารเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนมนุษย์ด้วยซ�า ราวกับ ว่าพวกเขาเป็นนักรบเทพเจ้าที่ย่างกรายลงมาจากสรวงสวรรค์ แค่ ทหารจากอาณาจักรคาลิเซเหล่านั้นก็น่ากลัวสําหรับคนธรรมดาสามัญ
เหล่านี้แล้ว และจํานวนของพวกเขาก็เหนือกว่าทหารม้าไร้พ่ายอยู่ หลายเท่าตัว กระนั้น ต่อหน้าทหาร 200 คนนี้ พวกเขาก็ดูเหมือนจะ อ่อนแอและเปราะบางมาก หากมีกองทัพเช่นนี้คอยปกป้องเมืองจันทร์ เสี้ยว จะมีสิ่งใดต้องกังวลอยู่อีกเล่า?
สิ่งที่ตามมาหลังจากการต่อสู้กลางอากาศยิ่งทําให้พวกเขาตก ตะลึงมากขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าการต่อสู้ของโจวเหว่ยชิงกับนักฆ่าระดับ ราชาสวรรค์จะเกิดขึ้นด้วยความเร็วดุจสายฟ้าและจบลงในช่วงเวลา สั้นๆ แต่ในระหว่างนั้น ความตกตะลึงที่เกิดขึ้นก็อาจรุนแรงกว่าของ ทหารม้าหนักไร้พ่ายก็เป็นได้ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายโจวเหว่ยชิง สภาพท้องฟ้าฉายให้เห็นสภาพสวรรค์ปฐพีวิปโยค สําหรับคนธรรมดา เช่นพวกเขา มันก็เหมือนดั่งปาฏิหาริย์จากเทพเจ้าจริงๆ
นอกจากนี้ พวกเขายังยืนมองอยู่ในระยะไกลๆ จากมุมมองและ ความรู้ที่มี พวกเขาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าโจวเหว่ยชิงเสียเปรียบมา ตลอด เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ก็ต่อสู้กันด้วยความเร็วที่พวกเขาไม่ สามารถมองเห็นรายละเอียดใดๆได้ สิ่งที่พวกเขารู้คือในที่สุดโจวเหว่ย ชิงก็ส่งมือสังหารกระเด็นออกไปด้วยการเตะเพียงครั้งเดียว จากนั้นศัตรู ก็หลบหนีไป
ขณะนี้ นอกเหนือจากความตกตะลึงบนใบหน้าของพลเมือง 300 คนแล้วก็ไม่มีความหวาดกลัวอีกต่อไป มันกลับถูกแทนที่ด้วยความ
ตื่นเต้นและความสุข เหลยซีหัวเราะร่าและตะโกนบอกพวกเขา “พวก เจ้าทุกคนได้เห็นด้วยตัวเองแล้ว นั่นคือผู้บัญชาการกรมทหารไร้พ่าย ของเรา! คือความแข็งแกร่งของผู้บัญชาการของเราและกรมทหารไร้ พ่าย! ข้าไม่กลัวที่จะบอกเจ้าทุกคนว่าพวกเราเป็นเพียงแค่กลุ่มที่นําทัพ มาล่วงหน้า เจ้าทุกคนควรรู้ว่า 1 กรมทหารมีกี่คน และคนที่เหลือก็ล้วน เป็นทหารชั้นยอดที่แข็งแกร่งพอๆกับพวกเรา เมื่อมีพวกเราอยู่ที่นี่ เมืองจันทร์เสี้ยวก็จะเป็นดั่งสวรรค์บนดิน เจ้าจะไม่ต้องหวาดกลัวศัตรู อีกต่อไป! เอาล่ะ สําหรับวันนี้ ทุกคนเป็นอิสระแล้ว อย่าลืมแจ้งให้เหล่า สหายและครอบครัวของเจ้าทราบเกี่ยวกับกรมทหารไร้พ่ายและความ แข็งแกร่งของเรา ผู้บัญชาการได้เชิญเจ้ามาที่นี่เพื่อเป็นสักขีพยานใน การต่อสู้ของเรา เพื่อที่พวกเจ้าจะได้ขจัดความกลัวและความกังวลใน ใจ ตอนนี้เจ้าก็เห็นด้วยตัวเองแล้ว ไม่มีอะไรต้องกังวลเลยใช่หรือไม่?”
อาจกล่าวได้ว่าแผนการและเป้าหมายของโจวเหว่ยชิงสําเร็จลุล่วง อย่างสมบูรณ์แบบเกินความคาดหมายทั้งหมดของเขาไปแล้ว เมื่อ พลเมือง 300 คนเหล่านี้กลับไปที่บ้าน คําพูดนี้ก็จะแพร่กระจายออกไป และความคิดเห็นของประชาชนจะเป็นอย่างไรก็ย่อมสามารถคาดเดา ได้เช่นกัน ทว่าในขณะที่ส่วนนั้นประสบความสําเร็จอย่างท่วมท้น โจว เหว่ยชิงกลับกําลังตกอยู่ในอันตรายอย่างหนัก
…
ในขณะที่เขาพุ่งเข้าไปในห้อง โจวเหว่ยชิงก็ล้มลงกับพื้นทันที ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตาสีแดงและสีดําของเขา ปรากฏขึ้นและหายไปในลักษณะที่ไม่เสถียร แต่ละเกล็ดบนผิวหนังของ เขาสั่นสะท้านด้วยพลังปรานที่กระท่อนกระแท่นคล้ายกับการ เคลื่อนไหวของเขา
โจวเหว่ยชิงรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงภายในร่างกาย ราวกับว่า อวัยวะภายในทั้งหมดถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย สาหัสมากกว่าครั้ง ที่เขาจมอยู่ในลาวาเสียอีก! ทุกส่วนในร่างกายกรีดร้องด้วยความ เจ็บปวด ราวกับว่าทุกเศษเสี้ยวของเขากําลังสลายอยู่ข้างใน
ก่อนหน้านี้เมื่อโจวเหว่ยชิงเข้าสู่สถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่างขั้นที่ 2 เขาก็รู้สึกว่าร่างกายร้อนขึ้นจนถึงขีดสุด ราวกับว่าร่างกายถูกเติมเต็ม ด้วยความแข็งแกร่งอันไร้ที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวคงอยู่ เพียง 10 วินาทีเท่านั้น กล่าวคือตลอดช่วงเวลาที่เหลือของการต่อสู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตะครั้งสุดท้ายที่ส่งนักฆ่าราชาสวรรค์กระเด็น ออกไป เขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
เมื่อความร้อนแผ่กระจายออกไป ความเจ็บปวดที่น่าสะพรึงกลัวก็ มาเยือน อย่างไรก็ตาม ด้วยความอดทนและความมุ่งมั่นที่โจวเหว่ยชิง ได้ฝึกปรือมานานหลายปีจากวิชาเทพอมตะและช่วงเวลาที่เขาใช้ไป
ภายในลาวา เด็กหนุ่มจึงสามารถทนฝืนบังคับตัวเองให้ไม่ให้สลบและ พยายามบินกลับไปที่เมืองโดยเร็วที่สุดได้
เขาไม่สามารถให้คนอื่นเห็นสภาพปัจจุบันของตนเอง ประการแรก ในกรณีที่มือสังหารราชาสวรรค์ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งใกล้ๆ ใครจะรู้ ว่าสหายคนนั้นจากไปแล้วจริงๆ เขาไม่ต้องการให้นักฆ่าคนนั้นสามารถ ฉวยโอกาสสังหารเขาได้ตอนนี้ ประการที่สอง เขาใช้ความพยายาม อย่างหนักเพื่อสร้างความประทับใจให้กับพลเมืองเหล่านั้น มันจึงเป็น สิ่งที่เขาไม่อาจยอมให้ล้มเหลวได้ในช่วงเวลาสุดท้าย ในที่สุดโจวเหว่ย ชิงก็อดทนมาจนถึงห้องของตัวเองก่อนที่เขาจะไม่สามารถต้านทานได้ อีกต่อไป ทรุดตัวลงบนพื้นขณะที่คลื่นแห่งความเจ็บปวดโหมซัด กระหน�าอยู่ภายใน
พลังของมังกรและเสืออาละวาดอย่างบ้าคลั่งภายในร่างกายของ เด็กหนุ่ม ในขั้นต้น พลังปราณคู่ได้เข้าสู่ความสมดุลเมื่อเขาบรรลุ สถานะพยัคฆ์มังกรกลายร่าง แต่ตอนนี้พวกมันกลับกําลังเข้าสู่สภาวะ บ้าคลั่งอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะชั้นเกล็ดข้างนอก บางทีพลังที่น่ากลัวจาก ภายในอาจพุ่งออกมาจากภายในร่างกายของเขาและทําลายโจวเหว่ย ชิงจนไม่เหลือเถ้ากระดูก ปวด…ปวด !! ไม่ใช่แค่ร่างกายของเขา แม้แต่ วิญญาณก็รู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชากออกจากกัน ณ บริเวณใต้เกล็ดบน ผิวหนัง เลือดเริ่มไหลซึมออกมาทั่วร่างกาย จากนั้นเกล็ดก็เริ่มเปลี่ยนสี และลดความแวววาวลงเรื่อยๆ … ราวกับว่าพวกมันกําลังจะเลือน
หายไป เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็สามารถมองเห็นได้อย่างเลือนลางว่าบนผิว จริงของโจวเหว่ยชิงมีรอยแตกที่น่าตกใจกระจายอยู่ถ้วนทั่ว ทั้งร่างของ เขาดูเหมือนกําลังเปียกโชกไปด้วยเลือด พลังของพยัคฆ์และมังกร ภายในร่างกายของเขากําลังโหมกระหน�าเข้าใส่กัน … เมื่อเกล็ดชั้นนอก หายไป ร่างของเขาก็อาจจะระเบิดออกจนตกตายได้
การที่ศักยภาพภายในของเขาระเบิดออกมาก่อนเวลาอันควร ฝืน บังคับให้เข้าสู่สถานะพยัคฆ์-มังกรกลายร่างขั้น 2 นั้นอาจดูเหมือนเป็น เรื่องดีและเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ อย่างไรก็ตาม นั่นหมายความว่า ร่างกายของโจวเหว่ยชิงต้องทนต่อระดับพลังที่ไม่เขาสามารถรับมือได้ ด้วย…เช่นนั้นเด็กหนุ่มจะไม่ต้องแลกมาด้วยราคาแสนแพงได้อย่างไร? เขาไล่กวดศัตรูหนีไปได้ แต่ตอนนี้ปัญหาที่ต้องเผชิญอาจทําให้เขาตาย ได้จริงๆ เวลานี้ทักษะใดๆก็ไร้ประโยชน์…รักษามากเท่าใดก็ไม่เกิดผล เพราะท้ายที่สุดแหล่งที่มาของสิ่งนี้ก็คือพลังภายใน เป็นสิ่งที่เกิดจาก ภายในสู่ภายนอก ความสามารถในการทําลายล้างของมันจึงน่า หวาดกลัวกว่ามาก
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทําให้โจวเหว่ยชิงสูญเสียความสามารถ ในการคิดคํานวณ เขาทําได้เพียงแค่นอนราบไปกับพื้น ตัวสั่นเท่า ขณะที่พลังปราณกําลังสั่นสะเทือนร่างของเขา ไม่มีแม้แต่แรงจะกลิ้งตัว ไปรอบๆ
……………………………………………..