I Just Want To Play Games Quietly ฉันก็แค่อยากเล่นเกมเงียบๆเท่านั้นเอง - บทที่ 1815
โจวเวินพยายามลองอีกสองสามครั้ง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังคงเหมือนเดิม ขอเพียงแค่เจ้าวัวปีศาจเล็งห่วงจมูกมาที่พวกเขาก็เป็นอันจบกัน ต่อให้เจ้ามีพลังเหนือธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เพียงใด หน้าจอเกมก็ยังคงมืดดับลงในทันที
แม้แต่ ‘ทารกปีศาจ’ (Demon Infant) ก็ถูกส่งออกไปแล้ว แต่ก็ยังไร้ผล อาวุธประจำตัวอย่างกระบี่ปีศาจ หรือระฆังบดบังนภา ต่างก็ถูกห่วงจมูกนั้นสะกดข่มไว้จนหมดสิ้น
โจวเวินทำได้เพียงวางเครื่องเกมลงก่อน และเริ่มสืบค้นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ‘ห่วงจินกังจัว’ (ห่วงมลทินกังวาน) อีกครั้ง
ในวรรณกรรม ไซอิ๋ว โจวเวินได้เห็นบทบรรยายเกี่ยวกับความสามารถของห่วงจินกังจัวอยู่บ้าง ของสิ่งนี้สามารถเก็บสัญญารวบเอาอาวุธวิเศษทุกชนิดในใต้หล้า ต่อให้เป็นทวยเทพ เซียน หรือพระพุทธองค์เสด็จมาก็ไร้ประโยขน์ ของชิ้นนี้สามารถสวมครอบได้แม่นยำทุกคราไป
ทว่าดูเหมือนห่วงจมูกของวัวปีศาจตัวจริงในโลกมิตินี้จะดุร้ายและทรงพลังยิ่งกว่าห่วงจินกังจัวที่ถูกอธิบายไว้ในไซอิ๋วเสียอีก เพราะมันไม่เพียงแต่จะสวมครอบอาวุธวิเศษได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถสวมครอบควบคุมตัวบุคคลและสัตว์เลี้ยงคู่หูได้โดยตรงอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในหนังสือไซอิ๋ว โจวเวินก็พบวิธีที่จะสะกดข่มห่วงจินกังจัวเช่นกัน ตามคำกล่าวขององค์ไท่ซั่งเหล่าจวินในหนังสือ หากไร้ซึ่ง ‘พัดใบกล้วย’ (พัดองค์หญิงพัดเหล็ก) ต่อให้เป็นตัวท่านเองก็มิอาจสยบห่วงจินกังจัวได้
พัดใบกล้วยนั้นโจวเวินมีอยู่จริง ๆ ‘เซียนใบกล้วย’ (Banana Immortal) ของเขาก็คือร่างอวตารของพัดใบกล้วย ทว่าในปัจจุบันระดับเลเวลของนางยังต่ำเกินไป ต่อให้คุณสมบัติและค่าสถานะจะเทียบเคียงกันได้ แต่ช่องว่างของระดับเลเวลนั้นกว้างเกินไป ดังนั้นโจวเวินจึงวางแผนที่จะยกระดับเซียนใบกล้วยขึ้นมาก่อน เพื่อดูว่าจะมีโอกาสทำลายกลอุบายของห่วงจมูกวัวตัวนั้นได้หรือไม่
โชคยังดีที่แม้จะยังฆ่าวัวปีศาจไม่ได้ แต่ ‘กระเรียนไร้เดียงสา’ (Innocent Crane) นั้นสามารถฆ่าทิ้งได้ตามใจชอบ โจวเวินจึงทำได้เพียงกวาดล้างกระเรียนไร้เดียงสาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยหวังว่าจะดรอปสิ่งของที่มีประโยชน์ออกมาบ้าง
ต้องยอมรับเลยว่า อัตราการดรอปของสิ่งมีชีวิตระดับวันสิ้นโลก (Apocalyptic Creatures) นั้นมีปัญหาจริง ๆ คริสตัลมิติดรอปออกมามากมายก่ายกอง ทว่าสิ่งของที่มีประโยชน์กลับไม่เคยเห็นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว
คริสตัลมิติเหล่านั้นทำได้เพียงใช้เป็นเสบียงอาหารให้แก่ ‘จักรพรรดิบีฮีมอธ’ (Emperor Beamon) และช่วยยกระดับค่าสถานะของสัตว์เลี้ยงคู่หูตัวอื่น ๆ ซึ่งแทบจะไม่มีประโยชน์อันใดในสถานการณ์นี้เลย
นับว่าโชคดีที่ดันเจี้ยน ‘เขาเหล่าจวินซาน’ (Laojunshan Dungeon) ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา และสามารถรีเฟรชฟาร์มได้เรื่อย ๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด มิฉะนั้นหากคิดจะหาของที่มีประโยชน์ คงไม่รู้ว่าต้องรอไปจนถึงปีไหนเดือนไหน
ในช่วงเวลาที่โจวเวินทุ่มเทฟาร์มดันเจี้ยนเพื่อยกระดับเซียนใบกล้วยอยู่นั้น ม่านพลังกักกันของอาณาเขตมิติต่าง ๆ บนโลกก็เริ่มทรงพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ มนุษยชาติส่วนใหญ่ต่างถูกบีบบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่เขตปลอดภัยของอาณาเขตมิติ ยามนี้สิ่งมีชีวิตต่างมิติภายนอกกลับมีจำนวนมากกว่ามนุษย์เสียอีก แทบจะสลับบทบาทกันโดยสิ้นเชิง
“ใครกันแน่ที่เป็นนายเหนือหัวของโลกใบนี้?” โจวเวินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกังวลว่ามนุษยชาติจะยืนหยัดอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
หากวันใดที่อาณาเขตมิติอันน่าสะพรึงกลัวเหล่านั้นแตกทลายลงอย่างสมบูรณ์ และสิ่งมีชีวิตมิติอย่างวัวปีศาจพากันหลั่งไหลทะลักออกมาจากอาณาเขตมิติ คาดว่าคงไม่มีใครในหมู่มนุษย์ที่จะสามารถต่อกรกับพวกมันได้เลย
การยกระดับเซียนใบกล้วยเริ่มต้นได้อย่างราบรื่นยิ่งนัก ในไม่ช้านางก็ถูกอัปเกรดขึ้นสู่ระดับน่านฟ้าที่เป็นขีดจำกัดของภัยพิบัติธรรมชาติ (Natural Disaster Limit) ค่าสถานะต่าง ๆ ของนางถือว่าเต็มเปี่ยม ทว่าหากนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงคู่หูระดับตำนานอย่าง ‘จักรพรรดิเสวียนตี้’ (Xuandi) หรือ ‘ตี้ทิง’ (Di Ting) แล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก ค่าสถานะของนางอยู่ที่สี่ร้อยแต้มเท่านั้น ไม่ได้น่ากลัวถึงระดับ 999 แต้มเหมือนพวกมัน
เมื่อพากระเรียนเซียนใบกล้วยไปต่อสู้กับวัวปีศาจอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะค่าสถานะระดับของเซียนใบกล้วยยังต่ำเกินไป หรือเป็นเพราะโลกความเป็นจริงมีความแตกต่างจากสิ่งที่บันทึกไว้ในหนังสือ… พัดใบกล้วยกลับมิอาจสะกดข่มห่วงจมูกของวัวปีศาจได้ และโจวเวินก็ต้องจบชีวิตลงอย่างอนาถในเกมอีกครา
“อาเวิน นายได้ยินข่าวลือเรื่องนั้นหรือยัง? มีคนค้นพบอาณาเขตมิติ ‘สวนลูกท้อสวรรค์’ (Pantao Garden) แล้วนะ ว่ากันว่าหากได้กินลูกท้อสวรรค์เพียงหนึ่งลูก จะสามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงสามปี! และยังมีคนค้นพบอาณาเขตมิติ ‘ต้นโสมคน’ (Ginseng Fruit Tree) อีกด้วย กินเข้าไปเพียงคำเดียวจะสามารถมีชีวิตเป็นอมตะ…” หลี่เสวียนกำลังป่าวประกาศถึงข่าวลือต่าง ๆ ในโลกภายนอกช่วงนี้ ข่าวสารทุกรูปแบบต่างปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า และมีข่าวการปรากฏขึ้นของอาณาเขตมิติใหม่ ๆ อยู่ทุกหนทุกแห่ง
ข่าวสารจำนวนมากเริ่มทวีความลึกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าประโยคไหนจริงประโยคไหนเท็จ
“ฉันถามหน่อย นายกำลังฟังอยู่หรือเปล่าเนี่ย?” หลี่เสวียนเอ่ยขึ้นอย่างหดหู่ใจ เมื่อเห็นว่าโจวเวินเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นเกมไม่ยอมหยุด
“ฟังอยู่ นั่นมันก็แค่ข่าวลือ พวกเรายังไม่รู้เลยว่ามันจริงหรือไม่จริง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปตรวจสอบทีละเรื่องหรอก” โจวเวินเอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้า
“เรื่องอื่นฉันไม่กล้าการันตีนะ แต่อาณาเขตมิติของต้นโสมคนน่ะเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน! เพื่อนของฉันคนหนึ่งเคยเข้าไปมาแล้ว ทว่าเขาไม่มีปัญญาได้กินผลโสมคน แต่สหายร่วมทางของเขาคนหนึ่งได้กินมันเข้าไป ได้ยินว่าผมที่เคยหงอกขาวกลับกลายเป็นสีดำขลับ และดูเด็กลงไปถึงยี่สิบปีในพริบตาเลยนะ…” หลี่เสวียนเล่าพ่นน้ำลายแตกฟอง
“นายอยากไปล่ะสิ?” โจวเวินเงยหน้าขึ้นมามองหลี่เสวียน
“เฮ้อ การเอาแต่อุดอู้อยู่ในเมืองตลอดเวลามันน่าเบื่อจะตายไป ออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อยก็ดีเหมือนกัน” หลี่เสวียนเกาหัวพลางเอ่ยออกมาหลังจากถูกมองความคิดทะลุปรุโปร่ง
“งั้นก็ออกไปเดินเล่นกันหน่อย ถือว่าไปผ่อนคลายก็แล้วกัน” โจวเวินเองก็ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการเคลียร์เกม ช่วงนี้เขาเองก็รู้สึกอุดอู้และหดหู่ใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
“ถ้านายบอกตั้งแต่แรก ข้าก็คงไม่ต้องเปลืองน้ำลายขนาดนี้ งั้นข้าไปเตรียมการก่อนนะ” หลี่เสวียนเดินออกไปจัดการเตรียมความพร้อม จากนั้นจึงออกเดินทางไปกับโจวเวิน
‘ศาลเจ้าอู่จวงกวน’ (Wuzhuang Temple) แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในเมืองอี้เหมิน อำเภอกัวหยาง นับตังแต่อาณาเขตมิติมาเยือน ดินแดนแห่งนี้ก็ถูกปกคลุมไปด้วยพลังลึกลับอันน่าพิศวงจนมนุษย์ไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้อีกเลย
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ประตูของศาลเจ้าอู่จวงกวนพลันเปิดออกอย่างกะทันหัน แสงรัศมีนับพันสายสาดส่องออกมาจากภายใน สีสันอันหลากหลายเจิดจ้าเสียยิ่งกว่าดวงตะวัน ปรากฏการณ์นี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนก่อนจะเลือนหายไป
หลังจากนั้น จึงมีผู้คนใจกล้าลอบเข้าไปในศาลเจ้าอู่จวงกวน และได้พบกับต้นโสมคนสถิตอยู่ภายใน
ตำนานเล่าว่า มีผู้หนึ่งได้รับผลโสมคนไปครอง และหลังจากที่กินมันเข้าไป ชายชราผู้นั้นก็กลับกลายร่างเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบต้น ๆ ได้ในทันที
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หน้าศาลเจ้าอู่จวงกวนที่เคยรกร้างว่างเปล่า ก็กลับกลายเป็นสถานที่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนอย่างรวดเร็ว
ทว่า กลับมีผู้คนไม่มากนักที่จะสามารถรอดชีวิตกลับออกมาจากศาลเจ้าอู่จวงกวนได้ และในบรรดาผู้ที่รอดชีวิตออกมา ก็ไม่มีใครเลยสักคนที่ได้รับผลลัพธ์ของการย้อนวัยกลับเป็นหนุ่มสาว
ยามนี้ บริเวณหน้าศาลเจ้าอู่จวงกวนได้กลับคืนสู่ความเงียบเหงารกร้างดังเก่าก่อน นาน ๆ ครั้งจึงจะมีผู้คนปรากฏตัวขึ้นที่ภายนอกศาลเจ้าสักสองสามคน ทว่าหลังจากที่พวกเขาเดินเข้าไปภายในแล้ว ก็จะไร้ซึ่งร่องรอยและไม่เคยได้กลับออกมาอีกเลย
ในวันนี้ ชายสองคนและเด็กหญิงหนึ่งคนได้เดินทางมาถึงเบื้องหน้าประตูศาลเจ้าอู่จวงกวน พวกเขาคือโจวเวินและหลี่เสวียน ส่วนผู้ที่นั่งอยู่บนหัวไหล่ของโจวเวินก็คือทารกปีศาจนั่นเอง
“แดนเซียนอมตะสถิตเคียงฟ้าดิน วิถีแห่งอายุวัฒนะยาวนานเท่าตะวัน” หลี่เสวียนจ้องมองไปที่บทกลอนคู่ที่สลักไว้บนสองฝั่งของบานประตูใหญ่ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะอ่านมันออกมาเสียงดัง
“ในยามที่องค์จักรพรรดิเสด็จมาเยือน เหตุใดจึงคิดจะเข้าไปในศาลเจ้าอู่จวงกวนเพื่อถามหาผลโสมคนแห่งความอมตะเล่า?” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากทางด้านข้าง โจวเวินและหลี่เสวียนหันไปมองตามเสียง และพบชายสองคนกำลังเดินตรงมายังบานประตู พวกเขาคือ ‘จางชุนชิว’ (Zhang Chunqiu) และ ‘เซี่ยหลิ่วฉวน’ (Xia Liuchuan)
“พวกนายเองก็ไม่ได้มาเพื่อผลโสมคนงั้นเหรอ?” หลี่เสวียนเบ้ปากพลางเอ่ยขึ้น
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว” จางชุนชิวเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อพวกเรามีวาสนาได้พบกัน เหตุใดไม่มาร่วมทีมกันเสียเลยล่ะ?”
“วาสนากะผีดิ! พวกนายแค่มาดักรอพวกเราอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือไง?” หลี่เสวียนคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ก่อนจะเอ่ยต่อ “บัดซบ ข่าวลือเรื่องนี้คงไม่ใช่ฝีมือพวกนายที่จงใจปล่อยมาให้ฉันรู้หรอกนะ? ฉันจำได้ว่าหมอนั่นกับตระกูลจางของพวกนายมักจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไม่ชัดเจนกันอยู่เสมอ”
“ข้าเพียงต้องการแบ่งปันผลไม้แห่งความอมตะนี้ร่วมกับพวกเจ้าทั้งสองคน ยามนี้หากจะมีใครที่สามารถพังทลายศาลเจ้าอู่จวงกวนแห่งนี้ลงได้ เกรงว่าคงมีเพียงองค์จักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราเท่านั้น” จางชุนชิวไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังซ่อนเร้น เขาเอ่ยยอมรับออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะดึงพวกนายมาร่วมทีมทำไม? เหตุใดต้องแบ่งปันผลไม้ให้พวกนายด้วย?” หลี่เสวียนเอ่ยแย้ง
“มีสิ่งดี ๆ ก็ต้องแบ่งปันกับสหายรักสิ” เซี่ยหลิ่วฉวนเอ่ยสมทบ “ยิ่งไปกว่านั้น หากไร้พวกเราคอยนำทาง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พวกเจ้าจะหาต้นโสมคนพบในศาลเจ้าอู่จวงกวนแห่งนี้ ของสิ่งนั้นไม่ได้เติบโตอยู่ในสวนผลไม้ธรรมดา ๆ หรอกนะ”
“ฟังจากที่นายพูดมา ต้นโสมคนนั่นคงไม่ได้เติบโตอยู่บนสรวงสวรรค์หรอกใชไหม?” หลี่เสวียนเอ่ยกระเซ้าเย้าแหย่อย่างไม่ใส่ใจนัก
“ย่อมไม่ได้เติบโตบนท้องฟ้าแน่นอน ทว่ามันเติบโตอยู่ใต้ผืนพิภพต่างหาก” จางชิวชิวเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มเยือกเย็น
(จบตอน)