I Just Want To Play Games Quietly ฉันก็แค่อยากเล่นเกมเงียบๆเท่านั้นเอง - บทที่ 1816
ตอนที่ 1816
“จะร่วมมือกันอย่างไร?” โจวเวินไม่อยากเสียเวลา ในเมื่อจางชุนชิวคุ้นเคยกับศาลเจ้าอู่จวงกวนแห่งนี้ การร่วมมือกันก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร
“กฎของศาลเจ้าอู่จวงกวนอนุญาตให้แต่ละคนเด็ดผลโสมคนได้เพียงคนละหนึ่งผลเท่านั้น พวกเราไม่ขออะไรมาก ขอเพียงผลโสมคนคนละหนึ่งผลก็พอแล้ว” จางชุนชิวเอ่ย
“ตกลง” โจวเวินไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดถ่ายภาพป้ายชื่อของศาลเจ้าอู่จวงกวน ทันใดนั้นเขาก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์รูปมือขนาดเล็กประทับอยู่ตรงนั้น ซึ่งมันคือปุ่มสำหรับดาวน์โหลดดันเจี้ยนเกมเข้าเครื่องพอดี
ทั้งสี่คนเห็นพ้องต้องกัน ภายใต้การนำทางของจางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวน พวกเขาก็ได้ก้าวเท้าเข้าสู่ศาลเจ้าอู่จวงกวนพร้อมกัน
“อาเวิน นายว่าไอ้หมอสองคนนี้มันเป็นพวกไม้ป่าเดียวกันหรือเปล่าฟะ? ตระกูลเซี่ยกับตระกูลจางอยู่ห่างกันตั้งไกล แต่ไอ้สองตัวนี้กลับชอบตัวติดกันตลอดเวลา ไม่รู้ว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรกันแน่” หลี่เสวียนกระซิบกระซาบกับโจวเวินอย่างลับ ๆ
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง บางทีสถานการณ์ของพวกเขาอาจจะเหมือนกับฟงชิวเหยียนและหมิงซิ่ว ที่มีโชคชะตาเกื้อหนุนกัน พออยู่ด้วยกันแล้วเลยช่วยให้ระดับฝีมือพัฒนาได้เร็วขึ้นล่ะมั้ง” โจวเวินไม่ได้สนใจที่จะรับรู้เรื่องซุบซิบนินทาของจางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวน จึงเอ่ยตอบกลับไปส่ง ๆ
“ฉันล่ะกลัวว่าพวกเขาจะเป็นแบบนั้นจริง ๆ แล้วถ้าเกิดพวกเขาเกิดมาคิดไม่ซื่อกับฉันขึ้นมาล่ะ…” หลี่เสวียนแกล้งทำสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
“พี่หลี่โปรดวางใจได้ ต่อให้ข้าจะสนใจผู้ชายจริง ๆ ข้าก็ไม่มีวันเลือกพี่หลี่อย่างแน่นอน” จางชุนชิวพลันหันควับกลับมาเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า
“ทายาทของราชาแห่งวีรบุรุษนี่มีฝีมือไม่เบาแฮะ” หลี่เสวียนประหลาดใจเล็กน้อย เพราะเขากับโจวเวินใช้ทักษะพิเศษในการสื่อสารกัน ซึ่งคนนอกไม่มีทางได้ยิน ทว่าจางชุนชิวกลับสามารถแว่วเสียงสนทนาของพวกเขาได้อย่างน่าอัศจรรย์
บรรยากาศภายในศาลเจ้าอู่จวงกวนนั้นดูเรียบง่ายและสงบเงียบ มีมวลบุปผาและพันธุ์ไม้แปลกตาเบ่งบานอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุก ๆ สิบก้าวจะปรากฏทัศนียภาพที่งดงามแตกต่างกันออกไป ให้ความรู้สึกราวกำลังเดินอยู่บนเส้นทางคดเคี้ยวอันสันโดษ
ทว่ากลับไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างมิติใด ๆ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งสร้างความฉงนใจให้แก่โจวเวินและหลี่เสวียนยิ่งนัก ว่าเหตุใดผู้คนส่วนใหญ่ที่ย่างกรายเข้ามาในศาลเจ้าอู่จวงกวนถึงไม่ได้กลับออกไป ทั้ง ๆ ที่สถานที่นี้ดูไม่เห็นจะอันตรายเหมือนอย่างที่จินตนาการไว้เลยสักนิด
“อย่าเพิ่งคิดว่าศาลเจ้าอู่จวงกวนไม่อันตรายเพียงเพราะไม่มีสิ่งมีชีวิตต่างมิติอยู่ที่นี่ ที่นี่น่ะเข้ามาง่าย ทว่าเมื่อเข้ามาแล้ว การจะหาทางออกกลับไปมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น” จางชุนชิวเอ่ยช่วยคลายความคลางแคลงใจให้แก่ทั้งสอง
ทั้งสองหันกลับไปมองเส้นทางที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา ทว่าก็ไม่พบความผิดปกติใด ๆ
“เจ้าสำนักของศาลเจ้าอู่จวงกวนได้รับสมญานามว่าเป็นถึงปฐมปรมาจารย์แห่งเซียนปฐพี (Ancestor of the Earth Immortals) บารมีไม่ด้อยไปกว่าองค์ซานชิง (สามวิสุทธิ์) แม้ว่ามันจะเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานปรัมปรา ทว่ามันก็เพียงพอที่จะอธิบายถึงความน่ากลัวของศาลเจ้าอู่จวงกวนได้ เพื่อที่จะสำรวจความลับของศาลเจ้าแห่งนี้ คนของตระกูลพวกเราทั้งสองต่างก็ต้องมาจบชีวิตและหลงทางอยู่ที่นี่ไปมากมายนัก” เซี่ยหลิ่วฉวนเอ่ย
โลกแห่งความเป็นจริงไม่ใช่เกม และโจวเวินก็ไม่อยากจะรนหาที่ตายเพิ่ม ดังนั้นเขาจึงเดินตามคำแนะนำของจางชุนชิวและมุ่งหน้าเข้าไปด้านในพร้อมกัน
เบื้องหน้าปรากฏกำแพงสูงใหญ่และซุ้มประตูมิติ ก่อนที่จะก้าวเท้าเข้าสู่บริเวณลานบ้าน จางชุนชิวได้เอ่ยเตือนขึ้นว่า “นี่คือด่านทดสอบแรกของศาลเจ้าอู่จวงกวน หลังจากเข้าไปในลานบ้านแล้ว พวกเราทุกคนจะถูกพันธนาการไว้กับเสาคาด และแต่ละคนจะต้องรับโทษทัณฑ์จากการถูกโบยแส้จำนวนสามสิบที ขอเพียงสามารถทนทานต่อแส้ทั้งสามสิบทีนี้ไปได้ ถึงจะได้รับอนุญาตให้เข้าสู่ห้องโถงหลัก”
“นี่มันเหมือนกับพล็อตเรื่องในไซอิ๋วเปี๊ยบเลยไม่ใช่เหรอ? ขนาดซุนหงอคงยังทนแส้สามสิบทีนั้นได้ พวกเราเองก็คงไม่มีปัญหาหรอก” หลี่เสวียนเป็นพวกประเภทที่กลัวการโดนซ้อมที่สุด ทว่าเมื่อได้ยินว่าจะต้องโดนโบยสามสิบที เขากลับไม่มีท่าทีวิตกกังวลเลยแม้แต่น้อย
“แม้ว่าทั้งสองคนจะเป็นผู้มีพลังฝีมือสูงส่ง ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่พวกเราต้องระวัง แส้เล่มนั้นมีความประหลาดอยู่บ้าง เมื่อมันฟาดลงมา มันไม่เพียงแต่จะสร้างความเจ็บปวดทางกายภาพเท่านั้น แต่มันยังมีผลในการโบยตีไปถึงจิตวิญญาณอีกด้วย” จางชุนชิวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “และหลังจากผ่านด่านโบยแส้นี้ไปได้ เมื่อเข้าสู่ห้องโถงหลักแล้ว พวกเราจะต้องเจอกับการลงทัณฑ์ด้วยกระทะทองแดง (กระทะน้ำมันหมือด) น้ำมันนั่นไม่ใช่น้ำมันธรรมดา แต่มันสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ หากพลังป้องกันภายนอกของร่างกายค่อนข้างสูง ทว่าอวัยวะภายในไม่ได้ถูกปกป้อง มันจะถูกทอดจนเนื้อข้างนอกนุ่มแต่ข้างในไหม้เกรียมทันที”
“เรื่องอื่นข้าไม่กล้าพูดนะ แต่ถ้าเรื่องทนมือทนเท้ารับทัณฑ์ทรมานน่ะ ข้ามันระดับผู้เชี่ยวชาญ วางใจได้เลย” หลี่เสวียนเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อเห็นว่าหลี่เสวียนและโจวเวินไม่ได้มีท่าทีทุกขร้อนใด ๆ จางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มอีก ในใจคิดว่าหลังจากที่สองคนนี้ได้ลิ้มลองมันด้วยตัวเองแล้ว ย่อมต้องรู้ซึ้งถึงความร้ายกาจของมันอย่างแน่นอน
ทั้งสี่คนก้าวข้ามผ่านซุ้มประตูมิติไปพร้อมกัน ราวกับได้เดินทางผ่านช่องว่างมิติพิเศษสายหนึ่ง และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที พวกเขาก็พบว่าร่างของตนเองถูกมัดตรึงไว้กับเสาใต้ชายคาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ร่างของทั้งสี่ถูกพันธนาการไว้กับเสาจนมิอาจขยับเขยื้อนได้ ทันใดนั้น แส้สีดำสนิทเล่มหนึ่งพลันลอยละล่องออกมาจากความว่างเปล่า ก่อนจะตวัดฟาดเข้าใส่คนแรกทันที
เพียะ! เพียะ! เพียะ!
แส้เส้นนั้นฟาดกระหน่ำลงบนร่างของเซี่ยหลิ่วฉวน แม้ว่าเขาจะสวมใส่เกราะสัตว์เลี้ยงคู่หูไว้ล่วงหน้าแล้ว ทว่าเกราะหนาตัวนั้นกลับถูกแส้ฟาดจนแตกร้าวเป็นรอยแยก
เมื่อดูจากสีหน้าของเซี่ยหลิ่วฉวนแล้ว รสชาติของมันคงจะทรมานไม่น้อย ทว่าเขาก็กัดฟันอดทนรับแส้ทั้งสามสิบทีไว้ได้โดยไม่ส่งเสียงร้องออกมาเลยแม้แต่แอกเดียว
หลังจากโดนโบยครบสามสิบที เชือกที่มัดตรึงร่างของเขาก็อันตรธานหายไปโดยอัตโนมัติ
คนต่อไปคือจางชุนชิว จางชุนชิวเองก็โดนโบยไปสามสิบทีเช่นกัน ร่างกายของเขาถูกฟาดจนสะบักสะบอม ทว่าเขากลับไม่ยอมเอ่ยปากร้องออกมาสักคำในระหว่างกระบวนการนี้
ทั้งสองคนต่างรีบรักษาอาการบาดเจ็บของตนพลางเฝ้าดูหลี่เสวียนที่กำลังจะถูกทรมาน พวกเขาหันมาสบตากันและลอบหัวเราะเยาะในใจ ‘เดี๋ยวได้มีงิ้วฉากเด็ดให้ดูแน่’
แม้ว่าแส้ทั้งสามสิบทีนี้จะไม่ถึงขั้นพรากชีวิตของพวกเขาได้ ทว่าความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับถูกโบยตีวิญญาณเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติสามัญจะสามารถทนทานได้เลย
เพียะ!
ทันทีที่แส้ฟาดขวับลงมา หลี่เสวียนที่เคยฉีกยิ้มหน้าระรื่นอยู่เมื่อครู่พลันนัยน์ตาหดเกร็งและเบิกตากว้างทันที
จางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวนต่างคิดว่าในวินาทีต่อจากนี้คงจะได้เห็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าเดิม ทว่าใครจะไปรู้ว่าหลังจากที่แส้ฟาดลงมาเรื่อย ๆ สีหน้าของหลี่เสวียนกลับเริ่มผ่อนคลายลงเรื่อย ๆ และบาดแผลร้ายแรงที่แส้ทิ้งไว้บนร่างกายของเขาก็กลับคืนสู่สภาพเดิมในพริบตา
“ความสามารถในการฟื้นฟูตัวเองของหลี่เสวียนนี่ ถือเป็นอันดับหนึ่งในหมู่มนุษย์เลยจริง ๆ” จางชุนชิวเอ่ยปากชื่นชม
หลังจากโดนโบยจนครบสามสิบที หลี่เสวียนก็เดินนวยนาดกลับมาพร้อมรอยยิ้ม “แส้บ้าอะไรกันเนี่ย ก็แค่นั้นแหละ”
จางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวนหันมามองหน้ากันพลางยิ้มเจื่อน คนหนุ่มสาวยุคนี้ช่างสร้างความประหลาดใจให้คนแก่อย่างพวกเขาได้เรื่อย ๆ จริง ๆ
จากนั้น ทั้งสองก็หันไปจับจ้องที่โจวเวิน พวกเขาอยากรู้นักว่าโจวเวินจะแสดงท่าทีอย่างไรภายใต้แส้ทั้งสามสิบทีนี้
ต่อให้รู้ดีว่าแส้ทั้งสามสิบทีนี้ไม่มีทางส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อโจวเวินแน่ ๆ ทว่าการได้เห็นองค์จักรพรรดิแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ถูกมัดติดเสาแล้วโดนเฆี่ยนตีเช่นนี้ ถือเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่หาดูได้ยากยิ่ง และเกรงว่าในอนาคตคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้ว
เซี่ยหลิ่วฉวนถึงกับควักโทรศัพท์มือถือออกมาเตรียมถ่ายคลิปวิดีโอของโจวเวินไว้โดยเฉพาะ
หากวันหน้ามีโอกาสได้นำมันไปโพสต์ลงบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เขาคิดชื่อพาดหัวข่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “พี่เซี่ยจับองค์จักรพรรดิมัดตรึงและเฆี่ยนตีโชว์”
อย่างไรเสีย คนนอกก็ไม่มีทางรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนกวัดแกว่งแส้ ในเมื่อเขาเป็นคนถ่ายคลิปวิดีโอนี้เอง เขาจะแต่งเรื่องอย่างไรก็ย่อมได้ตามใจชอบ
ทว่าในวินาทีต่อมา ทั้งสามคนกลับต้องเบิกตากว้างจนแทบถลน แส้เจ็ดดาวเล่มนั้นบินวนเวียนอยู่รอบกายของโจวเวินอยู่สองสามรอบ ทว่ามันกลับไม่ยอมโบยตีโจวเวินเลยแม้แต่แปะเดียว ก่อนจะบินกลับไปแขวนอยู่บนกำแพงตามเดิมด้วยตัวมันเอง และเชือกที่พันธนาการร่างของโจวเวินก็มลายหายไปสิ้น
“บัดซบ เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย ทำไมมันไม่ยอมฟาดนายล่ะ?!” หลี่เสวียนพลันแหกปากร้องลั่นออกมาทันที เขาก็อุตส่าห์ตั้งตารอดูเรื่องสนุกอยู่เหมือนกัน แล้วทำไมแส้มันถึงไม่ยอมทำงานเสียอย่างนั้น
“เจ้าจะให้ข้าพูดตามคำของซุนหงอคงอย่างไรดีล่ะ? ‘หากมีศิษย์พร้อมรับกรรมแทนอาจารย์ เหตุใดอาจารย์ต้องมารับโทษทัณฑ์เองเล่า’ ” โจวเวินหัวเราะร่า
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยเรารึ?!” หลี่เสวียนเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามในหัว
จางชุนชิวและเซี่ยหลิ่วฉวนจ้องมองหลี่เสวียนราวกับกำลังมองดูคนปัญญาอ่อน ก่อนจะหันหลังเดินตรงไปยังห้องโถงหลักโดยไม่ยอมปริปากพูดคำใดกับเขาอีกเลย
โจวเวินเดินตามไปติด ๆ ทิ้งให้หลี่เสวียนเพิ่งจะมารู้สึกตัวและแหกปากตะโกนไล่หลังมาว่า “เฮ้ย! นี่นายหลอกด่าฉันนี่หว่า! นายต่างหากที่เป็นลิง! ลิงกันทั้งบ้านนั่นแหละ!”