I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 575 แก้ไข?
ทั้งสองคนเงียบไปอีกครั้ง ผ่านไปเนิ่นนาน เซี่ยอี๋ถึงค่อยเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ฉันอยากรู้ว่าพวกเราจะแก้ไขยังไงดี?” จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวมาก “บอกไว้ก่อนเลยนะ ถ้าคิดจะให้ฉันยอมยกร่างกายให้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”
บุคลิกด้านมืดยิ้มหยัน “นายหมายความว่า นายจะควบคุมร่างกายต่อไป และให้ฉันใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อสินะ?”
เซี่ยอี๋ขมวดคิ้ว “ไม่ได้หมายความแบบนี้เหมือนกัน ลูกพี่เพิ่งพูดไม่ใช่เหรอว่าพวกเราร่วมมือกันได้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมไม่ร่วมมือกันต่อล่ะ?”
“ร่วมมือต่อ? ให้ฉันหวังว่านายจะใจดี ปล่อยฉันออกมาเที่ยวเล่นสักวันสองวันอย่างงั้นสิ?” บุคลิกด้านมืดไม่ไยดีต่อข้อเสนอนี้
“ฉันไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะร่วมมือยังไง แต่ฉันเชื่อว่าลูกพี่รู้” แววตาของเซี่ยอี๋เผยความเชื่อมั่นที่มีต่อหลิงหลาน
“นายคิดว่าลูกพี่นายรู้ไปหมดทุกเรื่องเลยหรือไง?” บุคลิกด้านมืดเหลือบมองหลิงหลานที่อยู่ไกลๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าสงสัย ถึงแม้คนผู้นั้นจะแข็งแกร่งจนทำให้เขาหวั่นกลัว แต่ว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะแก้ไขปัญหาเรื่องสองบุคลิกของพวกเขาได้
“แน่นอนอยู่แล้ว ลูกพี่จะต้องคิดวิธีออกมาได้แน่” เซี่ยอี๋ตอบกลับอย่างแน่วแน่
ก็ได้ ไอ้เด็กโดนล้างสมอง! เขายังไม่ทันตอบ เซี่ยอี๋ก็ตะโกนเสียงสูงว่า “ลูกพี่~!”
“มีอะไร?” วินาทีต่อมา หลิงหลานก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าพวกเขาแล้ว ก่อนจะมองพวกเขาด้วยใบหน้านิ่งเรียบ
“ลูกพี่ นายแก้ปัญหาของฉันกับเขาได้หรือเปล่า?” เซี่ยอี๋ถามด้วยสีหน้าคาดหวัง
หลิงหลานส่ายหน้ากล่าวว่า “ไม่มั่นใจ”
แววตาของเซี่ยอี๋เปล่งประกาย ความหมายของลูกพี่คือมีวิธี แต่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า เขาบอกแล้วไงว่าเรียกหาลูกพี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอ เขาไม่ลืมส่งสายตาภาคภูมิใจให้บุคลิกด้านมืด ทำเอาบุคลิกด้านมืดโกรธจนแทบจุกอก
บุคลิกด้านมืดอดแค่นเสียงเย็นไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า “ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่า นายภูมิใจอะไร?”
เซี่ยอี๋ได้ยินก็รีบหันหน้ามองไปทางหลิงหลาน เห็นได้ชัดว่าเขาคาดหวังให้ลูกพี่ตนบอกวิธีแก้ไขออกมาเพื่อจะได้โจมตีอย่างรุนแรงใส่บุคลิกด้านมืดที่เย่อหยิ่งน่ารำคาญข้างๆ นี้
หลิงหลานลอบส่ายหน้า พอเซี่ยอี๋เจอบุคลิกด้านมืด ไอคิวก็ลดลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด เธอเริ่มสงสัยแล้วว่าการทุ่มเทความคิดหลอมรวมทั้งสองคนเข้าด้วยกันจะเป็นเรื่องดีต่อเซี่ยอี๋หรือเปล่า เซี่ยอี๋ในอดีตเป็นคนที่เฉลียวฉลาดนะ
หลิงหลานกำหมัดกระแอมไอ เธอรู้สึกว่าเธอเชื่อใจเพื่อนตัวเองดีกว่า จะดูถูกพวกเขาไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นเธอเลยเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “ถ้าอยากแก้ไขปัญหาของพวกนาย ก็ต้องหาสาเหตุก่อนว่าทำไมพวกนายถึงปรากฏตัวขึ้นมา”
หลิงหลานพูดถึงจุดนี้ บุคลิกด้านมืดได้ยินก็พยักหน้าเงียบๆ รู้สึกว่าลูกพี่ของเซี่ยอี๋ยังคงมีความรับผิดชอบมาก เซี่ยอี๋ก็พยักหน้าติดต่อกันและชื่นชมในใจ ลูกพี่ก็คือลูกพี่ คิดได้ละเอียดถี่ถ้วนจริงๆ
“ฉันศึกษาดูแล้ว มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเพราะพลังจิตตอนที่พวกนายหลอมรวมเข้าด้วยกันแข็งแกร่งมากเกินไป ทำให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อร่างกาย ดังนั้นร่างกายเลยทำการปกป้องตัวเอง แบ่งพลังจิตมหาศาลของพวกนายออกเป็นสองส่วนก่อนที่พวกนายจะเกิดสตินึกคิด หรือก็คือแบ่งแยกบุคลิก แน่นอนว่านี่น่าจะเป็นความสามารถเฉพาะของสายเลือดตระกูลเซี่ยของพวกนาย ควรรู้ไว้นะว่าทารกที่มีพลังจิตแข็งแกร่งมากมายในสหพันธรัฐเกิดมาก็เสียชีวิตทันที หายากมากที่จะมีคนโชคดีรอดชีวิตมาได้ ซึ่งคนพวกนั้นก็ได้แต่ใช้ชีวิตอยู่บนเตียงคนไข้ไปตลอดทั้งชาติ”
หลิงหลานนึกถึงอาการป่วยชั่วชีวิตของตัวเองเมื่อชาติก่อน รวมถึงสุขภาพร่างกายที่ป่วยกระเสาะกระแสะของหลี่หลานเฟิง ทั้งหมดเป็นเพราะพลังจิตมหาศาลเกินไป ความจริงแล้วสายเลือดของตระกูลเซี่ยน่าอัศจรรย์มาก มันสามารถทำให้เด็กที่มีพลังจิตแข็งแกร่งอยู่รอดต่อไปได้เหมือนกับคนปกติ อีกทั้งยังมีร่างกายแข็งแรง นอกจากนี้เป็นเพราะความแข็งแกร่งของพลังจิต ทำให้พวกเขาเรียนรู้เรื่องต่างๆ ได้ดีกว่าคนทั่วไป…
อย่างไรก็ตาม มีได้ก็ต้องมีเสีย ถ้าหากลูกหลานของตระกูลเซี่ยอยากกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสุดยอด พวกเขาจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่ามารในใจ หรือก็คือการตื่นขึ้นมาของอีกบุคลิกที่ถูกปิดผนึกไว้ มีเพียงการผ่านด่านนี้เท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้สัมผัสถึงประตูของผู้แข็งแกร่งระดับสุดยอด ซึ่งการแยกกันนี้นับว่าชาญฉลาดมาก
“ความจริงการที่อีกบุคลิกตื่นขึ้นมาได้ก็เป็นการยืนยันทางอ้อมว่า ร่างกายของนายแข็งแกร่งพอที่จะรองรับอีกบุคลิกได้แล้ว” หลิงหลานพูดกับเซี่ยอี๋ด้วยความจริงจัง “มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่ามารในใจเกิดขึ้นมา มันเป็นเพียงเพราะว่าร่างกายมีกำลังเหลือพอ ถึงได้เตรียมรองรับบุคลิกที่โดนปิดผนึก ดังนั้นบุคลิกที่โดนปิดผนึกถึงตื่นขึ้นมาได้”
“พูดอีกอย่างก็คือ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ามารในใจเลย” การคาดคะเนของหลิงหลานทำให้เซี่ยอี๋อ้าปากกว้างด้วยความตกตะลึง
“ซึ่งมันแน่อยู่แล้ว เขาเป็นมารในใจของนายหรือไง? ก่อนเกิดเรื่องนายไม่เคยรู้สึกถึงตัวตนของเขาเลยนะ ฉันไม่เชื่อว่าตอนเด็กๆ นายไม่เคยทำผิดพลาด? ไม่เคยเสียใจมาก่อนเลย? ทำไมต้องรอให้โตก่อนถึงค่อยปรากฏตัวออกมาล่ะ?” มารในใจ หลอกใครกัน? หลิงหลานไม่ให้ค่าเรื่องนี้เลย
เซี่ยอี๋อ้าปาก สุดท้ายก็หัวเราะขื่นแล้วกล่าวว่า “ผู้อาวุโสตระกูลเซี่ยบอกว่ามารในใจเกิดจากการสั่งสม พอสั่งสมจนถึงระดับหนึ่งก็จะระเบิดออกมา…”
“อธิบายได้ดี แล้วนายเชื่อหรือไง?” หลิงหลานถามอย่างเฉยชา
เซี่ยอี๋ใคร่ครวญอย่างจริงจัง สุดท้ายก็กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ถ้าเกิดไม่ใช่เพราะลูกพี่พูดแบบนี้ ฉันก็ยังเชื่อจริงๆ” ดูเหมือนว่าคำกล่าวนี้จะกลายเป็นข้อเท็จจริงไปแล้ว พวกเขาเลยไม่เคยคิดให้ถี่ถ้วน คิดเสมอว่าพวกผู้อาวุโสมีความรู้กว้างขวาง ที่พวกเขาพูดมาย่อมไม่ผิดแน่
เซี่ยอี๋มองหลิงหลาน จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นแน่วแน่มาก แววตาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “แต่ที่ลูกพี่พูดมา ฉันคิดว่าสมเหตุสมผลมากกว่า” เขาหันหน้ามองไปทางบุคลิกด้านมืดที่กำลังครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยถามว่า “นายว่าไง?”
บุคลิกด้านมืดเงยหน้าขึ้นมาแล้วพยักหน้าให้หลิงหลาน “ฉันคิดดูแล้ว รู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างที่นายพูด” เขาเองก็เห็นด้วยกับการคาดคะเนของหลิงหลาน
“ในเมื่อตอนแรกพวกนายเป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้างั้นการกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้งก็ไม่น่าผิดอะไรนี่นา” หลิงหลานแนะนำ
“แต่นี่ต้องมีร่างหลักเกิดขึ้นมาแน่ๆ ถ้าจะให้ฉันยอมจำนนต่อเขา ฉันไม่ยอมหรอกนะ” บุคลิกด้านมืดเอ่ยประท้วงก่อน เขาที่ถือดีไม่ยินยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น ต่อให้เดิมทีอีกฝ่ายคือเขา เขาก็ไม่ยอม
หลิงหลานได้ยินคำกล่าวก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “ฉันไม่เคยพูดมาก่อนเลยนะว่าหลังจากที่รวมร่างกันแล้ว เซี่ยอี๋จะต้องกลายเป็นร่างหลัก” ขนาดตัวเธอเองก็ไม่แน่ใจว่าจะกลายเป็นแบบไหนกันแน่
บุคลิกด้านมืดมองไปที่หลิงหลานด้วยความสงสัย “ฉันเคยอ่านความทรงจำของเซี่ยอี๋ ในนั้นมีคนที่ชื่อว่าลั่วล่าง บุคลิกหลักของลั่วล่างเป็นร่างหลัก ส่วนบุคลิกอื่นเป็นบุคลิกเสริมที่ยอมจำนนต่อเขาไม่ใช่หรือไง?”
หลิงหลานตอบกลับอย่างเรียบเฉยว่า “กรณีลั่วล่างเป็นการตื่นขึ้นมาของพรสวรรค์ ถึงจะบอกว่าพวกนั้นเป็นบุคลิกที่แตกต่างกัน แต่อันที่จริงโดยเนื้อแท้แล้ว มันคือทักษะอัญเชิญอย่างหนึ่ง เรียกว่าวิญญาณสิงสู่ แตกต่างจากกรณีของนายกับเซี่ยอี๋อย่างสิ้นเชิง”
บุคลิกด้านมืดเป็นคนเฉลียวฉลาด เขาเข้าใจทันที “นายหมายความว่า เพราะฉันกับเซี่ยอี๋เป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นหลังจากที่หลอมรวมกันอย่างแท้จริงแล้ว กระทั่งนายเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครจะเป็นร่างหลัก ใครจะเป็นร่างเสริมสินะ?”
หลิงหลานพยักหน้า “ถูกต้อง นี่ก็คือเหตุผลที่ฉันไม่มั่นใจว่าหลังจากที่หลอมรวมกันแล้ว ผลลัพธ์จะเป็นแบบไหน นี่เป็นเรื่องที่ไม่รู้เลย” ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถรักษาความคิดเป็นเอกเทศของแต่ละคนไว้ได้ ซึ่งหลิงหลานไม่มีทางบอกเรื่องนี้ให้พวกเซี่ยอี๋เป็นอันขาด
คำพูดของหลิงหลานทำให้เซี่ยอี๋กับบุคลิกด้านมืดเงียบไปอีกครั้ง ไม่ต้องสงสัยเลยสักนิดว่าวิธีการที่หลิงหลานเสนอมาแฝงไปด้วยการเดิมพัน ไม่มีใครรู้เลยว่าผลลัพธ์จะเป็นแบบไหน บางทีอาจสำเร็จ บางทีอาจล้มเหลว หรือบางทีอาจกลายเป็นตัวเองที่ไม่ใช่ตัวเองก็ได้…
——————-