I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 531 ขัดเกลา! (1)
เซี่ยอี๋มาที่ข้างกายเขาโดยไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ทั้งสองคนแยกกันอยู่ฝั่งซ้ายและฝั่งขวาและหิ้วคนหมอนั่นขึ้นมา ก่อนจะเดินเข้าไปในเต็นท์ของผู้บัญชาการด้วยกัน จากนั้นฉีหลงก็เอ่ย ยเสียงเบาต่อว่า “เรื่องมันเป็นแบบนี้…”
หลังจากนั้นเสียงของฉีหลงก็ยิ่งกดต่ำลง คำพูดว่าโกงกับติดสินบนบางอย่างดังหลุดออกมาเป็นระยะ ทำให้คนในเต็นท์ฟังแล้วคันหัวใจยิบๆ อยากตามไปฟังให้แน่ชัด
อย่างไรก็ตาม พอนึกขึ้นได้ว่าในเต็นท์ของผู้บัญชาการมีเสนาธิการจูเก่อที่เป็นเทพกลยุทธ์คนนั้น อารมณ์บุ่มบามก็หายไปทันที พวกเขาไม่อยากเห็นดวงหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่าย แล้วโดน นวางแผนใส่จนทำให้ครอบครัวล่มจมไปโดยไม่รู้ตัวท่ามกลางบรรยากาศเป็นมิตร...
หลิงหลานสังเกตเห็นว่าด้านในมีแค่สามคนเท่านั้น เธอเลยเลิกม่านประตูขึ้นแล้วเดินเข้าไปทันทีโดยไม่ครุ่นคิดเลยสักนิดเดียว
คนที่อยู่ใกล้ด้านนอกมากที่สุดน่าจะเป็นคนคุ้มกัน หลิงหลานเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างฉับไว เขาเพิ่งจะไปถึงขั้นต้นของระดับพลังปราณเท่านั้น
อีกฝ่ายเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาโดยที่ไม่รายงานสักคำ ก็เอ่ยเสียงดังอย่างโมโหทันทีว่า “ใคร? ทำไมไม่ปฏิบัติตามกฎ?”
หลิงหลานเยือกเย็นมาก เธอเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “มีเรื่องด่วนต้องรายงาน”
คำพูดนี้ทำให้โทสะของคนผู้นั้นลดลงไปไม่น้อยทันที เขาหันหน้ามองไปทางด้านใน
ด้านในมีคนอยู่สองคน พวกเขากำลังศึกษาแผนที่อยู่ หนึ่งในนั้นได้ยินเสียงวุ่นวายทางฝั่งนี้ ร่างกายพลันแข็งทื่อ ส่วนอีกคนก็เงยหน้าเอ่ยยิ้มแย้มเหมือนไม่สนใจว่า “เสี่ยวเกา ไม่เ เป็นไร ให้เขาเข้ามาได้”
สีหน้าของเสี่ยวเกาถึงค่อยอ่อนโยนลง เขาชี้ไปที่หลิงหลานแล้วกล่าวว่า “นาย เข้าไปรายงาน!” จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่พวกฉีหลงและพูดว่า “พวกนายก็อยู่ที่นี่ ห้ามวุ่นวายเด็ดขาด”
หลิงหลานห้อยมือขวาลงทำสัญญาณมือให้พวกลูกทีมด้านหลังอย่างรวดเร็ว ชายที่ยิ้มแย้มมองหลิงหลานเห็นดังนั้น ก็ไม่ได้มองข้ามการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของหลิงหลาน แววตาของเขาหดลงฉั บพลัน
เวลานี้เอง อีกคนที่ตัวแข็งทื่อพลันอ้าปาก กำลังอยากตะโกนเสียงดังว่า “ศัตรูบุก...”
น่าเสียดายที่เขายังไม่ทันได้ตะโกนออกมา ดวงตาสองข้างของเขาพลันเหลือกขึ้น ก่อนที่จะล้มลงไป คนที่อยู่ข้างกายเขามองเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสังเกตเห็นกระบอกเข็มฉีดยาที่โผล่ ออกมาครึ่งหนึ่งบนลำคอของเขา แววตาของชายคนนั้นก็เย็นเยียบอีกครั้ง
ที่แท้หลิงหลานซัดเข็ดฉีดยาสลบใส่อีกฝ่ายในชั่ววินาทีที่เขากำลังจะตะโกนขอความช่วยเหลือ
เสี่ยวเกาเห็นฉากนี้ก็อึ้งไปทันที ขณะที่เพิ่งจะตระหนักได้ว่านี่เป็นการบุกโจมตีของศัตรู ฉีหลงกับลั่วล่างก็ลงมือพร้อมกันทางด้านซ้ายและด้านขวา ต่างคนต่างแทงเข็มฉีดยาสลบ ไปที่ลำคอของอีกฝ่าย
ชายที่มองพวกหลิงหลานด้วยรอยยิ้มมาตลอดคนนั้น เวลานี้เขายังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยนแปลง เขาถอนหายใจเบาๆ ทีหนึ่งแล้วค่อยๆ กล่าวว่า “ฉันวางแผนใส่คนอื่นมาตลอด แต่ไม่ได้คิดเลยว่าฐ ฐานที่มั่นของตัวเองจะถูกอื่นวางแผนใส่ด้วย พวกนายเป็นคนจากโรงเรียนไหน? อืม อย่าเพิ่งพูดนะ ให้ฉันเดาหน่อย”
เขาคิดอย่างจริงจังอยู่หลายวินาที หลังจากนั้นก็เอ่ยอย่างเฉียบขาดว่า “พวกนายเป็นคนของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งและนายก็น่าจะเป็นผู้บัญชาการหลิงหลานของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง งสินะ” ความทรงจำของอีกฝ่ายดีมากอย่างไม่ต้องสงสัย พูดสถานะตัวตนของหลิงหลานออกมาได้ทันที
หลิงหลานกวาดตามองอีกฝ่ายอย่างเฉยชาแวบหนึ่ง “ไม่เลว ไม่ทราบว่ารุ่นพี่ชื่ออะไร?”
คนผู้นั้นยิ้มฝืดเฝื่อนขึ้นมา “จูเก่อจิ่งหมิง!”
“เทพหยั่งรู้จูเก่อ!” หลิงหลานเอ่ยอย่างเรียบเฉย “เลื่อมใสมานาน!”
“น้ำเสียงของนายฟังไม่ออกถึงความเลื่อมใสมานานเลยนะ” จูเก่อจิ่งหมิงส่ายหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อน นี่ตบหน้ากันหรือเปล่า?
“ฉันไม่คิดว่าพวกนายจะใจกล้ากันขนาดนี้ บุกโจมตีฐานที่มั่นโดยทิ้งหุ่นรบไว้แล้วลอบเข้ามาแค่ตัว พวกนายไม่กลัวตายกันเลยหรือไง?” จูเก่อจิ่งหมิงไม่เข้าใจความบ้าบิ่นของหกคน นตรงหน้าเขาเลย ในสายตาของเขา การกระทำเช่นนี้ของอีกฝ่ายไม่ต่างจากส่งตัวเองไปตายอย่างไม่ต้องสงสัย
“เพราะว่าไม่มีใครคิดว่าจะมีคนกล้าส่งตัวเองไปตาย ดังนั้นพวกเราถึงยืนอยู่ที่นี่ไง” หลิงหลานเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
จูเก่อจิ่งหมิงได้ยินคำกล่าวสีหน้าก็กระตุกขึ้นทันใด จากนั้นเขาก็ถอนหายใจอีกครั้งและพูดว่า “ก็จริง อยู่ในสนามรบ ทำได้ทุกอย่างเพื่อชัยชนะ ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว ฉันทำพลาดไป ฉันไม่ได้เห็นการต่อสู้ประจัญบานเป็นสงครามที่แท้จริง แต่นายทำ ดังนั้นนายถึงชนะแล้ว”
หลิงหลานไม่พูดอะไร เธอแค่กวาดตามองรอบเต็นท์เท่านั้น ก่อนจะพบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุทันที เธอเพิ่งจะก้าวขึ้นมาก็ได้ยินจูเก่อจิ่งหมิงกล่าวว่า “ฐานที่มั่นของโรงเรียนทหารชายที สองเป็นของในกระเป๋าพวกนายแล้ว ยังเหลือเวลาอีกสิบกว่าชั่วโมงก่อนจะออกจากการต่อสู้ประจัญบาน ผู้บัญชาการหลิงไม่ควรรีบร้อนตอนนี้นะ และฉันก็มีคำถามอยากถามผู้บัญชาการหลิงด้ว วย ไม่รู้ว่าผู้บัญชาการหลิงจะคลายข้อสงสัยให้ฉันได้หรือเปล่า?”
หลิงหลานชายตามองจูเก่อจิ่งหมิงอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วพูดแทงใจอีกฝ่ายตรงๆ “ฉันรู้ว่านายกำลังถ่วงเวลา”
จูเก่อจิ่งหมิงได้ยินคำกล่าวก็เก็บงำอารมณ์อารมณ์ที่ปั่นป่วนโดยพลันเพราสายตาเย็นชาคมกริบของอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ เขาเผยรอยยิ้มเจื่อนออกมาอีกครั้ง ก่อนจะแบมือเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ ความผิดว่า “ตระกูลจูเก่อของพวกเราเน้นด้านการขัดเกลาสมอง ส่วนทักษะร่างกาย ขอเพียงรับประกันว่าร่างกายแข็งแกรงก็ถือว่าทำภารกิจสำเร็จแล้ว พวกนายทุกคนเป็นยอดฝีมือ น่าจะรู้ ระดับทักษะการต่อสู้มือเปล่าที่แท้จริงของฉันดี ฉันที่อยู่แค่ระดับสำแดงตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกนายเลย ต่อให้ฉันอยากพลิกสถานการณ์ ฉันก็ไม่มีความสามารถหรอก” สีหน้าและคำพูดของ จูเก่อจิ่งหมิงล้วนจริงใจสุดขีด ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่อยากจะเชื่อเขา
เวลานี้หลิงหลานเดินมาถึงเครื่องส่งสัญญาณวิทยุแล้ว เธอหยิบเครื่องส่งสัญญาณวิทยุของผู้บัญชาการโรงเรียนทหารชายที่สองขึ้นมา แล้วมองอย่างจริงจัง จากนั้นถึงค่อยพูดว่า “นี่น่าจะเป็น เครื่องส่งสัญญาณวิทยุของเจี่ยงเส่าอวี่สินะ”
จูเก่อจิ่งหมิงรู้ว่าหลอกหลิงหลานไม่ได้ ก็เอ่ยพยักหน้าบอก ว่า “แน่นอน ผู้บัญชาการหลิงรู้ดีว่าฐานที่มั่นต้องอาศัยเครื่องส่งสัญญาณวิทยุของผู้บัญชาการถึงจะจุดแสงไฟได้”
หลิงหลานได้ยินคำกล่าว มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย เธอออกแรงบดขยี้นิ้วมือช้าๆ เครื่องส่งสัญญาณวิทยุนั้นถูกหลิงหลานบีบจนแหลกเป็นผุยผงทันที สุดท้ายหลิงหลานก็ดีดนิ้วเบาๆ ทีหนึ่ง เศษผงที่เหลืออยู่บนนิ้วมือก็ร่วงลงพื้นจนหมด ไม่เหลือร่องรอยอีก
ฉากนี้ทำให้จูเก่อจิ่งหมิงเลิกคิ้วขึ้น ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำแบบนี้ทำไม หรือว่าแค่ข่มขู่เขาเท่านั้น?
หลิงหลานค่อยหันหน้ามองไปที่จูเก่อจิ่งหมิง แล้วกล่าวอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มว่า “ยังมีเวลาอยู่นิดหน่อย งั้นฉันจะฟังคำถามของนายก็ได้”
จูเก่อจิ่งหมิงดีใจมาก สาเหตุที่เขาอยากถามคำถามก็เพราะอยากถ่วงเวลา เจี่ยงเส่าอวี่พาทีมจากไปได้สิบสองชั่วโมงแล้ว ถ้าเกิดทุกอย่างราบรื่น เกรงว่าเวลานี้พวกเขาคงจะบุกโจมตีฐาน ที่มั่นของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งแล้ว และพวกคนตรงหน้าน่าจะยังไม่รู้เรื่องนี้ เขาอาจจะยังมีโอกาสพลิกสถานการณ์อยู่
จูเก่อจิ่งหมิงสงบจิตใจ แล้วเอ่ยช้าๆ ว่า “ฉันอยากถาว่า พวกนายลอบเข้ามาในเขต Q ได้ยังไง อย่าบอกนะว่าพวกนายมาแต่ตัวโดยที่ไม่มีหุ่นรบตั้งแต่แรกแล้ว ต่อให้พวกนายเร่งสุดกำล ลัง ตอนนี้ก็น่าจะยังมาไม่ถึงที่นี่” ถึงแม้เป็นแค่การทำเพื่อถ่วงเวลา แต่จูเก่อจิ่งหมิงอยากรู้คำถามข้อนี้จริงๆ ดังนั้นเลยถือโอกาสถามออกมา
“มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าการปลอมตัว ก็เหมือนกับพวกเราในตอนนี้” หลิงหลานตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“แต่พวกเรามีวิธีแยกแยะ ต่อให้พวกนายโชคดีผ่านมาได้หนึ่งด่าน ก็ไม่มีทางผ่านด่านมาได้เยอะขนาดนี้”จูเก่อจิ่งหมิงไม่เชื่อคำพูดของหลิงหลานเลย
“ยังมีอีกสิ่งที่เรียกว่าข้อมูล!” หลิงหลานปรายตามองจูเก่อจิ่งหมิง สายตาเย็นเยียบนั้นทำให้จูเก่อจิ่งหมิงใจกระตุก เขามักจะรู้สึกว่าความคิดชั่วร้ายของเขาถูกอีกฝ่ายมองทะลุแ แล้ว…แต่นี่มันเป็นไปได้ยังไง! พวกเขาอยู่ห่างกันในระดับหนึ่ง ต่อให้เป็นหุ่นรบก็ไม่สามารถได้รับข้อมูลที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ได้
ถึงแม้จูเก่อจิ่งหมิงเตือนตัวเองว่าอย่าตื่นตระหนก แต่สายตาของหลิงหลานคมกริบมากเกินไป ทำให้เขาอดหลุบตาลงไม่ได้ เพื่อขวางกั้นสายตาที่มองทะลุจิตใจคนนั้น
หลิงหลานยกมุมปากขึ้นนิดๆ เผยความเยาะหยันออกมารางๆ เธอหยิบของชิ้นเล็กๆ ที่พกติดตัวตลอดทางออกมาจากในกระเป๋า ขณะเดียวกันก็พูดว่า “และก็มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าช่องโหว่! ซึ งมันไม่ได้หายไปหลังจากที่วางแผนการเสร็จ” เธอกล่าวจบก็พลิกนิ้ว จนเกิดเสียงดังแกรกติดอยู่ในเครื่องรับสัญญาณนั้น
การกระทำของหลิงหลานทำให้สีหน้าจูเก่อจิ่งหมิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในใจพลันรู้สึกหนักอึ้ง