I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 545 ประเมิน!
เยี่ยซวี่ได้ยินว่าตัวเองหนีเภทภัยพ้นได้ชั่วคราวก็รีบคลานขึ้นมาจากบนโซฟาทันที พอเห็นหลิงหลานเหลือบมองมาด้วยสายตาเย็นชา เขาก็รีบส่งเมมโมรี่การ์ดในมือไปให้ ปากก็เอ่ยอย่า างประจบประแจงว่า “ลูกพี่ นี่เป็นรายชื่อนักเรียนใหม่ที่สมัครเข้ากลุ่มหุ่นรบเราในปีนี้ ลูกพี่ตรวจสอบดูด้วย”
หลิงหลานมองเยี่ยซวี่อย่างพูดไม่ออกมากๆ นี่เป็นงานของอู่จย่งไม่ใช่เหรอ? เอามาให้เธอทำไม?
ที่แท้เยี่ยซวี่ตกใจกลัวสายตาเย็นเยียบของหลิงหลานจนโง่งมไปแล้ว เขาถึงได้เผลอส่งเมมโมรี่การ์ดไปให้ หลังจากที่เขาเพิ่งจะพูดประโยคนี้ออกมา ก็ทำหน้างุ่นง่านใจ ‘ทำไมถึงทำพลาดอีก กแล้วนะ?’
อู่จย่งกุมขมับด้วยความจนใจ ระยะนี้พอเยี่ยซวี่เห็นลูกพี่ก็มือไม้ลนลาน เมื่อก่อนไม่เห็นเซ่อซ่าขนาดนี้เลย เมื่อเห็นขมับของเยี่ยซวี่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในใจก็รู้สึกทนไม่ไหว อยู่บ้าง เลยเอ่ยปากช่วยกู้หน้าว่า “ลูกพี่ นายเป็นหัวหน้ากลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนของพวกเรานะ นายต้องใส่ใจสมาชิกใหม่ในอนาคตของพวกเราด้วยสิ”
จากนั้นเขาก็ต่อว่าเยี่ยซวี่อย่างยิ้มแย้มว่า “เยี่ยซวี่ ไม่มีธุระแล้ว นายไปได้”
สำหรับเยี่ยซวี่แล้ว เสียงนี้ก็คือการช่วยชีวิต เขาไม่สนใจแล้วว่าหลิงหลานดูหรือไม่ ก่อนจะวางเมมโมรี่การ์ดลงบนโต๊ะชาเบื้องหน้าหลิงหลานทันที แล้วส่งสายตาขอบคุณให้อู่จย่ง จากนั้นก็รีบวิ่งหนีไปราวกับมีมารร้ายไล่ตามหลังก็ไม่ปาน
วินาทีต่อมา เขาก็มาถึงหน้าประตูก่อนจะเห็นพวกลูกทีมกำลังชะโงกหัวมาสำรวจดูสถานการณ์ด้านใน เยี่ยซวี่ถลึงตาใส่พวกเขาอย่างขุ่นเคือง ไอ้พวกคนไร้น้ำใจ สุดท้ายก็ยังปล่อยให้เขารั บมือลูกพี่คนเดียว
“รองหัวหน้า ลูกพี่อยู่หรือเปล่า?” ลูกทีมคนหนึ่งเห็นสีหน้าของเยี่ยซวี่ดูยากจะทานทน ก็รีบถามเสียงแผ่วเบา
เยี่ยซวี่ทำหน้าเคร่งเครียดทันที เขาหันหน้ากลับไปมองที่ด้านในตามจิตใต้สำนึก พอไม่เห็นดวงหน้าเย็นชาที่เต็มเปี่ยม ไปด้วยการคุกคามของลูกพี่ก็โล่งอกโดยพลัน แต่เขาไม่อยากอยู่ใน นเขตอันตรายนี้เลยรีบสั่งว่า “ลมหนาแน่นรั้งลมหายใจ[1] ยังไม่รีบหนีอีก”
นี่เป็นวลีของสมาชิกกลุ่มหลิงเทียนไปแล้ว เมื่อเจอเหตุการณ์อันตรายต้องรีบหลบหนี พวกเขาก็จะเอ่ยคำพูดประโยคนี้ และก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลิงเทียนเช่นกัน
ลูกทีมฟังแล้วยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก พวกเขาโกยแนบตามเยี่ยซวี่ไปโดยไม่ครุ่นคิดเลยสักนิดเดียว
พอได้ยินการเคลื่อนไหวตรงหน้าประตู หน้าผากหลิงหลานก็ผุดขีดดำหลายเส้น ก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่สบอารมณ์นิดหน่อยว่า “ฉันน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอ?”
พี่สาวแค่ไม่ยิ้มเองไม่ใช่หรือไง? ไม่ได้ด่าทอ ไม่ได้ทำร้าย พูดยังไงก็เป็นหัวหน้ากลุ่มแสนดีที่เป็นห่วงเป็นใยลูกน้อง แต่พวกเขาถึงกับกลัวเธอขนาดนั้นเชียวเหรอ?
คำถามนี้ทำให้อู่จย่งหน้าแข็งทื่อ เขาเอ่ยพลางเบนสายตาออกไป “อันที่จริง…นั่นก็…ว่ายังไงดีล่ะ…”
“ไม่ต้องพูด ฉันรู้แล้ว!” หลิงหลานเอ่ยอย่างเย็นชา สีหน้านี้บ่งบอกว่าเธอน่ากลัวมากจริงๆ ไม่ใช่หรือไง? ดูท่าใบหน้างดงามของพี่สาวถึงจะดูดีแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์แล้ว
หลิงหลานหยิบเมมโมรี่การ์ดบนโต๊ะขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะใช้ฟังก์ชั่นส่งต่อแบบไร้สาย ให้ข้อมูลด้านในทั้งหมดแสดงขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ของโต๊ะชา
“เยอะมากเลยนี่นา” เมื่อเห็นรายชื่อและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากมาย หลิงหลานก็ประหลาดใจอยู่บ้าง นี่มันเยอะเกินไปหน่อยแล้ว
“ได้ยินฝ่ายต้อนรับบอกว่า ลบคนส่วนใหญ่ที่ไม่ผ่านเงื่อนไขขั้นต่ำสุดไปแล้วนะ” อู่จย่งมาที่ข้างกายหลิงหลาน แล้วเลือกนั่งลงบนโซฟาที่อยู่ใกล้หลิงหลานมากที่สุด
“แค่จำนวนคนพวกนี้ ก็น่าจะมีสักสี่ร้อยห้าร้อยคนแล้วใช่มั้ย” ข้อความเป็นพรืดทำให้หลิงหลานเห็นแล้วเวียนหัวเล็กน้อย
อู่จย่งแตะบนหน้าจอ “ดูแบบนี้จะชัดเจนกว่านะ” แป๊บเดียวภาพหน้าจอก็เปลี่ยนไป ไฟล์ข้อความที่เดิมทีมีอยู่ล้นหลามก็ถูกจัดออกเป็นหมวดหมู่ใหญ่หลายอัน ให้ความรู้สึกกระจ่างชัดขึ้น นมาทันที
“รายชื่อที่ศักยภาพมากที่สุด (ระดับหัวหน้าทีม)” หลิงหลานมองหมวดหมู่บนสุด แล้วกดเปิดด้วยความสงสัยใคร่รู้
ทันใดนั้นก็มีรายชื่อประมาณยี่สิบคนปรากฏออกมา แค่ชื่อแรก ‘หลิงอี้’ ก็ทำให้หลิงหลานรู้สึกคุ้นเคยอย่างยิ่งยวดแล้ว
อู่จย่งก็เห็นเช่นกัน เขากล่าวด้วยความประหลาดใจว่า “นักเรียนใหม่คนนี้นามสกุลหลิงด้วยเหรอ?” เขากดเปิดไลฟ์ของหลิงอี้ก่อนจะเห็นเด็กหนุ่มเคร่งขรึมเย็นชาคนหนึ่งปรากฏในหน้าจ จอขนาดใหญ่ โดยที่ด้านข้างมีไลฟ์รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเขา
“หลิงอี้ ประชาชนทั่วไป มาจากสถาบันลูกเสือผูอี้ (ดาวผูเจ๋อระดับสาม) ทักษะต่อสู้มือเปล่า: พลังปราณขั้นต้น ระดับการควบคุมหุ่นรบในโลกหุ่นรบ: ระดับสูง!” อู๋จย่งตะโกนเสียงหลงออ อกมา ตอนแรกที่พวกเขาเข้าสู่ระดับสูง ก็เป็นเพราะพวกฉีหลงเคี่ยวกรำตัวเองถึงได้โชคดีเลื่อนขั้นได้สำเร็จ แต่ว่าการที่สามัญชนที่มาจากดาวผูเจ๋อระดับสามอย่างหลิงอี้คนนี้สามารถ ถบรรลุถึงระดับนี้ได้เหมือนกัน เป็นเพราะอีกฝ่ายมีพรสวรรค์ระดับปีศาจอัจฉริยะ หรือว่าอีกฝ่ายก็เคี่ยวกรำตัวเองเหมือนกับพวกเขา?
หลิงอี้…หลิงหลานกำลังคิดอยู่ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้นๆ หรือเป็นเพราะว่าเขามีนามสกุลหลิง?
‘พรึบ’ ทันใดนั้นเองก็มีภาพเศษเล็กเศษน้อยปรากฏขึ้นในห้วงจิตใจสองภาพ
“ผมอยากสืบทอดตำแหน่งของพ่อผม ผมอยากกลายเป็นผู้คุ้มกันที่คุณชายหลานไว้ใจมากที่สุด” หลิงอี้ที่มีอายุห้าขวบเอ่ยด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว
“คุณอาอวี่ ผมขอฝากคุณชายหลานให้คุณก่อน รอผมแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ผมจะกลับมารับตำแหน่งของคุณ” หลิงอี้โค้งตัวบอกลาหลิงหลานอย่างเคารพนอบน้อม ถึงค่อยออกจากตระกูลหลิงไป…
เมื่อภาพหายไป หลิงหลานก็ได้ยินเสียงภาคภูมิใจของเสี่ยวซื่อว่า “ลูกพี่เป็นหลิงอี้คนนี้แหละ”
หลิงหลานยิ้มละไม เสี่ยวซื่อซุกซนจริงๆ เธอมองไปยังเด็กหนุ่มเคร่งขรึมเย็นชาในภาพอีกครั้งแล้วก็ลอบถอนหายใจ ไม่นึกเลยว่า เด็กเมื่อตอนนั้นจะเติบโตถึงขั้นนี้แล้ว มิน่าล่ะหลิงห หัวพ่อของเขาถึงได้ทรยศตระกูลหลิงโดยไม่เสียดายเพื่ออนาคตของลูก
“คนนามสกุลหลิงเป็นปีศาจอัจฉริยะกันหมดเลยหรือไง?” อู่จย่งพึมพำพลางมองไปที่หลิงหลาน ก่อนจะพบว่าหลิงหลานกำลังตรึกตรองอะไรบางอย่างอยู่ เขาก็ฉุกใจขึ้นมาทันทีแล้วเอ่ยปากถา ามว่า “ลูกพี่ นายรู้จักเขาเหรอ?”
หลิงหลานพยักหน้ากล่าวว่า “อื้อ นับว่าเป็นคนของตระกูลฉัน”
นับว่าเป็นคนของตระกูลฉัน? หรือว่าเป็นลูกนอกสมรส? อู่จย่งเพิ่งจะคิดเรื่องนี้ขึ้น เขาก็ส่ายหน้ากำจัดมันทิ้งทันที นายพลหลิงเซียวจะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เขาคิดมากไปจริงๆ ๆ น่าจะเป็นลูกหลานสายรองของตระกูลใช่หรือเปล่า อู่จย่งรู้สึกว่าตัวเองพบความจริงแล้ว
“งั้นตอนที่ประเมิน?” อู่จย่งเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
หลิงหลานปรายตามองอู่จย่ง ทำให้หัวใจดวงน้อยๆ ของอู่จย่งสั่นระริก ก่อนจะเอ่ยโดยไม่ต้องให้หลิงหลานตอบว่า “ลูกพี่ ฉันเข้าใจแล้ว”
สรุปแล้ว ให้เห็นหลิงอี้คนนี้เป็นคนทั่วไปและตัดสินตามผลงานความสามารถของอีกฝ่าย เวลานี้เขาก็อดหลุดขำไม่ได้ เขาคิดว่าลูกพี่จะเห็นแก่สายสัมพันธ์ส่วนตัวได้ยังไงนะ? เขาได ด้รับอิทธิพลจากเจ้าโง่เยี่ยซวี่แน่ๆ
หลิงหลานไม่สนใจดูคนอื่นอีกต่อไปแล้ว เธอลุกขึ้นมาแล้วกล่าวกับอู่จย่งว่า “นายจัดการงานเลย ฉันไปก่อนละ อีกอย่างต่อให้ยุ่งอีกสักแค่ไหน พวกนายก็ต้องรายงานตัวกับฉันสองวั นต่อสัปดาห์ บอกหลี่อิงเจี๋ยด้วยละ”
อู่จย่งทำหน้าห่อเหี่ยวใจ ตอนนั้นทำไมเขาถึงคิดว่าฝึกฝนกับพวกฉีหลงเป็นเรื่องดีแน่นอนนะ? แต่เขาจะไปกล้าเซย์โนต่อหน้าเย็นชาของหลิงหลานได้ยังไง? อู่จย่งได้แต่พยักหน้าอย่าง งทุกข์ระทมบ่งบอกว่ารู้แล้ว โชคดีไม่ได้มีแค่เขาเท่านั้นที่ทนทุกข์ ยังมีหลี่อิงเจี๋ยอยู่เป็นเพื่อนด้วย อู่จย่งรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
หลิงหลานที่เดินออกจากห้องทำงานของอู่จย่งแล้ว เวลานี้กำลังหารือกับเสี่ยวซื่อ “เสี่ยวซื่อ นายว่า หลิงอี้คนนี้ไว้ใจได้หรือเปล่า”
“ตอนนี้ยังไม่มีปัญหา” เสี่ยวซื่อตอบ “ความจริงแล้วตั้งแต่ที่หลิงอี้ออกจากตระกูลหลิง ฉันก็คอยเฝ้าจับตามองเขามาตลอด”
หลิงหลานตะลึงงัน “นายจับตามองเขาทำไม?”
“ดูว่าพวกคนที่อยากทำร้ายเธอยังไปหาเขาอีกหรือเปล่า ฉันอยากค้นหาเบาะแสเล็กๆ น้อยจากตัวเขาน่ะ” เสี่ยวซื่อเอ่ยด้วยความเสียใจ “น่าเสียดายที่ไม่มีเลย อาจเป็นเพราะคนของเธอซ ซ่อนตัวจากพวกเขาได้ดีเกินไป พวกเขาเลยหาไม่เจอ”
“บางทีพวกเขาอาจรู้สึกว่าเด็กอายุน้อยขนาดนี้ไม่มีค่าพอให้ใช้ประโยชน์ก็ได้นะ” หลิงหลานไม่เชื่อว่าถ้าฝ่ายตรงข้ามอยากหาแล้วจะหาไม่เจอจริงๆ พวกเขาอาจคิดว่า เด็กอายุห้าขวบท ที่ถูกส่งไปไกลๆ จะทำอะไรได้? ติดสินบนไปก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย
“อื้อ ลูกพี่ เธอพูดมาก็ถูก แต่ว่าความสามารถของหลิงอี้ในตอนนี้จะต้องโดนคนสังเกตเห็นแน่นอน” เสี่ยวซื่อเองก็คิดว่าพรสวรรค์ของหลิงอี้ยอดเยี่ยมมาก ถ้าให้เวลาเขา อนาคตของเ เขาย่อมไร้ขีดจำกัด
“นี่ก็ไม่เลวมากๆ เลยไม่ใช่หรือไง? หลิงอี้จะใช้ประโยชน์ได้มั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าต่อไปเขาจะเลือกยังไงแล้ว” เมื่อหลิงอี้เปิดเผยพรสวรรค์ออกมา ฝ่ายตรงข้ามย่อมหาตัวเขาเจอ ถึงแม ม้ทางฝั่งเธอจะกำจัดเบาะแสเรื่องการทรยศของหลิงหัวจนหมดแล้ว แต่บางทีอีกฝ่ายยังมีหลักฐานที่หลิงหัวทรยศตระกูลหลิงอยู่ก็ได้
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมลูกพี่ต้องเก็บเขาไว้ด้วย” เสี่ยวซื่อรู้สึกสับสนมาก หลิงอี้อาจจะทรยศตระกูลหลิงอีกครั้งก็ได้ ตอนนั้นถ้าไม่ถอนรากถอนโคน ก็ต้องทำให้หลิงหัวสิ้นความส สัมพันธ์กับตระกูลหลิงอย่างสิ้นเชิง เด็ดบัวยังเหลือใยแบบนี้ไม่เป็นการทิ้งปัญหาไม่รู้จบไว้ในภายภาคหน้าเหรอ?
“ฉันบอกไปแล้วไม่ใช่หรือไง? เขาเป็นหมากที่ดีตัวหนึ่ง” แววตาของหลิงหลานเย็นเยียบและลุ่มลึก ศัตรูของเธอกับพ่อซ่อนตัวอยู่ลึกมากเกินไป หลังจากที่พ่อกลับมาก็พยายามสืบดูอย่าง งสุดกำลัง แต่ก็ค้นหาอะไรไม่ได้เลย ถึงแม้รู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายจะต้องมีฐานะสูงส่ง อยู่บนยอดพีระมิดของอำนาจ แต่ไม่สามารถตามหาได้เลยว่าคนผู้นั้นเป็นใครกันแน่
“ไม่ว่าหลิงอี้จะซื่อสัตย์ต่อฉันหรือไม่ เขาก็เป็นกับดักที่ฉันจัดให้ฝ่ายตรงข้าม” ไอเย็นเยียบพาดผ่านในแววตาของหลิงหลาน บางทีตัวเธอในตอนนั้นอาจจะใจอ่อน แต่เธอที่ผ่านการ รฝึกฝนอย่างโหดร้ายของมิติการเรียนรู้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมไร้ความปรานีไปแล้ว
“กับดักอะไร?” เสี่ยวซื่อถามด้วยความใคร่รู้
หลิงหลานไม่ตอบเขา วินาทีถัดมา เสี่ยวซื่อก็โดนขังอยู่ในห้องมืดเล็กๆ แล้ว เสี่ยวซื่อน้ำตานองหน้า เขาแค่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นเฉยๆ เองนะ หลิงหลานถึงกับต้องปฏิบัติต่อ เขาอย่างเย็นชาโหดร้ายขนาดนี้เลยเหรอ?
นักเรียนใหม่ที่เข้าร่วมการประเมินกลุ่มแรกของกลุ่มหุ่นรบหลิงหลานมีอยู่หนึ่งร้อยคน ซึ่งทีมของหลิงอี้หกคนก็อยู่ในกลุ่มแรกทั้งหมด นี่ทำให้พวกเขาดีใจมาก ว่าตามเหตุผลแล้ว คนที่เข้าประเมินกลุ่มแรกเป็นคนที่กลุ่มหุ่นรบเห็นว่ามีอนาคตไกลมากที่สุด
ทีมของหลิงอี้หกคนมาที่ศูนย์บัญชาการของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนเป็นครั้งแรก พวกเขาก็ตกตะลึงไปกับอาคารมหึมาที่ยิ่งใหญ่ทรงอำนาจเบื้องหน้า
“ว้าว นี่ก็คือศูนย์บัญชาการของกลุ่มอำนาจอันดับหนึ่งสินะ ใหญ่โตมาก” เถาเสี่ยวเถาอ้าปากกว้าง ไม่ว่ายังไงก็หุบปากไม่อยู่แล้ว
หลิงอี้เองก็อึ้งไปเช่นกัน เขาสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส คุณชายหลานแข็งแกร่งที่สุดอย่างที่คาดไว้จริงๆ
พวกเขาเดินอย่างล่องลอยเข้าไปในศูนย์บัญชาการ ก่อนจะมาถึงใต้ดินชั้นที่สองภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่ ใต้ดินชั้นที่หนึ่งคือพื้นที่นันทนาการที่ให้พวกสมาชิกกลุ่มเล่นและพักผ่อน ส ส่วนใต้ดินชั้นที่สองคือสนามฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่โตมโหฬาร
เมื่อเข้าไปในสนามฝึกยุทธ์ พวกหลิงอี้ก็รับรู้ได้ว่าทำไมที่นี่ถึงกลายเป็นศูนย์บัญชาการของกลุ่มอำนาจอันดับหนึ่ง แค่สนามฝึกยุทธ์แห่งนี้ยืนยันเรื่องนี้ได้แล้ว มันใหญ่พอที่ จะรองรับคนหลายพันคนทำกิจกรรมที่นี่ได้อย่างอิสระ
พวกเขามาถึงบริเวณใจกลางของสนามฝึกยุทธ์ มันเป็นสนามประลองขนาดใหญ่ แค่สนามประลองใหญ่โตแห่งนี้ก็สามารถบรรจุผู้คนได้สองร้อยสามร้อยคนแล้ว สนามประลองขนาดใหญ่แห่งนี้เป็นสนามท ที่ให้สมาชิกภายในกลุ่มใช้ สามารถทำการประลองแบบเดี่ยว และก็สามารถต่อสู้ตะลุมบอนได้ด้วย และตอนนี้สนามประลองขนาดใหญ่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ประเมินทดสอบพวกเขา