I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 546 วิวัฒนาการ!
เจ้าหน้าที่พาพวกเขามาที่ด้านล่างของสนามประลอง จากนั้นพวกเขาถึงค่อยสังเกตเห็นว่ามีออปติคัลคอมพิวเตอร์แปดเครื่องติดตั้งอยู่ตรงแปดตำแหน่งจากทั้งสี่ทิศด้านล่างสนามประลอง
เจ้าหน้าที่ชี้ไปยังออปติคัลคอมพิวเตอร์ข้างกายแล้วอธิบายว่า “ข้างในออปติคัลคอมพิวเตอร์ใส่รายชื่อรุ่นพี่ของพวกนายที่ทำการประเมินทดสอบในครั้งนี้ไว้ ใครเตรียมตัวเสร็จแล้วก็สามารถเลือกรุ่นพี่ที่จะสู้ด้วยในออปติคัลคอมพิวเตอร์พวกนี้ได้ตามใจชอบเลย พอเลือกเสร็จ หน้าจอเสมือนจริงด้านบนสนามประลองก็จะแสดงเวลาการต่อสู้” กล่าวแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ยิ้มพลางตบออปติคัลคอมพิวเตอร์ที่อยู่ข้างกายเครื่องนี้เบาๆ “แน่นอนว่าออปติคัลคอมพิวเตอร์พวกนี้ก็จะแสดงเวลาด้วยเหมือนกัน ระยะเวลาเตรียมตัวของการประเมินแต่ละรอบคือสามนาที ถ้าเกิดยังไม่ขึ้นไปบนสนามประลองภายในสามนาที ก็จะขึ้นว่าพวกนายสอบตก จำไว้นะว่าอย่าให้เลยเวลา ลูกพี่ของพวกเราไม่ให้โอกาสพวกนายอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน”
บรรดานักเรียนใหม่ได้ยินคำกล่าวก็พากันจริงจังขึ้นมา พวกเขาจ้องมองเจ้าหน้าที่ หวังว่าจะได้ฟังเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินทดสอบมากยิ่งขึ้นจากปากของเขา แต่เจ้าหน้าที่ก็ระมัดระวังรอบคอบมากเหมือนกัน เขาพูดสิ่งที่เขาควรพูดเท่านั้น หลังจากที่บอกข้อควรระวังเกี่ยวกับการประเมินให้ทุกคนฟังแล้ว เขาก็ออกจากสนามไป
ภายในห้องหัวหน้ากลุ่ม พวกฉีหลงกำลังแน่นิ่งอยู่บนโซฟา พวกเขาเพิ่งคลานออกมาจากในห้องฝึกซ้อม รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างเกินขีดจำกัดแล้ว พวกเขาอยากหาเตียงแล้วนอนหลับดีๆ สักงีบเท่านั้น น่าเสียดายที่วันนี้ลูกพี่แจ้งเป็นพิเศษว่าหลังจากฝึกเสร็จแล้วให้มารายงานตัวกับเขา พวกเขาเลยได้แต่เข้ามาอย่างทุกข์ทรมาน ทุกคนตัดสินใจแล้วว่า พอฟังคำสั่งลูกพี่เสร็จแล้วก็จะอาศัยสถานที่ของลูกพี่แห่งนี้พักผ่อนจนเต็มอิ่มให้ได้
หลิงหลานกับอู่จย่งเดินเข้ามาจากด้านนอกประตู พอเห็นทุกคนนอนระเนระนาดก็เลิกคิ้วขึ้นมาทันที “อะไรเนี่ย หมดแรงกันแล้วเหรอ?”
ลั่วล่างมองลูกพี่ด้วยสีหน้าตัดพ้อแวบหนึ่ง นี่รู้แล้วยังแกล้งถามไม่ใช่หรือไง? ฝึกซ้อมครั้งไหนบ้างที่พวกเขาไม่ได้เหนื่อยสายตัวแทบขาด และวันนี้ลูกพี่ก็เพิ่มปริมาณขึ้นอีก ปริมาณที่เกิดพิกัดนี้ทำให้สองมือสองขาของพวกเขาสั่นเทา เกรงว่าไม่มีแรงแม้แต่จะหยิบตะเกียบสักข้างแล้ว
หลิงหลานไม่สนใจสายตาจ้องเขม็งด้วยความโกรธเกรี้ยวของคนอื่นๆ เธอมองไปทางอู่จย่งอย่างเสียใจแล้วกล่าวว่า “ดูท่าคราวนี้นักเรียนใหม่พวกนั้นโชคดีไม่เลวเลยจริงๆ คนที่ประเมินพวกเขาไม่มีแรงสู้ต่อแล้ว ใครเลือกพวกเขา คนประเมินของพวกเขาก็พ่ายแพ้โดยที่ไม่ได้ต่อสู้แล้ว”
แววตาของอู่จย่งมีความประหลาดใจพาดผ่าน ไม่คาดคิดว่าลูกพี่จะไม่ได้แจ้งพวกฉีหลงล่วงหน้า รู้อยู่แก่ใจว่าวันนี้มีการประเมิน แต่ก็ยังเพิ่มปริมาณการฝึก…อย่างไรก็ตาม อู่จย่งเชื่อว่าลูกพี่ไม่มีทางทำเรื่องซี้ซั้วเด็ดขาด การที่เขาจัดการแบบนี้จะต้องมีเจตนาลึกซึ้งของเขาอย่างแน่นอน
“ประเมิน? พ่ายแพ้โดยที่ไม่ได้ต่อสู้?” ทุกคนตะโกนด้วยความขุ่นเคืองขึ้นมา ถ้าเกิดแพ้โดยที่ไม่ได้ต่อสู้จริงๆ ละก็ พวกเขายังมีหน้าอะไรไปเจอนักเรียนใหม่พวกนี้อีก
“ลูกพี่ นายวางแผนใส่พวกเรา!” หานจี้จวินแทบจะกระอักเลือด หัวหน้าทีมใครวางแผนใส่ลูกทีมตัวเองเพื่อช่วยคนนอกบ้าง พวกเขาแพ้แล้วจริงๆ ลูกพี่ไม่กลัวขายหน้าเลยหรือไง? ถึงอย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้าทีมของพวกเขานะ
“วางแผนใส่?” หลิงหลานปรายตามองอย่างเย็นชา กวาดความเดือดดาลโศกเศร้าของทุกคนไปจนหมด “ปริมาณของวันนี้ ฉันทำได้ตั้งแต่ตอนอายุสิบสามแล้ว และก็ไม่ได้ดูอเนจอนาถขนาดนี้ด้วย ว่าไปแล้ว พวกนายยังแข็งแกร่งไม่พอมากกว่า”
“ถ้าพวกนายไม่อยากขายหน้าก็ลุกขึ้นมาสิ!” หลิงหลานออกคำสั่งขึ้นมาอย่างเย็นชา
พวกฉีหลงรีบลุกขึ้นมาจากบนโซฟาทันที หลิงหลานเดินมาที่เบื้องหน้าพวกเขาแล้วเอ่ยอย่างเยือกเย็นว่า “ถ้าเกิดใครแพ้คู่ต่อสู้ของตัวเอง ฉันให้พวกนายลิ้มรสโหมดฝึกฝนของฉันในตอนนี้”
“ลูกพี่ นั่นจะฆ่าคนแล้ว” ฉีหลงโอดครวญ ตอนนี้ก็หายไปครึ่งชีวิตแล้วนะ ถ้าเกิดเจอโหมดฝึกฝนของลูกพี่เข้าไปจริงๆ ละก็ ฉีหลงคิดว่า วันนี้ในปีหน้าจะต้องเป็นวันครบรอบวันตายของเขาแน่ๆ
เวลานี้คนอื่นๆ ก็หน้าซีดเผือด พวกเขาเคยเห็นโหมดฝึกฝนของลูกพี่มาก่อน นั่นถึงเรียกว่าการฝึกมรณะที่แท้จริง ขอเพียงมีข้อผิดพลาดสักเล็กน้อยก็ถึงตายได้เลย
ร่างน้อยของลั่วล่างสั่นระริกขึ้นมา ฮือๆๆ เขาคิดถึงรุ่นพี่จากตระกูลหลี่ทั้งสองคนจังเลย คนหนึ่งสามารถออกปากขอร้องช่วยพวกเขาได้ ส่วนอีกคนก็สามารถใช้ยามหัศจรรย์ช่วยชีวิตพวกเขาได้ เอาเถอะ เขาจะไม่อิจฉาพวกเขาอีกต่อไปแล้วที่แย่งชิงความสนใจจากลูกพี่มากเกินไป
น่าเสียดายที่ต่อให้ลั่วล่างเสียใจอีกแค่ไหน รุ่นพี่จากตระกูลหลี่ทั้งสองคนก็ไปกองทัพแล้ว ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้อีก
“ไม่อยากตาย งั้นก็อย่าแพ้สิ!” หลิงหลานเอ่ยอย่างเย็นชา ร่างกายทุกคนพลันเหยียดตรง ก่อนจะเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า “รับทราบ! ลูกพี่!”
พวกเขาไม่มีทางพ่ายแพ้อยู่แล้ว เพื่อเอาชีวิตรอด เพื่อรักษาหน้าของรุ่นพี่ เพื่อแสดงแสนยานุภาพต่อไปในภายภาคหน้า…เอ่อ ลบข้อสุดท้ายทิ้งไป สรุปแล้วเพื่ออนาคต พวกเขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
จิตใจที่เดิมทีหดหู่เพราะการฝึกนรกพลันตื่นตัวขึ้นมา แววตาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณต่อสู้
หลิงหลานถึงค่อยถึงพอใจ จากนั้นเธอก็พูดกับอู่จย่งว่า “อู่จย่ง พวกเราลงไปกันเถอะ”
“ครับ ลูกพี่!” อู่จย่งเผลอยืนตัวตรงตอบกลับโดยไม่รู้ตัว เมื่อหลิงหลานเดินออกจากห้องหัวหน้ากลุ่ม อู่จย่งค่อยได้สติกลับมา เขาเห็นตัวเองเป็นลูกน้องของหลิงหลานโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว…
อู่จย่งยิ้มขื่นในใจ ยิ่งคบหากับหลิงหลาน เขาก็ยิ่งปรับตัวเข้ากับสถานะผู้ใต้บังคับบัญชามากขึ้น ความกล้าหาญและความทะเยอทะยานที่อยากแข่งกับหลิงหลานในตอนนั้นถูกโยนเข้าไปในซอกมุมหลืบตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่เพียงแค่เขา หลี่อิงเจี๋ยก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยอมรับด้วยความเต็มใจ โดยที่ไม่มีความขุ่นเคืองเลยสักนิดเดียว
อู๋จย่งมองเงาหลังของพวกทีมหลิงหลานแล้วก็หลุดหัวเราะขึ้นมา เขาพึมพำกับตัวเองว่า “นี่ก็คือเสน่ห์ของผู้แข็งแกร่ง! และฉันด้อยกว่าเขาในจุดนี้มากๆ” โชคดีที่อนาคตเขาได้แต่ต้องไปกองทัพที่สิบห้าเท่านั้น นั่นเป็นสังกัดของลูกหลานตระกูลอู่…อู่จย่งรู้สึกดีใจ ขณะเดียวกันก็แอบเสียใจอยู่เหมือนกัน บางครั้งเขาก็คิดว่า ถ้าเกิดตามหลิงหลานไปกองทัพที่ยี่สิบสาม บางทีอาจจะได้ใช้ชีวิตที่ตื่นเต้นเร้าใจมากยิ่งขึ้น
น่าเสียดาย…ทุกคนล้วนมีหน้าที่ของตัวเอง! ในเมื่อเขา…อู่จย่งเป็นลูกหลานของตระกูลอู่ เช่นนั้นเขาก็จำเป็นต้องแบกรับภาระหน้าที่นี้
“หัวหน้ากลุ่มอู่ เร็วหน่อยสิ!” เซี่ยอี๋ที่อยู่หน้าประตูลิฟต์ยื่นตัวออกมาเรียกเขา ที่แท้อู่จย่งอยู่รั้งท้ายพวกเขาไปไม่น้อยแล้ว อู่จย่งยิ้มก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไปในลิฟต์
ลิฟต์ลงตรงไปที่ใต้ดินชั้นสอง พวกเขาเพิ่งจะมาถึงหน้าประตูสนามฝึกยุทธ์ก็พบว่าหัวหน้าและรองหัวหน้าทีมต่างๆ ที่เป็นผู้ประเมินรออยู่ตรงหน้าประตูกันหมดแล้ว
ตอนแรกเยี่ยซวี่เห็นอู่จย่งกับพวกฉีหลงก็ตื่นเต้นมาก ขณะที่เขากำลังคิดจะทักทายก็เห็นหลิงหลานปรากฏตัวอยู่ด้านหลังสุด เขากลืนคำทักทายกลับลงไปทันทีจนเกือบทำให้เขาสำลัก ทว่าต่อให้เขาสำลักอีกแค่ไหนก็ไม่สามารถตะโกนออกไปได้ เยี่ยซวี่ย่อมไม่ลืมว่าสองวันก่อนเขาเพิ่งจะล่วงเกินลูกพี่หลิงหลาน ไม่ง่ายเลยกว่าจะหลบหนีเภทภัยได้ชั่วคราว เขาจะแสดงความมีตัวตนต่อหน้าลูกพี่จนทำให้ลูกพี่นึกถึงเรื่องโง่เง่าที่เขาทำลงไปไม่ได้เด็ดขาด
“ลูกพี่!” ทุกคนเห็นหลิงหลานมาถึงร้องตะโกนด้วยความนอบน้อมโดยพลัน บรรยากาศที่เดิมทีดูผ่อนคลายเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที เอาเถอะ แรงกดดันที่หลิงหลานมอบให้พวกเขาเยอะมากเกินไป พวกเขาเลยไม่กล้าเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า กลัวว่าจะทำเรื่องผิดพลาดอะไรออกมา
หลิงหลานกวาดตามองทุกคนอย่างเฉยชาแวบหนึ่งแล้วค่อยกล่าวว่า “เข้าไปกันเถอะ”
คนทั้งกลุ่มติดตามหลิงหลานเดินเข้าไปในสนามฝึกยุทธ์ เวลานี้ภายในห้วงจิตใจของหลิงหลาน เสี่ยวซื่อกำลังกุมใบหน้าเล็กของตัวเองพลางนั่งยองๆ เขาเอ่ยถามหลิงหลานด้วยสีหน้าสงสัยใคร่รู้ว่า “ลูกพี่ ไม่นานมานี้ไอพลังของเธอปรับตัวผสานเข้าด้วยกันจนหมด เก็บงำได้อย่างอิสระแล้ว ทำไมตอนที่อยู่ต่อหน้าพวกเขายังเปิดไอพลังข่มขวัญอีกล่ะ?”
“ไอพลังของฉันเย็นเยียบทรงพลังครอบงำมาตลอด ถ้าเกิดจู่ๆ ก็หายไป แล้วฉันเปลี่ยนเป็นดูอ่อนโยนขึ้นมาจะทำให้คนสงสัยเอาได้” หลิงหลานตอบ “และพอมีไอพลังนี้ พวกเขาก็จะไม่กล้ามองฉัน ทำให้ฉันไม่ต้องสิ้นเปลืองความคิดไปปกปิดอะไรด้วย” หลิงหลานเคยเห็นรูปลักษณ์ของตัวเองตอนที่ไอพลังหายไปจนหมด ดวงหน้านั้น…เป็นปัญหาจริงๆ
เสี่ยวซื่อเข้าใจความหมายของหลิงหลานดี เขาเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยว่า “หมายความว่าลูกพี่ไม่อยากเก็บไอพลังนี้ในโลกภายนอกสินะ” เสี่ยวซื่อหวนนึกถึงใบหน้ายิ้มแย้มอบอุ่นที่ตัวเองเห็น…เขากดหัวใจของตัวเองฉับพลัน ก่อนจะหายตัวไปจากห้วงจิตใจในพริบตา
หลิงหลานมองห้วงจิตใจที่จู่ๆ ก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน ก่อนจะลอบส่ายหน้า เสี่ยวซื่อคนนี้ใจร้อนบุ่มบ่าม ยังสุขุมไม่พอ แต่คิดดูแล้วเขาดูเหมือนเพิ่งจะอายุสี่ห้าขวบเอง หลิงหลานรู้สึกว่านี่เข้าใจได้…
หลิงหลานลืมไปชั่วขณะว่า เสี่ยวซื่อที่มีรูปร่างหน้าตาแบบนี้ได้อยู่เป็นเพื่อนเธอมาสิบกว่าปีแล้ว อันที่จริงแล้ว เสี่ยวซื่อมีอายุไม่น้อยเลยจริงๆ
เสี่ยวซื่อที่กลับมาในมิติการเรียนรู้ วินาทีถัดมาก็ปรากฏตัวขึ้นในมิติของอาจารย์หมายเลขหนึ่ง
“ทำให้เย็นที หมายเลขหนึ่ง” ขอบตาของเสี่ยวซื่อมีหยดน้ำตาสองหยด สีหน้าดูตื่นตระหนก
“ฮึ!” อาจารย์หมายเลขหนึ่งแค่นเสียงเย็น แล้วแช่แข็งเสี่ยวซื่อในโลกน้ำแข็งทันที จนกลายเป็นโลงน้ำแข็งโปร่งใส
เวลานี้เอง พื้นที่ข้างๆ อาจารย์หมายเลขหนึ่งพลันแยกออกเป็นหลายรู เผยให้เห็นดวงหน้าของอาจารย์หลายคน
“หมายเลขหนึ่ง เมื่อกี้สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานปั่นป่วนของฝ่าบาทซื่อปรากฏขึ้นที่นี่ เขาไม่เป็นไรใช่มั้ย” ถึงแม้ใบหน้าของหมายเลขเก้าจะไร้ความรู้สึก แต่ข้างในแววตายังคงเผยความกังวลใจอยู่รางๆ
“น้องเก้า ไม่ต้องเป็นห่วง ตราบใดที่หมายเลขหนึ่งอยู่ ย่อมไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน” หมายเลขห้ายิ้มกว้าง ซ่อนการประจบเอาใจที่แทบจะมองไม่เห็นไว้ใต้ดวงหน้ายิ้มแย้มนี้
“ไม่เป็นไรก็ดี ฉันไปละ” หมายเลขสองที่อยู่ในความมืดมิดจนมองเห็นหน้าไม่ชัดปิดรูที่แยกออกเป็นคนแรก
“เย็นขนาดนี้ เครื่องจะไม่ค้างเหรอ” หมายเลขสามเอ่ยด้วยความกังวล ถ้าเสี่ยวซื่อเครื่องค้าง พวกเขาที่นี่ก็จะได้รับผลกระทบมหาศาลเช่นกัน
“มิติของพวกเรามั่นคงมาก ฝ่าบาทซื่อจะเกิดเรื่องได้ยังไง” หมายเลขสี่ตอบอย่างชวนมอง และยกคิ้วข้างหนึ่ง แววตาที่เต็มไปด้วยเสน่หาทอดมองลงมาในดวงตาของหมายเลขสาม
“ถ้าไม่เป็นไร งั้นฉันไปละ!” หมายเลขสามคล้ายกับมองเห็นภาพอะไรบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัว เขารีบปิดรูของตัวเองแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“น่าเบื่อจริงๆ เลย แต่ว่านะ หมายเลขหนึ่ง นายปฏิบัติต่อฝ่าบาทซื่อป่าเถื่อนขนาดนี้จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?” หมายเลขสี่คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เบนสายตามองไปโดยที่มีความรักใคร่ปรากฏขึ้นมาแวบหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
กลิ่นอายรอบตัวหมายเลขหนึ่งเย็นเยียบแล้ว เวลานี้เอง โลงน้ำแข็งที่ผนึกเสี่ยวซื่อไว้พลันแตกออก เสี่ยวซื่อกระโดดออกมาจากด้านใน ก่อนจะหัวเราะเสียงดังอย่างปลอดโปร่งและเอ่ยว่า “ไม่เป็นไรแล้ว อุณหภูมิของแผ่นชิปกลับมาเป็นปกติแล้วละ!”
“เอ๊ะ ทำไมพวกนายมาอยู่ที่นี่กันหมดเลย? ประชุมกันเหรอ? งั้นฉันไม่รบกวนแล้วนะ บ๊ายบายทุกคน” เสี่ยวซื่อเห็นจำนวนคนที่เปิดรู ก็โบกมือให้พวกเขาอย่างไม่คิดอะไรมาก วินาทีต่อมาก็หายตัวไป
“หมายเลขหนึ่ง ฝ่าบาทซื่อไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?” สีหน้าของหมายเลขสี่ดูเคร่งขรึมและเปลี่ยนเป็นสุขุมเย็นชาขึ้นมา เวลานี้กลิ่นอายเย้ายวนใจแต่เดิมหายไปแล้ว เพียงแต่ตอนที่เลิกคิ้วขึ้นยังคงมีเสน่ห์ที่ไม่อาจปกปิดไว้ได้เล็ดรอดออกมา
“ความรู้สึกของฝ่าบาทซื่อเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว บางทีเขาอาจจะถึงช่วงเวลาวิวัฒนาการอีกครั้งแล้วก็ได้” หมายเลขหนึ่งตอบ
————————