I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 548 เจตนา! (2)
แววตาของหลิงอี้กลับลุ่มลึกมาก ‘คุณชายหลาน ดูถูกพวกเขาจริงๆ เหรอ?? หรือว่านี่เป็นการกระทำที่พวกลูกน้องของคุณชายตัดสินใจลงมือเอง?’ ในใจหลิงอี้โน้มเอียงไปทางอย่างหลังมากกว ว่า บางทีเขาไม่อยากให้คุณชายหลานที่ตัวเองเลื่อมใสบูชาเป็นคนที่ไม่ให้ความสำคัญพวกเขาแบบนี้ สรุปคือลางสังหรณ์ของเขาบอกเขาแบบนี้
ลางสังหรณ์ของหลิงอี้แม่นยำมาก การที่หลิงหลานพยายามสุดชีวิตเพื่อที่จะผลาญเรี่ยวแรงของพวกฉีหลงจนหมดนั้น ไม่ได้ดูถูกพวกเขาเหมือนอย่างที่อี้เทียนเกอคาดการณ์ไว้จริงๆ ความ มจริงแล้ว หลิงหลานให้ความสำคัญกับพวกเขามาก ถึงได้ จัดการแบบนี้ คาดหวังว่าพวกเขาจะมอบ ‘การสั่งสอน’ ให้ฉีหลงได้
และตอนนี้ หวางเคอขึ้นไปบนสนามประลองแล้ว
“รุ่นพี่ฉีหลง! โปรดชี้แนะด้วย!” หวางเคอโค้งคำนับฉีหลงด้วยความนอบน้อม
ฉีหลงพยักหน้าให้หวางเคอแล้วตั้งท่าป้องกันขึ้นมา แต่ว่าท่วงท่าที่ธรรมดานี้กลับทำให้ฉีหลงเกือบใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกาย ไม่ง่ายเลยกว่าจะฟื้นพละกำลังมาได้สักเล็กน้อย ระหว่ างที่เขาวิ่งมาอย่างรวดเร็วเมื่อครู่นี้ก็ผลาญเรี่ยวแรงไปจนหมดอีกแล้ว
หวางเคอขมวดคิ้ว สีหน้าของฉีหลงไม่เปลี่ยนแปลง แต่เขายังคงดูออกว่าการเคลื่อนไหวผิดปกติ หวางเคอไม่ได้คิดว่าฉีหลงดูถูกเขา เขาแค่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของฉีหลงกันแน่ ถึงได้ทำให้สภาพของอีกฝ่ายย่ำแย่ถึงเพียงนี้
‘ปัง!’ หวางเคอโจมตีเข้าไปสุดแรงโดยไม่เกรงใจเลยสักนิดเดียว ฉีหลงเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้หลบ หากแต่ปะทะเข้าไปตรงๆ
พละกำลังแฝงของพลังปราณขั้นต้นจากพลังทั้งสองสายปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดแรงสะท้อนกลับทำให้หวางเคอถอยหลังไปหลายก้าวอย่างควบคุมไม่อยู่ หวางเคอสูดลมหายใจลึก ข่มกลั้นความรู สึกอัดอั้นหายใจไม่ออกสายนั้นลงไป แววตาเผยความระมัดระวังออกมารางๆ และก็มีความประหลาดใจแกมยินดีเช่นกัน
หวางเคอคิดไม่ถึงว่าสภาพของฉีหลงจะย่ำแย่ถึงเพียงนี้ เดิมทีว่าตามข้อมูลของฉีหลงที่แจ้งต่อภายนอกคือระดับพลังปราณขั้นกลาง เขาที่มีพลังปราณขั้นต้นไม่สามารถต้านทานอีกฝ่ายได้ เลย ที่แท้หวางเคอเตรียมใจเอาไว้แล้วว่า เขาจะต้องได้รับบาดเจ็บภายในเพราะการปะทะกันในครั้งนี้ ตอนนี้นอกจากเลือดลมปั่นป่วนเพราะการปะทะกันแล้ว เขาไม่ได้รับบาดเจ็บภายในเลยสักน นิดเดียว พิสูจน์ว่าพละกำลังของฉีหลงในตอนนี้อย่างมากสุดก็เทียบชั้นได้กับเขาเท่านั้น
ส่วนฉีหลง หลังจากที่ปะทะกระบวนท่านี้กับหวางเคอแล้ว เขาก็รู้สึกว่าเลือดลมปั่นป่วนเช่นกัน เขาถอยหลังก้าวใหญ่อย่างควบคุมไม่อยู่ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย อย่างที่คิดไว้เลย พ พอหมดเรี่ยวแรงแล้วก็ไม่สามารถรักษากำลังภายในต่อไปได้ ความสามารถของเขาตกลงมาถึงระดับพลังปราณขั้นต้นแล้ว ดูท่าแบบนี้ การประเมินในรอบนี้จะทำให้เขาตกอยู่ในการต่อสู้ยืดเยื้อ และ ะการต่อสู้ยืดเยื้อก็ไม่เอื้ออำนวยต่อสถานการณ์ในปัจจุบันของเขามากที่สุด
ฉีหลงกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ ระบายความอึดอัดออกมาเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็โบกมือขวาของตัวเองเบาๆ การปะทะกันเมื่อสักครู่นี้สะเทือนมือขวาของเขาจนชาหนึบ
หวางเคอชะงักฝีเท้า ก่อนจะพุ่งเข้าไปโจมตีใส่ฉีหลงอีกครั้งโดยไม่ลังเล เขารู้ดีว่าจะปล่อยฉีหลงฟื้นตัวกลับมาไม่ได้เด็ดขาด ถ้าฟื้นพลังกลับมา สถานการณ์ก็จะไม่เอื้อต่อเขาแล้ว
“ปังๆๆ…” กำปั้นนับไม่ถ้วนโจมตีใส่กันครั้งแล้วครั้งเล่า บนสนามประลอง หวางเคอเดี๋ยวไปซ้ายเดี๋ยวไปขวาประหนึ่งสายลมหอบหนึ่ง และโจมตีใส่ฉีหลงอย่างฉับไว แต่ฉีหลงก็ยืนอย่างมั่นค คงอยู่ตรงใจกลางสนามประลองราวกับต้นสนแก่ที่ไม่ไหวติง ใช้แค่สองมือของตัวเองต้านรับการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหวางเคอด้วยความจริงจัง
สถานการณ์ในสนามประลองทำให้นักเรียนใหม่ที่มองความผิดปกติของฉีหลงไม่ออกในตอนแรกล้วนดูออกกันหมดแล้ว “อ๊า หัวหน้ากลุ่มฉีหลงคนนั้นเหมือนจะมีปัญหาด้านกำลังอยู่นะ”
“นี่เป็นวิธีการต่อสู้แบบประหยัดพลังงาน หัวหน้ากลุ่มฉีหลงมีพละกำลังไม่พอแน่นอน” ถึงจะเป็นนักเรียนใหม่ แต่คนที่สามารถเข้าร่วมการประเมินกลุ่มแรกได้ล้วนเป็นยอดฝีมือด้านการต่อสู้ มือเปล่าที่โดดเด่นกันทุกคน ซึ่งพวกเขารู้ดีว่าเพราะอะไรฉีหลงถึงโต้ตอบแบบนี้
“เชี่ย ฉีหลงอ่อนเกินไปแล้ว โดนนักเรียนใหม่ไล่ต้อนเนี่ยนะ” หลี่อิงเจี๋ยเห็นถึงตรงนี้ก็เอ่ยด้วยความเจ็บใจที่ไม่อาจหลอมเหล็กให้เป็นเหล็กกล้า ทว่าดวงหน้ากลับมีความพะวงอยู่ รางๆ แววตาฉายความกังวลใจออกมาอย่างชัดเจนแวบหนึ่ง ไม่ว่าเขากังวลเรื่องร่างกายของฉีหลง หรือกังวลว่าฉีหลงจะพ่ายแพ้จนทำให้หลิงเทียนขายหน้า ทั้งหมดล้วนยืนยันว่าหลี่อิงเจี๋ย ยใส่ใจกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนจริงๆ
หัวหน้าทีมคนอื่นๆ ที่ชมการต่อสู้ก็ทำหน้าเป็นห่วงสุดขีดเหมือนกัน พวกเขามองไปที่หลิงหลาน ตั้งตารอว่าลูกพี่ตัวเองจะสามารถให้คำอธิบายดีๆ ได้ พวกเขารู้ดีว่าหัวหน้ากลุ่มฉีหลงอเน นจอนาถขนาดนี้ สาเหตุย่อมมาจากลูกพี่ เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่า ในเมื่อลูกพี่ทารุณฉีหลงแล้ว ทำไมยังต้องให้เขารับหน้าที่เป็นผู้ประเมินทดสอบครั้งนี้ด้วย
“ลูกพี่ ฉีหลงจะไม่เป็นไรใช่มั้ย” อู่จย่งมองหาคำปลอบใจจากหลิงหลาน นับตั้งแต่ที่กลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนตั้งขึ้นมา อู่จย่งคบหากับฉีหลงมากที่สุด ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ลูกพี่อย่าง งหลิงหลานเป็นแม่ทัพทิ้งงานละ กลุ่มหุ่นรบมีงาน เขาก็ได้แต่ปรึกษากับฉีหลงเท่านั้น ไปๆ มาๆ มิตรภาพของทั้งสองก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ เวลานี้อู่จย่งเป็นห่วงจากใจจริงว่าฉีหลงจ จะเกิดเรื่อง
หลิงหลานได้ยินคำกล่าว มือที่เดิมทีลูบนิ้วชี้มือขวาของตัวเองพลันหยุดชะงักลง หลังจากนั้นถึงค่อยตอบกลับอย่างใจเย็นว่า “ฉันไม่รู้!”
คำตอบของหลิงหลานทำให้อู่จย่งตะลึงงัน และก็ทำให้ลั่วล่าง หานจี้จวินและคนอื่นๆ หันหน้ามองไปทางหลิงหลาน แววตาเผยร่องรอยความกังวลใจออกมา
“ลูกพี่…” อู่จย่งกลืนคำพูดประโยคหลังลงไป ‘นายทำเกินไปแล้ว ในเมื่อนายไม่รู้ว่าจุดจบที่รอคอยฉีหลงคืออะไร ทำไมยังต้องจัดการแบบนี้อีกล่ะ’
“ฉีหลงติดอยู่ในระดับพลังปราณขั้นสูงมาระยะหนึ่งแล้ว ถึงจะใช้วิธีการฝึกฝนถึงขีดจำกัดมาตลอด ก็ยังหาโอกาสทะลวงขีดจำกัดไม่เจอเลย” หลิงหลานเหลือบมองพวกลั่วล่างแวบหนึ่ง “แต่พวก กนี้เจอฉีหลงที่หมดแรงก็ไม่สามารถลงมือเหี้ยมโหด บีบเค้นขีดจำกัดสุดท้ายของฉีหลงออกมาไม่ได้”
คำติเตียนในแววตาหลิงหลานทำให้คนอื่นๆ ในทีมหลิงหลานขยี้จมูกตัวเองด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ทุกคนเป็นเพื่อนที่เติบโตมาด้วยกัน พวกเขาไม่ใช่ลูกพี่ที่โหดร้ายผิดมนุษย์มนามองฉีหลง ถูกทุบตีได้ ต่อให้ลูกพี่สั่งให้พวกเขาจำเป็นต้องลงมืออย่างอำมหิตอีกสักแค่ไหน พวกเขาก็ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองให้ลงมืออย่างไร้ความปรานีได้
ลั่วล่างเอ่ยอย่างไม่ยินยอมมากๆ ว่า “ลูกพี่ ยังมีนายอยู่ไม่ใช่หรือไง?”
หลิงหลานปรายตามองลั่วล่างแวบหนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างเรียบนิ่งว่า “ถ้าเกิดฉันทำได้ ยังต้องสั่งพวกนายอีกเหรอ? ระดับของฉันในตอนนี้ ต่อให้เป็นฉีหลงที่อยู่ในช่วงเวลาจุดสูงสุด ด ก็ต้านทานฉันไม่ได้สักกระบวนท่า ฉันจะบีบคั้นฉีหลงไปถึงขีดจำกัดทีละนิดได้เหรอ?” อันที่จริงหลิงหลานก็ปวดหัวมากเหมือนกัน หลังจากที่เธอเข้าสู่ระดับเขตแดนแล้ว ไม่ว่าจะกดไอพลัง งของตัวเองอย่างไร อาศัยแค่การกดระดับนั้นก็เกินกว่าที่เธอจะช่วยฉีหลงเข้าสู่ขีดจำกัดในการต่อสู้ได้แล้ว
ความจริงแล้วพวกลั่วล่างเหมาะสมมากที่สุด น่าเสียดาย มิตรภาพระหว่างพวกเขาไม่สามารถบีบคั้นฉีหลงให้ตกอยู่ในสภาพจนตรอก ทำให้ฉีหลงอยู่ในเส้นความเป็นความตายได้ นี่เลยทำให้หลิงห หลานจำเป็นต้องหาหนทางอื่น
หานจี้จวินตาเปล่งประกายทันใด เขารู้ดีว่าตลอดมาฉีหลงทุกข์ใจที่ทักษะการต่อสู้มือเปล่าของตัวเองติดอยู่ในขั้นสูง โดยที่ไม่มีการขยับเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะใช้วิธีการอะไรก็ไม่สามา ารถทำให้กำแพงกั้นของขั้นสูงมีเค้าลางว่าจะคลายลงได้เลยสักนิดเดียว ถึงแม้ฉีหลงจะแสดงความสามารถได้อย่างมั่นคงมาก แต่หานจี้จวินที่รู้จักเขาดียังคงสังเกตเห็นความร้อนใจนิดหน่อย ยของฉีหลงได้
นึกไม่ถึงว่าลูกพี่เองก็สังเกตเห็นความกังวลใจของฉีหลงเหมือนกัน คิดดูแล้วก่อนหน้านี้ ลูกพี่ไม่เพียงทรมานฉีหลงด้วยตัวเอง แต่ยังให้พวกเขาร่วมด้วย ตอนแรกเขารู้สึกแค่ว่าฉีหลงน่าอ อนาถเกินไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าการกระทำของลูกพี่มีเจตนาที่ลึกซึ้งอยู่ น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รับรู้เจตนาลุ่มลึกของลูกพี่ ไม่สามารถช่วยเหลือฉีหลงให้เข้าสู่ขีดจำกัดที่แท้จริงได้
หานจี้จวินหวนนึกขึ้นมา ต่อให้พวกเขารู้ก็ลงมือโหดเหี้ยมบีบให้ฉีหลงเข้าสู่ความเป็นความตายจริงๆ ไม่ได้อยู่ดี พวกเขาไม่ใช่ลูกพี่ ตอนที่ลูกพี่ใจเหี้ยม พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังห หารเข้มข้นจากลูกพี่ว่าอยากฆ่าพวกเขาให้ตายจริงๆ
“ตอนนี้จะทำให้ฉีหลงเข้าสู่ขีดจำกัดนั้นได้จริงๆ เหรอ” หานจี้จวินมองหลิงหลานอย่างเว้าวอน เขาย่อมหวังให้ฉีหลงแข็งแกร่งขึ้น
หลิงหลานทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา “ฉันไม่รู้….” เมื่อเข้าสู่ขีดจำกัดความเป็นความตายนั้นก็จะมีจังหวะโอกาสอยู่ในระดับหนึ่ง สุดท้ายแล้วฉีหลงจะทำได้หรือไม่ หลิงหลานไม่รู้จริงๆ เรื่องเดียวที่เธอทำได้คือใช้ทุกวิถีทางทำให้ฉีหลงเข้าไปใกล้ช่วงเวลานั้นมากยิ่งขึ้น
“หวางเคอคนนี้บีบให้ฉีหลงตกที่นั่งลำบากได้จริงๆ เหรอ” อู่จย่งเอ่ยด้วยความระแวง ระดับพลังปราณขั้นต้น ต่อให้เรี่ยวแรงของฉีหลงในตอนนี้เกือบจะถึงศูนย์แล้ว แต่ไม่ใช่ว่าคนที่อยู ในระดับพลังปราณขั้นต้นจะสามารถบีบคั้นให้ตกอยู่ในสภาพอับจนได้
“คนเดียวไม่มีทางพออยู่แล้ว แต่คนที่รับการประเมินมีหนึ่งร้อยคนก็น่าจะเพียงพอ” หลิงหลานกล่าวอย่างเฉยชา
ทุกคนมองไปทางหลิงหลานอย่างตกตะลึง หรือว่าหลิงหลานรู้แต่แรกแล้วว่าฉีหลงจะตกอยู่ในการต่อสู้บั่นทอนกำลัง
“เทียบกับผู้ประเมินคนอื่นๆ ที่มีความสามารถไม่แน่ชัดแล้ว นายคิดว่านักเรียนใหม่พวกนั้นจะปล่อยผู้ประเมินตรงหน้านี้ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังจะทรุดลงแล้วหรือเปล่าล่ะ?” หลิงหลานถามเ เรียบๆ
ทุกคนส่ายหน้า ถ้าเกิดเป็นพวกเขาก็จะเลือกฉีหลงต่อเหมือนกัน
“ถ้าเกิดตอนแรกไม่มีคนเลือกฉีหลง แล้วเลือกคนอื่นแทน อย่างเช่นฉันหรือว่าพวกลั่วล่าง คนที่ตกอยู่ในการต่อสู้บั่นทอนกำลังก็คือพวกเราแล้ว” หานจี้จวินกล่าวพลางชี้ไปที่ตัวเองแล ละพวกลั่วล่าง พวกเขาเองก็เป็นคนที่ใช้เรี่ยวแรงจนหมดเช่นกัน
“พวกนายไม่ต้องเลื่อนระดับหรือไง?” หลิงหลานเลิกคิ้วถาม
หานจี้จวินตกใจ เขานึกได้ว่าไม่เพียงฉีหลงที่ตกอยู่ในจุดคอขวดของทักษะการต่อสู้มือเปล่า พวกเขาหลายคนก็เข้าสู่ด่านกั้นกันคนละระดับ ที่แท้เป้าหมายของลูกพี่ไม่ได้อยู่ที่ตัว วฉีหลงเท่านั้น แต่ว่ายังมีพวกเขาด้วย เห็นได้ชัดว่าลูกพี่หว่านแหจับปลา ดูว่าปลาตัวไหนโชคร้ายเข้าไปในแห
“อันที่จริง พวกนายถือว่าเป็นตัวแถมนะ ครั้งนี้ฉันยังคงทำเพื่อฉีหลงเป็นหลัก แต่ฉันไม่แน่ใจว่าฉีหลงจะโผล่รอบที่เท่าไหร่แค่นั้นเอง” หลิงหลานชี้ไปยังหวางเคอที่ตกอยู่ในการต่ อสู้ยืดเยื้อกับฉีหลง “หมอนี่ เขาต้องเลือกฉีหลงแน่นอน” ในฐานะที่เป็นนักเรียนดีเด่น เขาย่อมมีความทระนงของตัวเอง เขาย่อมไม่เลือกหัวหน้าทีมทั่วไปเป็นคู่ต่อสู้ของตัวเอง แต่ว่ าสู้กับเธอ เกรงว่าหวางเคอจะไม่มีความมั่นใจ ดังนั้นฉีหลงที่เป็นนักเรียนดีเด่นเหมือนกันก็เลยเป็นคู่ต่อสู้ที่ดีที่สุดของหวางเคอ นับตั้งแต่ที่หลิงหลานเห็นรายชื่อผู้สมัครเข ข้ากลุ่ม เธอก็วางแผนจัดการทุกอย่างไว้แล้ว
“ไม่นึกเลยว่าผลลัพธ์จะไม่เลวเอามากๆ หวางเคอลงสนามเป็นคนแรกทำให้ฉีหลงไม่มีเวลาพักผ่อนปรับตัว และก็ทำให้ปัญหาของฉีหลงปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคนตั้งแต่แรก เชื่อเลยว่านักเรียนใหม ม่มากมายกระเหี้ยนกระหือรือกันแล้ว” หลิงหลานกวาดตามองเหล่านักเรียนใหม่ด้านล่างสนามประลอง สีหน้าของพวกเขาดูตื่นเต้นอย่างชัดเจน เห็นได้ว่าการจัดการของหลิงหลานประสบผลแล้ว
หลิงหลานกวาดตามองไปที่หลิงอี้ ก่อนจะเห็นหลิงอี้ขมวดคิ้วคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง…