I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 547 เจตนา! (1)
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของหลายคนที่อยู่ตรงนี้เปลี่ยนไป หมายเลขสี่เอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า “เร็วขนาดนี้ได้ยังไง…” หรือว่าจะเข้าสู่ช่วงเจริญเติบโตเต็มวัยแล้ว?
“ฉันคาดคะเนแนวโน้มการวิวัฒนาการของฝ่าบาทซื่อไม่ได้เลย เขาน่าจะยังไม่ถึงช่วงเวลาวิวัฒนาการเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะวิวัฒนาการอีก” หมายเลขหนึ่งเผยแววตาสับสนงุนงงออกมาเป็นครั้งแรก ควรพูดว่านับตั้งแต่ที่หลิงหลานตัดสินใจเลือกเดินไปยังวิถีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นมิติการเรียนรู้หรือว่าเสี่ยวซื่อก็เกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติบางอย่าง แต่หมายเลขหนึ่งไม่รู้ว่า นี่เป็นเรื่องดีหรือว่าเรื่องร้าย
“ในเมื่อกลายเป็นความจริงไปแล้ว งั้นพวกเราก็ทำได้แค่รอดูเท่านั้น” หมายเลขห้าตั้งตารอเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เทียบกับการวิวัฒนาการตามลำดับขั้นแล้ว เขาชอบแนวโน้มการวิวัฒนาการที่ไม่แน่นอนแบบนี้มากกว่า ว่าตามคำพูดของเขาแล้ว นี่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่มาก
ไม่พูดถึงพวกอาจารย์ในมิติที่เป็นห่วงหรือว่าตั้งตาคอยเกี่ยวกับการวิวัฒนาการของเสี่ยวซื่อแล้ว หลังจากที่หลิงหลานและพรรคพวกเดินเข้าไปในสนามฝึกยุทธ์แล้วก็ไม่ได้ไปสนามประลองที่ตั้งอยู่ตรงใจกลาง หากแต่เดินเข้าไปในห้องสังเกตการณ์ขนาดใหญ่โตที่หันหน้าเข้าหาสนามประลอง
ภายในห้องสังเกตการณ์ ฝั่งที่หันหน้าไปทางสนามประลองเป็นกระจกโปร่งใสทั้งบาน สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในสนามฝึกยุทธ์ได้อย่างชัดเจน แน่นอนว่าเมื่อมองเข้ามาจากด้านนอก เป็นแค่กำแพงด้านหนึ่งที่มองไม่เห็นข้างใน
ขณะเดียวกันกระจกโปร่งใสด้านนี้ยังเป็นหน้าจอขนาดใหญ่ด้วย ตรงด้านหน้าหน้าจอขนาดใหญ่นี้มีโซฟาวางเรียงรายอยู่เป็นแถวๆ ขยายออกไปทางด้านหลังเป็นรูปทรงพัด ซึ่งสามารถรองรับผู้ชมด้านในได้สูงสุดประมาณห้าร้อยคน
ด้านข้างที่นั่งโซฟาแต่ละตัวยังมีออปติคัลคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กติดตั้งอยู่หนึ่งเครื่อง ผู้ชมสามารถเลือกดูในมุมมองที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระ ออปติคัลคอมพิวเตอร์นี้ก็จะทำการส่งข้อมูลบนสนามประลอง ยกตัวอย่างเช่น ทางฝั่งนักเรียนใหม่เลือกคู่ต่อสู้เสร็จแล้ว ออปติคัลคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กพวกนี้ก็จะได้รับข้อมูลและแสดงมันออกมาทันที
ห้องสังเกตการณ์อยู่ห่างจากสนามประลองสี่ร้อยห้าร้อยเมตร ดูเหมือนไกลมาก แต่ว่าสำหรับพวกหัวหน้าทีมที่มีทักษะการต่อสู้มือเปล่าไปถึงระดับพลังปราณแล้ว ระยะห่างเหล่านี้ใช้เวลาแค่สองสามวินาทีก็สามารถไปถึงที่นั่นได้ โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาในการขึ้นเวทีเป็นผู้ประเมินทดสอบ
เมื่อรู้ว่าวันนี้เป็นวันประเมินนักเรียนใหม่ชุดแรก คนของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนเลยมาที่สนามฝึกยุทธ์กันมากมาย ไม่นานภายในสนามฝึกยุทธ์ก็คึกคักขึ้นมา สมาชิกเก่าไม่น้อยเรียกเพื่อนมารวมกลุ่มกันด้านหน้าสนามประลอง รอคอยการประเมินทดสอบเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ในที่สุดก็ถึงเวลาประเมิน ทว่าไม่มีใครโผล่ขึ้นมาบนสนามประลองเลย ที่แท้ไม่มีใครในหมู่นักเรียนใหม่ใจร้อนออกหน้าเลือกคู่ต่อสู้ คนที่สามารถสอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งได้ล้วนไม่ใช่คนที่บุ่มบ่ามโดยไม่ลืมหูลืมตา พวกเขาที่เฉลียวฉลาดล้วนอยากดูการต่อสู้สักสองรอบก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
“ลูกพี่ นักเรียนใหม่กลุ่มนี้รอบคอบกันมาก” อู่จย่งเห็นฉากนี้ก็เอ่ยกับหลิงหลานเสียงค่อย
หลี่อิงเจี๋ยได้ยินคำกล่าวก็แค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง “ไม่มีความกล้าทั้งนั้นเลย ถ้าเกิดเป็นฉันละก็ จะต้องขึ้นไปบนสนามตั้งแต่แรกแล้วค่อยโค่นผู้ประเมินทิ้งไปแล้ว”
โค่นทิ้ง? ทุกคนหันหน้ามองไปทางหลี่อิงเจี๋ยอย่างอึ้งๆ ก่อนจะเห็นหลี่อิงเจี๋ยเชิดหน้าขึ้นมาเล็กน้อย ดูอวดดีจนทำให้ หลายคนที่อยู่ข้างๆ พลันรู้สึกคันไม้คันมือมาก แม่งเอ๊ย ตอนนี้พวกเขาเป็นผู้ประเมินนะ คำพูดของหลี่อิงเจี๋ยหมายความว่า เสียใจที่ไม่มีคนออกมาโค่นพวกเขาเหรอ?
จำเป็นต้องพูดว่า หลี่อิงเจี๋ยเป็นอาวุธสังหารที่ร้ายกาจ ดูดซับค่าความแค้นได้สบายๆ ต่อให้คนที่อยู่ข้างกายเป็นเพื่อนในกลุ่มหุ่นรบที่คบหากันมาอย่างน้อยที่สุดก็สามปีแล้ว และก็รู้ว่านิสัยของหลี่อิงเจี๋ยเป็นแบบไหน แต่เขาก็ยังดึงดูดความโกรธของผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
หลิงหลานเห็นแบบนั้นก็อดลอบส่ายหน้าไม่ได้ หลี่อิงเจี๋ยคนนี้นะ จนถึงตอนนี้คำพูดคำจาก็ยังไม่น่าฟัง เป็นตัวร้ายได้สบายๆ อย่างที่คิดไว้เลย
เวลานี้เอง ทางฝั่งนักเรียนใหม่ที่รอคอยอย่างเงียบงันมาสามนาทีก็มีความเคลื่อนไหวในที่สุด ช่วยเหลือหลี่อิงเจี๋ยได้พอดิบพอดี หัวหน้าทีมสักคนสังเกตเห็นข้อมูลที่ส่งมาจากออปติคัลคอมพิวเตอร์เป็นคนแรกก็เอ่ยปากเตือนว่า “มาแล้ว”
เสียงนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนมารวมตัวกันที่ออปติคัลคอมพิวเตอร์เบื้องหน้าเขา ไม่มีใครสนใจหัวหน้ากลุ่มโง่เง่าอย่างหลี่อิงเจี๋ยคนนี้อีก และหลี่อิงเจี๋ยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าเขาเกือบจะโดนรุมทึ้งไปแล้ว เขาเองก็มองไปทางออปติคัลคอมพิวเตอร์ อยากรู้ว่าใครในหมู่พวกเขาจะถูกเลือกให้ลงสนามเป็นคนแรก
“หวางเคอ มาจากสถาบันศูนย์กลางลูกเสือโดฮา เป็นนักเรียนดีเด่นของสถาบันนี้ ทักษะการต่อสู้มือเปล่า: พลังปราณขั้นต้น ระดับการควบคุมหุ่นรบในโลกหุ่นรบ: ระดับสูง!” ออปติคัลคอมพิวเตอร์แสดงข้อมูลเหล่านี้ออกมา ทำให้บรรดาหัวหน้าทีมหลายคนอุทานขึ้นมา ตอนที่พวกเขาเข้ามาในโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งยังไม่บรรลุถึงระดับนี้เลย
“สมกับเป็นรุ่นน้องของลูกพี่จริงๆ แข็งแกร่งเกินไปแล้ว” หัวหน้าทีมไม่น้อยมองไปทางหลิงหลานแล้วพากันกล่าวชมเชย ทำให้หลิงหลานยิ้มละไม นี่คิดว่าอัจฉริยะที่ออกมาจากสถาบันศูนย์กลางลูกเสือโดฮาแต่ละคนเป็นผลงานของเธอหรือไง?
หลิงหลานไม่นึกเลยว่า ความคิดล้อเล่นของเธอจะบังเอิญเป็นเรื่องจริง ผลงานของหลิงหลานเป็นตำนานของสถาบันศูนย์กลางลูกเสือมาโดยตลอด ราชันไร้มงกุฎของสถาบันลูกเสือ ลูกพี่ของนักเรียนดีเด่นและนำพานักเรียนรุ่นของเขาเปิดการต่อสู้ประจัญบานได้สำเร็จ เขากลายเป็นไอดอลของนักเรียนทั้งหมดในสถาบันศูนย์กลางลูกเสือ นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไมหวางเคอเข้ามาในโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งด้วยผลคะแนนที่โดดเด่นแบบนี้ มีอัญมณีอย่างหลิงหลาน ฉีหลงกับอู่จย่งเหล่านี้อยู่ก่อนหน้า คนรุ่นหลังอย่างพวกเขาย่อมไม่กล้าเกียจคร้านหย่อนยาน ได้แต่ขัดเกลาตัวเองอย่างสุดชีวิตไล่ตามฝีเท้าของพวกรุ่นพี่
“คู่ต่อสู้ที่เขาเลือกคือ…หัวหน้ากลุ่มฉี ฉีหลง” เสียงอุทานดังขึ้นในห้องสังเกตการณ์ ถึงแม้หัวหน้ากลุ่มทั้งสี่จะอยู่ในรายชื่อผู้ประเมินที่เลือกได้ แต่คนทั่วไปย่อมไม่เลือกบอสใหญ่ทั้งสี่ของหลิงเทียนเป็นผู้ประเมินทดสอบตัวเอง ประการแรก คนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มล้วนเป็นคนที่มีความสามารถแข็งแกร่งมาก พวกเขาเอาชนะไม่ได้เลย ประการที่สอง ทุกคนกลัวว่าเลือกบอสใหญ่แล้ว จะทำให้บอสใหญ่มีความประทับใจแย่ๆ และสุดท้ายก็โดนปัดตกอย่างไร้ความปรานี
ฉีหลงเห็นข้อมูลนี้ก็อึ้งไปเหมือนกัน เขาไม่คาดคิดว่า เริ่มต้นการต่อสู้ก็ถึงตาเขาลงสนามแล้ว ให้เวลาเขาพักผ่อนไม่เพียงพอ เรี่ยวแรงของฉีหลงที่ผลาญไปกับการฝึกฝนจนหมดยังไม่กลับคืนมา มือเท้ายังคงไร้กำลัง
ฉีหลงหัวเราะเจื่อนในใจ หวางเคอคนนี้โชคดีเสียจริง ถ้าเกิดช้ากว่านี้อีกหน่อย อาศัยความสามารถเช่นนี้ของหวางเคอ เขาย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา ทว่าตอนนี้ ผลลัพธ์ยากจะคาดเดาจริงๆ ฉีหลงนึกถึงคำพูดของลูกพี่ในห้องหัวหน้ากลุ่ม จากนั้นสีหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมาฉับพลัน เขารู้ว่าถึงเวลาที่ต้องต่อสู้อย่างสุดชีวิตแล้ว
“ลูกพี่ ฉันไปละ” ฉีหลงหันหน้าไปพูดกับหลิงหลาน แววตาดูสงบนิ่ง
หลิงหลานเห็นแบบนั้น แววตาก็ส่องประกายพราวพร่างขึ้นมาแวบหนึ่ง เธอผงกศีรษะเล็กน้อย วินาทีต่อมา ฉีหลงก็ หายตัวไปจากในห้องสังเกตการณ์
นักเรียนใหม่เห็นหวางเคอที่มาจากสถาบันศูนย์กลางโดฮาขึ้นหน้ามาเลือกคู่แข่งเป็นคนแรก พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ ในความคิดของพวกเขา นักเรียนดีเด่นจากสถาบันศูนย์กลางโดฮาคนนี้ควรจะลงสนามเป็นคนแรก นี่ก็คือสาเหตุที่พวกเขารอคอยเกือบสามนาที
“หัวหน้า ฉันนึกว่านายจะลงสนามคนแรกซะอีก” เถาเสี่ยวเถาเห็นหวางเคอลงสนามก็เอ่ยกับหลิงอี้อย่างแผ่วเบา
“พวกเรามาจากดาวระดับสาม ไม่เหมาะให้เราออกมาสู้เป็นคนแรกหรอก ไม่ว่าทำผลงานดีหรือไม่ดี เราก็จะดึงดูดความไม่พอใจจากคนอื่นได้” อี้เทียนเกออธิบายเสียงเบาให้เถาเสี่ยวเถาฟัง
เถาเสี่ยวเถาคล้ายเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ ทว่าแววตาของคนอื่นๆ กลับฉายความเข้าใจขึ้นมา ที่นี่มีนักเรียนที่มาจากดาวระดับหนึ่งและระดับสองอยู่มากมาย อีกทั้งมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่มาจากโดฮาซึ่งเป็นศูนย์กลางของสหพันธรัฐ ถ้าเกิดให้นักเรียนจากดาวระดับสามที่ไม่ติดอันดับออกหน้าท้าประลองเป็นคนแรก สำหรับพวกเขาแล้ว นี่เป็นความอัปยศอดสูอย่างหนึ่ง ตบหน้านักเรียนจากดาวระดับสูงอย่างมาก ต่อให้สุดท้ายหลิงอี้เข้าร่วมกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนได้สำเร็จ แต่ภายในระยะเวลาสั้นๆ เกรงว่าพวกเขาจะต้องโดนกีดกันจากนักเรียนดาวระดับหนึ่งและระดับสองเหล่านี้
และในตอนนี้เอง ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งปรากฏตัวบนสนามประลอง หน้าจอเสมือนจริงที่อยู่ด้านหน้าออปติคัลคอมพิวเตอร์ก็แสดงภาพระยะใกล้ของอีกฝ่ายต่อหน้านักเรียนใหม่
“อ๊า หัวหน้ากลุ่มฉี ฉีหลงนี่นา!” บรรดานักเรียนใหม่เห็นคนผู้นี้ก็ร้องอุทานขึ้นมาฉับพลัน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหวางเคอจะใจกล้าขนาดนี้ คู่ต่อสู้ที่เลือกมาประลองคือฉีหลง ยอดฝีมืออันดับสองของหลิงเทียน
“หวางเคอคนนี้น่าสนใจจริงๆ ไม่นึกเลยว่าคู่ต่อสู้ที่เขาเลือกจะเป็นคนนี้” หรงจื้อรั่วจ้องมองเวทีด้วยสีหน้าสนุกสนาน
“ตอนที่หัวหน้ากลุ่มฉีหลงเรียนจบในปีนั้น เขาเป็นนักเรียนดีเด่นของศูนย์กลางโดฮา และเด็กจบใหม่ล่าสุดอย่างหวางเคอคนนี้ก็เป็นนักเรียนดีเด่นเหมือนกัน นักเรียนดีเด่นรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ประลองกัน…น่าสนใจมากจริงๆ อาศัยฐานะแบบนี้มาท้าประลองหัวหน้ากลุ่มฉีหลง ไม่เพียงไม่ทำให้หัวหน้ากลุ่มฉีหลงรู้สึกไม่พอใจ ถึงขนาดยังได้รับการชมเชยด้วย หวางเคอคนนี้ไม่ธรรมดาเลย” อี้เทียนเกอกล่าวต่อ เขาสบตากับหรงจื้อรั่วและยิ้มให้กัน ภายในทีม พวกเขาสองคนล้วนเป็นคนที่มีไอคิวสูง เลยคิดขึ้นมาเหมือนกันอยู่บ่อยๆ
สายตาของหลิงอี้ที่มองไปยังหวางเคอเคร่งขรึมขึ้นมา เดิมทีหลิงอี้คิดว่าตัวเองโดดเด่นเหนือใครมากพอแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาดูถูกอัจฉริยะทั่วทั้งสหพันธรัฐเสียแล้ว โรงเรียนทหารชายที่หนึ่งเป็นแหล่งกำเนิดอัจฉริยะระดับท็อปจากทั้งสหพันธรัฐ แค่การประลองคัดเลือกของกลุ่มหุ่นรบเล็กๆ ก็มีคู่ต่อสู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาปรากฏตัวขึ้นมาแล้ว
“แปลกจัง หัวหน้ากลุ่มฉีหลงดูเหมือนไม่ค่อยสบายนะ” เหยียนอู๋โยวขมวดคิ้ว เขาเป็นนักสู้หลักของทีม เขาที่มีความสามารถด้อยกว่าหลิงอี้นิดเดียวมองสภาพย่ำแย่ผิดปกติของฉีหลงออกอย่างรวดเร็ว
คำพูดของเขาเรียกความสนใจจากคนอื่นๆ ฮัวฉิงซินขมวดคิ้วที่สวยงามของเขา “เหมือนเรี่ยวแรงจะมีปัญหานะ” ฮัวฉิงซินเติบโตมาค่อนไปทางผู้หญิง แต่กำลังรบกลับอยู่อันดับสามของทีม เป็นรองแค่หลิงอี้กับเหยียนอู๋โยวเท่านั้น เขาเป็นนักสู้รองของทีม พอโดนเหยียนอู๋โยวเตือนสติ เขาก็ดูออกทันทีว่าปัญหาของฉีหลงอยู่ที่ไหน
“ฮ่าๆ หรือว่าหัวหน้าทีมฉีหลงเพิ่งจะทำเรื่องอะไรบางอย่างที่กินเรี่ยวแรงไปจนหมดแล้ว” เถาเสี่ยวเถาคล้ายกับนึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะหัวเราะขึ้นมาด้วยสีหน้าชั่วร้าย
เหยียนอู๋โยวเห็นดังนั้นก็ตบหัวเถาเสี่ยวเถาไปหนึ่งฝ่ามือ “เลวมาก คิดมั่วซั่วอะไรอยู่เนี่ย” ยอมใจหมอนี่เลยจริงๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็กล้าคิด ถึงแม้หัวหน้ากลุ่มฉีหลงจะมีสภาพเหมือนกับทำเรื่องนั้นเอามากๆ แต่เหยียนอู๋โยวเชื่อว่า หัวหน้ากลุ่มฉีหลงไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่นอน ต่อให้อยากทำก็ไม่มีคู่ขาให้ทำใช่ไหม?
อี้เทียนเกอลูบคาง เริ่มใคร่ครวญขึ้นมา…จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “บางทีนี่อาจเป็นการแสดงอำนาจของกลุ่มหุ่นรบหลิงเทียนมาข่มพวกเราก็ได้นะ”
“แสดงอำนาจ?” ทุกคนมองไปที่อี้เทียนเกอ หรงจื้อรั่วตรึกตรองขึ้นมา
“พวกเขาไม่สนใจพวกเราและก่อนหน้าที่จะประเมินพวกเรา พวกเขายังคงฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วง ผลาญเรี่ยวแรงไปจนหมด” อี้เทียนเกอเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อคำพูดนี้ออกมา สีหน้าของพวกหลิงอี้ก็ดูยากจะทานทน พวกเขาที่ตอนแรกมั่นใจมากสะเทือนใจอย่างหนักกับการกระทำที่ไม่ให้ความสำคัญเช่นนี้ของหลิงเทียน
“พรืด!” ทันใดนั้นหรงจื้อรั่วก็หัวเราะขึ้นมา น่าเสียดายที่แววตาไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิดเดียว “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นพวกเราก็ต้องแสดงความสามารถให้ดีๆ ถ้าเกิดพวกเขาถูกพวกเราเอาชนะได้จริงๆ ละก็ ฉันอยากรู้ว่าพวกเขายังมีหน้าอะไรมาเป็นรุ่นพี่อีก” การกระทำของหลิงเทียนทำให้เขาโกรธแล้ว….
ขณะเดียวกันคำพูดของหรงจื้อรั่วก็ยั่วโทสะของทีมหลิงอี้ด้วย แววตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณต่อสู้ อยากจะขึ้นไปบนสนามประลองเสียแต่ตอนนี้และต่อสู้กับผู้ประเมินเหล่านั้น ใช้ความสามารถมาพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่ใช่คนอ่อนแอที่จะเอาชนะได้ตามใจชอบ
——————