I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 562 พ่อลูก?
เพราะคำพูดของหลิงหลานทำให้หลิงเซียวใช้วิธีการที่เข้มงวดเคร่งครัด ทำการกวาดล้างกองทัพที่ยี่สิบสามอย่างเด็ดขาด ทำให้คนบางส่วนที่มีใจออกห่างพยายามสั่นคลอนรากฐานของกองทัพที่ย ยี่สิบสามถูกขับไล่ออกจากกองทัพที่ยี่สิบสาม และส่งทหารบางส่วนที่ทำร้ายเพื่อนร่วมรบไปยังศาลทหาร
แค่ชั่วระยะเดียว บรรยากาศของกองทัพที่ยี่สิบสามพลันปลอดโปร่งขึ้นมา ทำให้ทหารที่รักกองทัพที่ยี่สิบสามอย่างแท้จริงยิ่งซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อกองทัพที่ยี่สิบสามและหลิงเซียวมากย ยิ่งขึ้น
ปฏิบัติการกวาดล้างจัดระเบียบใหม่ที่มาได้ทันเวลาก็ช่วยเหลือพวกหลี่หลานเฟิงด้วยเช่นกัน ทำให้พวกเขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที พวกเขารู้ว่ามีคนเบื้องบนเล็งพวกเขาอยู่ ถึงแม้จะ ะเตรียมการป้องกันแล้ว แต่ไม่ว่าป้องกันอย่างไรก็มักจะจบลงโดยการโดนวางแผนร้ายอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น ภารกิจคุ้มกันครั้งนั้นที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ความจริงกลับอันตรายมาก ถ้าเกิดไม่ ใช่เพราะพวกเขาแต่ละคนต่างมีไพ่ตายละก็ เกรงว่าคงไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนแค่จ้าวจวิ้นได้รับบาดเจ็บสาหัส บางทีพวกเขาสามคนรวมถึงหน่วยรบชั่วคราวที่พาพวกเขามาอาจจะต้องอยู่ที่นั่นกลา ายเป็นอาหารสัตว์ร้ายระดับดวงดาวกันหมดแล้ว
แน่นอนว่านี่ไม่ได้หมายความว่ากองทัพที่ยี่สิบสามจะปราศจากคนนอก เมื่อน้ำใสสะอาดเกินก็จะไม่มีปลามาแหวกว่าย[1] หลิงเซียวรู้ว่าเขาไม่สามารถทำเกินไปกับทุกเรื่องได้ สปายที่กองทัพ พอื่นส่งมารวมถึงทหารที่มีจุดยืนของตัวเอง ตราบใดที่ไม่ทำร้ายรากฐานของกองทัพที่ยี่สิบสามรวมถึงวางแผนร้ายใส่เพื่อนร่วมรบ หลิงเซียวก็อดทนต่อไปได้เช่นกัน
เมื่อนั่งในตำแหน่งของเขา ก็ต้องรู้จักวิธีประนีประนอมอย่างเหมาะสม ไม่เช่นนั้นถ้าเกิดคุมกองทัพที่ยี่สิบสามให้เป็นเหมือนกับกองทัพตัวเองจริงๆ เช่นนั้นก็จะต้องมีคนในฝั่งกองบัญชาก การของสหพันธรัฐรู้สึกกังวล และเขาก็อาจกลายเป็นหนามยอกอกของกองบัญชาการได้
แน่นอนว่าถ้ามีแค่นี้ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ถึงอย่างไรกองบัญชาการก็ให้ความสำคัญและเฝ้าระวังนายพลกับผู้ควบคุมหุ่นรบขั้นเทวะอย่างพวกเขามากๆ อยู่แล้ว เขาเองก็ไม่ได้สนเรื่องนี้เช่น นกัน แต่ตอนนี้เขามีจุดอ่อนใหญ่ๆ สองแห่ง นั่นก็คือหลานลั่วเฟิ่งกับหลิงหลาน ซึ่งเป็นบุคคลล้ำค่าที่หลิงเซียวรักทะนุถนอมมากที่สุด เขาไม่อยากให้พวกเธอได้รับบาดเจ็บสักนิดเดีย ยว นี่ก็คือสาเหตุที่เขาจำเป็นต้องก้มหัวยอมประนีประนอม
กองทัพที่ยี่สิบสามกำลังทำการกวาดล้างกันอย่างอึกทึกครึกโครม ส่วนทางฝั่งหลิงหลานกลับต้อนรับวันที่สองอย่างสงบสุข
พอตกบ่าย ทั่วทั้งโรงเรียนแทบจะว่างเปล่า มีนักเรียนไม่กี่คนที่ปรากฏตัวในอาคารเรียน พวกนักเรียนทหารทั้งหมดถ้าไม่เข้าไปในหอประลองหุ่นรบดูไลฟ์สดในสนามประลองกับพวกเพื่อนๆ ก็ ต้องกลับไปที่พักของตัวเองแล้วเตรียมตัวล็อกอินเข้าสู่โลกหุ่นรบ และรับชมการต่อสู้ของทั้งสองทีมด้วยตัวเอง
ครั้งนี้ระดับสูงของโรงเรียนทหารไม่ได้ใช้วิธีใดๆ มาทำให้พวกนักเรียนทหารทุกคนต้องมาชมการประลองรอบนี้ แต่เนื่องจากผลแพ้ชนะในการประลองรอบนี้เกี่ยวพันถึงความก้าวหน้าในอนาคตของก กลุ่มหุ่นรบในโรงเรียนทหาร ไม่ว่านักเรียนจะมีกลุ่มหุ่นรบหรือไม่ ทุกคนล้วนขอลาหยุดเพื่อไปชมสุดยอดการประลองที่จะตัดสินทิศทางในอนาคตนี้
พอเห็นคนขอลาหยุดเยอะขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงปลาเล็กปลาน้อยไม่กี่คน พวกอาจารย์ก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนและก็ให้พวกเขาหยุด ประการแรก เพราะว่ามีอยู่ไม่กี่คนจริงๆ ประการที่สอง พวก อาจารย์ก็สนใจชมการประลองรอบนี้เหมือนกัน
พวกอาจารย์ก็อยากรู้บทสรุปเช่นเดียวกันว่าหลิงเทียนจะสามารถรวมโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งให้เป็นหนึ่งเดียวได้หรือเปล่า ถ้าเกิดทำสำเร็จจริงๆ ละก็ นั่นย่อมเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ ของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง และพวกเขาก็เป็นพยานเห็นเหตุการณ์
มันก็เหมือนกับการประลองหุ่นรบในยามปกติ ทว่าครั้งนี้ภายในห้อง VIP ในโรงเรียนทหารซึ่งสามารถรับชมการประลองในโลกหุ่นรบถูกทำลายความสงบอีกครั้ง อาจารย์หลายคนรวมถึงระดับสูงของ งโรงเรียนทหารปรากฏกายขึ้น ผ่านไปไม่นานก็นั่งกันเกือบเต็มห้องแล้ว
เมื่อถังอวี้เข้ามาในห้องก็เห็นผู้คนนับไม่ถ้วนทั้งที่เขารู้จักและก็ไม่รู้จัก พวกเขานั่งกับคนที่ตัวเองสนิทก่อนจะพากันพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บอกความคิดของพวกเขารวมถึงคว วามเป็นไปได้ต่างๆ ในการประลองรอบนี้
ถังอวี้มองเห็นผู้อำนวยการทันที เขากำลังนั่งยิ้มตาหยีอยู่ด้านหน้าสุดของหน้าจอขนาดใหญ่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ถึงแม้ข้างกายผู้อำนวยการจะมีคนเข้าไปทักทายตลอด แต่ไม่มีใครนั่งลงข้างเ เขาเลยจริงๆ
ถังอวี้ยิ้มพลางเดินเข้าไปทักทายผู้อำนวยการ “ผู้อำนวยการ สวัสดีครับ ไม่เจอกันตั้งนานเลย” นับเวลาดูแล้ว เขาไม่ได้เจอท่านผู้นี้มาเกือบเจ็ดแปดเดือนแล้ว
ผู้อำนวยการเห็นถังอวี้ รอยยิ้มสุภาพแต่เดิมก็เปลี่ยนเป็นจริงใจขึ้นมาทันที เขาตบโซฟาข้างตัวและกล่าวว่า “มาๆๆ ถังอวี้ นั่งข้างฉันสิ เดี๋ยวนายอธิบายรายละเอียดการประลองให้ฉันฟังท ทีนะ”
คำพูดนี้ทำให้บางคนที่ยังไม่ได้จากไปเผยแววตาอิจฉาริษยาออกมา ถังอวี้ไม่เกรงใจและตอบไปตรงๆ ว่า “ได้เลยครับ!” กล่าวจบเขาก็นั่งลงตรงตำแหน่งที่ผู้อำนายการบอกโดยไม่เกรงใจเลย ยสักนิดเดียว ต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้เงยหน้ามองรอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงแววตาทิ่มแทงเหล่านั้น
ถังอวี้ไม่สนใจเลยสักนิดเดียว นับตั้งแต่ปีก่อนที่เขาชมการประลองระหว่างหลิงเทียนกับเหลยถิงและค้นพบความลับของหลิงหลานด้วยกันกับผู้อำนวยการ เขาก็กลายเป็นพันธมิตรกับผู้อำนวยกา าร ในหนึ่งปีมานี้ เขาถูกติดป้ายว่าเป็นคนสนิทของผู้อำนวยการอย่างชัดเจน และชินกับสายตาแบบนี้ไปแล้ว เวลานี้เขาเลยรู้สึกเฉยชามาก
ถังอวี้นั่งลงแล้วก็เริ่มพูดคุยสัพเพเหระกับผู้อำนวยการ ใกล้ถึงเวลามากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนภายในห้อง VIP ที่เดิมทียังคงเดินอยู่ เวลานี้พวกเขาล้วนนั่งลงแล้ว และอดทนรอคอยการประลองห หุ่นรบเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ผู้อำนวยการเห็นว่าไม่มีคนรบกวนแล้วถึงค่อยเขยิบเข้าไปใกล้ถังอวี้ แล้วถามเสียงแผ่วเบาว่า “ถังอวี้ นายว่าครั้งนี้หลิงเทียนจะชนะแน่นอนหรือเปล่า?”
ถังอวี้ตอบเสียงเบาว่า “ผู้อำนวยการครับ ตราบใดที่หลิงหลานไม่สูญเสียมาตรฐานมากนัก ก็ไม่มีทางที่จะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่คาดฝันครับ” กระทั่งเขาก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าจะเอาชนะหลิงหลา านได้ หลังจากที่เหลยถิงไม่มีผู้สืบทอดที่แข็งแกร่งอย่างเฉียวถิงแล้ว ถังอวี้คิดว่าต่อให้หลิงหลานเผลองีบหลับโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ไม่มีทางแพ้
แน่นอนว่าหลิงหลานไม่มีทางทำเรื่องผิดพลาดระดับต่ำแบบนี้เหมือนกัน…เทียบกับเฉียวถิงแล้ว หลิงหลานเยือกเย็นและอำมหิตมากกว่า เขามองไม่ออกจริงๆ ว่าเหลยถิงจะมีวิธีการอะไรมาเอา าชนะหลิงหลานที่แทบจะไม่มีจุดอ่อนแบบนี้ ต่อให้เหลยถิงอยากใช้แผนการระเบิดพลีชีพในปีนั้นมาถ่วงหลิงหลานไว้ เกรงว่าพวกเขายังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็โดนจัดการลงแล้ว ไม่มีทางทำร้า ายเขาได้เลยแม้แต่น้อย
“ผู้อำนวยการ พรสวรรค์ในการควบคุมของหลิงหลานน่ามหัศจรรรย์ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในชีวิต มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น” ถังอวี้เอ่ยพลางทอดถอนใจ
ระยะเวลาหนึ่งปีที่เขาสอนหลิงหลานมานี้ พูดได้ว่าเขาได้รับผลประโยชน์มาไม่น้อย ถึงแม้ทั้งสองคนบอกว่ามีความสัมพันธ์แบบศิษย์อาจารย์ แต่พวกเขาเหมือนเพื่อนต่างวัยที่สนิทสนมกันอ อย่างลึกซึ้ง เป็นเพื่อนรู้ใจที่อยู่ในฐานะเดียวกัน
ถังอวี้ไม่คิดเลยว่าระยะเวลาหนึ่งที่ได้ต่อสู้กับหลิงหลานจะทำให้ความเร็วมือของเขาที่ค้างเติ่งมาโดยตลอดได้ทะลวงขีดจำกัดใหม่อีกครั้ง ซึ่งการทะลวงขีดจำกัดเล็กน้อยนี้ทำให้เขาด ดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง ควรรู้เอาไว้ว่าเขาติดอยู่ในระดับไพ่ราชาชั้นยอดมาสิบกว่าปีแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้น ความหวังในการเลื่อนขั้นเป็นระดับราชันก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ หลายปีมานี้ถังอ อวี้ถึงขนาดยอมแพ้แล้ว แต่นึกไม่ถึงเลยว่า โชคจะมาอย่างกะทันหันขนาดนี้…
ผู้อำนวยการได้ยินคำพูดของถังอวี้ รอยยิ้มตรงขอบตาก็ยิ่งกดลึกขึ้น จากนั้นเขาเอ่ยถามราวกับกำลังตรึกตรองอะไรบางอย่าง “เทียบกับหลิงเซียวแล้วเป็นยังไง?”
หัวใจของถังอวี้สะดุดกึก ใบหน้าเผยร่องรอยความกระอักกระอ่วนใจออกมา คำพูดของเขาเมื่อสักครู่นี้ดูกำกวมอยู่บ้าง จนทำให้คนคิดว่ากระทั่งนายพลหลิงเซียวผู้ควบคุมหุ่นรบขั้นเทวะ ะก็เทียบหลิงหลานไม่ได้ ถังอวี้รู้ดีว่าหลิงเซียวเป็นเพื่อนสนิทต่างวัยของผู้อำนวยการ
เขารีบพูดเสริมว่า “นายพลหลิงเซียวเป็นข้อยกเว้น เป็นข้อยกเว้นนะครับ”
ผู้อำนวยการกลับโบกมือกล่าวว่า “ไม่ต้องเกรงใจฉันเลย ฉันถามจริงๆ นะ ถ้าเกิดเขามีพรสวรรค์สูงกว่าหลิงเซียวจริงๆ ละก็ หลิงเซียวรู้เข้าก็น่าจะดีใจเป็นบ้าเป็นหลังเลย” ผู้อำนวยการ รคล้ายกับนึกอะไรบางอย่างได้ ก่อนจะหัวเราะหึๆ ขึ้นมา
ถังอวี้เห็นแบบนั้นก็อึ้งไปทันที ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นในสมอง หลิงเซียว หลิงหลาน พวกเขามีนามสกุลหลิงกันทั้งคู่ หรือว่าเป็นพ่อลูกกัน? อ้อ ไม่สิ ไม่ๆ เขาจะต้องคิดมากไปแน น่ๆ เลย ถังอวี้ปฏิเสธความคิดของตัวเองทันที
ผู้ควบคุมหุ่นรบขั้นเทวะถูกวินิจฉัยว่าทายาทของเขาภายในระยะเวลาหลายร้อยปีจะมีพรสวรรค์ที่ธรรมดาสุดขีด ซึ่งกฎเกณฑ์ที่ตายตัวนี้ไม่เคยผิดพลาดมานับพันปี เมื่อครู่นี้เขาคิดพร่ำเพ้ อไปอย่างแน่นอน หรือว่าเป็นลูกหลานในตระกูลหลิง? ถังอวี้คิดความเป็นไปได้อีกอัน แต่สุดท้ายเขายังคงรู้สึกว่าไม่ถูกต้องอยู่ดี เนื่องจากถังอวี้ยังจำได้ว่า เมื่อสิบเก้าปีก่อน หล ลังจากที่นายพลหลิงเซียว ‘พลีชีพ’ ไป ตระกูลหลิงพยายามแตะต้องบำเหน็จความชอบของท่านนายพล ท้ายที่สุดก็ยั่วโทสะญาติพี่น้องในตระกูลท่านนายพล ทั้งสองฝ่ายเลยแตกหักกันอย่างสิ้นเชิง
ถ้าเกิดทายาทตระกูลหลิงเป็นอัจฉริยะแห่งยุคจริงๆ ต่อให้นายพลหลิงเซียวใจกว้างและให้อภัยพวกเขา นายพลหลิงเซียวก็ไม่มีทางดีใจเป็นบ้าเป็นหลังเหมือนอย่างที่ผู้อำนวยการว่าไว้หรอก ก! ถังอวี้คิดแบบนี้
พอเห็นถังอวี้ทำหน้าสับสนเหมือนไม่อาจยืนยันแน่ชัด ผู้อำนวยการก็พึงพอใจแล้ว ควรรู้เอาไว้ว่าตอนแรกที่เขารู้ว่าหลิงหลานเป็นลูกชายของหลิงเซียว และเห็นความสามารถในการควบคุม มอันไร้ที่ติของหลิงหลาน เขาก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน เขาถึงขนาดโทรศัพท์หาหลิงเซียว สอบถามว่าหลิงหลานเป็นลูกที่เขาให้กำเนิดเอง หรือว่าเป็นลูกที่เก็บมา? และครั้งนั้นผู้อำนวย ยการก็ได้รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวเวลาหลิงเซียวเป็นบ้า…ผู้อำนวยการตัวสั่นเทิ้ม รู้สึกดีใจอีกครั้งที่ตอนนั้นเขาแค่โทรศัพท์ไป ไม่ได้ไปสอบถามโดยตรง ไม่อย่างนั้น เขาจะได้นั่งดูกา ารประลองที่นี่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกัน เห็นได้ว่าหลิงหลานเป็นเกล็ดย้อนของหลิงเซียวแน่นอน
พากย์เสียง: ตอนนี้หลิงเซียวหน้าซาลาเปากำลังกัดผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ในใจรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมมาก ‘โดนสงสัยว่าเป็นหมัน ฉันไม่ควรโกรธหรือไงๆๆๆ…’
ผู้อำนวยการไล่ภาพอันน่ากลัวของหลิงเซียวออกไปให้พ้นจากสมอง แล้วค่อยเอ่ยเตือนอย่างใจดีว่า “ถังอวี้ อย่าถูกสิ่งที่เรียกว่าทฤษฎีมาจำกัดความคิดของตัวเองสิ”
ถังอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง เขาอ้าปากค้าง สุดท้ายก็เค้นคำพูดออกมาหนึ่งประโยคว่า “ขะ เขา พ่อลูก จริงๆ เหรอครับ?” หกคำสั้นๆ ทว่าผู้อำนวยการกลับฟังเข้าใจความหมายที่ถังอวี้ ต้องการสื่อ เขาเลยส่งสายตายืนยันให้ถังอวี้
ถังอวี้ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น สีหน้าแดงก่ำ หากพูดว่าคนที่เขาเคารพนับถือมากที่สุดคือใคร นั่นย่อมเป็นนายพลหลิงเซียวแน่นอน ไม่นึกเลยว่าเขาจะโชคดีได้สอนลูกชายของนายพลหลิง งเซียว นอกจากนี้ยังเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์น่าทึ่งขนาดนี้ด้วย
หลังจากที่ถังอวี้ตื่นเต้นไปได้สักพักเขาก็ใจเย็นลงอีกครั้ง สายตาที่เขามองไปทางผู้อำนวยการเผยให้เห็นความงุนงงและสงสัย คิดดูแล้วก็ถามว่า ทำไมลูกชายของนายพลหลิงเซียวถึงสามาร รถฝ่ากฎธรรมชาติของสายเลือดนั้นได้?
ถังอวี้กับผู้อำนวยการไม่รู้ว่าหลิงหลานเป็นลูกสาวไม่ใช่ลูกชาย และงานวิจัยของกองทัพสหพันธรัฐก็วิจัยแค่ทายาทเพศชายของผู้ควบคุมหุ่นรบขั้นเทวะเท่านั้น….เดิมทีก็ไม่ควรเอากฎธ ธรรมชาติมาไว้ที่ตัวประหลาดอย่างหลิงหลาน
ผู้อำนวยการส่ายหน้า “ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะเกิดการกลายพันธุ์ก็ได้ แต่ว่า โดยสรุปแล้วนี่ก็เป็นเรื่องดี” ผู้อำนวยการยิ้มละไม ว่าไปแล้วพวกเขาล้วนเป็นคนฝ่าย ยเดียวกับหลิงเซียว หลิงเซียวมีลูกชายที่เป็นอัจฉริยะโดดเด่น ย่อมดีกว่าให้ทายาทของเขาเป็นคนธรรมดาสามัญ
ถังอวี้ได้ยินคำกล่าวก็ยิ้ม ผู้อำนวยการพูดถูกแล้ว นี่เป็นเรื่องดีมาก ในเมื่อเป็นแบบนี้ ทำไมต้องไปสืบสาวราวเรื่องด้วยล่ะ?
เวลานี้เองก็ได้ยินใครบางคนในห้อง VIP ตะโกนว่า “การประลองของทั้งสองทีมเริ่มขึ้นแล้ว”
——————-
[1] มาจากสำนวนว่า น้ำที่ใสสะอาดจนเกินไป จะไม่มีปลามาแหวกว่ายฉันใด คนที่แยกแยะเอาจริงเอาจังกับเรื่องต่าง ๆจนชัดเจนเกินไป ก็จะไร้ซึ่งมิตรสหายฉันนั้น