I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 572 ปิดผนึก!
เชี่ยอี๋มองคนผู้นี้ก็ร้องอุทานขึ้นมาทันทีว่า “ลูกพี! นายก็มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
หลิงหลานไม่ตอบ เธอแค่มองบุคลิกด้านมืดอย่างเย็นชาเท่านั้น “รอนายมานานแล้ว”
เวลานี้บุคลิกด้านมืดเข้าใจแล้ว เขาเอ่ยพลางยิ้มหยัน “ที่แท้ นายให้เชียอีกลายเป็นตัวแทน
ของนาย ไม่ใช่เพราะเชื่อใจเขา แต่ว่าอยากล่อฉันออกมาสินะ?” กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังไม่ลืมโจมดี
บุคลิกด้านสว่าง
เชี่ยอีได้ยินก็ใจสั่นสะท้าน เขามองไปทางหลิงหลาน แววดาเผยร่องรอยความเจ็บปวด
ออกมา
ดวงดาเย็นเยียบของหลิงหลานเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง หัวใจเชี่ยอี๋ที่เดิมทีได้รับบาดเจ็บ
ถูกแช่แข็งทันที และก็ไม่กล้าคิดอะไรมั่วชั่วอีก
อือๆๆ ลูกพี่ทำลูกต้องทุกอย่าง ความรู้สึกอ่อนไหวอะไรแย่ที่สุดเลย ตัวร้ายโนใจเขียอี้กัด
ผ้าเช็ดหน้าปลอบใจตัวเองทั้งๆ ที่น้ำตาน้องหน้า
หลิงหลานเบนสายตามองไปที่บุคลิกด้านมืด แล้วเธอก็เอ่ยอย่างเรียบนิ่งว่า “นาย
หวาดกลัวฉันมาก”
“แน่นอนสี นายแข็งแกร่งมาก ถ้าถูกนายจับได้ ฉันจะต้องอนาถมากแน่ๆ สัมผัสที่หกของ
ฉันบอกฉันแบบนี้” บุคลิกด้านมืดหัวเราะหยัน “นึกไม่ถึงว่า นายยังสังเกตเห็นฉันอีก น่าขำชะมัด
ฉันยังนึกว่าข่อนตัวดีมากแล้วนะ”
“นายข่อนตัวได้ดีมากจริงๆ ตั้งแต่ที่นายปรากฏตัวขึ้นเมื่อสามปีก่อน ก็ระมัดระวังตัว
ไม่ให้โอกาสฉันเลยสักครั้ง ทำให้ฉันต้องสิ้นเปลืองความคิด” หลิงหลานกล่าวถึงตรงนี้ก็หรีตาลง
เล็กน้อย จิดสังหารอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว “ฉันไม่อนุญาตให้เกิด
ความไม่แน่นอนอะไรขึ้นบนตัวที่น้องของฉันเด็ดขาด และนายก็เป็นความไม่แน่นอนนั่นพอดี”
คำพูดของหลิงหลานประหนึ่งสายฟ้าที่ผ่าตรงกลางหัวใจเขี่ยอี๋ ขอบตาของเขาแดงก่ำอย่าง
ควบคุมไม่อยู่ เชี่ยอี้เข้าใจแล้ว ความลังเลและความไม่สงบที่คอยรบกวนใจเขามาตลอดหาย
ไปแล้ว
“เชี่ยอี๋ นายมันโง่ชะมัด! ที่แท้เขาเป็นเพื่อนที่ลูกพียอมรับมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เป็นห่วงเขา
อีกฝ่ายจะสังเกตเห็นปัญหาในร่างกายเขาได้ยังไง? ถ้าเกิดไม่สนใจเขา จะสิ้นเปลืองความคิด
วางแผนการแบบนี้ทำไม?
น่าตลก เขาถูกหัวใจตัวเองหลอกดวงาทั้งสองข้าง มองข้ามความห่วงใยของลูกพี่ พอคิด
เรื่องเมื่อก่อนดีๆ ทุกครั้งที่เขาสะกดบุคลิกด้านมืดทั้งคืนจนหมดแรง เช้าวันรุ่งขึ้น ลูกพีมักจะมอง
เขาอย่างจริงจัง หลังจากนั้นดอนที่ลูกพีลงมือฝึกฝนของวันนั้นอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ลูกพี่
ก็ไม่ได้ทรมานเขาอย่างเต็มแรง … ยิ่งบุคลิกด้านมืดอาละวาดมากขึ้นเรื่อยๆ ดอนที่ฝึกฝนกับลูกพี่
ลูกพี่ก็ยิ่งลงมือแค่เป็นพิธีเท่านั้น เมื่อก่อนเขาคิดว่านี่เป็นเพราะลูกพี่เมินเฉยเขา เลยทำให้เขารู้สึก
กระวนกระวายใจมาก ตอนนี้คิดดูแล้ว นี่เป็นเพราะลูกพี่ให้ความสำคัญเขา เห็นได้ชัดว่าลูกพี่กลัว
ว่าเขาจะเหนื่อยล้ามากเกินไปและถูกบุคลิกด้านมืดหาโอกาสตอบโด้กลับได้
เชี่ยอี๋ตื้นต้นใจและหดหู่ใจไม่หยุด ส่วนทางฝั่งบุคลิกด้านมืดกลับเดือดดาลแล้ว
บุคลิกด้านมืดโดนสายตาเข่นฆ่าที่น่าสะพรึงกลัวของหลิงหลานจับจ้อง เขาก็รู้สึกเหมือนสติ
ของตัวเองกำลังจะโดนพลังอันแข็งแกร่งของอีกฝ่ายบดขยี้ได้ง่ายๆ เขาสะดุ้งใจ ตะโกนดังลั่นขึ้น
มาอย่างควบคุมไม่อยู่ “งั้นนายคิดจะทำลายฉันสินะ? มีสิทธิ์อะไร? ฉันไม่ยอม! เห็นชัดๆ ว่า
พวกเราเกิดมาด้วยกัน ทำไมมีแค่เขาที่อยู่ต่อไปได้ แต่ฉันต้องหายไปล่ะ? ฉันไม่ยอมๆ”
“งั้นทำไมนายถึงอยากให้เชียอี้หายไป?” หลิงหลานถามย้อนอย่างเฉยชา
“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่!” ดวงตาสองข้างของบุคลิกด้านมืดแดงฉาน มีความคลุ้มคลั่งรางๆ
“ที่นี่เงียบมากเลยใช่มั้ย? ไม่มีเสียง เงียบเหงาจนบีบฉันใกล้จะเป็นบ้าแล้ว! ถ้าอยู่ที่นี่เพิ่มอีกหนึ่ง
วัน ฉันก็จะแค้นมันเพิ่มหนึ่งวัน ฉันแค้น เห็นๆ ชัดว่าพวกเราสองคนเกิดมาด้วยกัน ทำไมพ่อ
ถึงเลือกเขา แต่ปิดผนึกฉันไว้? เขาโชคดีควบคุมร่างกายได้แบบนี้ ใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยเสียง
และสีสัน สามารถมีครอบครัวมีเพื่อน เพลิดเพลินกับมิตรภาพความรัก ส่วนฉันกลับต้องอยู่ในโลก
ที่เงียบงัน มืดมนหนาวเหน็บ รอความดายเงียบๆ อย่างอ้างว้างไปทั้งชาติเนี่ยนะ?”
“เรื่องที่เขาทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน ฉันถึงขนาดทำได้ดีกว่าเขาด้วย ทำไมไม่ให้โอกาส
ฉันตัดสินชะดาชีวิตของฉันล่ะ? มีสิทธิ์อะไร? มีสิทธิ์อะไร? มีสิทธิ์อะไรกัน?” บุคลิกด้านมืดตวาด
อย่างบ้าคลั่ง และก็เรียกสติของเชี่ยอี๋เช่นกัน เชียอี๋คิดไม่ถึงว่าบุคลิกด้านมืดที่โดนเขาสะกดเอาไว้
ตลอดยังมือดีดแบบนี้ด้วย หรือว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มารในใจของเขา?
“นายบอกว่า พ่อปิดผนึกนายไว้” เชี่ยอี๋ถามอย่างตกตะลึง
“ใช่ ตระกูลเชี่ยของพวกเราเกิดมาก็จะมีสองบุคลิก ความจริงแล้วก็คือจิตวิญญาณแยก
ออกจากกัน ดังนั้นเลยได้แต่ปิดผนึกบุคลิกหนึ่งในนั้นไว้ด้วยวิชาลับ และให้อีกบุคลิกเติบโตขึ้น
มาตามปกติ ถ้าเกิดไม่ผนึกฉัน ฉันก็คงกลืนกินนายไปนานแล้ว จะให้นายใช้ชีวิตอย่างมั่นคง
มาจนถึงสิบหกปีได้ยังไง?” บุคลิกด้านมืดกล่าวถึงตรงนี้ ก็แค่นหัวเราะเอ่ยต่อว่า “แต่เพราะความ
ไม่มั่นใจภายในหัวใจนาย เต็มไปด้วยความโกรธและเสียใจ ทำให้ผนึกนั้นคลายออก ไม่งั้นฉันจะ
มีโอกาสฝ่าออกมาได้ยังไง ว่าไปแล้วก็ยังต้องขอบคุณความอ่อนแอของนาย … ”
ถ้าเป็นเขา เขาไม่มีทางอ่อนแอขนาดนี้แน่นอน ต่อให้คนที่แข็งแกร่งตรงหน้านี้ไม่สนใจแล้ว
ทำไม เขาก็ยังใช้ชีวิตดีๆ ของตัวเองได้ บุคลิกด้านมืดนึกถึงตรงนี้ก็อดมองไปที่หลิงหลานไม่ได้
แต่ก็ตกใจกับสายตาเรียบนิ่งไม่แยแสของหลิงหลาน เขาถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างควบคุมไม่อยู่
ราวกับว่าถ้าออกห่างอีกฝ่ายลักหน่อย เขาก็ปลอดภัยขึ้นอีกนิด
“ทำไมพ่อเลือกผนึกนาย แต่ไม่ผนึกฉันล่ะ?” เขี่ยอี๋รู้ว่าบุคลิกด้านมืดพูดความจริง และเขาก็
สงสัยกับการตัดสินใจดอนนั้นของพ่อ
“ฉันไปรู้ได้ไง เพราะงั้นนายเลยโชคดีไง” บุคลิกด้านมืดเอ่ยอย่างเคียดแค้น ดอนแรกที่
พวกเขาเกิด ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าอนาคตจะเติบโตมาเป็นอย่างไร เลยผนึกบุคลิกโดยการสุ่ม
บุคลิกด้านมืดได้แต่คิดว่าเขี่ยอี๋โชคดีมากที่อีกฝ่ายโดนเลือกจากหนึ่งในสองคนพอดี
“ถ้าเกิดพวกนายสงสัยเรื่องนี้ ฉันแก้ข้อสงสัยให้พวกนายได้นะ” หลิงหลานพลันเอ่ยปาก
“อะ ลูกพี่มีวิธีเหรอ” เชี่ยอี๋ดาเป็นประกาย เขาอยากรู้ว่าเพราะอะไรจริงๆ ไม่อย่างนั้นต่อให้
ผนึกบุคลิกด้านมืดอีกครั้ง เขาก็ยังคงสงสัยตัวเอง รู้สึกผิดต่อบุคลิกด้านมืด และก็ทำให้เกิด
ช่องโหว่ในจิดใจตัวเอง
บุคลิกด้านมืดมองไปทางหลิงหลานอย่างอึ้งๆ ไม่รู้ว่าหลิงหลานมีวิธีอะไรกันแน่ถึงสามารถ
จัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ใช่แค่เชียอี๋ที่อยากรู้เรื่องนี้ เขาเองก็อยากรู้ยิ่งกว่า ถึงขนาดที่เขาคิดไม่เข้า
ใจมาตลอดตั้งแต่ที่เขาลูกปิดผนึกว่า ทำไมคนที่พ่อเลือกผนึกคือเขา ไม่ใช่เชียอี้ นี่เป็นความ
หมกมุ่นของเขา เขาอยากรู้มาก
หลิงหลานผงกศีรษะ “เชื่อฉันไหมล่ะ?”
เชี่ยอี๋หยักหน้าโดยไม่ลังเล “ฉันเชื่อลูกพี่” เขามองไปทางบุคลิกด้านมืด แล้วอธิบายอย่าง
เคร่งขรึมว่า “ลูกพี่ไม่โกหกใคร คำพูดของเขาเชื่อถือได้ นายวางโจเถอะ”
บุคลิกด้านมือแค่นเสียงเย็นทีหนึ่ง “ไม่ต้องมาเสแสร้ง ฉันรู้” เขาขายตามองหลงหลานแวบ
หนึ่ง แล้วเอ่ยกับเชี่ยอี้เบาๆ ว่า “เขาแข็งแกร่งมาก ถ้าอยากกำจัดฉันก็ทำได้ง่ายนิดเดียว ไม่ต้อง
เล่นลูกไม้แบบนี้หรอก”
ถึงแม้หลิงหลานเป็นลูกพี่ของเชี่ยอี๋ แต่บุคลิกด้านมืดก็เชื่อใจหลิงหลานเช่นกัน
ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงให้หลิงหลานช่วยแก้ข้อสงสัยให้พวกเขา จากนั้นหลิงหลานก็เอ่ยเดือน
ว่า “อาจจะทนไม่ไหวนิดหน่อย อดทนไว้นะ”
บุคลิกด้านมืดเอ่ยอย่างเหยียดหยามว่า “ฉันทนอยู่ที่นี่ได้สิบเก้าปี ยังมีอะไรที่ทนไม่ได้อีก
ล่ะ?” เขาปรายตามองเชี่ยอี๋อย่างดูลูก “นายควรเป็นห่วงลูกน้องนาย หวังว่าเขาจะไม่ทำให้นาย
ขายหน้า”
เชี่ยอี๋หน้าแดงก่ำ เอ่ยอย่างโมโหว่า “เหอะ อย่ามาถูกคนอื่นนะ ฉันไม่แพ้นายหรอก!”
“หวังว่าจะเป็นแบบนั้น!” บุคลิกด้านมืดหันหน้าหนีอย่างงอนๆ ไม่มองเชียอี๋อีก
หลิงหลานยกมุมปากเล็กน้อย ดูท่าบุคลิกด้านมืดไม่ได้เกลียดชังเซียอี๋จริงๆ นี่เป็นข่าวดี
แต่ว่าดอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องพวกนี้ หลิงหลานสูดลมหายใจลึกเยือกหนึ่ง สีหน้าเคร่งขรึมขึ้น
มา ดวงตาสองข้างของเธอจ้องมองสองคนตรงหน้า จากนั้นก็ยื่นสองมือเข้าไปในหัวพวกเขา
เขียอี้กับบุคลิกด้านมืดรู้สึกแค่ว่าสติของตัวเองเองถูกคนนอกฝืนลากออกมา ความเจ็บปวด
นั้นแย่พอๆ กับการตัดเอ็นถอดกระดูก แต่ทั้งคู่ไม่อยากให้อีกฝ่ายดูถูกตัวเอง พวกเขาเลยกัดฟัน
อดทน ไม่ยอมส่งเสียงร้อง
ในที่สุดเมื่อทั้งสองรู้สึกโล่งสบาย ความเจ็บปวดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พวกเขาลืมดา
แล้วก็เห็นว่าในมือหลิงหลานมีร่างพลังงานสองกลุ่ม ดูออกได้รางๆ ว่าเป็นร่างมนุษย์ขนาดเล็ก
องคาพยพทั้งห้าดูคลุมเครือไม่ชัดเจน แต่มองออกได้ว่าคล้ายคลึงกับเชี่ยอี๋มาก
หลิงหลานชูมือขวาขึ้น “นี่เป็นสิ่งที่ดึงออกมาจากนาย” เธอกล่าวกับบุคลิกด้านมืด จากนั้น
รูมือข้ายขึ้นแล้วพูดกับเขียอี๋ว่า “นี่เป็นของนาย” เธอวางสองมือไว้ด้วยกัน “รู้สึกไหมว่าพลังสอง
สายแตกต่างกันนืดหน่อย?”
บุคลิกด้านมืดหน้าถอดสี เนื่องจากเขาสัมผัสว่าร่างพลังของตัวเองเต็มไปด้วยกลิ่นอาย
ความป่าเลื่อน แต่เชี่ยอี๋กลับสงบราบเรียบ หรือว่าเป็นเพราะกลิ่นอายของพลัง ตอนนั้นพ่อถึงได้
ทอดทิ้งเขา?
เชี่ยอี้กลับเห็นต่าง “เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเพราะเขาอยู่ที่นี่มาสิบเก้าปีถึงได้ส่งผลกระทบ
ด่อร่างพลังของเขา?”
หลิงหลานมองเชี่ยอี้แวบหนึ่ง แววดาเผยความชื่นชม “ถูกต้อง สภาพแวดล้อมจะ
ส่งผลกระทบต่อการเติบโตและนิสัยของคน นี่เป็นกลิ่นอายในปัจจุบัน ฉันจะช่วยพวกนาย
ย้อนกลับไปตั้งแต่ดอนเริ่มต้น”
หลิงหลานกล่าวจบ ฝ่ามือก็ปรากฏเปลวเพลิงสองกลุ่ม มันไม่ร้อน และก็ไม่อ่อนโยน หาก
แต่มีกลิ่นอายเย็นยะเยือก
“เพลิงน้ำแข็ง?” แววตาของเขี่ยอี๋หดลง นึกไม่ถึงเลยว่าลูกพี่ควบคุมพรสวรรค์ถึงขั้น
สามแล้ว … แต่พวกเขากลับยังค้นหาประตูเข้าสู่ขั้นที่สองอยู่เลย อย่างที่คิดไว้เลย พอเทียบกับ
คนอื่นแล้ว ก็จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ พวกเขาห่างชั้นกับลูกพี่มากเหลือเกิน ไล่ตามยังไงก็ไล่ไม่ทัน
ภายใต้การกลั่นของเพลิงน้ำแข็ง กลิ่นอายทั้งสองเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะร่าง
พลังงานของบุคลิกด้านมืด การอาละวาดเริ่มลดลง ความสงบนิ่งของร่างพลังงานของเชี่ยอี้ก็อ่อน
ลงเช่นกัน ก่อนที่จะค่อยๆ เกิดการปั่นป่วน
สุดท้ายก็เปลี่ยนเป็นร่างพลังงานสองกลุ่มที่บริสุทธิ์มาก การระเบิดพลังของบุคลิกด้านมืด
แต่เดิมแทบจะมองไม่เห็นแล้ว แต่มีไอเย็นเล็ดรอดออกมารางๆ ส่วนก้อนพลังงานของเชี่ยอี๋กลับ
เต็มไปด้วยความร้อนราวกับดวงอาทิตย์เล็กๆ
“หนึ่งเย็น หนึ่งร้อน อย่างที่คิดไว้เลย ฉันแตกต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง” บุคลิกด้านมืดเอ่ย
เสียงหดหู่ เขาอิจฉาก้อนพลังงานของเชี่ยอี๋มากจริงๆ อบอุ่นจนอยากให้คนเข้าใกล้
“ในที่สุดก็บรรลุเงื่อนไข กลับไปกับฉันสู่จุดเริ่มต้นความทรงจำของพวกนาย” คำพูดของห
ลึงหลานพลันดังขึ้นในสมองของบุคลิกด้านมืดกับเชี่ยอี๋ ยังไม่ทันจะได้ตอบสนอง พวกเขาก็รู้สึกว่า
เบื้องหน้าพร่าเบลอ เมื่อพวกเขาได้สติกลับมาก็พบว่าพวกเขามาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง เวลานี้
พวกเขายืนอยู่บนฟ้ามองลงมาดูทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้านล่าง
“นี่มันคฤหาสน์เก่าของตระกูลเขีย!” เชียอี้เอ่ยด้วยความประหลาดใจ ทุกอย่างในภาพ
แทบจะไม่ต่างจากคฤหาสน์เก่าของตระกูลเชี่ยในปัจจุบัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมภาพที่นี่ถึงเป็น
สีขาวดำ
“ทารกเพิ่งเกิด ดวงตายังไม่พัฒนาเต็มที่ สีสันที่มองเห็นได้ก็คือสีขาวดำสองสี และที่นี่ก็คือ
ความทรงจำของนาย ตอนนั้นสีที่นายเห็นคือสีอะไร ภาพที่ปรากฏออกมาในตอนนี้ก็คือสีนั้น” ห
ลิงหลานอธิบาย