I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 573 เลือก!
เซี่ยอี๋กับบุคลิกด้านมืดพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากพวกเขาถูกภาพด้านล่างดึงดูดความสนใจแล้ว ทารกจดจำความทรงจำก่อนอายุสามขวบไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความทรงจำนี้อยู่ มันแค่ถูกซ่อนลึกอยู่ด้านในสุดของสมอง และมีเพียงหลิงหลานที่เรียนรู้การควบคุมจิตเท่านั้นถึงสามารถช่วยเซี่ยอี๋หาออกมาได้
จากนั้นก็เห็นคุณพ่อวัยหนุ่มอุ้มทารกเดินเข้ามา
“พ่อฉันนี่นา” เซี่ยอี๋เอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“ผู้อาวุโสทุกท่าน เซี่ยอี๋ลูกของผมเกิดแล้ว ผมเลยเข้ามาให้พวกผู้อาวุโสดูโดยเฉพาะ” บิดาของเซี่ยอี๋โค้งคำนับไปทางด้านหน้า พวกเซี่ยอี๋ถึงค่อยสังเกตเห็นว่ามีคนชราเจ็ดคนปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ชายชราหนึ่งในนั้นกวักมือเรียกเซี่ยอี๋อย่างอ่อนโยน “มาสิ เซี่ยหลิ่ง อุ้มเข้ามาให้ฉันดู”
บิดาของเซี่ยอี๋ยื่นเด็กให้ผู้อาวุโสคนนั้นอย่างระมัดระวัง ชายชราลูบร่างกายเล็กๆ ของเซี่ยอี๋ ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยพลันยิ้มแย้มเป็นดอกคอสมอส “ไม่เลวๆ พื้นฐานร่างกายกระดูกล้วนดีเยี่ยม น้องเจ็ด ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับนายแล้ว”
ชายชราอีกคนได้ยินคำกล่าวก็รับเซี่ยอี๋เข้ามา จากนั้นเขาก็หลับตาแตะหน้าผากของเซี่ยอี๋ หลายวินาทีให้หลัง เขาลืมตาขึ้นมา สีหน้าดูตื่นเต้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึมเช่นกันว่า “บุคลิกทั้งสองในร่างกายเด็กคนนี้ล้วนแข็งแร่งมาก ยากจะบอกว่าใครแข็งแกร่งกว่ากัน”
เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ที่ตอนแรกไม่สนใจพอได้ฟังคำพูดนี้ แววตาก็เปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด พวกเขามองไปทางเซี่ยหลิ่งพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
เซี่ยหลิ่งได้ยินว่าบุคลิกทั้งสองของลูกตัวเองแข็งแกร่งเท่าๆ กัน แววตาก็เผยความประหลาดใจแกมยินดีเช่นกัน ทว่าแป๊บเดียว สีหน้าของเขาก็เริ่มสับสนขึ้นมา
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเด็กจากตระกูลเซี่ยถือกำเนิด บุคลิกหนึ่งจะแข็งแกร่งมาก ส่วนอีกบุคลิกจะค่อนข้างอ่อนแอ บรรดาผู้อาวุโสจะปิดผนึกบุคลิกที่อ่อนแอนั้นไว้โดยธรรมชาติ แต่ก็มีทารกบางคนที่เกิดมาแล้วก็มีสองบุคลิกที่แข็งแกร่งแทบจะไม่แตกต่างกัน ทารกแบบนีมีพรสวรรค์เหนือกว่าเด็กคนอื่นๆ มาก โดยพื้นฐานแล้วพวกเขาล้วนเป็นเสาหลักของตระกูลเซี่ย อย่างไรก็ตาม นี่ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาเช่นกัน นั่นก็คือจะปิดผนึกบุคลิกไหนกันดี…
เซี่ยหลิ่งอึดอัดอยู่เนิ่นนานถึงค่อยกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ผู้อาวุโสเจ็ด ผมสัมผัสพลังของบุคลิกทั้งสองในร่างเซี่ยอี๋ได้เหมือนกันมั้ยครับ?” เซี่ยหลิ่งไม่ได้เลือกตามใจชอบ เซี่ยอี๋เป็นลูกชายที่เขาตั้งตารอคอยมานาน เขาไม่อยากปิดผนึกส่งเดช ในฐานะที่เป็นพ่อ เขาอยากเก็บสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกตัวเองเสมอ
ผู้อาวุโสเจ็ดพยักหน้าบ่งบอกว่าตกลง ผู้อาวุโสทุกคนของตระกูลเซี่ยล้วนเชี่ยวชาญวิชาลับแขนงหนึ่ง และวิชาที่เขาถนัดก็คือวิชาลับที่ค้นหาพลังงานของบุคลิก ทั้งยังสามารถจำลองพลังงานของบุคลิกนี้ออกมาได้
ไม่นาน ไอพลังสองกลุ่มก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของผู้อาวุโสเจ็ด หนึ่งในนั้นเย็นเยียบมากและปล่อยไอเย็นออกมาเล็กน้อย ส่วนอีกกลุ่มกลับเต็มไปด้วยพลังงานความร้อนราวกับพระอาทิตย์ก็ไม่ปาน
เมื่อสัมผัสได้ไอพลังสองสาย ผู้อาวุโสหนึ่งในนั้นก็เอ่ยว่า “เซี่ยหลิ่ง ฉันคิดว่าควรเก็บบุคลิกนี้ไว้” สิ่งที่เขาชี้คือไอพลังเย็นเยียบนั้น “บุคลิกที่สามารถมีกลิ่นอายแบบนี้ได้ ต้องเป็นบุคลิกที่เยือกเย็นเฉลียวฉลาด และยากจะเกิดมารในใจจนทำลายผนึกได้ มองเห็นล่วงหน้าได้เลยว่า ท้ายที่สุดเขาจะกลายเป็นเสาหลักของตระกูลเซี่ยเรา”
คำพูดของเขาทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ทยอยกันพยักหน้า ดูท่าผู้อาวุโสทั้งหมดล้วนมองบุคลิกเยือกเย็นคนนั้นในแง่ที่ดี
เซี่ยหลิ่งไม่ตอบ เขาเพียงแต่มองไอพลังสองกลุ่ม ก่อนจะเผยสีหน้าอึดอัดลังเลใจอีกครั้ง สุดท้ายเขาที่จิตใจสับสนก็เลือกหลับตาลงเท่านั้น แล้วพรูลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่งขับไล่ความสับสนในใจออกไปจนหมดถึงค่อยลืมตาขึ้นมา เวลานี้สายตาของเซี่ยหลิ่งเยือกเย็นอย่างยิ่ง แววตาของเขามีการตัดสินใจแล้ว
เขาคุกเข่าลงฉับพลันแล้วกล่าวกับผู้อาวุโสเจ็ดว่า “ผู้อาวุโสทั้งหลายได้โปรดให้อภัยกับความเห็นแก่ตัวของผมด้วย ผมเลือกปิดผนึกบุคลิกนี้ครับ” สิ่งที่เซี่ยหลิ่งชี้ก็คือไอพลังเย็นเยียบที่ถูกเหล่าผู้อาวุโสมองในแง่ดีนี่เอง
คำพูดของเซี่ยหลิ่งทำให้บรรดาผู้อาวุโสสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขามองหน้ากัน ไม่กล้าเชื่อว่าเซี่ยหลิ่งจะเลือกแบบนี้ ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นผู้อาวุโสใหญ่ค่อยเอ่ยปากว่า “เซี่ยหลิ่ง เธอต้องคิดดีๆ นะ ถ้าเลือกอีกบุคลิกจะมีโอกาสเกิดมารในใจสูงมาก ทำให้การปิดผนึกของพวกเราไร้ผล ถ้าเกิดลูกของเธอไม่มีความสามารถสะกดมันไว้ ก็จะกลายเป็นบ้าได้ ถึงขนาดที่กลายเป็นมารร้ายน่ากลัวได้ เวลานั้นพวกเราจำเป็นต้องกำจัดทิ้ง การตัดสินใจของเธออาจจะทำให้ลูกของเธอตายได้นะ”
เซี่ยหลิ่งทำหน้านิ่งเรียบ เขาพยักหน้ากล่าวว่า “ผมทราบครับ ผมรู้ว่าการตัดสินใจของผมจะทำให้เซี่ยอี๋ใช้ชีวิตยากลำบากมากในอนาคต แต่ผมยังอยากมีลูกที่สดใสร่าเริงเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา นี่คือความเห็นแก่ตัวของผม ผู้อาวุโสทั้งหลายได้โปรดเติมเต็มความปรารถนาข้อนี้ของผมด้วยครับ” เซี่ยหลิ่งกล่าวจบก็คำนับลงไปอย่างแรง แสดงออกถึงความแน่วแน่ของเขา
ผู้อาวุโสใหญ่จ้องมองเซี่ยหลิ่งอยู่หลายวินาที พอเห็นเซี่ยหลิ่งคำนับลงกับพื้น แผ่นหลังเหยียดขึ้น ไม่มีการสั่นคลอนใดๆ เขาถึงค่อยถอนหายใจเบาๆ และกล่าวว่า “ตามใจเธอ หวังว่าเธอจะไม่นึกเสียใจภายหลัง”
“ขอบคุณครับ ผู้อาวุโสใหญ่!” เซี่ยหลิ่งเงยหน้าขึ้นมา แววตาเผยความรู้สึกเหมือนกับบ่งบอกว่าผมไม่มีวันเสียใจภายหลัง ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนรู้ว่าไม่อาจเปลี่ยนการตัดสินใจนี้ได้แล้ว
เมื่อมีบุคลิกที่แข็งแกร่งเหมือนกันปรากฏตัวขึ้นมาสองบุคลิก อำนาจในการตัดสินใจจึงอยู่ที่ตัวบิดาของเด็ก กระทั่งผู้อาวุโสก็สอดมือไม่ได้เช่นกัน นี่คือกฎบรรพชนของตระกูลเซี่ย ถึงแม้ผู้อาวุโสทั้งเจ็ดไม่พอใจการตัดสินของเซี่ยหลิ่งมาก คิดว่านี่เป็นการทำลายเสาหลักในอนาคตของตระกูลเซี่ยพวกเขา แต่เพราะกฎบรรพชนนี้ พวกเขาจึงจนปัญญา ท้ายที่สุดผู้อาวุโสทั้งเจ็ดก็ร่วมมือกันปิดผนึกบุคลิกเยือกเย็น แล้วค่อยมอบเซี่ยอี๋ให้เซี่ยหลิ่ง หลังจากนั้นเซี่ยหลิ่งก็ออกไปจากหอผู้อาวุโส
เหล่าผู้อาวุโสย่อมขุ่นเคืองแน่นอนที่เห็นคนในตระกูลตัวเองทำเรื่องผิดพลาด แต่พวกเขากลับหมดหนทางแก้ไข ได้แต่เลือกทำเป็นมองไม่เห็น พวกเขาไม่เตะเซี่ยหลิ่งออกจากหอผู้อาวุโสก็นับว่าพวกเขาอบรมเลี้ยงดูดีแล้ว
เซี่ยหลิ่งออกจากหอผู้อาวุโส ภาพของทั้งสามคนเปลี่ยนไปตามการเดินของเซี่ยหลิ่ง
บุคลิกด้านมืดยืนอยู่ข้างกายเซี่ยอี๋ เอ่ยอย่างสะเทือนใจว่า “ที่แท้พ่อชอบนาย เขาไม่ต้องการฉัน! ไม่ต้องการฉัน!” ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเริ่มแดงก่ำขึ้นมา อารมณ์ปั่นป่วนสุดขีด มีความคลุ้มคลั่งรางๆ
“ดูต่อไป ยังไม่จบ!” หลิงหลานเห็นแบบนั้นก็ตวาดฉับพลัน เสียงตวาดนี้ประหนึ่งสายฟ้าฟาด เรียกสติของบุคลิกด้านมืดทันใด ความรู้สึกเจ็บแค้นโศกเศร้าของบุคลิกด้านมืดถูกขับไล่ออกไปทันที หลงเหลือเพียงสติที่แจ่มใสเท่านั้น
“พ่อทอดทิ้งฉันไปไม่ใช่เหรอ? ยังมีอะไรให้พูดอีก?” บุคลิกด้านมืดหันหน้ากลับไปถลึงตาใส่หลิงหลาน ถ้าจะหลอกคนก็ไม่เห็นต้องหลอกแบบนี้เลย เห็นเขาโง่ดักดานจริงๆ สินะ
เวลานี้เอง ภาพก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง
“นี่เป็นบ้านฉัน” เซี่ยอี๋เอ่ยเสริม ไม่นึกเลยว่าบ้านตัวเองจะไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเดียว สิบเก้าปีก่อนเป็นแบบนี้ ตอนนั้นก็ยังคงเป็นแบบนี้
“เดี๋ยวคำตอบจะโผล่มาแล้ว” หลิงหลานมองไปที่บุคลิกด้านมืด และเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง
จากนั้นก็เห็นเซี่ยหลิ่งวางเซี่ยอี๋ไว้บนเตียงหลังเล็ก เขาจ้องมองเซี่ยอี๋อย่างนิ่งงัน ก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมาอย่างไร้สุ้มไร้เสียง
“ขอโทษนะ!” เซี่ยหลิ่งเอ่ยเสียงเบา “พ่อรู้ว่าสถานที่ปิดผนึกมีรสชาติแบบไหน โลกที่อึดอัดเย็นเยียบเงียบสงัดเหมือนภาพยนตร์ขาวดำนั่น เซี่ยอี๋ที่ร้อนแรงไม่มีทางเอาชีวิตรอดต่อไปได้แน่นอน ถ้าปิดผนึกเขา เขาจะต้องเป็นบ้าถึงขนาดที่ทำลายตัวเองแน่ ๆ แต่พ่อรู้ว่าลูกทำได้ ลูกที่เยือกเย็นเฉลียวฉลาดจะต้องนำพาความโกรธและความแค้นนี้เอาชีวิตรอดอย่างมีสติในโลกใบนั้นได้แน่”
—————–