I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 591 ช่วยเหลือ! (1)
หลิงอี้มองส่งหลิงหลานด้วยแววตาพึงพอใจ มีคำสัญญาของคุณชายหลานแล้ว เขารู้สึกว่าในที่สุดความพยายามตลอดสิบห้าปีของเขาก็ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาแล้ว
“ยินดีด้วย ลูกพี่!” อี้เทียนเกอลอบถอนหายใจ ใบหน้ายังคงเผยรอยยิ้มออกมา เขาตบไหล่ของหลิงอี้แรงๆ เพื่อแสดงความยินดีของตน
“หัวหน้า ฝันเป็นจริงแล้วนะ” หรงจื้อรั่วพูดติดตลก ขณะเดียวกันเขาก็หันหน้ามองไปทางร่างเงาที่สูงตระหง่านซึ่งถูกพวกรุ่นพี่ห้อมล้อม ก่อนจะเก็บความรู้สึกกังวลในสายตา
หลิงหลาน ไอพลังของคนผู้นี้เย็นเยียบและทรงอำนาจมากเกินไป คนแบบนี้ถ้าไม่สร้างโลกได้สำเร็จ ก็จะร่วงหล่นตรงกลางทาง ไม่มีโอกาสอีกเป็นครั้งที่สอง หัวหน้าติดตามเขาเป็นเรื่องดีหรือว่าเรื่องร้ายกันแน่นะ?
พวกหรงจื้อรั่วห้าคนล้วนเป็นชาวบ้านจากดาวระดับสาม พวกเขาขาดแคลนยา เงินทอง และโอกาสเรียนรู้ทักษะการต่อสู้มือเปล่าตั้งแต่เด็กๆ การที่พวกเขาสามารถสอบเข้าโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งได้ล้วนเป็นเพราะหลิงอี้ เป็นหลิงอี้ที่สอนทักษะการต่อสู้มือเปล่าพื้นฐานของตระกูลให้พวกเขา เป็นหลิงอี้ที่ใช้เงินบำนาญของพ่อเขามาซื้อของกินทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารบำรุงร่างกายที่จำเป็นต้องเติมเมื่อฝึกฝนทักษะการต่อสู้มือเปล่า ดังนั้นพวกเขาถึงได้เชื่อใจหลิงอี้ขนาดนี้ ต่อให้หลิงอี้อยากกลับไปเป็นผู้คุ้มกันของตระกูลหลิง พวกเขาก็ไม่ได้แยกทางกับหลิงอี้ หากแต่ตามหลิงอี้มาด้วย ถึงขนาดที่เคยคิดว่า ถ้าหลิงอี้กลับไปที่ตระกูลหลิง และถ้าตระกูลหลิงต้องการ พวกเขากเป็นคนรับใช้ด้วยก็ได้
การตัดสินใจของพวกหรงจื้อรั่วคือการเสียสละ ถ้าเกิดแยกจากหลิงอี้ อนาคตของพวกเขาย่อมดีมากขึ้น อาศัยความสามารถของพวกเขาเข้าสู่กองทัพเป็นทหารระดับต่ำคนหนึ่งก็เหมาะสมแล้ว แถมยังมีอิสระด้วย ดีกว่ากลายเป็นข้ารับใช้ของตระกูลเล็กๆ แน่นอน (หลิงอี้ไม่เคยบอกภูมิหลังที่แท้จริงของตระกูลหลิงให้พวกเขาฟัง)
ภายในห้องกัปตันยานรบของกองทัพที่ยี่สิบสาม มีคนสามคนกำลังดูภาพท่าจอดยานที่ออปติคัลคอมพิวเตอร์ส่งมาด้วยความสนอกสนใจ พวกเขามารับทหารใหม่มากมายขนาดนี้ และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เห็นฝูงชนมาส่งอำลามหาศาลขนาดนี้ พวกเขามองหลิงหลานที่สั่งให้ทุกคนกลับไป แล้วมองหลิงหลานพาคนหนึ่งร้อยกว่าคนขึ้นยาน…
“น่าสนใจมากเลยใช่มั้ย?” ทหารที่ดูแข็งแรงองอาจคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งหลักเผยรอยยิ้มตรงมุมปาก เขาคือกัปตันของยานบินลำนี้ ชื่อว่าเหลยอี้หมิง
“พี่หมิง อย่าบอกนะว่านายพาพวกเรามาโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งเวลานี้ทุกปีก็เพราะหมอนี่?” คนที่เอ่ยปากเป็นคนแรกคือ นายทหารที่มีหน้าตาอ่อนโยนซึ่งนั่งอยู่ทางด้านซ้ายของนายทหารที่แข็งแกร่งองอาจ เขาเหลือบมองเหลยอี้หมิงแวบหนึ่งคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เขาที่เข้าใจเหลยอี้หมิงเป็นอย่างดีแทบจะยืนยันเป้าหมายที่แท้จริงในการเดินทางครั้งนี้ได้แล้ว
“ใช่แล้ว จวินอัน” เหลยอี้หมิงไม่ได้เล่นลิ้น เขายิ้มพลางยอมรับตรงไปตรงมา “สามปีก่อน ฉันถูกส่งมารับคน แล้วบังเอิญเห็นหมอนี่ทะลวงขีดจำกัด แต่อาศัยความสามารถของฉันกลับมองตื้นลึกหนาบางของเขาไม่ออก...บวกกับตอนที่เขาทะลวงขีดจำกัด มีหลายร้อยคนคุ้มครองเขาโดยอัตโนมัติ เห็นได้ว่าเขามีตำแหน่งในโรงเรียนทหารชายที่หนึ่ง” ที่แท้เขาก็คือผู้บัญชาการยานรบที่เห็นหลิงหลานทะลวงขีดจำกัดโดยไม่ได้ตั้งใจในตอนที่มารับพวกหลี่หลานเฟิงสามคน
นายทหารที่ดูอ่อนโยนชื่อว่าพานจวินอัน เป็นเสนาธิการผู้ช่วยที่เหลยอี้หมิงไว้วางใจมากที่สุด คำพูดของเหลยอี้หมิงทำให้เขาหัวเราะขึ้นมาฉับพลัน “ไม่นึกเลยว่าภารกิจที่ทำให้นายกัดฟันเมื่อตอนนั้นจะทำให้นายเจอคนที่น่าสนใจขนาดนี้ มิน่าล่ะ สองปีมานี้นายถึงไปเสนอตัวเป็นอาสาสมัครกับทางฝ่ายวางแผนกลยุทธ์เพื่อมารับคนตลอดเลย”
เหลยอี้หมิงพยักหน้ากล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว มีคนที่มีความสามารถน่าสนใจขนาดนี้ ฉันต้องพยายามสุดความสามารถดึงเขามาที่กลุ่มจวินอิงของพวกเราให้ได้ ถ้าเกิดไม่ได้ ฉันก็จะให้ทางผู่จวินดึงเขาไปเป็นพวกไม่ได้เด็ดขาด”
กองทัพที่ยี่สิบสามเป็นกองทัพที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ ถึงแม้ตอนที่กำลังก่อตั้ง กลุ่มอำนาจต่างๆ ล้วนส่งคนเข้ามาตั้งรากฐาก แต่ปฏิบัติการกวาดล้างจัดระเบียบใหม่ของนายพลหลิงเซียวกทำให้กองทัพที่ยี่สิบสามเปลี่ยนเป็นใสสะอาดขึ้นมาก ถึงแม้ขุมอำนาจใหญ่ที่หยั่งรากฝังลึกพวกนั้นจะไม่มีแล้ว แต่ทหารระดับกลางและระดับล่างของกองทัพที่ยี่สิบสามก็ก่อตั้งกลุ่มเล็กๆ ขึ้นมามากมายไปตามธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น สมาคมมิตรภาพจวินอิงของพวกเหลยอี้หมิง เพื่อขยายกำลังและอิทธิพลของพวกเขา พวกเขาเลยทำการดึงทหารใหม่จากโรงเรียนทหารที่สอบเข้ามาในกองทัพและมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดไปเป็นพวก ต่อให้ดึงมาเป็นพวกไม่ได้ ก็จะผูกมิตรเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเอนเอียงไปทางคู่แข่งของตน อย่างเช่นสมาพันธ์ผู่จวินที่แข่งขันกับพวกเขาอย่างดุเดือด
“แค่ภายในสามปี ก็มีคนนับหมื่นมาส่งแล้ว หมอนี่น่าจะอยู่ในระดับผู้นำโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งเลยนะ” ทหารอีกคนเอ่ยอย่างใคร่ครวญ เขาเป็นหัวหน้ากองร้อยหุ่นรบคุ้มครองยานของเหลยอี้หมิง ผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาเมิ่งจื่ออวิ๋น เป็นกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดในยานซิงเยว่ของพวกเขา
เหลยอี้หมิง พานจวินอันและเมิ่งจื่ออวิ๋นเป็นเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนสนิทชิดเชื้อมาก ภายในกองทัพที่ยี่สิบสาม พวกเขาถูกผู้คนเรียกว่าสามทหารเสือซิงเยว่ เนื่องจากยานบินที่พวกเขาประจำการมีชื่อว่ายานซิงเยว่
“แต่ว่าดึงคนจากโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งให้มาเป็นพวกยากมากเลยนะ” พานจวินอันนึกถึงหลายกลุ่มก่อนหน้านี้ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
“ใช่ กลุ่มของฮั่วเจิ้นอวี่ กับจ้าวจวิ้นสองคนนั่น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มไหนเลย” เมิ่งจื่ออวิ๋นไม่คิดว่าการตัดสินใจของเหลยอี้หมิงจะได้ผลดี
“ฉันรู้ ดังนั้นพวกคนของผู่จวินเลยยินดีไปที่โรงเรียนอื่น แต่ไม่ยอมมาโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งไง ไม่งั้นพวกเราจะมารับคนที่นี่ปีแล้วปีเล่าง่ายๆ ขนาดนี้ได้ยังไง?” เหลยอี้หมิงเบ้ปากเอ่ยเหน็บแนม “แต่ว่าเดิมทีฉันก็ไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะเข้าร่วมกลุ่มได้อยู่แล้ว ฉันแค่อยากผูกมิตรกับอีกฝ่ายเท่านั้น”
คำพูดของเหลยอี้หมิงทำให้เพื่อนของเขาอีกสองอึ้งทึ่ง จ้องมาสามปีถึงค่อยเจอเป้าหมาย เสียแรงไปมากขนาดนี้ สุดท้ายแค่อยากเป็นมิตรกันเท่านั้นเนี่ยนะ…ความต้องการของเหลยอี้หมิงต่ำขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
เหลยอี้หมิงเห็นเพื่อนสนิททั้งสองคนใกล้จะตาถลนแล้ว เขาก็หัวเราะลั่นขึ้นมาทันที “ฮ่าๆๆ ดูท่าทางโง่ๆ ของพวกนายสิ…เรื่องที่ผู่จวินมองออก ฉันจะมองไม่ออกได้ยังไง?”
เขาเก็บรอยยิ้มแล้วแค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าคนของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งจะสร้างกลุ่มขึ้นมาเองในกองทัพที่ยี่สิบสาม เนื่องจากฮั่วเจิ้นอวี่ไม่ได้อยู่ในกองบัญชาการ ก็เลยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกันแน่ แต่พวกจ้าวจวิ้นน่าจะกำลังรอเขาอยู่นะ” เหลยอี้หมิงชี้ไปยังเด็กหนุ่มเคร่งขรึมเย็นชาที่ก้าวเข้ามาในยานรบของพวกเขา
คำพุดของเหลยอี้หมิงทำให้พานจวินอันใจกระตุก เขาเอ่ยอย่างเข้าใจแล้วว่า “ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง…”
เมิ่งจื่ออวิ๋นยังคงไม่เข้าใจอยู่ชั่วขณะ “พวกนายกำลังพูดอะไรกันแน่เนี่ย? อย่าทำให้มันลึกลับซับซ้อนขนาดนี้ได้หรือเปล่า?” กีดกันขุนพลที่มีความคิดตื้นๆ อย่างเขาเหรอ? บัดซบ!
พานจวินอันรีบปลอบพลางยิ้มละไม เขาอธิบายว่า “จื่ออวิ๋น นายลืมคำประกาศของจ้าวจวิ้นดาวรุ่งพุ่งแรงที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในกองทัพก่อนหน้านี้ไปแล้วหรือไง?”
ผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาจ้าวจวิ้น หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนขัดเกลามาสองปีก็ฉายแววรุ่งโรจน์ออกมา เขาเอาชนะยอดฝีมือไพ่ราชาที่สร้างชื่อมานานไปไม่น้อย เขาที่แข็งแกร่งองอาจกลายเป็นขุนพลหลักที่หน่วยรบทั้งหมดต้องการตัว มีหน่วยรบส่งคำเชิญไปให้เขานับไม่ถ้วน กระทั่งหน่วยรบราชันระดับพลตรีของกองทัพที่ยี่สิบสามก็ยังส่งจดหมายเชิญ ทำให้ทุกคนอิจฉาริษยาคับแค้นใจ
เมื่อเผชิญหน้ากับการล่อลวงมหาศาลที่สามารถทะยานขึ้นฟ้าได้ในก้าวเดียว จ้าวจวิ้นกลับปฏิเสธตรงๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า และประกาศต่อสาธารณชนว่าเขามีหน่วยรบแล้ว และจะไม่มีวันเปลี่ยนหน่วยรบ...เพียงแต่เขาไม่เคยเปิดใช้ตราสัญลักษณ์หน่วยรบมาก่อน เลยถูกผู้คนคิดว่าเป็นคำพูดบอกปัด ไม่มีใครเอามาใส่ใจ
เริ่มแรกเมิ่งจื่ออวิ๋นยังไม่เข้าใจ และทำหน้าสับสนมึนงง แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ เขามองไปทางเด็กหนุ่มในภาพด้วยความตกตะลึง แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อว่า “หรือว่าเขาก็คือหัวหน้าทีมของจ้าวจวิ้น?”
“สามปีก่อนเขาก็คือคนที่มาส่งจ้าวจวิ้นนี่แหละ” เหลยอี้หมิงบอกความจริงออกมา
————————-