I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 592 ช่วยเหลือ! (2)
เมิ่งจื่ออวิ๋นมองไปยังเด็กหนุ่มเคร่งขรึมเย็นชาในภาพด้วยสีหน้าซับซ้อน “เขาโชคดีมากจริงๆ ที่มีลูกทีมแข็งแกร่งขนาดนี้ แถมยังจงรักภักดีต่อเขาด้วย” บุคลากรอย่างจ้าวจวิ้นมีหน่วยรบไหนบ้างที่ไม่ต้องการ กระทั่งพวกเขาก็หวั่นไหวไม่หยุด ยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหลังจ้าวจวิ้นยังมีแพทย์ทหารระดับสุดยอดที่มีฝีมือเก่งกาจรวมถึงเสนาธิการชั่วร้ายอีกด้วย
พอนึกถึงอีกสองคน เมิ่งจื่ออวิ๋นก็โพล่งออกมาว่า “อย่าบอกนะว่า อีกสองคนก็เป็นคนของหน่วยรบด้วยเหมือนกัน?”
หลี่ซื่ออวี๋เป็นหมออัจฉริยะที่ร้อยปียากจะเจอสักครั้ง ยาที่เขาคิดค้นออกมามีประสิทธิภาพดีจนน่าตกใจ แต่รสชาตินั้นก็ยังคงเด่นชัดในความทรงจำ ไม่กล้าลืมเลือนไปชั่วชีวิต
เมิ่งจื่ออวิ๋นนึกถึงเรื่องเมื่อปีก่อน เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส เพิ่งกลับมาถึงกองบัญชาการของกองทัพที่ยี่สิบสาม เขาก็ถูกส่งไปอยู่ที่โรงพยาบาลของกองทัพ…
“ว่าไงนะ? ฉันต้องพักฟื้นหนึ่งเดือนเต็มๆ งั้นเหรอ? ให้ตายสิ หมอเถื่อนหน้าไหนวางแผนการรักษาให้ฉัน ไสหัวออกมาเลยนะ” เมิ่งจื่ออวิ๋นที่นอนอยู่ในแคปซูลรักษาได้ยินพานจวินอันบอกเรื่องการรักษา เขาก็พลันโกรธเกรี้ยว เนื่องจากอีกหนึ่งอาทิตย์ พวกเขาต้องไปทำภารกิจในดาวที่อันตรายสับสนวุ่นวายอีกดวง ยานซิงเยว่ขาดขุนพลรบหลักอย่างเขาไป จะหนีรอดออกมาจากดาวที่อันตรายดวงนั้นในสภาพสมบูรณ์ได้ยังไง? เมิ่งจื่ออวิ๋นย่อมร้อนใจอยู่แล้ว
แพทย์ทหารคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างปาดเหงื่อเย็นๆ แผนการรักษานี้มาจากมือของเขาเอง เห็นได้ชัดว่าไม่มีอะไรผิดพลาด แต่เจ้าเมิ่งจื่ออวิ๋นคนนี้เป็นไอ้คนเจ้าอารมณ์ที่โด่งดังในกองทัพที่ยี่สิบสาม พอเกิดโทสะก็ไม่สนใจเหตุผล เสียชื่อของเขาที่แปลว่าสุขุมจริงๆ แพทย์ทหารเอ่ยดูถูกในใจ
พานจวินอันก็รู้นิสัยแย่ๆ ของเมิ่งจื่ออวิ๋นดีเช่นกัน เลยอดถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่งไม่ได้ “นายร้อนใจเรื่องอะไร ถ้าเกิดไม่เชื่อ ก็ไปหาหมอมาตรวจดูก็ได้แล้ว” กล่าวจบเขาก็มองไปทางแพทย์ทหารเจ้าของไข้ แล้วเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนว่า “หมอชิว ให้หมอคนอื่นมาตรวจดูอีกทีได้มั้ยครับ?”
หมอชิวรีบพยักหน้ากล่าวว่า “ได้ครับ ผมจะเรียกหัวหน้าแผนกของเรามาดู” กล่าวจบก็เดินจากไปโดยไม่หันหน้ากลับมา บัดซบ ไม่เชื่อเขางั้นเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ไปหาหัวหน้าแผนกเลย ความจริงแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้าแผนกสั่งให้เขามา เขาเองก็ไม่อยากมารักษาไอ้งั่งคนนี้หรอกนะ?
หมอชิวจากไปด้วยความโกรธเคือง แล้วเอาเรื่องของเมิ่งจื่ออวิ๋นไปบอกเขา หัวหน้าแผนกปวดหัวทันที ไอ้เจ้าเมิ่งจื่ออวิ๋นคนนี้ กองทัพที่ยี่สิบสามของพวกเขาเพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่ถึงสี่ปี เขาก็ล่วงเกินแพทย์ทหารทุกคนในโรงพยาบาลของกองทัพ จนถึงตอนนี้ไม่มีใครยินดีไปรักษาหมอนี่แล้ว เขาที่จนปัญญาได้แต่ไปดูด้วยตัวเอง หลังจากที่ตรวจเช็คอย่างจริงจังรอบหนึ่ง ถึงค่อยกล่าวว่า “เมิ่งจื่ออวิ๋น อาการบาดเจ็บของคุณต้องใช้เวลาพักฟื้นหนึ่งเดือน ไม่อย่างนั้นมันจะเรื้อรัง พอบาดเจ็บใหม่แล้วรักษาอีกก็จะมีผลตกค้างได้”
คำวินิจฉัยของหัวหน้าแผนกทำให้เมิ่งจื่ออวิ๋ตกใจ หรือว่าเขาไปทำภารกิจครั้งนี้ไม่ได้จริงๆ?
พานจวิ้นอันเห็นแบบนั้นก็ไกล่เกลี่ยว่า “จื่ออวิ๋น นายอยู่รักษาตัวให้ดีเถอะ ฉันกับอี้หมิงจะระวังตัว ความจริงแล้ว ความสามารถของฉันกับอี้หมิงก็ไม่ได้แย่นะ แค่เพราะโดนนายกลบเท่านั้น คราวนี้ก็นับว่าได้แสดงความสามารถแล้ว”
เนื่องจากเวลากระชั้นมาก พานจวินอันเลยออกจากโรงพยาบาลทหารไปอย่างรวดเร็ว และกลับไปที่ยานรบเตรียมเสบียงและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับออกเดินทาง เมิ่งจื่ออวิ๋นอยู่คนเดียวยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ ดังนั้นก็เลยก่อความวุ่นวายในโรงพยาบาลทหาร…
‘โครม!’ อาหารกลางวันที่พยาบาลทหารส่งมาถูกเมิ่งจื่ออวิ๋นพลิกคว่ำ เขาเอ่ยอย่างเดือดดาลว่า “นี่คืออาหารหมูอะไรวะ? โรงพยาบาลพวกเธอรักษาคนป่วยแบบนี้เหรอ?”
พยาบาลทหารเป็นทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ากองทัพ เธอที่เพิ่งจะอายุสิบแปดเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ที่ไหน ก็เลยร้องไห้ออกมาทันที
“ร้องๆๆ อยู่นั่น ฉันยังไม่ตายซะหน่อย เธอร้องหาอะไร เรียกหัวหน้าพยาบาลของพวกเธอมาเลยนะ” เมิ่งจื่ออวิ๋นเห็นพยาบาลทหารร้องไห้ออกมา โทสะก็ยิ่งแรงมากขึ้นเลยสบถด่าฉับพลัน
พยาบาลทหารได้ยินคำพูดนี้ก็รีบปิดหน้าวิ่งออกไปจากในห้องผู้ป่วย เธอวิ่งมาหาหัวหน้าพยาบาล และร้องไห้สะอึกสะอื่น บอกเรื่องนี้ให้อีกฝ่ายฟังติดๆ ขัดๆ
หัวหน้าพยาบาลกัดฟันเข้าไปสักพัก ไม่นานก็ถูกเมิ่งจื่ออวิ๋นด่าออกมา
“พี่สวีคะ ตอนนี้พวกเราควรทำยังไงดี?” พยาบาลน้อยเห็นหัวหน้าพยาบาลจัดการไม่ได้ก็ตื่นตระหนกโดยพลัน เธอไม่อยากเจอไอ้คนสารเลวที่ไม่สนใจเหตุผลอีกแล้ว ฮือๆๆ…
“ไอ้ระยำนั่น ฉันจะต้องหาวิธีให้ได้…” พี่สวีกัดฟันกล่าว
วันนี้หลี่ซื่ออวี๋อารมณ์ดีมาก เนื่องจากยาที่เขาวิจัยออกมาเหมือนจะมีประสิทธิภาพรักษาได้อย่างรวดเร็วสุดขีด แน่นอนว่าเนื่องจากยังไม่ได้ทดสอบยืนยันจริง ยังคงคือว่าสำเร็จในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่วันนี้เขามาที่โรงพยาบาลของกองทัพก็เพราะอยากมาหาผู้อำนวยการ ให้เขาหาทหารที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหลายๆ คนมาทำการทดสอบยืนยันจริง…
ทว่าเขาวิ่งมาถึงห้องผู้อำนวยการ กลับถูกบอกว่าผู้อำนวยการไปตรวจห้องคนไข้แล้ว ดังนั้นเขาก็เลยไล่ตามมา เพิ่งจะเหยียบเข้าไปในห้องคนไข้ก็เห็นหัวหน้าพยาบาลที่รู้จักดีกำลังพูดคุยอยู่กับพยาบาลตัวน้อย
“พี่สวี สวัสดีตอนเที่ยงครับ” หลี่ซื่ออวี๋ทักทายอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนตามปกติ
เขาเพิ่งจะเดินผ่านอีกฝ่ายก็รู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลสายหนึ่งดึงเขาไว้ หลี่ซื่ออวี๋หันหน้ากลับไปด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเห็นหัวหน้าพยาบาลเอ่ยด้วยสีหน้าประจบเอาใจ “น้องซื่ออวี๋ วันนี้นายต้องช่วยพี่สวีให้ได้นะ”
หา? บุคลิกพี่สาวคนโตของพี่สวีก่อนหน้านี้ล่ะ? ทำไมวันนี้ท่าทีถึงได้ถ่อมตัวขนาดนี้? หลี่ซื่ออวี๋รู้สึกถึงไอหนาวเหน็บสายหนึ่งจู่โจมเข้ามา ก่อนจะตัวสั่นระริกทันที “พี่สวี พูดกันดีๆ ก็ได้ครับ ท่าทางของพี่ทำให้ผมสยองมากเลยนะ” ไม่ธรรมดาขนาดนี้ จะต้องมีการเสแสร้งแน่นอน
“ไอ้เด็กน่าตาย นายจะช่วยหรือไม่ช่วย?” พี่สวีระเบิดนิสัยเดิมออกทันที ก่อนจะเอ่ยข่มขวัญ
“ช่วยครับ ต้องช่วยอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องอะไรกันแน่ครับ? พี่สวีต้องบอกให้ชัดเจนนะ” หลี่ซื่ออวี๋ยิ้มขื่น
พี่สวีเล่าเรื่องของเมิ่งจื่ออวิ๋นบลาๆๆ ให้หลี่ซื่ออวี๋ฟัง จากนั้นก็เอ่ยด้วยสีหน้าโกรธขึ้งว่า “ต่อให้เขาเป็นพันโท แต่เขาก็ก่อกวนอย่างไร้เหตุผลขนาดนี้ไม่ได้เหมือนกันถูกมั้ย ต่อให้เราเป็นแค่สิบตรี แต่ก็ตกเป็นเบี้ยล่างเฉยๆ ไม่ได้ด้วย”
“ดังนั้น?” หลี่ซื่ออวี่ถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ดังนั้น รบกวนน้องซื่ออวี๋สั่งสอนเขาหนักๆ สักยกเถอะ” พี่สวีทำหน้าเคร่งขรึม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความคาดหวัง
พยาบาลตัวน้อยที่ถูกขู่ขวัญทางด้านข้างยังคงเช็ดน้ำตาไม่หมด พอได้ยินคำพูดของพี่สวีก็ประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าอก แล้วมองหลี่ซื่ออวี๋อย่างเฝ้ารอ ท่าทางนั้นเหมือนกับเห็นหลี่ซื่ออวี๋เป็นผู้กอบกู้โลกอย่างสิ้นเชิง ทำให้หน้าผากของหลี่ซื่ออวี๋ขึ้นขีดดำหลายเส้นทันที
“เขาเป็นพันโทนะครับ” หลี่ซื่ออวี๋ชี้ไปที่อินทรธนูของตัวเอง “ตอนนี้ผมเป็นแค่พันตรีนะ” ความหมายโดยนัยคือ เมิ่งจื่ออวิ๋นใหญ่กว่าเขา เขาจะไปมีความสามารถช่วยพวกเธอสั่งสอนเมิ่งจื่ออวิ๋นได้ยังไง
หลังจากที่หลี่ซื่ออวี๋พยายามมาหนึ่งปี เขาก็เลื่อนจากยศร้อยเอกมาเป็นพันตรีแล้ว และยังมีจ้าวจวิ้นที่เลื่อนยศมาเป็นพันตรีด้วยเหมือนกัน ส่วนหลี่หลานเฟิงเลื่อนยศรวดเร็วที่สุด เขาเลื่อนจากร้อยตรีในปีนั้นมาเป็นร้อยเอกได้สำเร็จ คาดว่าผ่านไปอีกไม่นานก็น่าจะเลื่อนเป็นพันตรีได้เช่นกัน
พี่สวีมองซ้ายมองขวาครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีใครสังเกตพวกเธอถึงค่อยเอ่ยเสียงเบาว่า “น้องซื่ออวี๋ อย่าหลอกฉันเลย ฉันรู้ฝีมือของนาย ขอเพียงนายบอกผู้อำนวยการว่าคนที่อยู่ด้านในต้องเป็นตัวทดลองของนายเท่านั้น…” พี่สวีกำฝ่ามืออย่างรุนแรง แววตาเผยจิตสังหารออกมา “แล้วหมอนั่นจะหนีพ้นเงื้อมมือของนายได้ยังไง”
ความโหดเหี้ยมของพี่สวีทำให้หลี่ซื่ออวี๋รู้สึกว่าร่างกายหนาวเหน็บ อย่างที่คิดไว้เลย ล่วงเกินใครก็ได้ทั้งนั้น ยกเว้นผู้หญิงที่ล่วงเกินไม่ได้เด็ดขาด…
——————–