I'M THE BOSS ลูกพี่หุ่นเทวะ - ตอนที่ 597 สั่งสอนนายสักรอบ! (1)
เยี่ยซวี่มองเขาอย่างลุ่มลึกแวบหนึ่ง จากนั้นถึงค่อยกล่าวว่า “ไปกันเถอะ” เขาไม่สนใจเยี่ยหลิงอีกต่อไป แล้วรีบพาคนอื่นๆ ไปยังกองทัพที่เก้าทันที
เยี่ยหลิงเองก็ไม่ได้ขุ่นเคืองใจและตามไปด้วยรอยยิ้ม เมื่อไปถึงกองทัพที่เก้า คุณชายสิบสามก็จะรู้เองว่าเมื่อไม่มีอำนาจของตระกูลคอยช่วยเหลือ ต่อให้เป็นคนที่มีพรสวรรค์อีกสักแค่ไหนก็เป็นได้เพียงหินปูทางเท่านั้น
ไม่นานยานรบทั้งหมดก็ออกเดินทางจากท่าจอดยาน เหล่าหัวกะทิของโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลิงหลานหรือว่าคนอื่นๆ ล้วนเริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขา
ด้านนอกท่าอวกาศดาวหนานอวี่ ยานรบลำหนึ่งกำลังเข้ามาใกล้ช้าๆ
“ว้าว ที่นี่ก็คือดาวหนานอวี่สินะ ฐานที่มั่นของกองทัพที่ยี่สิบสาม สวยมากๆ เหมือนกับขนนกสีฟ้าในอวกาศเลย” เด็กสาวที่สดใสแข็งแรงงดงามคนหนึ่งในยานรบร้องตะโกนด้วยสีหน้าประหลาดใจ ทำหน้าโอเวอร์แอคติ้งมาก
ดาวหนานอวี่ไม่ได้มีรูปร่างทรงกลมเหมือนกับดาวเคราะห์ทั่วไป หากแต่ค่อนไปทางรูปทรงวงรี ตัวดาวปล่อยรัศมีแสงของมันเอง เมื่อมองไกลๆ ก็มีรูปทรงเหมือนกับขนนก นี่ก็คือสาเหตุที่ตั้งชื่อว่าดาวหนานอวี่[1]
“พรืด!” ท่าทางตกตะลึงของเด็กสาวที่แข็งแรงงดงามทำให้เพื่อนร่วมยานหลายคนหลุดหัวเราะออกมา ชายหนุ่มผิวแทนกำยำหนึ่งในนั้นหัวเราะพลางเอ่ยปากพูดว่า “หานซู่หย่า เธอไม่เคยศึกษาข้อมูลของกองทัพที่ยี่สิบสามมาก่อนเลยหรือไง? จุ๊ๆๆ เป็นตัวแทนของคนสมองทึบอย่างที่คิดไว้เลยจริงๆ”
“หลัวเส่าอวิ๋น นายขำอะไร? ฉันเป็นคนสมองทึบแล้วมันยังไง? แต่นายก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันสักเท่าไหร่หรอก พวกเราอย่าหัวเราะเยาะคนอื่นทั้งๆ ที่ก็มีข้อบกพร่องเหมือนกันเลย” หานซู่หย่าถลึงตามองอย่างฉุนเฉียว วาจาคมกริบ ตอบโต้กลับโดยไม่มีการอ่อนข้อสักนิดเดียว
คำพูดของหานซู่หย่าทำให้ผู้คนข้างกายไม่น้อยหัวเราะขึ้นมา หลัวเส่าอวิ๋นได้แต่ขยี้จมูกตัวเองอย่างขัดเขิน ประกาศสงบศึก เขาลืมไปว่าผู้หญิงคนนี้ไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเอง เมื่อโจมตีกลับขึ้นมาก็ไม่มีขีดจำกัดล่างอะไรเลย
พอเห็นหลัวเส่าอวิ๋นยอมแพ้ หานซู่หย่าก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ขณะที่ยังคิดจะประชดประชันอีกฝ่ายสักหลายประโยค ลั่วเฉาที่อยู่ข้างกายก็รั้งชายเสื้อของเธอไว้อย่างเงียบเชียบ บอกเป็นนัยๆ ว่าเธออย่าทำเกินเลยมากไปนัก
หานซู่หย่าได้แต่ถลึงตาใส่หลัวเส่าอวิ๋นอย่างโมโหเท่านั้น ก่อนจะมองไปทางหน้าจอขนาดใหญ่ของห้องโถงต่อ ตั้งตารอชีวิตในกองทัพที่กำลังจะมาถึงของพวกเธออย่างสุดจิตสุดใจ
ที่แท้ยานรบลำนี้มารับคนจากโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่ง ซึ่งด้านในก็มีคนที่คุ้นเคยอยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นหานซู่หย่า ลั่วเฉา หลัวเส่าอวิ๋น หยวนโหยวอวิ๋น หลี่จิงหงและเหอเฉาหยาง พวกเขาที่ไม่มีวาสนาต่อโรงเรียนทหารชายที่หนึ่งในปีนั้น แต่ยังคงสมัครสอบเข้าโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่งได้ หลังจากพยายามอย่างหนักมาห้าปี ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และสอบผ่านกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกของกองทัพที่ยี่สิบสามได้สำเร็จ
ไม่นานยานรบก็เทียบท่าเข้าสู่รางของท่าอวกาศ นักเรียนของโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่งเดินออกมาจากในยานรบ พวกเขาได้ยินคำสั่งจากทหารประจำการท่าอวกาศแล้วมาที่ห้องโถงแห่งหนึ่ง
มีผู้คนอยู่ในห้องโถงไม่น้อยแล้ว คาดว่าน่าจะเป็นคนจากโรงเรียนทหารอื่นๆ กลุ่มของหานซู่หย่าหาสถานที่ที่ไม่มีคนสักแห่งแล้วนั่งลงไปอย่างสงบเงียบ รอคอยคำสั่งถัดไป
“ทางนั้นเหมือนจะเป็นคนของโรงเรียนทหารชายที่สามนะ” เหอเฉาหยางบอกใบ้ให้หลัวเส่าอวิ๋นมองไปตรงมุมหนึ่งซึ่งมีคนนั่งอยู่ด้วยกันสิบกว่าคน ซึ่งหลายคนในนั้นดูคุ้นหน้าคุ้นตามาก
หานซู่หย่าได้ยินแล้วก็หันหน้ามองไป ก่อนที่เธอจะเบ้ปากกล่าวว่า “ใช่ เป็นพวกเขา”
ศึกประลองหุ่นรบในปีนี้ เธอเข้าร่วมการประลองหุ่นรบแบบกลุ่มด้วยฐานะผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษ และเคยต่อสู้กับโรงเรียนทหารชายที่สามมารอบหนึ่งเพื่อแย่งชิงสิทธิ์เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ถึงแม้ว่าผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษหญิงจะมีอยู่น้อยมาก แต่ในสหพันธรัฐก็มีอยู่นับล้านคนเช่นกัน ทว่าการที่หานซู่หย่าสามารถเลื่อนขั้นเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบระดับพิเศษได้ตอนปีสี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าเธอมีพรสวรรค์ด้านการควบคุมหุ่นรบที่โดดเด่นมาก
อย่างไรก็ตาม หานซู่หย่ารู้ดีเช่นกันว่าความหวังในการเลื่อนขั้นเป็นผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาของเธออาจจะมีแค่หนึ่งในล้านเท่านั้น ควรรู้เอาไว้ว่าผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาหญิงของสหพันธรัฐในปัจจุบันมีไม่ถึงหนึ่งหมื่นคนเลย เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ควบคุมหุ่นรบไพ่ราชาชายที่มีอยู่หลายสิบล้านคนแล้ว นี่ไม่มีค่าพอให้เอ่ยถึงเลย เห็นได้ถึงความแตกต่างโดยกำเนิดของผู้หญิงในด้านการควบคุมหุ่นรบ ซึ่งระดับของเทคโนโลยีและการรักษาในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขได้จริงๆ
ต่อมาทุกคนก็จำได้ว่าโรงเรียนทหารอีกหลายแห่งคือโรงเรียนทหารที่อยู่สิบอันดับแรก และยังมีคนบางส่วนที่พวกเขาระบุไม่ได้ แต่เห็นพวกเขานั่งอยู่ด้านข้างกันตามลำพัง พวกเขาน่าจะมาจากพวกโรงเรียนทหารที่ค่อนข้างมีอันดับต่ำ อันที่จริงแล้วจำนวนคนที่สอบเข้ากองทัพได้เกี่ยวพันกับอันดับของโรงเรียนมาก นี่บ่งบอกถึงระดับความเก่งกาจของเหล่านักเรียน ก็เหมือนกับโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่งของพวกเขาที่สอบเข้าได้เกือบสามสิบคนเท่านั้น
“ไม่เห็นลูกพี่เลย ไม่รู้ว่าพวกลูกพี่จะมาถึงเมื่อไหร่” หลังจากเหลือบมองห้องโถงแวบหนึ่ง หยวนโหยวอวิ๋นมองหาพวกหลิงหลานไม่เจอก็รู้สึกท้อแท้ใจเล็กน้อย
หลี่จิงหงได้ยินคำกล่าวพลันหัวเราะเบาๆ ทีหนึ่ง “ถ้าเกิดลูกพี่อยู่ บรรยากาศที่นี่จะผ่อนคลายขนาดนี้ได้ยังไง พวกเราคงสัมผัสได้ทันทีที่เข้ามาแล้ว”
คำพูดของเขาได้รับการเห็นชอบจากอีกหลายคน และทำให้พวกเพื่อนๆ ด้านข้างที่รู้จักกันในโรงเรียนสงสัยใคร่รู้ไม่หยุด “หลี่จิงหง ลูกพี่ที่พวกนายพูดถึงคือหัวหน้าของพวกนายใช่หรือเปล่า?”
ถึงแม้พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้เป็นหัวกะทิด้านการควบคุมหุ่นรบ แต่พวกเขาก็ไม่ได้อ่อนด้อยเช่นกัน หน่วยรบมากมายล้วนต้องการสมาชิกทีมที่ไม่ได้ถ่วงแข้งถ่วงขาแบบนี้ ซึ่งก็เคยชักชวนพวกเขาแล้ว แต่คนพวกนี้กลับปฏิเสธกันหมด โดยบอกว่าพวกเขามีหน่วยรบตั้งนานแล้ว ทว่าตลอดระยะเวลาเกือบห้าปีในโรงเรียนทหาร พวกเขาเป็นทหารไร้สังกัดมาโดยตลอด ไม่เคยเห็นพวกเขาเปิดใช้ตราหน่วยรบมาก่อนเลย นี่ทำให้ผู้คนไม่น้อยสงสัยว่าที่พวกเขาพูดมาเป็นเพียงข้ออ้างในการหาหน่วยรบที่แข็งแกร่งมาคุ้มครองหลังจากที่เข้าสู่กองทัพ
ถึงแม้ว่าคนผู้นั้นจะเอ่ยถามคำถามนี้ แต่ว่าในใจกลับมีคำตอบเอาไว้แล้ว บางทีพวกหลี่จิงหงอาจจะให้คำตอบที่คลุมเครือเหมือนกับเมื่อก่อน ไม่ได้ตอบออกมาตามตรง
ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้หลี่จิงหงกลับพยักหน้าทันที แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ใช่แล้ว ลูกพี่ของพวกเราก็คือหัวหน้าหน่วยรบของพวกเรา”
คำตอบของหลี่จิงหงทำให้คนเหล่านี้คึกขึ้นมาราวกับฉีดเลือดไก่ หนึ่งในนั้นก็ร้องตะโกนอย่างตื่นเต้นว่า “หลี่จิงหง รีบบอกพวกเราเร็วเข้า ลูกพี่ของนายเป็นใครกันแน่?”
พอเห็นสีหน้าประหลาดใจของเพื่อน พวกหานซู่หย่าก็เผยรอยยิ้มภาคภูมิใจบนใบหน้า เมื่อก่อนพวกเขากลัวว่าถ้าเกิดพูดความจริงออกไปจะถูกพวกเพื่อนๆ กีดกันเพราะว่าทั้งสองโรงเรียนเป็นคู่แข่งกัน ตอนนี้พวกเขาเข้าสู่กองทัพที่ยี่สิบสามก็ไม่มีความกังวลเรื่องนี้อีก เป็นเวลาที่จะประกาศความจริงแล้ว นอกจากนี้มีเพื่อนหลายคนที่มีความสามารถไม่เลวและยังไม่มีหน่วยรบเหมือนกัน พวกเขาก็ตั้งใจจะแนะนำคนเหล่านี้ให้เข้าร่วมหน่วยรบของลูกพี่
หลี่จิงหงได้รับการบอกใบ้จากคนอื่นๆ ก็กระแอมไอ ขณะที่กำลังคิดจะพูดความจริงออกมา เขาก็ได้ยินเสียงเยาะหยันดังขึ้นว่า “เดี๋ยวนี้ทหารใหม่กำเริบเสิบสานกันจริงๆ ถึงกับกล้าส่งเสียงเอะอะที่นี่”
เสียงนี้ทำให้หลายคนจากโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่งสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกเขาหันหน้ามองไป ก่อนจะเห็นทหารสิบกว่าคนปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บนตัวพวกเขาปล่อยกลิ่นอายชั่วร้ายออกมาเล็กน้อย คนที่นำหน้ามีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นจนกระทั่งต่อให้อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรก็ยังได้กลิ่นชัดเจน
การปรากฏตัวของคนเหล่านี้ทำให้บรรยากาศทั่วทั้งห้องโถงคล้ายกับอึมครึมเย็นเยียบขึ้นมาก บรรดานักเรียนจากโรงเรียนทหารสหศึกษาที่หนึ่งไม่อาจต้านทานกลิ่นอายชั่วร้ายที่ทรงพลังนี้ได้ สีหน้าของพวกเขาซีดเผือดขึ้นมาฉับพลัน
——————————-
[1] หนาน หมายถึงทิศใต้ อวี่ หมายถึงขนนก