Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 10 : วินาศสันตะโร
ผมสลึมสลือตื่นมากลางดึกเพราะได้ยินเสียงพลิกตัวกระสับกระส่าย พอปรือตามองก็เห็นนาย
กำลังนอนชมวดคิ้วอยู่บนเตียง กอดหมอนข้างเป็นตัวตายตัวแทนโดยไม่ห่มผ้าอะไรเลย
พอก้มมองตัวเองก็พบคำตอบ ผ้าห่มอยู่ที่ผมนี่ไง นายคงจะเสียสละให้แล้วปรับอุณหภูมิห้อง
สูงขึ้นเพราะอากาศไม่เย็นฉ ่าเหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้นก็มีไอเย็นอยู่ดี ผมเห็นแล้วก็สงสาร เลย
ปีนขึ้นเตียงในสภาพทุลักทุเล ค่อยๆ เข้าไปกอดนายที่นอนหลับไม่สนิทนัก
เอ๊ะ…เหมือนเขาจะตัวร้อนๆ
ไม่สิ เป็นผมต่างหากที่ตัวร้อน แต่…แต่เขาเองก็ท่าทางไม่ค่อยดี
ผมมองผ้าพันแผลตรงศีรษะนายแล้วก็ชักทำอะไรไม่ถูก หรือว่าเขาเองก็ปวดแผล นอนหนาว
เลยไข้ขึ้นเหมือนกัน เวรล่ะ สรุปแล้วกลายเป็นคนป่วยสองคนอยู่ด้วยกันเหรอเนี่ย แล้วใครจะ
ดูแลใคร สรุปแล้วเพราะผมโดนนายถีบตกเตียง กรรมเลยตามสนองเขา หรือเพราะเขาใจดียอม
ยกผ้าห่มให้ กรรมเลยสนองผมที่ป่วยหนักแต่ก็ต้องดูแลคนป่วยอีกคน!?
บางทีผมก็ลืมว่านายอายุสี่สิบเอ็ดเข้าไปแล้ว จะเจ็บจะป่วยก็ง่ายกว่าคนอายุยี่สิบตอนปลาย
กว่าผมเยอะ
แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ผมก็อาการหนักกว่าเขานะ
แล้วทำไมผมถึงต้องลากสังขาร หาผ้าขนหนูชุบน ้ามาเช็ดตัวให้เขาด้วยล่ะเนี่ย!
ช่วยไม่ได้…พอเห็นนายคิ้วขมวดนอนไม่นิ่งขนาดนั้นใครจะทนไหว ยังไงก็ตื่นขึ้นมาแล้ว แถม
ฤทธิ์ยาที่ทำให้ง่วงซึมก็หมดฤทธิ์พอดี ผมเลยถือโอกาสเปลี่ยนผ้าพันแผลที่มือไปด้วยแล้วเช็ด
ตัวเองไปพลางๆ เช็ดไปเช็ดมาก็ชักหมดแรง นอนตายซากอยู่ข้างๆ นาย
ตอนแรกกะว่าจะเอาผ้าวางบนหน้าผาก แต่พอเห็นนายมีผันพันรอบหัวก็ตัดใจ เอามาแปะบน
หน้าผากตัวเองแทน ไม่ลืมแบ่งผ้าห่มให้เขา ปรับอุณหภูมิห้องให้อุ่นขึ้นอีกนิด แล้วเอาหมอน
ข้างมากันพราะกลัวว่าจะต่างติดไข้กันเอง
…นี่ผมยังดูแลเขาดีกว่าที่นายลากผมมาอีกนะเนี่ย!
พอตื่นขึ้นมาอีกครั้งผมก็ได้ยินเสียงไอนำมาเลย
“แกขึ้นมาได้ยังไง แคก!”
คงเพราะครั้งนี้ไม่ได้ฝันถึงอดีต ผมเลยตื่นมาด้วยอารมณ์ที่แจ่มใสกว่าเมื่อวาน พอเงยหน้ามอง
ก็เห็นว่านายย่นคิ้วที่ผมมานอนตัวเปียกๆ เพราะเหงื่อออกซึมบนเตียงของเขา
“ผมปวดหลัง และคุณก็ไม่ได้ห่มผ้า”
“ฉันแค่สงสารเพราะแกนอนขดอย่างกับหมา”
ผมยิ้มเป็นคำตอบ ไม่อยากต่อปากมากนักเพราะยังปวดหัวตุบๆ และยิ่งอาการหนักเมื่อเห็น
นายเดินดุ่มๆ เข้าห้องน ้าด้วยท่าทางหงุดหงิดงุ่นงาน
“คุณจะทำไร”
“อาบน ้า” นายหันมาตอบหน้าตาเฉย
“คุณอาบไม่ได้”
“แกมีสิทธิ์อะไรมาห้ามฉัน ร้อนขนาดนี้ฉันอยู่ไม่ได้หรอก”
“คุณป่วย”
“แกสิป่วย แคก!”
“นั่นไง คุณป่วย”
“แกนั่นแหละที่ป่วย”
…การเถียงกันระหว่างคนที่อาการร่อแร่ทั้งคู่คืออะไรกันเนี่ย ผมมองนายที่คงจะไม่ฟังแน่ๆ เลย
ใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายกระชากเขาให้ลงมานอนด้วยกัน
“เมื่อคืนคุณไข้ขึ้น ผมเลยลุกมาเช็ดตัวให้” ผมชี้ไปที่กะละมังใส่น ้าข้างล่างเตียงฝั่งผม ซึ่งนายคง
ไม่ทันสังเกต “คุณกำลังป่วย และก็ไอแล้วด้วย”
นายมองผมหน้าแดงก ่าอย่างไม่ยอมรับ ก็ออกจะ…ยากจะเชื่อจริงๆ ว่าเขาที่ลงทุนถ่อไปหาผม
เพื่อมารักษาตัว สุดท้ายดันล้มป่วยซะเองแบบนี้
“สั่งข้าวต้มสองที่มาเถอะครับ จากนั้นก็ทานยา แล้วนอนพักด้วยกัน…”
“ฉันเหนียวตัว”
“เดี๋ยวผมเช็ดตัวให้ก็ได้”
“แกนอนไปเลย!”
นายรีบผลักผมที่ทำท่าจะลุกให้นอนลง ก่อนจะไอโชลกออกมาชุดใหญ่เพราะตะโกนดังไป
หน่อย ผมช่วยลูบหลังให้เขา แต่ก็โดนปัดมือทิ้งเพราะนายเงยหน้าจ้องตาเขม็ง
อา…ผมเองตอนนี้ก็ใช่ว่าจะใจดี มีอารมณ์ตามอกตามใจเขาซะด้วยสิ
“อยู่นิ่งๆ”
ผมเอ่ยเสียงเรียบ กดไหล่นายให้นั่งอยู่บนเตียง ส่วนตัวเองก็หอบกะละมังไปเปลี่ยนน ้าใน
ห้องน ้า เอามาวางไว้แทบเท้านาย ก่อนจะใช้โทรศัพท์ที่หัวเตียงสั่งข้าวต้มหมูสองชาม แล้วเดิน
ออกไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลจากข้างนอกเข้ามาพร้อมกับเสื้อตัวใหม่สำหรับเขา
นายมองตามการกระทำผมตาปริบๆ
“เช็ดตัวสิครับ หรือจะรอให้ผมช่วย”
นายสะดุ้ง รีบบิดผ้าจากกะละมังที่ผมประเคนให้ขึ้นมาเช็ดตัวแบบเก้ๆ กังๆ เหมือนยังงุนงง
ปรับตัวไม่ค่อยทัน เห็นอย่างนั้นผมที่กำลังเปลี่ยนเป็นชุดคลุมอาบน ้าตัวใหม่ก็ถอนหายใจเฮือก
เข้ามาช่วยเขาเช็ดตามข้อพับให้ด้วยท่าทางเหนื่อยๆ
ซึ่งผมก็กำลังเหนื่อยจริงๆ เหนื่อยมากด้วย ลมหายใจร้อนผ่าว มึนเบลอไปหมดแล้วเนี่ย!
โชคดีที่คราวนี้นายว่าง่าย ยอมให้ผมเช็ดๆ ป้ายๆ โดยไม่เถียงอะไรสักแอะ
“ยิ้ม…”
“ครับ?”
“แกไม่ยิ้ม”
ผมที่กำลังบรรจงติดกระดุมถึงกับสะดุ้ง เวรแล้วไง! ลืมปั้นหน้าไปเสียฉิบ!
“ผมเจ็บแผล” ผมโทษไอ้อาการป่วยที่ทำเอาสมองไม่ทำงานด้วยความสัตย์จริง “คุณจะเปลี่ยน
ผ้ามั้ย ผมจะได้ทำทีเดียว”
น ้าเสียงของผมออกจะ…กระด้างไปสักหน่อย แถมมือก็ทำไปก่อนจะรอคำตอบจากนายซะอีก ก็
ผมรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ทำให้ควบคุมอารมณ์ยากชอบกล
ผมเปลี่ยนผ้าพันแผลที่ศีรษะให้นาย ก่อนจะจัดการให้ตัวเองแบบไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ ขณะที่
เพิ่งสำนึกได้ว่าควรจะทำตัวว่าง่ายน่าสงสาร อ้อนให้นายช่วยพันแผลที่มือ เสียงเคาะประตูก็
ขัดจังหวะซะก่อน ส่วนนาย…
นายก็ลุกพรวดพร้อมกับเงินทันที!
เดี๋ยวสิครับคุณเจ้านาย ใจคอไม่คิดจะช่วยผมพันแผลใหม่เลยเหรอ!
ผมที่เริ่มอารมณ์เย็นลงมองตามแบบเหวอๆ อดคิดไม่ได้ว่าชาติก่อนทำกรรมอะไรเอาไว้ ตอนมึน
เบลอก็หลุดมาดไปเยอะ พอตั้งสติได้นายก็ไม่อยู่ให้ใช้ไม้ตาย อะไรจะประจวบเหมาะขนาดนี้!
นึกแล้วก็ได้แต่ทำแผลให้ตัวเองอย่างขุ่นเคือง พอเดินออกมานายนั่งรออยู่ตรงโต๊ะอาหาร หลัง
เหยียดตรงวางท่ารอให้คนบริการอย่างเต็มที่ ผมเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม แต่ไม่ทันได้ลิ้มรสข้าวต้ม
ชามละหกสิบนายก็หันมาจ้องตาดุ
“น ้าฉันล่ะ”
ผมร้องเอ้อในใจ เกาศีรษะแล้วเดินเข้าครัวเพื่อหาน ้ามาเสิร์ฟ แต่มองซ้ายมองขวาก็ไม่เจอ
น ้าเปล่าแบบไม่แช่เย็นเลยสักขวด จะให้ชงกาแฟก็ไม่เข้าที ผมเลยหยิบนมจืดที่เคยซื้อติดตู้เย็น
เอาไว้เพื่อทำอาหารมาอุ่น อย่างน้อยก็คงดีกว่าดื่มคาเฟอีนให้ตาค้างทั้งที่ควรจะพักผ่อน
แต่นายมองผมตาเขียว
“ฉันไม่ดื่ม”
“งั้นผมต้มน ้าอุ่นให้”
“ฉันจะเอากาแฟ”
ผมมองหน้าเขา เห็นท่าทางดื้อดึงนั่นแล้วอยากจะว่าขึ้นมาตงิดๆ แต่ก็รู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมาซะ
ก่อนเลยยอมเข้าครัวอีกรอบแล้วชงกาแฟให้เขา วิธีเหมือนเดิมแต่ขาดความเอาใจใส่ สภาพ
โทรมขนาดนี้ผมคงมานั่งพิถีพิถันบรรจงอัดผงกาแฟไม่ไหวหรอก
พอยกดื่มนายถึงกับย่นหน้า
“แกชงประสาอะไร”
“ผมป่วย”
ข้ออ้างที่ทำให้นายยอมสงบปาก ผมเองก็ได้ลิ้มรสข้าวต้มสักที แม้จะไม่ได้อร่อยมากมายแต่ผม
ก็กินจนหมดเพราะเมื่อวานแทบไม่มีอะไรรองท้อง ขนาดนายลากผมไปร้านอาหารก็กินได้แค่
ไม่กี่คำ
พอท้องอิ่ม อารมณ์ขมุกขมัวของผมก็เริ่มจะดีขึ้นมาหน่อย
ผมจัดยาลดไข้ให้นาย ส่วนตัวเองก็ทั้งลดไข้ แก้อักเสบ แก้ปวดอีกสารพัด
“ทานยานะคุณ” ผมยิ้มบาง อันที่จริงก็สังหรณ์ตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าคนอย่างนายน่ะเหรอจะ
ดูแลคนป่วยได้ แต่ที่หนักกว่านั้นคือนอกจากจะทำไม่ได้แล้ว ผมยังต้องเป็นฝ่ายดูแลเขาด้วยอีก
ต่างหาก
นายยอมกินยา คงเพราะอยากจะหายไวๆ แต่พอดื่มน ้าเสร็จก็หลุดไอออกมา น่าเสียดายเพราะ
ผมไม่มียาแก้เจ็บคอ
“ผมลงไปซื้อยาให้นะ”
“ไม่ต้อง” นายซดกาแฟซะเรียบ ลามปามมาที่นมจืดของผม “แกไปนอนพักซะ”
“งั้นมานอนด้วยกัน”
“ไม่ ฉันไม่ได้เป็นหนัก”
“แต่คุณอายุมากแล้ว ถ้าไม่รีบรักษาตัวจะเป็นเรื้อรังได้นะ”
“เอก!” นายตะโกน ก่อนจะหลุดไอออกมาอีกครั้ง เขามองผมอย่างไม่พอใจที่ยกเรื่องอายุมาพูด
ทั้งที่พยายามดูแลตัวเองดีขนาดนี้
“ไปนอนด้วยกัน…นะ” ผมเอ่ยพลางเอื้อมไปจับมือนายบนโต๊ะ “นะครับนาย”
ไม่รู้เพราะตาเชื่อมๆ จากพิษไข้ หรือเพราะรอยยิ้มโรยๆ ของผม นายเลยสะบัดมือหนีแล้วเดิน
เข้าห้องไปก่อนเป็นคำตอบ
ไม่วายสบถพึมพำอย่างหัวเสีย
“มันผีเข้าผีออกรึไงวะ”
ผมส่ายหน้าน้อยๆ ก่อนจะซ้อนจานเอาไว้ไปวางนอกห้องเพื่อให้พนักงานมาเก็บ แล้วนำแก้วน ้า
ไปทิ้งในอ่างล้างจานไว้เฉยๆ เพราะยังไม่อยากให้มือเลอะ พอเดินเข้าไปในห้องนอนก็หยิบรีโมต
แอร์ปรับอุณหภูมิให้ขึ้นเป็น 27 องศา เพราะดูเหมือนว่านาย
จะแอบปรับลงมาเหลือแค่ 24
เขาชักหน้าหงุดหงิด แต่พอเห็นผมทิ้งนอนบนเตียงเอาหน้าซุกหมอน ก็ยอมทิ้งตัวนอนบ้าง
แต่เหมือนจะนอนไม่หลับ
แน่ล่ะ เล่นซดคาแฟอีนไปขนาดนั้น
“ทำอะไร”
“เผื่อคุณคิดถึงไออุ่น” ผมพูดขณะสอดมือใต้หมอนข้างที่กั้นระหว่างเราไปหานาย แตะปลายนิ้ว
ของเขาไว้
“ไอร้อนน่ะสิ” นายงึมงำ แต่ก็ไม่ได้บอกให้ผมชักมือกลับ ได้ยินอย่างนั้นผมเลยหลับลึกทันที ไอ้
ป่วยก็ส่วนป่วย แต่ที่นอนไวขนาดนี้ก็เพราะตั้งแต่ตื่นมาก็ต้องวุ่นวายแต่กับนายไม่หยุดเลยเนี่ย
ล่ะ
ไม่รู้ว่าปล่อยไก่ไปกี่เล้าแล้ว หวังว่านายจะไม่ถือสาเพราะต่างคนต่างมึนก็แล้วกัน
พักผ่อนไปไม่เท่าไหร่ ผมก็สะดุ้งตื่นเพราะเสียงดัง ‘โครม!’
ผมลุกพรวด รีบมองข้างกายเป็นอย่างแรก แน่นอนว่านายไม่อยู่บนเตียงแล้ว และต้นเหตุจาก
เสียงนั้นก็คงมาจากเขานี่แหละ
ผมถึงกับลืมอาการตัวเองแล้วรีบเดินออกนอกห้องนอน ก่อนจะเจอกับนายที่ทรุดตัวนั่งแปะอยู่
กับพื้นหน้าตู้เย็น ท่าทางอ่อนเพลียหน้าซีดเผือด มือถือกระบอกน ้าเย็นเอาไว้ และมันก็หกเลอะ
เทอะเต็มไปหมด
“คุณทำอะไรเนี่ย”
ผมรีบเข้าไปแย่งกระบอกน ้ามาวางไว้บนโต๊ะก่อนจะดึงตัวนายให้ลุกขึ้น ชุดนอนเขาเปียกไป
หมดแล้ว นายเองก็ตัวอ่อนปวกเปียกไม่มีแรง แต่ยังปากแข็งไม่ยอมตอบเหมือนกลัวเสียหน้า
ผมหาผ้ามาเช็ดพื้นกันไม่ให้คนแก่ลื่นล้มซ ้าสอง พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่าเขาคงจะหิวน ้าเพราะ
เจ็บคอ พอหาน ้าอุ่นไม่เจอเลยต้องยอมกินน ้าเย็น แต่อาจจะหน้ามืดกะทันหันเลยล้มจ ้าเบ้า เสีย
การทรงตัวลุกไม่ขึ้นไปโดยปริยาย
“เอ้า ดื่มนี่ก่อน”
ตอนเช้าผมเห็นปัญหานี้ไปแล้ว ก็เลยต้มน ้าทิ้งไว้ในกา ผมกดน ้าอุ่นให้นาย ก่อนจะเดินเข้าห้อง
ไปหาชุดมาเปลี่ยนเพราะเขาเริ่มสั่นจากชุดเปียกๆ ที่เลอะน ้าเย็นจัดจากตู้เย็นคุณภาพดี
“ทำไมคุณไม่ปลุกผมล่ะ”
ผมมองนายที่จิบน ้าอุ่นด้วยสีหน้าอ่อนใจ ส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ อย่าว่าแต่ผมป่วยแล้วหายเจ้า
เล่ห์เลย นายเองที่เพิ่งพลาดท่าทำน ้าหกกระจายเต็มพื้นก็ทำตัวว่าง่ายเหมือนกัน
“ก็แกนอนอยู่” นายตอบแบบไม่เต็มเสียง ทำเอาผมรู้สึกเคืองๆ ชอบกล มันน่าโมโหมั้ยล่ะ ทั้งที่
นอนอยู่ด้วยกันแท้ๆ แต่เขายังลากสังขารออกมาทำให้ตัวเองลำบากขนาดนี้ได้โดยที่ผมไม่รู้ตัว
สักนิด
“คุณห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”
เหวอ! เผลอหลุดปาก!!
นายมองหน้าผมอึ้งๆ ผมเองก็มองหน้าเขาอึ้งๆ
“แกพูดว่าอะไรนะ” น ้าเสียงของนายเข้มขึ้น เข้มชนิดที่กาแฟเมื่อเช้าที่ผมชงให้ยังสู้ไม่ได้ สำหรับ
นายนราธิป สิ่งที่เกลียดที่สุดก็คือการถูกต่อว่า โดยเฉพาะคนคนนั้นที่เปรียบเหมือนหมาน้อย
เดินตามต้อยๆ คอยรับใช้อย่างแสนเชื่อง
“ผมแค่…”
คิดเข้าสินายเอกภพ พูดอะไรก็ได้ที่จะไม่ทำให้นายจ้องตาแดงก ่าจนเหมือนจะยิงแสงเลเซอร์!
ให้ตายสิ ผมว่าผมพูดเป็นคำถามแบบยอกย้อนกึ่งชมเชยนะที่เขารู้จักเอาใจใส่คนอื่น แต่เจ้าตัว
คงไม่นึกยินดีสักเท่าไหร่
งั้นเอาเป็น…
“ผมจำไม่ได้แล้ว” ผมกะพริบตาปริบๆ แสร้งทำเป็นกดขมับ “ผมปวดหัว เผลอพูดอะไรไปก็ไม่
แน่ใจเหมือนกัน”
“คิดว่าฉันจะเชื่อคำแก้ตัวโง่ๆ นั่นรึไง” นายเริ่มจะแยกเขี้ยว เขากำลังจะแปลงร่างเป็นยักษ์ใช่มั้ย
“คุณเปลี่ยนชุดก่อนดีกว่า” ผมพยายามประนีประนอม ชี้ให้เขาไปเปลี่ยนในห้องน ้าเพราะจาก
ท่านั่งแปะไปทั้งก้นเมื่อครู่ทำให้กางเกงเขาเปียกอย่างกับจมน ้ามา
“แกออกคำสั่งฉัน?”
ชักจะไปกันใหญ่ ผมพยายามข่มใจไม่ให้เผลอถอนหายใจเฮือกๆ ไม่ให้เผลอคิ้วขมวด ไม่ให้
เผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกมาแล้วส่งยิ้มละมุนนุ่มนวลให้ทั้งที่ตาเยิ้ม
“ผมเป็นห่วงคุณต่างหาก”
นายเงียบไปครู่หนึ่ง ส่วนผมเองก็ไม่กล้าหุบยิ้ม ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนโดนน ้าหกใส่ แต่ทำไมรู้สึก
หนาวยะเยือกแบบนี้วะ
“เอกภพ”
ผมชักทำอะไรไม่ถูกว่าควรจะตอบรับหรือฉีกยิ้มต่อไปดี
“แกรู้มั้ยว่าวันนี้คำพูดของแกมันไม่น่าเชื่อถือที่สุด จนฉันชักสงสัยแล้วว่าจริงๆ แล้วแกเป็นแบบ
นี้แต่แรกรึเปล่า”
“นาย…”
“แกคิดว่าเป็นคนเดียวที่สืบประวัติฉันรึไง แกมันเป็นสายตำรวจที่แฝงในคลับ แล้วตอนนี้ล่ะ แก
ก็เป็นสายจากคลับที่มาขัดขวางฉันไม่ให้เจอนิลกาฬรึเปล่า ทั้งหมดนั่นแกเสแสร้งใช่มั้ย”
“เดี๋ยวสิครับนาย คุณชักคิดไกลเกินไปแล้ว”
ความจริงผมก็คิดว่านายอาจจะรู้ประวัติผมคร่าวๆ จากการที่บุกมาถึงห้องได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
แต่ไม่คิดว่าเขาจะเพ้อไกลขนาดนี้
เขาต้องไข้ขึ้นหนักแน่ๆ ดูจากหน้าแดงๆ นั่นสิ ที่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาก็เพราะพักผ่อนไม่
เพียงพอจนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้ไม่ใช่รึไง
“แล้วฉันคิดถูกรึเปล่าล่ะ”
“มันจะไปถูกได้ยังไงล่ะ…” ผมเสยผมที่ปรกหน้าด้วยความกลุ้มอดกลุ้มใจกับสายตาคาดเค้น
จากนาย เอาไงดีวะเอกภพ คุกเข่าสารภาพรักเลยดีมั้ย ไม่สิ ถ้าทำแบบนั้นมีหวังโดนนายถีบ
โครมเข้าให้อีกรอบน่ะสิ
ใจเย็นๆ เข้าไว้ ผมยอมทนตกเบ็ดมาตั้งนาน จะมายอมตายน ้าตื้นแบบนี้ได้ยังไง
“คือว่าผม…”
“แคก!”
“…คือผม…”
“แคก! แคกๆ!!”
“ผม…”
“แคกๆๆ!”
“ผมว่าคุณควรดื่มน ้าเยอะๆ ดีกว่า”
ผมตัดสินใจเดินเลี้ยวเข้าครัวแล้วกดน ้าอุ่นเติมให้นาย เขารบคว้าไปกระดกรวดเดียวอย่างกับ
ดื่มเหล้า แถมยังส่งให้ผมไปเติมมาเพิ่มด้วย
“ทำไมไม่ทำให้เร็วกว่านี้ แคก!”
เอ้า ความผิดผมอีก!?
ผมมองนายด้วยสายตาอ่อนอกอ่อนใจอย่างไม่ปิดบัง ส่วนเขาเองก็ทำเป็นก้มหน้าก้มตาจดจ่อ
อยู่กับแก้วน ้าด้วยสีหน้าอิดโรยเพราะสำลักไอเยอะจนร้าวไปทั้งตัว ก็เอาแต่จับผิดผมไม่ยอม
เปลี่ยนเสื้อสักที ความหนาวเย็นเลยซึมซาบจนป่วยหนักขึ้นเลยเห็นมั้ย
“ขอโทษนะครับนาย”
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมเลยถลกกางเกงเปียกๆ เขาลงในทีเดียว
“เฮ้ย!”
ไม่เห็นไม่มองอะไรทั้งนั้น ต่างคนต่างจะตายอยู่แล้วจะมามีอารมณ์หื่นอะไรอีก นายตกใจยกขา
จะถีบทั้งที่ไม่ได้สวมชั้นใน ทำเอาอ้าซ่าไปถึงไหนต่อไหน แต่ผมถือโอกาสจับจังหวะเอากางเกง
ตัวใหม่สวมครอบอย่างรวดเร็ว นายไม่ทันอุทานยกสอง ผมก็ดึงตัวเขาให้เอนมาข้างหน้าเพื่อจะ
ได้จับกางเกงยกขึ้นจรดสะโพกพอดี
ท่าของเราสองคนเลยเหมือนจะซบกันอยู่กลายๆ
แต่ความจริงแล้ว…เหมือนกับการโอ๋เด็กมากกว่า
นายตัวสั่น ไม่รู้ว่าโกรธหรือหนาวกันแน่ เห็นแบบนั้นผมเลยจัดการปอกลอกเสื้อตัวปัญหาเพื่อ
ไม่ให้เสียเวลา ไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้วจะมัวช้าอยู่ได้ยังไง
“พอ!”
แต่นายรู้ทัน เขาผลักตัวผมให้ออกห่าง แล้วจัดการสวมเสื้อตัวใหม่พร้อมกับปาเสื้อเปียกๆ ใส่
หน้าผม
“สรุปนี่เป็นตัวตนของแกจริงๆ ใช่มั้ย”
ผมหยิบเสื้อที่แปะเต็มหน้าตัวเองมาพับให้เรียบร้อย
“ผมไม่รู้ว่าคุณพูดอะไรอยู่”
“เอกภพ!”
“ครับ”
“แกกล้าทะ…แคก!”
“…”
“แคกๆๆๆ!!!”
“ผมว่าผมลงไปซื้อยาแก้ไอให้คุณดีกว่า”
ผมกุมขมับอีกรอบ เดินไปเติมน ้าให้นายแล้วเอาชุดนอนเปียกๆ แยกตะกร้าเอาไว้ ก่อนจะ
เปลี่ยนชุดตัวเองให้กลายเป็นไปรเวทธรรมดาซึ่งติดกระเป๋ามาด้วยตอนนายบอกให้เก็บเสื้อผ้า
มาด้วย
เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ผมได้สิทธิ์ให้เอาข้าวของส่วนตัวมาไว้ที่ห้องนายแล้วนี่หว่า!
ผมว่าผมรู้ตัวช้าเกินกว่าจะดีใจชอบกล โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่โคตรจะชิบหายแบบนี้ ผม
เดินออกจากห้องนอนพร้อมกับผ้าขนหนูผืนใหญ่ เอามาคลุมให้นายที่ยังนั่งจ๋องที่เดิมเหมือน
หมดแรงจะลุก เขาสะบัดหน้าหนี เหมือนจะทั้งอายทั้งโมโหตัวเองที่ทำเสียเรื่องตลอด
คนป่วยสองคนทะเลาะกันนี่มันบัดซบจริงๆ ว่ะครับ
เอาตรงๆ ผมค่อนข้างโล่งใจ เพราะถ้าผมนอนหมดสภาพอยู่คนเดียวป่านนี้คงโดนนายควักไส้
ไปถึงไหนต่อไหนแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นรู้สึกไม่ดีชอบกล เหมือนว่าเรื่องระหว่างเราจะไม่เงียบ
หายไปเฉยๆ ด้วยการที่ต่างคนต่างทำเมินแน่ๆ
อย่างน้อยนายก็คนหนึ่งล่ะที่ไล่บี้ไม่เลิก
“ผมจะซื้อข้าวเย็นมาเลยนะ คุณอยากทานอะไรมั้ย”
นายไม่ตอบ คงเพราะกลัวเปิดปากแล้วไออีกรอบเลยจ้องผมตาแดงก ่าแทน สงสัยไม่ได้นอนมา
ตลอดวัน ถ้าจะโทษต้องโทษที่เขาเรียกร้องจะดื่มกาแฟนั่นแหละ
“งั้นคุณแพ้ยาอะไรรึเปล่า”
นายส่ายหน้า ยังดีที่มีการตอบสนองบ้าง
“ผมจะรีบไปรีบกลับ”
พอออกจากห้องเขาได้ผมก็ถือโอกาสถอนหายใจออกมาหมดปอด ยืนนิ่งตั้งสติอยู่นานกว่าจะ
ทำใจไปกดลิฟท์ได้ เอาล่ะ ก่อนอื่นก็ต้องลงไปซื้อยาซื้อข้าวในนาย ระหว่างนั้นต้องหาข้อแก้ตัว
ให้ได้ ไม่อย่างนั้นผมก็คงไม่กล้าขึ้นไปเผชิญหน้ากับเขาแน่ๆ
เหมือนก่อนหน้านี้จะเคยคิดเผื่อกรณีความแตกมาแล้ว…แต่ตอนนั้นเตรียมตัวยังไงบ้างวะ
ผมยืนมองเลขลิฟท์ที่ลงมาทีละชั้นด้วยสายตาเหม่อลอย ให้ตายสิ ทำไมสมองของผมถึงได้ว่าง
เปล่าอย่างนี้
เอาเถอะ ค่อยๆ นึกไปเดี๋ยวก็คิดออกเอง
ผมถอนหายใจอีกเฮือก ก่อนจะล้วงโทรศัพท์ซึ่งปิดเครื่องตั้งแต่เมื่อคืนวานมาเปิด เสียงแจ้ง
เตือนดังระรัวจนผมสะดุ้ง อะไรเนี่ย ปกติผมก็ไม่ได้ชอบคุยชอบแชทอะไรกับใคร มีแค่นาย
เท่านั้นที่จะเป็นฝ่ายทักไปก่อน แต่ในเมื่อผมอยู่กับนายทั้งคืน แล้วใครมันส่งข้อความมา
เยอะแยะขนาดนี้วะ
คิ้วขวาถึงกับกระตุกยิกๆ เมื่อเห็นชื่อไม่พึงประสงค์หลายคน ผมเลือกกดดูคนที่น่าจะปลอดภัย
ที่สุดก่อน
‘พี่เอก’
ผู้ถูกเลือกคือเก่ง รุ่นน้องที่ค่อนข้างสนิทสนมกับผมและมักมาหาที่ห้องบ่อยๆ
‘ผมซื้อข้าวมาให้พี่หลังเลิกงานนะ ควีนกับกรบอกว่าพี่ไม่สบาย ผมว่าพี่คงไม่ลุกขึ้นมาหาอะไร
รองท้องแน่ๆ’
สมเป็นรุ่นน้องที่ค่อนข้างรู้จักผมดี แต่ว่า…
ผมเห็นลางวินาศอยู่ลิบๆ
‘อ้าว พี่ไม่ล็อคประตูห้องเหรอ’
‘หืม พี่เอก ทำไมห้องพี่เหมือนถูกโจรปล้นเลยล่ะ พี่ปลอดภัยรึเปล่า หรืออยู่ที่โรงพัก?’
‘พี่ ผมรอพี่ที่ห้องนะ ถ้าเห็นแล้วช่วยตอบด้วย’
‘ทำไมไม่เปิดเครื่องสักที พี่เอก ผมไล่เช็คพนักงานที่พี่พอรู้จักทุกคนแล้ว แต่ไม่มีใครเจอพี่เลย’
‘ผมแจ้งบอสล่ะนะ’
ในใจผมร ่าร้องหนักมากว่าเชี่ยแล้วไง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะนั่นเป็นข้อความตั้งแต่เมื่อสิบ
ชั่วโมงก่อน
ผมดูรายการโทรเข้านับร้อยสาย มีตั้งแต่พนักงานในคลับ เก่ง กร แว่น หมอบ และที่สำคัญที่สุด
…
‘พี่เอกกก!’
ควีน!!
‘เก่งบอกไปหาพี่ที่ห้องแล้วไม่เจอ พี่หายไปไหน’
‘มันส่งรูปให้ดู สภาพห้องพี่เหมือนถูกโจรขึ้นบ้านเลย!’
‘เอ๊ะ หรือว่าพี่ไปหานาย?’
ผมอ่านข้อความของควีนไปก็กลืนน ้าลายไป ค่อยๆ เลื่อนนิ้วลงอย่างช้าๆ
‘พี่แว่นยอมให้ผมดูที่อยู่นายแล้ว เบอร์หนึ่งบอกว่าเป็นที่เดียวกับที่มันเคยมาส่งพี่’
‘ถ้าวันนี้พี่ยังไม่ติดต่อกลับ ผมจะแวะไปหานะ ทุกคนเป็นห่วงพี่มากเลย!’
ร้อยวันพันปีไม่เคยสนใจ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาห่วงมาใยผู้ชายตัวโตที่แค่ลาหยุดเพราะเอามือไป
รับมีดแบบโง่ๆ อย่างจงใจจนไข้ขึ้นด้วย!!!
ผมรู้สึกเหมือนจะหน้ามืด แต่ก็ทำไม่ได้เพราะจู่ๆ ก็มีเสียงโทรเข้าซะก่อนจนต้องตบหน้าเรียกสติ
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนที่ผมเพิ่งอ่านข้อความล่าสุด!
(( อ้าว พี่เอก ในที่สุดก็เปิดเครื่องแล้วเหรอ ))
“ควีนครับ คือผมสบายดี”
…และควีนเองก็เหมือนจะสบายดีมากเช่นกัน จากน ้าเสียงเหมือนไม่ได้เป็นห่วงเป็นใยเลยนี่
ครับ!
แน่นอนว่าประโยคหลังผมได้แต่คิด
(( งั้นก็ดีแล้วพี่เอก ว่าแต่พี่อยู่ที่คอนโด xxx ใช่มั้ย ลงมารับหน่อยสิ ผมอยู่ข้างล่างกับเบอร์หนึ่ง
มีอาหารมาฝากด้วยนะ! ))
ชิบหาย!! ชิบหาย!! ชิบหาย!!
ผมพยายามข่มอารมณ์ตัวเองให้นิ่งที่สุดเมื่อประตูลิฟท์เปิดออก พร้อมกับร่างคุ้นตาของคนสอง
คนที่กำลังยืนอยู่ตรงด้านหน้าคอนโด
ควีนกับกร!
ให้ตายสิโว้ย ผมไว้ใจกรนะ แต่นั่นเป็นก่อนที่กรจะกลายเป็นบิชอปประกบควีน เพราะตั้งแต่นิล
กาฬเข้ามารับตำแหน่งในคิงส์คลับ บิชอปจอมเจ้าเล่ห์ที่ไม่ค่อยออกลายก็เหมือนจะมีคนเปิด
ผนึกซะอย่างนั้น
แล้วตอนนี้บิชอปคนที่ว่าก็พาควีนมาบุกถึงที่!!!
เอกนะเอก…แกคิดยังไงวะถึงได้ให้กรมาส่งให้วันนั้น แม่งเอ๊ย คีย์การ์ดมีเลขห้องอยู่ด้วย อย่าง
กรถึงไม่ถามอะไรแต่ต้องจำได้แน่ๆ ที่สำคัญที่สุด เขาน่ะเก็บความลับเก่ง แต่ต้องไม่ใช่กับควีน
ซึ่งกุมอำนาจในคลับรองจากบอส!
(( พี่เอกจะลงมาหรือให้ผมขึ้นไปดี ผมรออยู่ตรงล็อบบี้เนี่ย ))
…ทำไมควีนต้องทำเสียงกระตือรือร้นขนาดนั้นด้วย(วะ)ครับ!
ผมกลั้นหายใจขณะเดินออกจากลิฟท์ แม้ใจจริงอยากจะกดปิดประตูแล้วหนีขึ้นดาดฟ้าไปโดด
ตึกลงมาให้รู้แล้วรู้รอด แต่นั่นเป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ อย่างน้อยที่สุด ผมก็ควรเป็นกันชน
หน้าด่านก่อนที่นายจะรู้ว่าคนที่เขาคิดถึงมาตลอดพาตัวเองมาหาถึงที่!
ใช่ ผมต้องไล่ควีนกลับไปให้ได้!
เหมือนอะดรีนาลีนหลั่งกะทันหัน กระทั่งพิษไข้หรือบาดแผลที่อักเสบก็ทำอะไรผมไม่ได้ อัศวิน
แห่งคิงส์คลับยืดตัวตรงเดินเข้าหานิลกาฬและกรด้วยสีหน้าที่ไม่รู้ว่าปั้นให้ออกมาดูเหมือนไม่
เดือดเนื้อร้อนใจรึเปล่า ทั้งๆ ที่ในใจนั้น…
เฮอะ หากตอนเช้าว่าพังพินาศแล้ว ตอนนี้ผมบอกได้เลยว่า…
มหาโลกาวินาศ!!!