Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 9 : พิษไข้
กว่าจะกลับมาถึงห้องผมก็แทบหมดแรง
เรื่องการฝากฝังหน้าที่ไม่ค่อยเท่าไหร่หรอก เพราะยังไงกรก็อยู่ทั้งคน แถมคนรักของกรก็เข้ามา
ช่วยงานทางฝั่งผับมากขึ้น ฉะนั้นขอยืมตัวบิชอปมาสักอาทิตย์คงไม่เป็นไร แถมครั้งนี้ควีน
สนับสนุนเอามากๆ ซะด้วย แม้ว่าจากท่าทางของเขาเองจะไม่เชื่อเลยก็ตามว่าคนอย่างผมจะ
จีบนายติด
เพราะพวกเราต่างกันมากเกินไป
นึกแล้วก็รู้สึกหนาวๆ อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเพราะไข้ขึ้นหรืออะไรกันแน่ ก็หวังแต่ว่าควีนจะไม่
ตัดโอกาสผมโดยการเดินหน้าเข้าหานายเองหรอกนะ
ผมทิ้งตัวนอนกับฟูกพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู พอเห็นว่าไม่มีข้อความหรือสายเรียกเข้าใดๆ
จากคนที่คิดถึงจึงหลับตา
…จะว่าไปยังไม่ได้กินข้าวกินยาเลยนี่หว่า แต่เอาเถอะ นอนไปทั้งแบบนี้คงไม่เป็นไร
คนอย่างเอกภพไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอก
ผมฝัน
ฝันถึงตอนเป็นเด็ก ตอนที่ผมยืนอยู่หน้าหลุมศพของพ่อ
แต่ไม่ได้ร้องไห้
พ่อของผมตายในหน้าที่ ส่วนแม่ก็หย่าขาดกันไปนานแล้ว
ครับ พ่อผมเป็นตำรวจ
ตอนนั้นผมอายุประมาณสิบสี่สิบห้า ถือว่าโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว ยิ่งได้รับความช่วยเหลือ
จากเจ้านายของพ่อที่ออกค่าเล่าเรียน หาที่อยู่ให้ ผมเลยพยายามตอบแทนบุญคุณท่าน
ตอนเรียนจบ ผมตั้งใจจะเป็นตำรวจตามรอยพ่อ แต่…ผมไม่เหมาะกับการรับราชการอย่างร้าย
กาจ
เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปวันๆ ผมเลยสมัครทหารสองปี เอาให้พอมีฝีมือติดตัวและไม่เปลือง
ค่าใช้จ่ายของท่าน
แต่สุดท้ายพอจบออกมา ผมก็กลายเป็นคนตกงานอยู่ดี
ท่านพยายามช่วยเหลือโดยการจ้างวานงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ผม ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสืบหา
สืบเสาะคนบางกลุ่มที่ใช้อำนาจราชการแทรกแซงไม่ได้ บางครั้งบางที่ก็เข้าก๊วนเข้าแกงค์ แฝง
ตัวกับพวกอันธพาลขายยา เป็นสายให้กับพวกตำรวจไปพลางๆ เพราะหน้าตาผมให้
อันที่จริงผมก็คิดนะว่าทำไมถึงไม่กระตือรือร้นที่ทำอะไรสักอย่างให้เป็นหลักแหล่งมั่นคงสักที ถ้า
จะโทษก็ต้องโทษนิสัยเอื่อยเฉื่อยของผม ขนาดท่านยังจนปัญญา เพราะไม่ได้มีแค่ผมที่ท่านให้
ความช่วยเหลือ แต่คงมีผมคนเดียวนั่นแหละที่ท่านปั้นไม่ขึ้น ทำได้แต่ภารกิจสั้นๆ ไม่เอาการเอา
งานสักเท่าไหร่
เด็กขาดความอบอุ่นอย่างผม น่าจะเป็นพวกโหยหาความรักรึเปล่านะ น่าแปลกที่ผมกลับ
พยายามถอยห่างซะมากกว่า ตัวตนของผมในโลกนี้เหมือนสายน ้าที่ไหลเอื่อยไปเรื่อยๆ ไม่สนใจ
เป็นพิเศษ ไม่รักใครเป็นพิเศษ แต่ความจริงแล้ว…การที่ผมทำตัวล่องลอย คงเป็นเพราะไม่
อยากให้ท่านทิ้งซะมากกว่า
ผมแค่กลัวการถูกทิ้ง ตอนเด็กแม่ผมทิ้งไปกับคนรักใหม่ พ่อทิ้งผมเพราะหน้าที่การงาน พอมี
ท่านเข้ามาช่วยเพราะนึกเอ็นดูผูกพัน ผมเลยกลัวว่าถ้าประสบความสำเร็จ ไม่มีปัญหาอะไรให้
ท่านช่วยสะสาง ผมก็จะถูกทิ้งอีกครั้ง
เพราะท่านเองก็มีครอบครัวของตัวเองอยู่แล้ว
และเกี่ยวพันกับคิงส์คลับ
นั่นคืองานสุดท้ายของผม ซึ่งท่านบอกเองว่ามีแต่ผมเท่านั้นที่เชื่อใจว่าจะทำได้ การแฝงตัวเป็น
อัศวิน คอยรายงานการเคลื่อนไหวของคลับผิดกฎหมาย ตอนแรกผมคิดว่าถ้าถูกจับได้เมื่อไหร่
ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต แต่กลายเป็นว่าผมอยู่รอดปลอดภัยจนถึงตอนนี้ และคงจะเป็นแบบนี้ไปอีก
หลายๆ ปี
พอค่าใช้จ่ายทุกอย่างก็สามารถจัดหาได้เอง ผมก็ติดต่อกับท่านน้อยลงแต่ไม่ถึงกับขาดหาย ทุก
อย่างเป็นไปอย่างที่ควรเป็น แต่ตัวผมกลับรู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก
เหมือนขาดอะไรบางอย่าง โหยหาอะไรบางอย่าง
ผมคิดว่าตัวเองไม่ใช่เด็กมีปม และไม่ใช่พวกอมทุกข์ด้วย ผมกลัวถูกทิ้ง แต่ท่านก็ไม่ได้ทิ้งผม
แล้วผมเป็นบ้าอะไร
ทั้งที่มีเงินเก็บจำนวนไม่น้อย ผมกลับเลือกเช่าห้องแคบๆ ไม่ใช่เพราะประหยัด แต่ในเมื่ออยู่คน
เดียวผมจะมีบ้านใหญ่โตไปทำไม รถที่ขับก็เป็นมอเตอร์ไซค์ที่เน้นสะดวกรวดเร็ว เพราะไม่รู้จะ
ซื้อรถยนต์สี่ที่นั่งเพื่อใคร
นั่นสิ จะมีไปเพื่อใคร
ผมว่าผมรู้คำตอบแล้วล่ะ
ตอนเด็กแม่มีคนรักใหม่ มักแอบออกนอกบ้านเวลาพ่อไม่อยู่ ผมเลยมักอยู่คนเดียวมาตลอด
ตอนแม่แต่งงานใหม่ พ่อก็ขยันทำงานเพื่อมีเงินส่งผมเหล่าเรียน ทำให้ผมอยู่คนเดียวอีก
หลังจากนั้นแม้ท่านจะเข้ามาช่วยเหลือ แต่ผมก็ยังอยู่ตัวคนเดียว เพราะสิ่งที่ท่านมอบให้มีเพียง
เงินและโอกาส
สิ่งที่ผมหาได้เอง
แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะไม่รู้ว่าจะขยันไปทำไม จะกระตือรือร้นเพื่ออะไรในเมื่อสุดท้ายก็
ต้องอยู่แบบเดิม ในที่ที่เดิม
ทุกวัน
ทุกวัน
ในความฝัน ผมยังคงยืนอยู่หน้าหลุมศพของพ่อ แม้ไม่ได้ร้องไห้ แต่ในใจว่างเปล่า
ข้างหลังคือท่านที่ยืนรอในที่ที่เดิม แต่เป็นที่ที่ผมเอื้อมไม่ถึง เข้าไปหาไม่ได้ และเมื่อมองห่าง
ออกไป แม่ซึ่งทิ้งผมไปแต่เด็กก็กำลังหัวเราะมีความสุขกับครอบครัวใหม่ ผมไม่โทษเธอ เพราะ
พ่อผมเป็นคนหัวดื้อ พวกท่านมักทะเลาะกันเสมอ แต่ผมก็ไปหาเธอไม่ได้เช่นกัน เพราะผมรู้ว่าที่
นั่นไม่ใช่ที่ของผม
ผมเพียงอยู่คนเดียว…ตรงนี้
รอบกายมีคนมากมาย แม้หัวเราะและสนุกสนานกับคลับ แต่เมื่อกลับบ้าน ผมก็เป็นแค่เอกภพ
เป็นหนึ่งเดียวในโลก
เป็นเพียง ‘คนคนเดียว’ ในโลก
บางที…
ผมคงจะเป็นคนขี้เหงาแบบสุดๆ เลยละมั้ง
“เอ…ก”
“เอก!”
ผมสะดุ้งเฮือก รู้สึกร้อนจนเหงื่อออกซึมไปทั้งตัว ผมกะพริบตาปริบเพราะทุกอย่างมืดมาก
ไม่ได้เปิดไฟ และไม่ได้เปิดหน้าต่างเพราะรู้สึกหนาว มีเพียงเสียงหึ่งๆ ของพัดลมที่ส่ายไปมา แต่
พอเริ่มปรับสายตาได้ผมก็ต้องเป็นฝ่ายประหลาดใจเมื่อเห็นคนที่ไม่ควรอยู่ที่สุดนั่งอยู่ตรงหน้า
นาย!
นี่คือห้องของผม…ห้องพักเล็กๆ แคบๆ ของผมแน่นอนล่ะ แต่นายที่ไม่เคยมาส่ง ไม่แม้แต่จะ
สนใจ ทำไมมาถึงที่ บุกเข้ามาในห้อง แถมยังนั่งทำหน้าคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ได้ยังไง
วูบหนึ่ง ผมคิดว่าคงเป็นความฝัน คนอย่างนายจะทำหน้าเป็นห่วงผมชัดจริงๆ น่ะหรือ แต่พอ
ปรือตามองอีกครั้ง ภาพของนายก็ยังไม่หายไป แถมยังยังฟาดมือลงมาเต็มหน้าผมจนเจ็บ
“ตายรึยัง”
…นายตัวจริงเสียงจริงแน่นอน
ผมพยายามที่เรียกรวมสติให้ได้มากที่สุดแม้จะกำลังสับสนว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ในห้องเช่า
เก่าโทรมที่ไม่เคยคิดจะมาเหลือบมาแลคนอย่างผม แต่คิดให้สมองแตกตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์
เพราะเขากำลังนั่งหน้าเป็นรอคำตอบจากผมอยู่
“คุณ…”
“ทำไมไข้ขึ้นขนาดนี้ แกไม่กินยาใช่มั้ย” นายขมวดคิ้ว ชักเสียงโมโหราวกับว่าไม่เต็มใจมาซะ
เหลือเกิน “แล้วห้องรูหนูนี่มันอะไร สกปรกชะมัด”
ผมหลุดยิ้ม คงจะเข้าขั้นซาดิสต์ไปแล้วที่เห็นเขาด่าทีไรก็ยิ้มทุกที
“ไข้ขึ้นจนเพ้อรึไง ยิ้มบ้าอะไรของแก” นายว่าก่อนจะกระดิกนิ้วเรียกให้ผมลุกขึ้น เขามองรอบ
ห้องผมด้วยสีหน้าขยะแขยง แต่นายครับ…ไม่มีใครลากให้คุณเข้ามาที่นี่นะ ทำไมต้องทำเหมือน
ถูกบังคับฝืนใจขนาดนั้นด้วยล่ะ “เก็บเสื้อผ้าซะ”
“หืม?”
“ยังจะมาหืม ถ้าฉันไม่มาป่านนี้แกตายไปแล้ว”
แค่ไข้ขึ้นคงไม่ทำให้ตายหรอกมั้งครับนาย…
“หรือจะไม่ไป? แล้วอย่ามาหาว่าฉันไม่สำนึกบุญคุณลับหลังล่ะ”
อะไรของเขาเนี่ย ผมมองนายอย่างอึ้งๆ บอกตามตรงว่าพอตื่นมาอีกครั้ง สมองผมนี่ปวดตึ้บๆ
เลย
“เอก…”
นายคงเห็นผมนิ่งไม่ต่อปากต่อคำเหมือนเคย ก็เลยยอมลดระดับเสียงลงเลิกชักแม่น ้าทั้งห้า
“จะไปมั้ย”
นั่นเป็นคำถาม แต่สีหน้าของเขาที่มองมานั้นคือห้ามปฏิเสธ
ผมได้แต่ยิ้มจางออกมาแม้จะรู้สึกสะเทือนอยู่ในใจ กลัวว่าสิ่งที่เก็บเอาไว้จะหลุดลอดออกมา
ทำไมผมถึงจีบคนคนนี้กันนะ
ผมเคยคิด เคยถามตัวเอง จนตอนนี้ก็ยังสงสัย คงเป็นแบบเดียวกับสีหน้าเหลือเชื่อของควีนว่า
อะไรกันที่ทำให้ผมซึ่งไม่เคยมีเป้าหมายหรือยึดติดกับอะไรมาก่อนยอมตามติดเจ้านายที่ไม่เคย
รักใครนอกจากตัวเอง
คำตอบก็คงเป็น…เพราะคนคนนี้แสนดื้อและขี้เหงากว่าผมเป็นร้อยเท่าพันเท่า แต่กลับเลือกใช้
ชีวิตต่างจากผมราวฟ้ากับเหว จนอดไม่ได้ที่จะเข้าหาด้วยความใคร่รู้
ก่อนจะถอนตัวไม่ขึ้น
“ไป…ครับ”
ระหว่างที่ผมหลอกล่อนายให้ติดกับ ตัวผมเองก็ค่อยๆ จมลงไปในหลุมที่ขุดด้วยสองมือ
ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วใครจะตกลงไปลึกกว่ากัน
ผมว่าผมชักอาการหนัก
หมายถึงไข้นะไม่ใช่อย่างอื่น
“ทำไมทำหน้าแบบนั้น”
“ปวด…” ผมลังเลที่จะพูด เหลือบมองนายซึ่งเต็มใจขับรถกลับคอนโดด้วยมาดอาเสี่ยพาเด็กไป
นอนกกด้วยความรู้สึกแปลกๆ
“ปวดอะไร”
“ปวดท้อง”
“สำออยเหรอแก” นายตอกกลับอย่างคุ้นชิน แต่พอไม่ได้ยินเสียงผมยอกย้อนตอบก็หันมามอง
ตาปริบๆ
“เดี๋ยวก็รถชนหรอกคุณ” ท่าทางนั้นน่ารักจนเผลอหลุดยิ้มและอดแซวเขาไม่ได้ นายหน้าม้าน
เล็กน้อย หันไปตั้งขับรถ แต่กลับแวะข้างทางก่อนจะถึงคอนโดแค่ซอยเดียว
“กินยาแล้วใช่มั้ย”
“คุณเป็นคนยัดใส่มือผมเองด้วยซ ้า” ผมตอบ ไม่ได้ตั้งใจจะยียวน แต่พอนึกถึงตอนที่นายลากให้
ผมลุกจากเตียง โหวกเหวกโวยวายกับความเล็กแคบของห้อง แต่ก็รื้อจนเจอยาที่ผมเก็บไว้ใน
กล่องพลาสติกเล็กๆ แล้วยัดใส่มือแกมบังคับให้ใส่ปาก ก็รู้สึกอุ่นๆ อวลๆ สุขใจอย่างบอกไม่ถูก
…ผมคงไม่ใช่พวกชอบความเจ็บปวดจริงๆ ใช่มั้ย
“ข้าวล่ะ กินรึยัง”
ผมไม่ตอบ จะว่าไป…ผมไม่ได้หาอะไรรองท้องตั้งแต่กลับจากเพชรบูรณ์ด้วยซ ้า
มิน่าล่ะถึงได้ปวดท้อง ที่แท้เพราะหิว พ่วงด้วยยากัดกระเพาะอยู่นี่เอง
ผมขยับตัวยุกยิกเมื่อนายมองแบบเดาคำตอบได้ ไม่รู้ทำไม…ผมทำตัวเนียนใส่เขาได้ทุกรูปแบบ
จะให้สำออยทำเป็นยอมอ่อนข้อยังไงก็ได้ จะแกล้งเจ็บมือเรียกร้องความสนใจก็ยังได้ แต่พอผม
ดันป่วยขึ้นมาจริงๆ กลับไม่อยากแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็นสักเท่าไหร่
เรื่องมากจริงๆ นายเอกภพ
“ไสหัวลงไป”
“คุณจะเลี้ยงข้าว?” ผมถามเพราะพอมองข้างทาง ก็เห็นร้านอาหารซึ่งเป็นห้องแอร์เล็กๆ
สะอาดสะอ้านพอใช้ แม้จะไม่ถึงระดับของเจ้านาย แต่ก็ไม่แย่เกินกว่าที่ผมเคยพาเขาไปตอน
เดทแรก
“หรือจะไม่กิน ฉันจะได้พาแกไปโรงพยาบาล จับฉีดอาหารเหลวแทน”
“คุณห่วงผม?”
“ฉันแค่ไม่อยากให้แกตาย อย่างน้อยก็ไม่ใช่เพราะสำออยจากแผลที่เสือกมาปกป้องฉัน” นายว่า
พลางปลดเข็มขัดนิรภัย “ไสหัวลงไปได้แล้ว”
ในเมื่อเขาเสนอตัวเลี้ยงผมก็ไม่ขัดศรัทธา แม้อยากจะบอกว่าด้วยฤทธิ์ยาที่เพิ่งกินไปจะทำเอา
ทั้งปวดท้องทั้งง่วงนอนแบบสุดๆ เลยก็เถอะ
แต่นายก็…ก็ยังเป็นนาย เขาเดินนำลิ่วเข้าไปในร้านไม่สนใจใครทั้งที่ตั้งใจเลี้ยงผม แบบนี้ใช้ได้ที่
ไหน
ผมส่ายหน้าน้อยๆ อย่างอ่อนใจ พอไม่รีบตามไปคลอเคลียเหมือนเคย กลายเป็นว่าโดนทิ้ง
คล้อยหลังซะอย่างนั้น แต่พอเดินเข้าไปในร้านนายกลับนั่งรอพร้อมกับเมนูที่วางนิ่ง มองผม
อย่างแปลกใจเหมือนกันว่าทำไมถึงชักช้าอย่างนี้ ทั้งที่ปกติต้องเป็นผมต่างหากที่ช่วยเปิดประตู
ให้เขา แย่งหยิบเมนูไปก่อน สอบถามว่าเขาอยากจะกินอะไร ตบท้ายด้วยการสั่งอาหารให้อย่าง
รู้ใจหลังต่อปากกันสองสามประโยค
คุณเจ้านายครับ…คุณคงไม่เคยป่วย หรือไม่เคยดูแลคนป่วยเลยสินะ
“เมนูแนะนำคืออะไร” พอผมลากสังขารมานั่งตรงข้ามกับเขาได้ นายก็เปิดเมนูที่เป็นกระดาษ
ตัดแปะด้วยสีหน้าไม่ค่อยชอบใจ แล้วหันไปถามพนักงานแทน
“ต้มยำกุ้งกับปลาทอดสมุนไพรครับ”
“เอามาทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
คิดน้อยและขี้เกียจคิด สมกับที่แวะข้างทางอย่างขอไปทีจริงๆ แต่เขาคงไม่คิดจะให้คนป่วยที่ตา
ปรืออย่างผม…กินต้มยำรสจัดกับปลาที่ต้องนั่งแงะก้างหรอกใช่มั้ย
“มองอะไร”
ดูจากสีหน้าเชิดๆ นั่นแล้วสงสัยจะคิดจริงๆ
“ผม…เอ่อ ช่างเถอะ” ผมคิดถูกมั้ยเนี่ยที่ยอมตามเขามา แต่อย่างน้อยการอยู่กับนายก็ดีกว่าอยู่
คนเดียวเป็นไหนๆ ดะ…เดี๋ยวนะ ท่าทางอย่างนั้นมั้น…เวรล่ะ! นายกำลังหรี่ตามองผมอย่าง
ประเมิน เมื่อกี้ดันบอกปัดไปขอไปที เขาไม่ชอบให้ใครทำตัวถือดีซะด้วยสิ ผมรึอุตส่าห์ยอม
ทุ่มเททุกอย่างให้เข้าทางเขา แล้วดันมาหลุดอะไรเอาตอนนี้
“ผมหมายถึง…ผมปวดท้องอยู่”
ได้แต่ขุดกลทรมานตนขึ้นมาใช้อีกครั้ง ทั้งที่ความจริงกำลังเหงื่อตกจนเลิกปวดไปแล้ว
“ก็แล้วไป”
รอดตัว
ผมลอบถอนหายใจเฮือก ไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย รู้แบบนี้กลับไปนอนคนเดียวยังดีกว่าอีก
เพราะถ้าขัดใจอะไรนายจนเขานึกอยากสลัดทิ้งขึ้นมา เท่ากับว่าที่ผมทำมาทั้งหมดสูญเปล่าเลย
นะเนี่ย
ยอมลงทุนเจ็บตัวทั้งที…แต่ดันไม่ประเมินสภาพตัวเอง
เฮ้อ…สงสัยก่อนหน้านี้จะราบรื่นเกินไปจนได้ใจไปหน่อย
“ถอนหายใจทำไม”
เมื่อกี้ผมเผลอถอนหายใจ!?
ให้ตายเถอะ นายครับ จะมาสังเกตอะไรผมนักหนาในวันนี้เนี่ย ปกติก็ไม่เห็นจะจ้องทุกอิริยาบถ
ขนาดนี้เลย มันต้องสลับกันสิครับนาย!
“ขมวดคิ้ว? แกคิดนินทาฉัน? หรือกำลังด่าอะไรฉันอยู่รึไง”
…ผมอยากตาย
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะบุญที่สั่งสมมาช่วยชีวิตเอาไว้หรือยังไง พนักงานเลยเข้ามาตักข้าวให้ก่อนที่ผม
จะถูกไล่ต้อนอย่างฉิวเฉียด นายจะไม่พูดเวลาเคี้ยวอาหาร เป็นมารยาทอันดีที่น่าชื่นชม และ
ช่วยให้ผมพ้นวิกฤตการตีหน้าซื่อไปอย่างหวุดหวิด
คงเพราะรสชาติอร่อยกว่าที่คิด นายก็เลยพลอยเจริญอาหารไปด้วย เขาตักใส่แต่จานของตัวเอง
พอทานไปจนครึ่งจานก็ค่อยสังเกตว่าผมแทบจะไม่แตะต้มยำเพราะรู้สึกแสบคอ ส่วนปลาก็กิน
ในสัดส่วนหนึ่งชิ้นต่อข้าวสามช้อน
พอเห็นท่าทางนั้นผมก็เริ่มลน ปกติต้องทำยังไงนะ…อ้อ ผมต้องแกะก้างให้เขา ตักกับข้าวให้เขา
แต่…อืม…แค่พยายามรั้งสติไม่ให้หน้าทิ่มโต๊ะได้ก็บุญแค่ไหนแล้ว แถมไอ้อาการปวดท้องก็
กลับมากำเริบแบบตุ่ยๆ ชวนรำคาญใจ สงสัยเพราะไม่ได้หาอะไรใส่ท้องนานเกินไปเลยปรับตัว
ไม่ทัน
“ทำอะไร”
“แกะก้างให้คุณไง” ผมพยายามยิ้มประจบ แม้หน้าตาผมจะไม่ได้หล่อเหลามากมาย แต่
รอยยิ้มของผมก็ทำให้หลายคนยอมจำนน รวมถึงตัวนายเองในบางครั้ง
แต่ครั้งนี้คงจะ…ไม่ได้ผลเท่าไหร่
“กินๆ ไปเองเถอะ” นายตอบด้วยสีหน้าหงุดหงิดเหมือนไม่ได้ดั่งใจ ทำเอารู้สึกแย่ไปอีก ผมตัก
ข้าวใส่ปากต่อไปได้อีกแค่ไม่กี่คำก็ต้องวางเพราะนายทานเสร็จแล้ว และเขาก็ไม่ชอบรอ
“คิดเงิน”
นายควักแบงค์พันจ่ายโดยไม่รอเงินทอน ก่อนจะรีบเดินลิ่วไปที่รถอีกครั้ง แต่คราวนี้ชะงัก ยืน
ตรงประตูหน้าร้านแล้วหันมามองผมด้วยสีหน้ายุ่งยาก เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างออกมาแต่ก็
ตัดสินใจหันหนี เดินไปนั่งรอในรถแทน
คงไม่คิดที่จะพาผมกลับไปทิ้งที่เดิมหรอกนะ
ผมหัวเราะแห้งๆ กับตัวเอง อย่าว่าแต่นายเลย ผมยังรำคาญตัวเองตอนนี้ด้วยซ ้า
พอรัดเข็มขัดเสร็จผมก็เตรียมใจที่จะถูกนายด่าสักประโยค ตบท้ายด้วยการบอกว่าจะพาไปส่งที่
ห้อง แต่ผมคงดูถูกน ้าใจเขาเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วนายก็พาผมมาที่คอนโด
จริงสิ…นายใจดีกับคู่นอนเสมอ
ผมพยายามนึกถึงนิสัยต่างๆ ของนายที่จำได้ขึ้นใจ แต่ยิ่งใช้สมองก็ยิ่งปวดหัวตุบๆ คงเพราะไม่
ยอมหลับสักทีอาการเลยกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง แถมเมื่อกี้ยังนั่งในห้องแอร์เย็นเฉียบ ทำเอาไข้
หนักกว่าเดิม
นายนะนาย…
เขาต้องไม่รู้แน่ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่
ผมเดินตามนายต้อยๆ เข้าไปในห้อง ไม่พูดไม่จาแต่ใช้สัญชาตญาณ บังคับสติที่เริ่มเหลือน้อย
ไปยังห้องน ้า หยิบชุดคลุมมาเปลี่ยนด้วยความคุ้นชิน ล้างหน้าล้างตานิดหน่อย พอเดินออกมา
ก็เห็นนายยืนกอดอกทำหน้าดุ อ้อ…นายรักความสะอาด ถ้านอนกับคนที่ไม่อาบน ้าอย่างผมคง
ฉุนน่าดู แต่นายครับ…คงไม่คิดให้คนป่วยฝืนสังขารขนาดนั้นใช่มั้ย
ผมยิ้มเนือยๆ ให้เขา คิดว่าพอจะชดเชยแทนคำขอโทษ ก่อนจะตรงไปเตียงนอน ตอนแรกว่าจะ
รอ แต่พอได้ยินเสียงเขาอาบน ้าก็เผลอเอาผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว
“แกจะฆ่าตัวตายอีกรึไง”
ท่ามกลางความงัวเงียผมได้ยินเสียงนายดังใกล้ๆ หู เหมือนว่าเขาจะพยายามดึงผ้าห่มออก เอ้า
ลืมตัวอีกแล้วนายเอกภพ เวลาผมนอนคนเดียวชอบคลุมโปงเสมอ แต่พอนอนกับนายผมก็ไม่
เคยต้องทำอย่างนั้น
มันเป็นนิสัยเหมือนกับเจ้านายที่หากไม่มีคนนอนด้วยจะนอนไม่หลับนั่นแหละ ผมแค่ชอบเห็น
ความมืด มากกว่าสะดุ้งตื่นมาแล้วเห็นห้องที่ว่างเปล่า
แต่นี่เป็นห้องของเจ้านาย…ของ…นาย
“ชักจะได้ใจไปแล้วนะ ฉันให้แกมานอนด้วย ไม่ใช่ให้แกมากอด!”
ผมงึมงำไม่รู้เรื่อง ก็ตอนนี้รอให้เขานอนแล้วแอบกอดไม่ไหวแล้วนี่นา
ไหนๆ วันนี้ก็พินาศแล้ว เอาให้มันเต็มที่ไปเลยแล้วกัน ในเมื่อไม่ยอมให้คลุมโปง ฉะนั้นต้องยอม
สละตัวเองซะดีๆ
ยังไงนายก็คงไม่ถึงกับถีบคนป่วยตกเตียงหรอกน่า
โครม!
…นายทำจริงด้วยว่ะ