Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 12 : ผู้ท้าชิง
หลังจากนั้นเป็นยังไง?
เฮอะ จะเหลือเหรอ
“อ้าวพี่เอก”
กรเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจเมื่อเห็นผมยืนดักอยู่หน้าประตูห้อง
“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะพี่” กรถามด้วยรอยยิ้มเหยๆ เหมือนกล้าๆ กลัวๆ คงเพราะบรรยากาศ
รอบตัวผมตอนนี้มาคุมาก ผมยืนล้วงกางเกงพิงกับระเบียงด้านหลัง สูบบุหรี่มองฟ้าไปพลางๆ
ทบทวนว่าพลาดท่าง่ายๆ ได้ยังไง เพราะหลังจากนายรู้ว่าผมมีคีย์การ์ดปริศนาอีกอัน เขาก็โกรธ
จัด คราวนี้ไม่ยอมฟังคำอธิบายอะไรแล้ว คำพูดหวานซึ้งก่อนหน้านี้ของผมเองก็เป็นหมัน ถ้าไม่
ติดว่าเจ็บคออยู่ เขาคงตะโกนด่าผมสักยก แต่เพราะยังป่วย ก็เลยได้แต่ขอบัตรอีกใบจากผมไป
โยนทิ้งต่อหน้า แล้วชี้นิ้วให้ออกไป
อืม…ไม่ถึงกับโดนไล่เป็นหมูเป็นหมา ยังนับว่ามีหวังได้มั้ยนะ
เสื้อผ้าบางส่วนของผมยังอยู่ในห้องนอนของนาย แต่เพราะยังอยากทิ้งเศษซากความสำคัญ
เอาไว้สักหน่อยผมเลยรีบถอยออกมาก่อนที่เรื่องจะยิ่งยุ่ง ไม่ลืมบอกนายว่าให้ทานยาแล้ว
พักผ่อนมากๆ นายเองก็คล้ายจะชั่งใจ คงเพราะยังติดเรื่องที่ผมจะพาไปหานิลกาฬ เลยไม่ตัด
ขาดกับผมซะทีเดียว
พอโดนทิ้งซะดื้อๆ ผมก็คร้านจะไปคลับ เพราะรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปเจอควีน และก็รู้สึกโหวง
แปลกๆ เกินกว่าจะกลับห้องไปนอนหนาวอย่างเหงาๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่สุดท้ายผมก็เลือก
มาหากร ต้นเหตุที่ทำให้ผมถูกไล่ออกจากห้อง แต่จะโทษเขาก็ไม่ถูกอีก เพราะคนที่บอกให้กรไป
ก็อปปี้คีย์การ์ดมาก็คือผมเอง
ยอมรับก็ได้ ผมกำลังเฟลสุดๆ จนไม่อยากอยู่คนเดียวว่ะ
กรเป็นเด็กที่มีฐานะค่อนข้างดี แต่ไม่ถึงกับร ่ารวยมาก เรียกว่ามีกินมีใช้ไม่ลำบาก และเพราะ
สวมภาพลักษณ์เด็กดีมาตลอดไม่เว้นกับครอบครัว เลยทำให้พวกท่านวางใจให้ออกมาอยู่คน
เดียวได้ที่หอพักนักศึกษา กรเป็นนักศึกษาปีหนึ่งครับ ดูภายนอกเหมือนเด็กเรียนที่ไม่สู้คน สอบ
ได้คะแนนดีตลอด ทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ ถ้าไม่มาเห็นมันในคลับด้วยสองตา คงไม่มีใครเชื่อว่า
เด็กเนิร์ดอย่างมันจะเป็นบิชอปคนเก่งที่เจ้าเล่ห์ที่สุด
มันน่ะจิ้งจอกสวมหนังกระต่ายของแท้เลย
“ขอพักสักคืนได้มั้ย”
คงเพราะรู้ดีว่าเด็กนี่จะไม่ถามมากละมั้งผมเลยเลือกมาพึ่งพิง และเจ้าตัวก็คงพอเดาอะไรได้ว่า
ผมกำลังมีปัญหากับนายซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคิงส์คลับเลย
ความจริงตัวเลือกที่ดีที่สุดคือแว่น บิชอปอีกคนของคลับที่ผมค่อนข้างสนิทสนมพอประมาณ
เพราะอายุใกล้เคียงกัน รายนั้นเชื่อได้เลยว่าปิดปากสนิท แต่ถ้าผมไปนอนค้างด้วยมีหวังโดน
เก่งหึงหวงไร้สาระ และแว่นเองก็อาศัยอยู่กับครอบครัว ไม่ค่อยเป็นส่วนตัวสักเท่าไหร่
“เอ่อ…คือ…”
กรอึกอัก ก่อนจะเหล่มองในห้องอย่างสื่อความหมาย
“ถ้าพี่ไม่รังเกียจก็ตามสบายครับ”
เออว่ะ เด็กนี่มีแฟนแล้วนี่หว่า
ผมพ่นควันบุหรี่ ชั่งใจคิดว่าตัวเองสมองเสื่อมขนาดลืมแล้วรึไงว่ากรเป็นคนดวงซวยคนแรกที่ค
วีนจับคู่ให้ซะด้วยซ ้า และแฟนของมันก็ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเพราะเป็นเด็กต่างจังหวัด หลัง
ตกลงคบกันกรก็พามาอยู่ด้วย
ผมขยี้บุหรี่กับราวระเบียง ก่อนจะถอนหายใจเฮือก
“งั้นไม่เป็นไร” ผมไม่อยากรบกวนชีวิตคู่รักเท่าไหร่ แบบว่าเห็นแล้วมันเสียดในใจชอบกล ที่
สำคัญ แฟนกรน่ะเป็นสายของควีน ขืนรู้ไปถึงหูควีนอีก มีหวังโดนล้อยันลูกบวช
“งั้นพี่เอกจะไปไหนครับ”
ผมหันหลังแล้วโบกมือปัดเป็นคำตอบ ความจริงคือยังไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่าไม่อยากกลับ
ห้องก็เท่านั้น
อืม…ตอนนายตระเวนหาคู่นอนก็คงอารมณ์ประมาณนี้ล่ะมั้ง ไม่อยากนอนตาค้างอยู่คนเดียว
ต่อให้เป็นคนไม่รู้จักก็ช่าง ขอแค่มีคนอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกอุ่นใจแม้ไม่ได้พูดคุยอะไรกันเลย
เมื่อก่อนผมไม่ได้อาการหนักขนาดนี้นะ
หรือเพราะป่วยอีกแล้ววะ
ไม่หรอก นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ผมก็แค่…เหนื่อยใจที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ก็เท่านั้น
แถมยังเละตุ้มเป๊ะสุดๆ
ผมมีความคิดที่จะกลับไปง้อนาย แต่รู้ว่าโผล่หน้าไปตอนนี้ก็มีแต่ทำให้เขาเจ็บคอซะเปล่าๆ ยิ่ง
พูดก็เหมือนแก้ตัว นายแทบไม่เชื่อคำของผมแล้ว ขนาดส่งแชทไปยังไม่อ่าน อุตส่าห์วางแผนมา
ตั้งนาน ย่ามใจไปไม่รู้กี่รอบ สุดท้ายดันมาตายน ้าตื้นซะนี่ ผมเป็นคนไหลไปเรื่อยๆ เหมือนไม่
สนใจโลก คอยเนียนตามสถานการณ์เก่งก็จริง แต่ถ้าเหยื่อที่คิดจะตกดันสลัดหลุดหนีหายไปใน
น ้า ผมเองก็ตามไปคว้าไม่ไหว
ว่าแต่คืนนี้นายจะหลับลงมั้ยนะ
ผมเริ่มฟุ้งซ่าน ชีวิตที่ล่องลอยอยู่คนเดียวมาตลอด พอคิดจะเข้าหาใครอีกคนก็เหมือนจะรู้สึก
ยึดติดขึ้นมาแปลกๆ ทั้งที่ยังไม่ได้ตกลงปลงใจกันซะด้วยซ ้า ผมนึกย้อนตอนที่ควีนบอกว่านาย
เป็นพวกคลั่งรัก ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะผมน่ะอาการหนักกว่า แค่โดนไล่ออกมา
ถึงกับทำตัวเกเรไม่ยอมกลับบ้านกลับช่อง กระวนกระวายเดินพล่านไปทั่ว ถ้าคบกันแล้ว
ทะเลาะรุนแรง ผมไม่ยิ่งแย่กว่านี้รึไง
อืม…นึกตัวเองในสภาพนั้นไม่ออกเลยแฮะ
ผมเดินล้วงกระเป๋าเดินไปเรื่อยๆ ตอนนี้เริ่มเย็น คลับบาร์อะไรก็เริ่มเปิด ผมแวะเข้าร้านข้างทาง
ร้านหนึ่งใกล้ๆ กับคอนโดของนาย รู้สึกห่วงเขาอยู่ลึกๆ เลยวนเวียนไปไหนไม่ได้ไกลสักที
“พี่เอก!?”
แล้วผมก็เจอกับ…พัทร
ดูเหมือนเขาเองก็ไม่ตั้งใจจะเจอผมหรอก ไม่งั้นคงไม่อุทานลั่นอย่างตกอกตกใจเกินจริงขนาดนี้
ผมไม่มีอารมณ์จะสนใจเด็กกะโปโลเลยเดินออกจากร้าน ไม่อยากมีปัญหาในสภาพเปื่อยๆ สัก
เท่าไหร่ แค่นี้แม่งก็สารพัดอย่างถาโถมจนหนักไปทั้งตัวแล้ว
อืม…ผมว่าผมควรกลับไปนอน
แต่ก็นั่นแหละ ผมไม่อยากกลับ แล้วจะทำไงได้
“พี่เอก พี่บาดเจ็บเหรอ”
เด็กพัทรเร็วมาก หรือไม่ก็เพราะผมเดินเอื่อยเฉื่อยมาก ไม่นานพัทรก็เข้ามาคว้าแขนข้างที่
บาดเจ็บของผม มองผ้าพันแผลอย่างเป็นห่วง
“พี่ตัวร้อนนี่”
ผมมองพัทรนิ่งๆ คิดว่าเขาชอบผมเพราะอะไรกันนะ เพราะว่าผมทำตัวดี ยิ้มให้ แค่นี้น่ะเหรอ
แล้วทำไมนายไม่เห็นใจอ่อนบ้างเลย ผมทำให้เขาเยอะกว่าตั้งหลายเท่า
“ดะ…เดี๋ยว พี่เอก!”
ผมไม่สนใจพัทรที่วิ่งไล่ตามเมื่อบิดมือหนีง่ายๆ โดยไม่ต่อปากต่อคำแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
นายอ่านแชทแล้วแต่ไม่ตอบ บางทีผมคงใจร้อนเกินไป อดทนได้ตั้งนานจะมาสติแตกอะไร
ตอนนี้วะ
ผมชักปวดหัวหนักทุกที แต่ยังไม่อยากกลับไปนอนคนเดียวที่บ้าน มองไปมองมาก็เจอพัทร นึก
ได้ว่าเขาอยู่หอพักแบบส่วนตัวเหมือนกัน แต่ผมไม่กล้าเท่านาย ยังไม่ถึงขนาดคว้าใครก็ได้มา
นอนด้วย
เฮ้อ…ไปหาเก่งแล้วกัน
ผมตัดสินใจไปเยือนอัศวินอีกคน แม้จะไม่อยากสักเท่าไหร่เพราะห้องของเก่งรกมาก สกปรก
กว่าห้องผมหลายเท่า แถมรายนั้นยังพูดจ้อ ช่างซักช่างถามและปากโป้งสุดๆ
แต่แล้วผมก็ชะงักเมื่อเห็นนาย…
พัทรเองก็เห็นเหมือนกัน จากที่พยายามเกาะแขนผมเลยรีบหดมือกลับ แต่ก็ไม่ทันสายตานายที่
มองมา
เขาคล้ายจะแค่นยิ้มเยาะผมหน่อยๆ ก่อนจะหันหนีไม่สนใจ เดินสวนเข้าไปในบาร์ที่ผมเพิ่งเดิน
ออกมา
ผมคว้าแขนเขาไว้
แต่นายสะบัดออกทันทีแล้วยังตีผมกลับด้วย
บอกเลยไม่เจ็บไม่คัน
“ผมขอโทษ”
ผมพูดแทนคำอธิบายที่เขาคงไม่อยากฟัง
“ผมขอโทษจริงๆ ผมจะไม่ทำอีกแล้ว”
“แกมันสัปลับ”
“ผมแค่อยากเข้าหาคุณ เข้าไปในเขตหวงห้ามของคุณ”
“แกไม่มีสิทธิ์นั้น…แคก!”
“นาย…ไม่สบายเหรอครับ”
พัทรเอ่ยแทรกขึ้นมา
“เธอ?”
“พัทรไงครับ” เด็กนั่นรีบแนะนำตัว ไม่รู้สึกอะไรเมื่อถูกลืม ท่าทางกระตือรืนร้นนั่นทำเอาผมหลุด
หัวเราะแห้งๆ เหมือนว่าที่ตามผมต้อยๆ ก่อนหน้านี้เป็นแค่ภาพลวงตา หรือสุดท้ายแล้วคนส่วน
ใหญ่ก็เห็นแก่เงินมากกว่าความรู้สึกทั้งนั้น
“อ้อ” นายครางในลำคอ พยายามไม่พูดมาก “งั้นคืนนี้ฉันเอาเธอแล้วกัน”
“ครับ!”
จะมีใครสักคนที่เข้าหานายนอกเหนือจากเหตุผลพวกนั้นมั้ย
ผมมองพัทรที่เปลี่ยนไปเกาะแขนนายด้วยสีหน้าเอาอกเอาใจอย่างเสแสร้งแล้วก็จุดบุหรี่ขึ้นสูบ รู้
ดีว่านายแค่จ้างไปนอนเล่น เพราะสภาพแบบนี้เขาคงออกกำลังกายใต้ร่มผ้าไม่ไหว
…แตก็รู้สึกแย่อยู่ดี
ผมจ้องทั้งคู่ตาไม่กะพริบ ยืนมองจากจุดเดิมจนกระทั่งนายพาพัทรขึ้นคอนโด ไม่รู้ว่านานแค่
ไหน แต่ก็นานพอจะทำให้ปลายบุหรี่จี้ใกล้ปากจนถุยทิ้งแทบไม่ทัน
พอคิดว่าได้เวลาแล้วผมก็กดโทรออก
“นายหลับหรือยัง”
(( เอ๊ะ พี่เอก?? อะ…เอ่อ…คือผม… ))
“ออกมา”
ผมสั่ง
“ออกมาเดี๋ยวนี้”
อย่าลืมสิว่าผมมีเบอร์โทรของพัทรจากตอนที่เขาจัดฉากขอความช่วยเหลือโง่ๆ กับผม ไอ้เด็กนี่
เหมือนอยากจะแย้งแต่ก็ไม่กล้าเถียงผมสักเท่าไหร่ สุดท้ายก็ตกปากรับคำและทำตามคำสั่งของ
ผมแต่โดยดี
ผมยืนรออยู่จุดเดิม ไม่ขยับ จนกระทั่งพัทรเดินลงมาโดยสภาพไม่บุบสลายใดๆ แล้วค่อยควัก
เงินแลกกับบัตรที่อีกฝ่ายส่งให้ด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลนอย่างตื่นเต้นเหมือนแอบทำความผิด
ครับ มันคือคีย์การ์ดที่นายโยนทิ้งไปนั่นแหละ
พัทรที่ได้เงินสองต่อในวันเดียวค่อนข้างอารมณ์ดีแกมง้องอนเมื่อเห็นผมไม่สนใจ
“นี่…พี่เอก ไม่สนผมจริงๆ เหรอ ผมไม่คิดเงินพี่หรอกน่า”
“ทำไมต้องหาเงินขนาดนั้น”
“ก็…ชีวิตวัยรุ่นมันมีเรื่องต้องใช้เงินเยอะนี่นา วีธีนี้เองก็ง่ายดีด้วย ยังไงผมเองก็เป็นผู้ชาย ไม่
เสียหายและไม่ต้องกลัวท้องด้วย”
ผมส่ายศีรษะกับความคิดแบบนั้น ผมเคยรู้จักคนที่ใช้วิธีเดียวกันหาเงินมาก่อน แต่เขาคนนั้นมี
เหตุจำเป็นจริงๆ แม้จะดูเหมือนมักง่ายไปบ้าง แต่ก็ดีกว่าเด็กพัทรที่ติดฟุ่มเฟือยรักสบายเป็น
ไหนๆ
เฮอะ ก็เพราะเป็นวัยรุ่นน่ะสิถึงได้คิดน้อยอย่างนี้ ไม่มองอนาคตเอาซะเลยว่าจะเกิดผลกระทบ
อะไรต่อไปบ้าง
ผมถึงได้เกลียดเด็กนัก
พอได้สิ่งที่ต้องการผมก็เดินหนีพัทรขึ้นไปห้องของนาย เข้าไปในห้องของเขา ความรู้สึกผิดที่แอบ
บุกรุกมีอยู่หน่อยๆ แต่ก็นะ…ผมเองก็ไม่ใช่คนดีที่จะมาสำนึกผิดทั้งที่เป็นคนต้นคิดทำคีย์การ์ด
สองใบซะด้วยสิ
ถ้าคิดว่าคนอย่างผมจะถอยไปง่ายๆ ก็รู้จักเอกภพน้อยไปแล้วนะครับนาย
ผมยืนมองนายที่นอนหลับสนิทด้วยพิษไข้พร้อมสายตาวูบไหวยากคาดเดา นิ่งไปได้แค่ครู่หนึ่งก็
ถอนหายใจเฮือกเครื่องปรับอากาศถูกลดอุณหภูมิอีกแล้ว นายเป็นพวกขี้ร้อน แต่ช่วยดูสภาพ
ตัวเองหน่อยได้มั้ยว่ากำลังไม่สบายอยู่น่ะ
แล้วดูสิ รอยชื้นหมาดๆ บนหมอนนั่น…ก่อนเข้านอนคงอาบน ้าสระผมไปแน่ๆ
“คุณใช้ชีวิตมาถึงตอนนี้โดยไม่ป่วยตายไปก่อนได้ยังไงนะ…”
“แคก”
ไม่ทันขาดคำนายก็ไอโขลก พลิกตัวหนีไปอีกทางจนผ้าห่มร่นลงมาถึงช่วงเอว ผมเข้าไปช่วย
คลุมให้เขา พยายามไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัว แล้วลองวัดไข้ตามข้างแก้มและซอกคอ
บอกเลยว่าหนัก
ผมอยากจะจับเขาฉีดยาชะมัด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าห้องน ้ามาช่วยเช็ดตัวไปลดความ
ร้อนพลางๆ
“เอ…”
ผมใจเต้นระรัว หรือว่าจะนายเรียกชื่อผมอยู่
“เอามือออกไป แคก!”
…โธ่เว้ย!
ขนาดนอนหลับยังจะไล่กันอีก ผมมองนายแบบชักฉุนนิดๆ แต่สุดแล้วก็หยิบเจลเย็นที่ซื้อติดมือ
มาตั้งแต่ตอนเย็นพร้อมกับยาแก้ไอของเขามาวางบนหน้าผาก ก่อนจะเกิดเรื่องผมเอามันไปแช่
ไว้ในตู้เย็นแล้วน่ะครับเลยใช้งานได้พอดี
พอสีหน้าเขาเริ่มดีขึ้นผมก็ยืนกอดอก จ้องนายอยู่อย่างนั้น ความรู้สึกหน่วงๆ ตื้อๆ ในใจก็เริ่มจะ
บางลง เลยเตรียมตัวกลับห้องไปพักผ่อนบ้าง
มองไปที่ปลายเตียง ยังเห็นกระเป๋าเสื้อผ้าของผมกองเอาไว้
เผลอหลุดยิ้มไม่ได้จริงๆ
ให้ตาย ผมแม่งต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ
สุดท้ายแล้วผมก็จัดการก็อปปี้คีย์การ์ดเป็นใบที่สาม
แบบนี้เขาเรียกว่ายังไม่เข็ด
ส่วนใบที่สองตัวต้นเหตุ ผมก็ให้พัทรเอาไปทิ้งไว้ในถังขยะเหมือนเดิมในตอนเช้า โดยใช้อันนั้น
เข้าห้องทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอกได้เลยว่าไอ้เด็กนี่คร้านจะจีบผมแล้ว คงเพราะการ
กระทำทุกอย่างชัดซะขนาดนี้ว่าผมกับนายไม่ใช่แค่เพื่อนสนิท แต่เป็นอดีตคู่ขากันต่างหาก
พัทรตัดใจได้เร็ว แม้จะบ่นพึมพำต่อว่าผมทุกครั้งที่โดนใช้ แต่พอเงินเปย์ไปเขาก็ยิ้มกว้างทุกที
และนั่นทำให้การย่องเข้าห้องของนายในทุกค ่าคืนของผมค่อนข้างราบรื่น
แม้นายจะชอบใช้คู่นอนไม่ซ ้าหน้า แต่พอป่วยเลยขี้เกียจไปหาคนอื่น พัทรก็ได้อานิสงค์ รับเงิน
ทบต้นทบดอกอย่างสนุกสนาน
เพราะไม่ต้องเผชิญหน้าต่อปากให้วุ่นวาย เข้าคืนที่สาม ผมก็หายสนิท สติแจ่มชัด พิษไข้ไม่มี
เหลือ จะติดก็แต่แผลที่มือซึ่งยังตัดไหมไม่ได้เพราะยังไม่แห้งดี
ส่วนนายน่ะเหรอ…
หลังถูกผมเข้าไปปรับแอร์ทุกคืน เช็ดตัว เอาเจลโปะ เขาเองก็เริ่มดีขึ้น แต่ยังคงไอเรื้อรังตาม
ประสาคนแก่ที่ร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ
“ถ้าเลิกกินตามใจปากก็คงหายไปแล้ว”
ผมบ่นพึมพำขณะนั่งบนเตียงข้างๆ นาย วางยาพ่นที่เพิ่งซื้อมาใหม่ไว้ตรงหัวเตียงเพราะอันเก่า
เล่นใช้แทบทุกชั่วโมงจนเหลือแค่ก้นขวดเท่านั้น เห็นนายนอนหลับคิ้วขมวดอยู่อย่างนี้ก็อดจะ
ก้มหน้าลงไปไม่ได้ ผมชะงัก ชั่งใจว่าควรจะลักหลับดีรึเปล่า แต่สุดท้ายด้วยมโนสำนึก ผมก็
เปลี่ยนจากริมฝีปากเขาเป็นข้างหน้าผากแทน
อืม…พอใจแล้ว กลับไปนอนดีกว่า
ถ้าควีนรู้ว่าผมทำตัวลับๆ ล่อๆ เป็นโจรย่องเบาแบบนี้คงไม่อยากเชื่อ ไม่รู้ทำไมถ้าไม่ได้เห็นหน้า
นายแล้วจะหลับไม่สนิท มั่นใจว่าต่อให้สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะล่มไม่เป็นท่า ผมก็คงวนเวียนอยู่
รอบตัวนาย ทำตัวลอยไปลอยมาอย่างกับผีเฝ้าทรัพย์แบบนี้ไปอีกหลายๆ ปีจนเลิกไปเองล่ะมั้ง
ถูกคนอย่างผมล็อคเป้าแล้วก็ต้องทำใจ
ผมกระซิบราตรีสวัสดิ์กับนายแล้วปิดประตูห้องนอน เจอกับพัทรที่ทำหน้าบูดนอนตะแคงบน
โซฟา โดนเตะโด่งจากเตียงนุ่มๆ มาอยู่ตรงนี้เป็นใครก็โกรธทั้งนั้น
“ผมล่ะคิดไม่ถึงว่าคนอย่างพี่จะทำเพื่อคนอย่างนายขนาดนี้”
ผมหัวเราะเบาๆ ในลำคอ โยนขนมที่ซื้อติดมือมาฝากพัทรเป็นรางวัลปลอบใจ
“คนอย่างฉันมันทำไมหือ”
“ก็พี่ดู…ไม่น่าจะชอบนายได้เลย”
“แล้วคนอย่างนายล่ะ?”
“ก็เป็นตาแก่บ้ากามไง”
พัทรตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด แถมยังทำปากยื่น เห็นแล้วผมก็ส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ คลี่ยิ้มบาง
ไม่ถือสาหาความ
สิ่งที่พัทรเห็นน่ะคนละเรื่องกับความจริงเลย
ผมโหยหาใครสักคนมาเติมเต็มความว่างเปล่าตลอด ส่วนนายเองก็ใช้เซ็กซ์มาเป็นข้ออ้างเพื่อ
ทดแทนสิ่งที่ต้องการจริงๆ เพราะถ้าเกิดใช้เงินซื้อเด็กสักคนมานอนกอดโดยไม่ทำอะไรเลย มี
หวังเขาโดนหาว่าเป็นตาแก่ไร้น ้ายากันพอดี ตลอดเวลาที่ผมอยู่กับนาย เห็นชัดว่าเขาไม่ใช่พวก
บ้ากาม เขามีความต้องการ แต่ก็ระงับตัวเองได้ เขาแค่ไม่ชอบการโดนดูถูกก็เลยสร้าง
ภาพลักษณ์แบบนั้นให้คนเข้าใจผิดไปทั่ว
ก็ดีแล้ว…ไม่งั้นเขาจะตกถึงท้องผมเหรอ
ควีนบอกว่านายนิสัยแย่ มาถึงตอนนี้…ก็คงไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่าผมนิสัยดี ภายนอกพวก
เราต่างกันมาก แต่ข้างในกลับมีความคล้ายคลึงจนน่าตกใจ
อีกไม่กี่วันนายจะได้เจอกับควีน
ตามแผนเดิมคือผมต้องเป็นคนพาควีนไปตามที่นัดหมาย ฉะนั้นเขาเองก็ทำบ่ายเบี่ยงหลบหน้า
ผมไม่ได้แล้ว
‘นาย’ Part 3
ทุกครั้งที่ผมคิดว่ารู้จักเอก สุดท้ายแล้วกลับกลายเป็นไม่ใช่เลย
ท่าทางของมันตอนที่ขมวดคิ้วขุ่นเคือง ชักสีหน้าใส่ผม มองเหม่อไม่สนใจตอนป่วย ทำให้ผม
ลอบคิดในใจว่านี่คือธาตุแท้ชัดๆ
แต่พอหันมาเห็นผมจ้องเขม็งทีไร มันก็สะดุ้งเฮือก รีบปั้นหน้าเอาอกเอาใจ ดูลื่นไหลเป็น
ธรรมชาติจนอดคิดไม่ได้ว่าสุดท้ายแล้วเอกรู้สึกยังไงกับผมกันแน่ ที่ทำอยู่นั้นเต็มใจหรือโดน
บังคับ แค่อยากตกเหยื่ออย่างผม อยากเอาชนะ หรือทำตามใจโดยไม่มีข้อแม้อื่น
ผมไม่เข้าใจมันจริงๆ
แต่ถึงอย่างนั้น…
“อยู่นิ่งๆ”
ผมไม่ชอบให้ใครออกคำสั่ง โดยเฉพาะกับคนที่เด็กกว่าเป็นสิบปี แต่ไม่รู้ทำไมเวลามันขึ้นเสียง
ไปพลางดูแลผมไปพลาง ผมถึงทำตัวไม่ถูก ไม่ตวาดด่าให้หลาบจำสักที คงเพราะตลอดเวลาที่
ผ่านมานี้…ไม่เคยมีใครเอ็ดผมด้วยความเป็นห่วงอย่างนี้เลยสักครั้ง
มันทำให้ผมรู้ว่าไม่ว่าเอกจะแสดงออกแบบไหน แต่ถ้าเป็นผม สุดท้ายแล้วมันก็หันมาใส่ใจ
เหมือนเดิมอยู่ดี
แล้วผมจะคิดมากทำไม
ก็ดีแล้วไม่ใช่รึไงที่มีคนทุ่มเทให้มากขนาดนี้ ยอมเอาตัวเองมาปกป้อง ทนให้ผมดุด่าเอาแต่ใจ
“ถ้าผมเป็นสายให้บอสเพื่อกันคุณให้ออกห่างจากควีนจริงๆ ผมจะลงไปซื้อยา แกะโจ๊ก นั่งริน
น ้าอยู่ตรงนี้ แล้วรอล้างจานให้คุณทำไม”
“ผมคงไม่ตกใจที่คุณล้มโครมจนรีบเข้ามาเปลี่ยนเสื้อ เช็ดพื้น ลงไปซื้อยาแล้วกลับขึ้นมาให้คุณ
ถามย ้าอย่างนี้หรอก ถ้าผมเป็นสายจริงๆ ผมคงถือโอกาสนั้นหนีกลับคลับไปแล้ว ที่สำคัญ…”
“คุณเป็นคนเริ่มชวนผมก่อน และเป็นคนมาหาผมถึงที่คลับเอง ความจริงแล้วคุณต่างหากที่ใช้
ผมเป็นสะพานไปหาควีน ลืมแล้วเหรอครับนาย…”
ใช่ ผมจะเดือดร้อนทำไมในเมื่อผมต่างหากที่เป็นคนเริ่ม
ผมแค่อยากจะเจอนิลกาฬ
แต่ในช่วงหลังกลับแทบลืมไปแล้วว่าทำไมถึงยอมให้เอกเข้ามาใกล้ขนาดนี้ บุกรุกเข้ามาในพื้นที่
ส่วนตัวของผม และก็ตระหนักได้อีกครั้งว่า ไม่ใช่มันหรอกที่รุกคืบเข้ามา เป็นผมต่างหากที่เป็น
ฝ่ายเปิดประตูต้อนรับ
ผมเป็นคนกระชากเอกออกมาจากห้องพักโทรมๆ นั่นเอง!
คงเพราะคำพูดเหมือนรู้ทันไปหมดของมัน ทำให้ผมนึกฉุนเฉียวจนจ้างนักสืบบ้าง แต่ด้วยความ
ที่วุ่นกับคดีความ ผมเลยยังไม่ได้สนใจ จนกระทั่งกลับมาที่คอนโด ผมถึงค่อยเปิดดูและพบว่า
ความจริงแล้วเอกนั้นเป็นสายตำรวจ เขาเป็นเด็กที่อยู่ใต้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการคน
หนึ่ง
ถึงผมจะเป็นนักธุรกิจที่ทำการค้าแบบสุจริต แต่ก็ไม่ถึงกับกลัวสายสืบตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
เพราะถ้ามันคิดจะจับผมคงไม่ตามไปช่วยถึงต่างจังหวัดหรอก
คำแก้ตัวของเอกทำให้ผมสงบ แต่ที่ยอมไม่ได้ คือการที่เขาเข้าห้องของผมด้วยคีย์การ์ดที่โผล่มา
จากความว่างเปล่า แถมยังทำเหมือนไม่สำนึกผิดอะไรเลย จริงอยู่ว่าผมเป็นฝ่ายเปิดประตู
ต้อนรับให้มันเข้ามา แต่ใช่ว่าคิดจะเข้าก็เข้ามาง่ายๆ เหมือนเป็นบ้านตัวเอง!
เอกมีสิทธิ์อะไรถึงกล้าถือครองคีย์การ์ดห้องของผม
ผมโกรธมาก ใครล่ะที่จะไม่โกรธ แต่ที่โกรธยิ่งกว่า คือมันยังคงวนเวียน แสดงอำนาจบาตรใหญ่
ทำสนิทสนมกับคู่นอนของผมแล้วยังลอบเข้ามาตอนดึกๆ ดื่นๆ!
ไอ้บ้านี่ไม่มีความละอายเลยรึไง!!!
แม้จะมีพัทรอยู่ข้างๆ จนหลับ แต่พอปัดป่ายพบว่าข้างกายไม่มีใคร ผมก็มักนอนกระสับส่าย
หลับไม่สนิททุกครั้ง แล้วกับคนที่อาจหาญขนาดเข้ามาในห้องผม นั่งอยู่ข้างเตียง แล้วยังบ่นใส่
ผมต่อหน้ามีหรือจะไม่รู้ตัว
ในใจเดือดดาลเป็นที่สุด แต่พอมันห่มผ้า วัดอุณหภูมิให้…สัมผัสอุ่นๆ นั้นก็ทำให้ผมผ่อนคลาย
และเคลิ้มหลับ
เมื่อลืมตาตื่นพัทรจะคอยเตรียมโจ๊กให้อย่างดี มันบอกว่าสั่งมาจากร้านอาหารเพราะออกไปเอง
ไม่ได้ แต่ผมรู้ว่าคงเป็นใครบางคนที่รู้จักดีซื้อมาฝากซะมากกว่าในเมื่อมันขี้เหนียวจะตายไป
ส่วนเด็กพัทรเองที่ตื่นก่อนผมเสมอก็เพื่อปกปิดว่ามันนอนบนโซฟาหลังผมหลับในตอนแรก
ทำไมผมจะไม่รู้ในเมื่อเดินออกมาทีไรห้องข้างนอกก็มีไอเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เปิดตลอด
คืน
การกระทำลับๆ ล่อๆ ทำให้ผมทั้งโมโหทั้งเคือง แต่ก็ยังไม่อยากเปิดโปงต่อหน้าเมื่อไร้หลักฐาน
ในคืนต่อมาและต่อๆ มา…ผมจึงเฝ้าคอยเอกเพื่อเตรียมจับผิด ถ้ามันกล้าล่วงเกินหรือคิดทำ
อะไรไม่ดีขึ้นมาจะได้มีข้ออ้างก่นด่า เสือกไสไล่ส่งมันอย่างจริงจังสักที
แต่ก็ไม่มีโอกาสสักครั้ง
จนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกถึงสัมผัสบางเบาบนหน้าผาก…กับน ้าเสียงนุ่มหวานกล่าวราตรีสวัสดิ์
การกระทำที่ไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีอย่างที่สุด เหมือนกับคนบ้าเพ้อพกโดยไม่สนใจว่าคนที่นอนอยู่นั้น
จะรู้สึกตัวหรือไม่
ผมไม่รู้จะทำยังไงกับมันจริงๆ
เอกภพ…แกฟั่นเฟือนไปแล้วใช่มั้ย
หลายครั้งที่อยากจะถาม แต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกไปเพราะอยากรู้ว่ามันจะบ้าได้นานแค่ไหน
หรือนี่อาจจะเป็นวันสุดท้าย
ผมนั่งรอนิลกาฬทที่ร้านขนมปังซึ่งเคยมาดูลาดเลา ทั้งตื่นเต้นระคนตื่นกลัว ลุ้นระทึกที่จะได้พบ
หน้าคนที่เฝ้าคอย และหวาดหวั่นกับปฏิริยารังเกียจจากคนคนนั้น แต่ภายใต้ความรู้สึกทั้งสอง
อย่างนั้นแอบแฝงซึ่งความในใจลึกๆ ที่อยากรู้ว่าเอกภพจะทำหน้าแบบไหนเมื่อเจอกับผมโดยไม่
ต้องแอบย่องเข้ามาตอนดึกๆ ดื่นๆ
ตอนนี้เป็นเวลาตีสามครึ่ง คนในคลับน่าจะมาถึงร้านข้าวต้มเป็ดกันแล้ว แน่นอนว่าผมยังไม่ได้
นอน แถมยังมารอตั้งแต่ตีสอง สั่งกาแฟมากินเป็นถ้วยที่สามเข้าไปแล้ว
คนอย่างเจ้านายนั่งดื่มกาแฟที่ร้านขนมปังข้างทาง…หันหน้าเข้าหาพัดลมพร้อมกับเหงื่อที่ซึม
จนต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าซับบ่อยๆ
ตีสามสี่สิบห้า ผมเริ่มอยู่ไม่สุก จ้องโทรศัพท์ตลอดเวลา ก่อนจะตัวเกร็งเมื่อเห็นร่างคุ้นตาเดิน
เข้ามาแบบไม่ค่อยมั่นใจนัก
นิลกาฬ
เขายังเหมือนเดิม ออกจะระรื่นกว่าเก่าซะด้วยซ ้า เพราะพอเห็นผมนั่งอยู่มุมร้านด้านในสุดก็ยิ้ม
กว้าง ยกมือทักทายเหมือนไม่มีความหมางใจกันซะอย่างนั้น แล้วผมจะทักตอบยังไงล่ะ ให้ยก
มือก็ไม่ใช่ ผมได้แต่ตีหน้านิ่ง บอกอย่างใจกว้างว่าจะเลี้ยงเครื่องดื่ม…
คนอย่างเจ้านายเลี้ยงเครื่องดื่มแก้วละยี่สิบห้าบาท
ยังไงก็ตาม ผมค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นเขามาคนเดียว
“พี่เอกติดธุระ ก็เลยให้ผมล่วงหน้ามาก่อนเพราะกลัวนายจะรอนาน”
ท่าทางของเขาไม่เหมือนคนที่อิดออดไม่อยากเจอผมเลยสักนิด
ความรู้สึกตงิดใจเริ่มปรากฎอย่างเชื่องช้าเหมือนตะกอนที่เริ่มก่อตัว แต่ผมยังคงทำหน้าเคร่ง
ขรึม เอ่ยกับนิลกาฬอย่างที่ซักซ้อมอยู่หน้ากระจกเป็นเวลานาน
“เธอสบายดีมั้ย”
ผมยังจำได้ว่าครั้งล่าสุดที่เห็นเขาล้มลงยังไง เลือดสีแดงสดไหลออกมายังไงตอนที่โดนแทง
เพราะอย่างนั้นถึงได้ห่วงแสนห่วงเหลือเกิน
“สบายมากครับนาย ไอ้คิงดูแลผมดีก็เลยหายไว ถึงจะลำบากที่เสียเลือดเยอะไปหน่อย แต่นอน
โรงพยาบาลไม่กี่วันก็ออกมาอยู่คอนโดแล้ว ไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงชีวิตหรอก แผลเล็กเท่า
นิ้วก้อยเอง”
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็โดนแทงเพราะผม
เพราะความดื้อดึงของผม
“ฉันขอโทษ”
เอกเคยถามว่าว่าหากเจอนิลกาฬแล้ว…ผมจะขอความเห็นใจหรือขอคืนดี
ผมตอบไม่ได้
แต่เมื่อได้เจอนิลกาฬ กลับมีเพียงคำเดียวที่ผมพูดออกมา
คำขอโทษ
“ฉันขอโทษจริงๆ ทั้งเรื่องที่คลับ…รวมถึงเรื่องในอดีตทั้งหมด เธอจะยกโทษให้ฉันได้มั้ย”
นิลกาฬเงียบ นานจนผมใจเสีย
รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหาย เหลือเพียงสายตาที่จ้องผมอย่างเกลียดชังเมื่อถูกขุดคุ้ยถึงสิ่งที่ไม่
อยากนึกถึง
เห็นแบบนั้นผมก็เจ็บปวดทั้งใจ
ผมรักเขาจริงๆ
ถ้าไม่รักก็คงไม่เห็นแก่ตัวขนาดนั้น ถ้าไม่รักคงไม่กักขัง ดึงดันให้เป็นของตัวเอง
แต่มันคือความรักที่นิลกาฬไม่ต้องการ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความต้องการของผม
เพียงฝ่ายเดียว
“เมื่อไม่กี่เดือนก่อนผมได้เจอกับแม่ เธอเองก็พูดแบบนี้ แต่รู้มั้ยผมตอบว่าอะไร” นิลกาฬเอ่ย
ขณะหลุบตาต ่า มือจับกำไลข้อมือที่เป็นหนังถักไล่ตามความยาวเหมือนไม่สนใจกับหัวข้อที่
เกริ่นขึ้นมานัก “ผมบอกว่าผมรักแม่ แต่ก็ไม่ยกโทษให้เธอ”
ผมใจหายวาบ
“สำหรับนาย” นิลกาฬเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สายตาจ้องตรงแน่วแน่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน ้าเสียงช้า
ชัด “ผมยกโทษให้ แต่ไม่มีวันรักคุณ”
คำตอบสมเป็นเขา
คนสองคนที่ทำให้ชีวิตของนิลกาฬตกต ่าอย่างที่สุด คนหนึ่งไม่ได้รับการยกโทษ แต่ได้ความรัก
ขณะที่อีกคนไม่ได้รับความรัก แต่ก็ยอมถือโทษให้
ผมควรจะพอใจแล้วใช่มั้ย
แต่ทำไมถึงได้เจ็บขนาดนี้ล่ะ…ผมรู้อยู่แล้วว่าไม่มีหวัง รู้ว่านิลกาฬกำลังคบกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ที่มอบความรักอย่างที่เขาใฝ่หามาตลอดอย่างที่ผมไม่มีวันให้ได้ แล้วทำไมผมถึงยังเสียใจกันนะ
พวกเราต่างหลบตาไปคนละทาง ความเงียบครอบคลุมชั่วอึดใจ ผมเริ่มไม่รู้จะเอ่ยอะไรต่อ
จนกระทั่งเจ้าของร้านนำนมปั่นมาเสิร์ฟให้นิลกาฬ รอยยิ้มจึงหวนคืนมาบนใบหน้านั้นอีกครั้ง
“กลับมาเรื่องของนายดีกว่า”
ผมเปลี่ยนอารมณ์แทบไม่ทัน
“นายชอบพี่เอกมั้ย”
ผมมองรอยยิ้มซุกซนของนิลกาฬแล้วยิ่งเจ็บปลาบ สรุปแล้วที่เขามาในวันนี้ก็เพื่อคำถามนี้สินะ
“ฉันกลับล่ะ”
“เดี๋ยวสินาย!” นิลกาฬผุดลุกอย่างตกใจ รีบยกมือขวางดักผมไว้ ถ้าเป็นคนอื่นผมคงผลักไปแล้ว
แต่เพราะเป็นเขา…คนที่ผมเคยทำผิดมาก่อน แถมยังทำให้เจ็บตัวจนต้องนอนโรงพยาบาล ผม
เลยไม่กล้าที่จะแตะต้องด้วยกลัวว่าทำให้เขาเจ็บอีกครั้ง
“นาย…ในเมื่อคุณอยู่คนเดียวไม่ได้ ทำไมไม่ลองพิจารณาพี่เอกดูล่ะ”
“มันเล่าอะไรให้ฟัง”
ผมชักเสียงดุ เริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่เมื่อคิดว่าเอกขายอะไรผมบ้าง
“ก็…ไม่มีอะไรมากหรอก” นิลกาฬจ้องตอบอย่างบริสุทธิ์ใจ “แต่ในเมื่อนายตัดใจจากผมแล้วก็
ควรเปิดใจมองคนใหม่บ้างนะ”
ถ้าตัดใจได้ภายในสิบนาที ผมคงไม่ลงทุนมานั่งตบยุงในร้านขนมปังตั้งแต่ตีสองหรอก!
“มันบอกให้เธอมากล่อมฉันรึไง”
“ไม่ๆๆ” นิลกาฬโบกมือปัด “ผมบอกแล้วไงว่ายกโทษให้นาย ก็เลยอยากเห็นนายมีคนที่รักจริงๆ
สักคน และคนที่เข้าตาที่สุดก็คือพี่เอก ผมเลยอยากสนับสนุนต่างหาก”
“พูดแบบนี้ฉันยิ่งเกลียดมัน”
“ผมรู้” นิลกาฬหัวเราะ “ผมอยู่กับนายตั้งนาน คุณเป็นคนหัวดื้อ ถ้ามีคนพูดอย่างก็จะทำอีก
อย่างเพราะไม่อยากคล้อยตามใครง่ายๆ พี่เอกเองก็รู้ ถ้าเขาอยู่ด้วย คงไม่กล้าให้ผมพูดออกมา
ด้วยซ ้าเพราะกลัวโดนเหม็นขี้หน้า”
ผมมองหน้านิลกาฬ อยากถามว่าทั้งที่รู้อยู่แล้วยังจะเอ่ยออกมาอีกทำไม
“ตอนนี้พี่เอกอยู่โรงพยาบาล”
“…”
“วันนี้มีคนท้าชิงตำแหน่งอัศวิน เป็นเด็กวัยรุ่นใจร้อนที่เก่งไม่หยอก ถ้าเป็นปกติพี่เอกคงชนะ
ง่ายๆ แต่เขาบาดเจ็บที่มือ เลยเปิดช่องว่างให้โดนเล่นงาน” นิลกาฬยังคงเอ่ยต่อไป “พี่เอกหลบ
ทัน แต่ก็พลาดท่าบาดเจ็บหนัก ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาล xxx ห้อง 204”
นิลกาฬพูดพลางเก็บเก้าอี้ที่เกะกะให้เรียบร้อย ทั้งที่จะเดินหลบฉากไปตอนนี้ก็ยังได้ แต่ผม
ยังคงรอฟัง
“ก่อนจะถูกหามขึ้นรถพี่เอกสารภาพว่านายรออยู่ ขอให้ผมรับปากว่าจะมาไม่งั้นไม่ยอมไป ผม
เลยต้องมาหานายโดยเฉพาะ วันนี้ไม่ได้มีการเลี้ยงข้าวต้มเป็ดอะไรทั้งนั้น ความจริงไอ้คิงจอด
รถรออยู่ที่ปั๊มใกล้ๆ นี่เอง มันก็อยู่ในเหตุการณ์ ถึงไม่พอใจแต่เถียงผมไม่ได้”
“…”
“ขอบคุณสำหรับเครื่องดื่มนะครับ ผมขอตัว”
ผมยืนมองนิลกาฬที่เดินจากไปนิ่งๆ น่าเหลือเชื่อที่แทบไม่อาวรณ์อะไรเขาเลยทั้งที่เมื่อไม่กี่นาที
ก่อนซึมเศร้าแทบเป็นแทบตาย
โรงพยาบาล xxx ห้อง 204
นิลกาฬจงใจบอกชัดขนาดนี้ แสดงว่าเอกอยากเจอผมรึเปล่านะ