Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 18 : รับผิดชอบร่วมกัน
ผมเดินสะพายเป้ออกจากคอนโดของนาย มองเหม่อรอบข้างด้วยสายตาว่างเปล่า
สัมภาระข้างหลังหนักอึ้งกว่าทุกทีทั้งที่มีเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ชุด ส่วนมอเตอร์ไซค์ของผม…ยังอยู่ที่คลับ
ตอนนี้เลยมีสภาพเหมือนคนหนีออกจากบ้าน แม้ความจริงแล้ว…ผมจะถูกไล่ออกมาต่างหาก
แต่ละย่างก้าวเดินไปโดยไม่ทันคิด ผมไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และจะไปที่ไหน เอาตาม
ตรงคือผมยังไม่อยากเชื่อด้วยซ ้าว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้
ไม่สิ ผมรู้ดีอยู่แล้วว่าสักวันเรื่องต้องแดงขึ้นมา
ความลับไม่มีในโลก แม้ผมจะพยายามปกปิดแค่ไหนก็ตาม
แต่ที่คาดไม่ถึง คือการถูกเปิดโปงในจังหวะที่กำลังเป็นไปด้วยดี นายกำลังโน้มเอียงเขาหาผม
แล้ว อีกเพียงนิดเดียว…เพียงนิดเดียวเท่านั้นเราก็จะ…
ก็จะอะไรล่ะเอกภพ ผมคาดหวังอะไรกับความสัมพันธ์ที่มีแต่การระแวดระวังด้วยรึไง
นายคลางแคลงในตัวผมตลอด
ส่วนผมเองก็พยายามซุกความผิดนี้ไว้ใต้พรมโดยการปิดหูปิดตานาย
ผมเคยสงสัย ทำไมนายถึงไม่เปิดใจให้ผมสักที เมื่อไหร่กันที่เขาจะเชื่อมั่นในตัวผม
คำตอบนั้นง่ายมาก
เพราะขนาดผมเองยังไม่กล้าแม้แต่จะสารภาพความจริง
แล้วผมจะคาดหวังอะไรจากนาย
“หึ…” ผมแค่นยิ้มเย้ยหยันตัวเอง ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนอีกครั้งเมื่อนึกถึงคำพูดเสียดแทงใจ
‘เพื่อฉัน?’
เสียงหัวเราะของนายยังตอกย ้ามาถึงตอนนี้
‘หรือเพื่อตัวแกเองกันแน่ เอกภพ’
ผมเคยคิดว่าผมรู้จักนายดียิ่งกว่าตัวเขาเอง
แต่สุดท้ายแล้ว…กลับเป็นนายต่างหากที่เห็นธาตุแท้ในตัวผมมาตลอด!
ต่อให้ตะเกียกตะกายพยายามยื้อแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ มันไร้ค่า ไร้ความหมายตั้งแต่แรก
ผิดตั้งแต่ใช้ความรักของเขามาหลอกลวงแล้ว!
ผมเดินทีละก้าวอย่างเชื่องช้า คล้ายยังไม่อยากไปจากนาย พยายามถ่วงเวลาในการยอมรับ
ความจริงที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะรู้แก่ใจว่าผมไม่มีสิทธิ์แม้จะหันหลังกลับ ไม่มีแม้แต่โอกาสจะยืน
ต่อหน้านายอีกครั้ง
เหมือนฝันสลายชั่วพริบตา
โดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันเตรียมใจ
ผมกลายเป็นคนโง่งมที่ทำอะไรไม่ถูก ในหัวว่างเปล่าราวกับมีใครเอาสีขาวมาเทใส่ ไม่รู้กระทั่ง
จุดหมายปลายทางว่าจะไปไหนกันแน่
“พี่เอก…”
เสียงหนึ่งเอ่ยเรียกและขวางหน้าไม่ให้ผมเดินต่อ ทำเอาหยุดชะงักกะทันหัน ผมเงยมองอีกฝ่าย
พยายามคิดว่าเขาคือใคร ก่อนจะหาคำตอบได้ว่าหมอนี่คือกร…เป็นบิชอปคนหนึ่งของคลับ
แล้วเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
ผมไม่ได้ถามออกไป เพราะเหนื่อยเกินกว่าจะเปิดปากสนทนากับใครทั้งนั้น
“ทำไมพี่เอกเป็นแบบนี้ครับ มา มากับผมก่อน” กรพยายามจูงผมให้ออกห่างจากริมถนน สีหน้า
เขาคล้ายกลัวว่าผมจะกระโดดตัดหน้ารถฆ่าตัวตายอย่างไรอย่างนั้น แต่ผมไม่คิดสั้นขนาดนั้น
หรอก แม้จะยังไม่เข้าใจตัวเองมายืนในจุดที่สุ่มเสี่ยงขนาดนี้เอาตอนไหนก็ตาม
“ควีน ผมเจอพี่เอกแล้ว”
พอลากผมออกมาสำเร็จกรก็รีบโทรหาใครคนหนึ่ง ควีน? อ้อ…นิลกาฬ แม้จะโดนบอสห้ามแต่ดู
เหมือนควีนคนเก่งของคลับจะยังพยายามสืบเรื่องผม แล้วคนซวยที่ต้องทำตามคำสั่งก็คือบิช
อปมือขวาอย่างกรนี่เอง
“กระดี๊กระด๊า? ควีนครับ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ตอนนี้เขาเหมือนคนอกหักชัดๆ!”
แม้กรจะป้องปากกระซิบขนาดไหน แต่ผมก็ได้ยินอยู่ดี
อกหัก?
ในที่สุดผมก็หาคำจำกัดความสภาพตัวเองในตอนนี้จนได้
ใช่ ผมกำลังอกหัก
ผมก็แค่…
“เฮ้ย! พี่เอก!” กรสะดุ้งโหยงเมื่อหันมาเห็นมาหน้าผม “ควีน เดี๋ยวผมโทรกลับ เรื่องด่วนมาก แค่
นี้นะครับ”
พูดจบกรก็รีบหันมาเผชิญหน้ากับผม เขาทำหน้าเหมือนไปไม่เป็น ถึงขนาดยกมือเกาศีรษะ
อย่างไม่รู้จะจัดการยังไง เป็นภาพที่หาได้ยากจากบิชอปจอมเจ้าเล่ห์ สุดท้ายกรก็หันมาบอกให้
ผมยืนรอ ห้ามไปไหน ก่อนจะรีบเดินไปซื้อของบางอย่างในเซเว่น
เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหนได้ผมก็เลยยอมทำตามคำนั้นอย่างว่าง่าย ไม่นานกรก็เดิน
ออกมาพร้อมกับถุงพลาสติก เขายัดใส่มือผม ท่าทางเก้ๆ กังๆ จนน่าขำ
“เอ่อ…ก่อนอื่น…พี่เอกเช็ดหน้าก่อนเถอะ”
ผมในตอนนี้ย่อมตลกไม่ออกอยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อเปิดปากถุงแล้วเห็นห่อกระดาษทิชชูอยู่ข้าง
ใน ผมขมวดคิ้ว ก่อนจะลองแตะหน้าตัวเอง…น ้าตาที่คิดว่าหลั่งรินออกมาเพียงหยดหนึ่งที่ห้อง
ของนาย แท้จริงแล้วมากกว่านั้น มันเอ่อคลอ และกำลังทิ้งตัวเป็นหยาดหยดลงมาโดยที่ผมไม่
รู้ตัวสักนิด
ผมนิ่งงัน คาดไม่ถึงว่าจะคนอย่างเอกภพจะร้องไห้ง่ายดายขนาดนี้
“โอ๊ย เอาไงดีวะ” กรสบถโดยไม่คิดรักษาภาพพจน์ ก่อนจะกดต่อสายอีกครั้ง โดยที่ผมเองก็ไม่
ใคร่สนใจจะฟัง “จัดห้องที เดี๋ยวกูจะพาคนไปพักด้วย หืม? ใคร? พี่เอกน่ะพี่เอก อย่าเพิ่งโวยวาย
เพราะมึงต้องย้ายไปนอนที่อื่นด้วย เออน่า นี่เป็นเรื่องของผู้ชาย สัตว์กินพืชหลบไปก่อน”
ผมยังคงถือถุงพลาสติกอย่างไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับตัวเองดี
“เอาล่ะพี่เอก ใจเย็นๆ นะ…รถผมจอดอยู่ตรงนู้น ซ้อนหลังผมไหวมั้ยพี่” ความจริงควรเป็นกร
มากกว่าที่ต้องใจเย็นๆ เพราะท่าทางของเขาลุกลี้ลุกลนจนผมได้แต่มองตอบด้วยสายตาว่าง
เปล่า ท่ามกลางความเงียบ กรก็ถอนหายใจเฮือก แล้วหันไปเรียกแท็กซี่แทนโดยลากผมไปด้วย
รู้ตัวอีกครั้งก็นั่งอยู่บนรถแล้ว
ผมยังคงทำอะไรไม่ถูก แต่พอเห็นคอนโดนายที่ห่างไกลออกไป ในอกคล้ายถูกบีบอย่างรุนแรง
จนอยากร้องออกมาดังๆ
ไม่! ผมไม่ยอมรับบทสรุปแบบนี้เด็ดขาด!
ในใจตะโกนร ่าร้องคัดค้านในความสัมพันธ์ที่จบลง แต่ในความเป็นจริง ผมทำได้เพียงมองเหม่อ
ราวคนไร้วิญญาณ
ถึงไม่อยากเชื่อแค่ไหน สุดท้ายก็มีแต่ต้องยอมรับ
มันสายไปแล้ว
สาย…เกินไป
กรพาผมมาที่ห้องพักของเขา มาถึงก็หยิบกระเป๋าเป้ของผมวางไว้ข้างเตียง ก่อนจะอธิบายว่า
ผมสามารถใช้ห้องน ้า ห้องครัว หรือกระทั่งห้องนอนได้ตามสบายเหมือนอยู่บ้านตัวเอง
ผมได้แต่มองด้วยสายตาสงสัย
“ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ แฟนผมมันไปนอนกับเพื่อนแล้ว ผมเองก็จะไปขอนอนกับคนอื่นเหมือนกัน
พี่เอกอยู่คนเดียวให้เต็มที่เลย จะไม่มีใครมารบกวนแน่นอน”
กรว่าก่อนจะเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหยิบชุดนอนกับแปรงสีฟันติดมือไปด้วย
“ผมอยู่ห้องข้างๆ ถ้ามีอะไรก็มาหาได้เลยนะพี่ แล้วก็…ถ้ายังทำอะไรไม่ถูก ผมแนะนำว่าพี่ควร
จะนอนหลับสักตื่น เอาให้ตั้งสติได้ดีกว่านี้แล้วเรามาคุยกัน ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร แต่พี่ต้อง
พักผ่อนจริงๆ” กรพูดรัวเร็วจนผมแทบจับใจความไม่ทัน “ผมไม่กวนล่ะ โชคดีนะพี่”
เสียงประตูปิดลง ทิ้งให้ผมจมอยู่ในความเงียบงัน
ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าผมจะพามานั่งบนเตียงเหมือนทำตามคำพูดนั้นโดยไม่ผ่านกระบวนการ
ความคิดใดๆ ไม่แม้แต่จะสำรวจห้อง หรืออาบน ้าชำระร่างกาย
เพราะผมเหนื่อยเหลือเกิน
เหมือนกับว่าได้ใช้พลังงานสุดท้ายไปกับการเดินออกจากห้องของนาย ขยับตัวแต่ละครั้งก็
ทรมานเป็นบ้า ผมทิ้งตัวลงบนเตียง แต่ไม่ว่าจะข่มตานอนแค่ไหน ผมกลับหลับไม่ลง
ให้ตายสิ…
ผมหัวเราะฝืน ยกมือขึ้นปิดตาเมื่อคิดถึงความจริงข้อหนึ่ง
ขนาดตัวผมเองยังนอนไม่ได้
แล้วนายล่ะ
ค ่าคืนที่ไม่มีคนอยู่เคียงข้าง…คุณจะนอนได้มั้ย
ผมมองเพดานทั้งคืนจนเผลอหลับ ตื่นมาอีกครั้งก็เจอแขกมาเยือนเต็มห้อง
ไม่สิ นี่ไม่ใช่ห้องของผม
ต้องบอกว่าเจ้าของมาทวงห้องถึงจะถูก
เสียแต่กรไม่ได้มาคนเดียว
เขามาพร้อมกับควีน หมอบ แว่น แล้วก็เก่ง!
…ขนอะไรมาทั้งคลับเนี่ย!?
ผมรีบลุกนั่งด้วยความตกใจสุดขีด มองซ้ายมองขวาค่อยโล่งอกที่บอสไม่ได้มาด้วย แต่ก็ยังไม่
เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมจู่ๆ ถึงมีการรวมตัวประชุมกะทันหัน แถมดูตัวการก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่มี
อำนาจรองจากบอสก็มีแต่ควีนเท่านั้น!
ไล่จากข้างตัวทางขวาผมก่อนเลย…นิลกาฬกำลังยิ้มด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ต่อมาคือกรที่กำลังนั่งริน
น ้าส่งให้แต่ละคน ส่วนทางฝั่งซ้ายของผมคือหมอบ เรือหรือหุ้นส่วนอีกคนของคลับซึ่งมี
เอกลักษณ์คือความจืดจาง ข้างๆ กันคือแว่นที่กำลังจิ้มไอแพดเหมือนไม่สนใจใครทั้งสิ้น โดยมี
เก่งยืนปิดท้ายอยู่ปลายเตียงเหมือนถูกสั่งให้จับตัวผมไว้หากคิดหนี…
อะไรวะเนี่ย!
บอกตามตรง ผมโคตรไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้
ความรู้สึกมันมึนๆ อึนๆ อย่างบอกไม่ถูก เอาจริงๆ แล้วผมว่าเผลอหลับไปไม่กี่ชั่วโมงด้วยซ ้า
“ทำไมทุกคนถึง…”
“ไม่เอาน่าพี่เอก อย่าอายเลย พวกเราต้องช่วยกันนะ!”
ช่วย? ช่วยอะไรวะครับ!?
ผมมองควีนด้วยสายตาไม่ไว้ใจ อาการสติหลุดคลับคล้ายจะหวนคืนสู่ความจริงที่ว่า…แม้ผมจะ
อกหัก แต่ก็ใช่ว่าจะให้คนทั้งคลับมาปลอบถึงที่!
อีแบบนี้มีแต่จะเศร้าไม่ลงน่ะสิ!
“น้องนิล น้องทำความผิดอะไรก็สารภาพไปตรงๆ เถอะ” หมอบซึ่งนั่งอยู่อีกฝั่งเอ่ยด้วยน ้าเสียง
อ่อนอกอ่อนใจที่ไม่ยักจะกระตุ้นต่อผู้ฟังซะเท่าไร่ ทำเอาผมยิ่งสงสัย แต่พอมองควีนกับกร ทั้ง
สองก็เสตามองไปคนละทาง ชวนให้คิ้วกระตุกยิกๆ จนกระทั่งไอแพดถูกยื่นมาข้างหน้า
ผมมองแว่นที่แทบไม่เปลี่ยนสีหน้าอย่างสับสน
ก่อนจะอ่านข้อความที่ถูกพิมพ์เป็นระเบียบอย่างว่าง่าย
– ดูเหมือนว่าควีนจะเป็นคนอัดเสียงล่ะ –
…หืม!?
ผมคิดว่าตาลายจนอ่านผิดแน่ๆ
“คือแบบนี้พี่…” ควีนพูดพร้อมส่งสัญญาณให้เก่งเข้ามากดตัวผมไว้กับเตียงเพื่อไม่กระทำการ
อุกอาจถึงชีวิตกับคนรักของบอส โดยมีหมอบคอยพูดปลอบอยู่ข้างๆ และมีกรคอยกันท่าอีกคน
หนึ่ง “มันเป็นความผิดร่วมกันน่ะ”
อะไรร่วมกันนะ!?
“ผมเล่าแต่แรกเลยแล้วกัน” ควีนเกาแก้ม คล้ายจะเขินเพราะโดนผมจ้องตาไม่กะพริบ “พี่เอก
ผมจับพิรุธพี่ได้ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว พี่คิดว่าผมจะอยู่เฉยๆ ทำตัวดีให้ไอ้คิงมันดูแล
เหรอ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องเคลียร์กับนายดีๆ ไม่ได้แน่ เลยให้เบอร์หนึ่งไปหาพี่ตั้งแต่วันนั้น เพราะรู้
ว่าพี่ไปส่งนาย แต่…คืนนั้นพี่ไม่กลับห้อง”
คราวนี้กลายเป็นผมเองที่โดนทุกสายตาจ้องเหมือนตัดสินความผิด
“ผมพยายามไม่คิดหรอกนะ พี่กับนาย…มันออกจะเหลือเชื่อเกินไป พอออกจากโรงพยาบาลผม
เลยจงใจลงไปคุยกับพี่เอกเพื่อดูว่าจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมารึเปล่า แต่พี่เลี่ยงตลอด แถมยังขอผม
ถ่ายรูปทั้งที่ปกติมักจะหัวเราะกับความคิดประหลาดๆ ของพวกเบี้ย ไม่ใช่สนับสนุน คำพูดของ
พี่เอกขัดกับการกระทำไปหมด ทุกอย่างไม่ใช่ความจริงเลย ผมก็เลยอัดเสียงจากเครื่องเล่น
ขนาดกะทัดรัดที่ได้จากเบอร์หนึ่งตั้งแต่ตอนนั้น ผมแค่ต้องการหลักฐาน…เผื่อว่าพี่เอกจะ…ถูก
นายหลอก”
ควีนพูดไปก็กลืนน ้าลายตัวเอง
“พี่ต้องเข้าใจผมนะ คนหนึ่งก็คนรู้จัก อีกคนก็ดันเป็นคนรู้จักอีก แถมผมยังคิดว่าพี่เอกไม่น่า
จริงจัง ส่วนนายน่ะ…น่าจะอยากติดต่อผมโดยผ่านใครสักคนในคลับอยู่แล้ว พี่เอกเสนอตัวไปก็
เหมือนอ้อยเข้าปากนาย ถึงตอนนั้นถ้าเกิดนายคิดจะทำอะไรขึ้นมาก็อาจใช้ไอ้เครื่องอัดเสียงนี้
ได้ ให้รู้ว่าพี่เอกเองก็ไม่ได้คล้อยตามง่ายๆ เขาไม่ชอบคนทำอะไรลับหลัง สู้ตัดขาดกันไปยัง
ดีกว่าวางแผนชักนำคนอื่นมาทำร้ายคลับอีก”
ผมได้แต่ส่ายหน้าฝืนๆ ควีนคาดการณ์สลับกันซะนี่ ผมเป็นคนแบบไหนในสายตาเขากัน แล้ว
นายล่ะ…นายเป็นคนที่เลวร้ายขนาดไหนในสายตาของควีน
“นายไม่คิดสร้างความเดือดร้อนให้คุณแล้ว…” ผมอดที่จะแก้ตัวให้เขาไม่ได้ “ต่อให้มีเรื่องผม แต่
เขาก็ไม่คิดจะทำให้เรื่องบานปลายมาถึงคุณ ควีน…คุณคือสิ่งต้องห้ามสำหรับนายที่เขา
ตระหนักแล้วว่าไม่มีวันได้มา แต่ก็ไม่มีทางทำอันตรายใดๆ เด็ดขาด”
“ผมเองก็เพิ่งรู้ตอนที่ได้เจอกับนายอีกครั้ง ดูเหมือนว่าที่ผมโดนแทงจะทำให้ทิฐิทุกอย่างของเขา
หายไปหมดเลย”
“หึ ลองเป็นสาเหตุให้คนรักเกือบตาย ไม่ว่าใครก็ตกใจทั้งนั้น ต่อให้เป็นนายที่ดื้อแสนดื้อ…เขาก็
ยอมปล่อยวางดีกว่าต้องเสียคุณไป ได้เจอดีกว่าไม่มีวันได้พบ ได้คุยดีกว่าไม่มีวันได้ฟังเสียง…”
พูดไปพูดมาผมก็ชักเจ็บขึ้นมาดื้อๆ ทำไมถึงกลายเป็นการถกกันระหว่างผมกับควีนได้ล่ะนี่ “เล่า
ต่อเถอะครับ”
“เอาเป็นว่าผมเก็บเครื่องอัดเสียงไว้ จนกระทั่งเก่งปากโป้งว่าพี่เอกกับนายคบกัน”
“ผมไม่ได้ปากโป้งนะ ควีนเล่นให้พี่แว่นมาถาม แล้วผมจะไม่ตอบได้ยังไงล่ะ!” เก่งที่โดนโบ้ย
ความผิดรีบแก้ตัว แต่เหมือนจะไม่มีใครสนใจฟัง
“ตอนแรกผมคิดว่าพวกพี่ไม่น่าเป็นไปได้ พอรู้เข้าเลยเริ่มจะลุ้นๆ เหมือนกัน พี่เอกก็รู้ว่าผมน่ะ
แม้จะไม่ชอบนายแต่ก็หวังให้นายเจอคนดีๆ ยิ่งพอมีข่าวเรื่องนายโดนลักพาตัว แล้วพี่เอกตาม
ไปช่วยอย่างกับพระเอกหนัง ผมก็เลยลากพี่หมอบมาระดมสมองวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เพราะ
พี่เอกที่คิดว่าไม่น่าจะเอาจริงดันเกิดจริงจังขึ้นมาแทน”
“พี่ห้ามแล้วนะ” หมอบรีบยกมือแสดงตัวว่าได้พยายามห้ามปรามควีนสุดความสามารถ แต่ไม่
เป็นผล
“พี่หมอบเองก็คล้อยตามกับผมเหมือนกันล่ะน่า ทีนี้…พอพี่เอกกลับมาเล่าให้ฟัง ผมเลยคิดว่า
เรื่องคงไม่เลวร้ายขนาดที่คิดไว้ตอนแรกหรอก แหม…ตอนนั้นผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล ไอ้คิง
ก็พ้นจากการโดนจับเข้าคุกสดๆ ร้อนๆ เลยอดระแวงนายไม่ได้นี่นา แต่ในเมื่อคิดมากเกินไปเอง
เครื่องอัดเสียงก็คงไม่ได้ใช้ ผมเลยให้พี่หมอบเป็นคนเก็บ”
“แล้วพี่ก็ทำหาย” หมอบยกมืออีกข้างขึ้นด้วยสีหน้าเหมือนสารภาพบาป “จู่ๆ น้องนิลยัดเหยียด
ให้แล้วทำเหมือนตัวเองบริสุทธิ์ พี่ก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา แต่ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันหายไปจาก
กระเป๋าทั้งที่เก็บติดตัวตลอดเพราะคิดว่าสักวันน้องนิลอาจจะทวงคืน เอ่อ…ขอโทษนะเอก ขอ
โทษจริงๆ”
…ชัดเลย
ชัดเลยว่าทำไมพวกเขาถึงรวมตัวกันขนาดนี้!
ไล่มาตั้งแต่อัศวิน บิชอป เรือ และควีน ครบทุกตำแหน่งไม่มีขาดไม่มีเกิน!
วูบหนึ่งผมโกรธจัด ใครบ้างจะไม่โมโหเมื่อรู้ว่าเรื่องส่วนตัวถูกสอดแนมและเปิดเผยกับคนหลาย
คนขนาดนี้ แถมยังเป็นเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจซะด้วย แม้ควีนจะมีข้ออ้างที่พอรับฟังได้อย่างการ
ปกป้องคลับ ด้วยวิธีการเดียวกับบอสนั่นคือการตัดความเป็นไปได้ทุกอย่างทุกทางก่อนที่มันจะ
เริ่มต้น ผมเข้าใจควีน ตอนนั้นเขาเพิ่งผ่านเหตุการณ์ตึงเครียดที่สุดในชีวิต เพราะคนที่ต้องลงทุน
ลงแรงแถมยังเจ็บตัวจากผลครั้งนั้นมากที่สุดก็คือนิลกาฬ
แถมตัวการยังมาจากคนที่ติดพันในอดีตโดยไม่เกี่ยวกับคลับแม้แต่น้อย เขาย่อมรู้สึกว่าต้อง
รับผิดชอบจนไม่อาจเสี่ยงให้เกิดเรื่องซ ้าๆ
แต่ในฐานะคนธรรมดาหนึ่ง โดยไม่ต้องหยิบยกตำแหน่งอัศวิน ผมก็แทบจะควบคุมตัวเองไม่ให้
ต่อยเขาสักหมัดไม่ได้จริงๆ
“พี่เอก โว้วๆ ดึงสติไว้พี่” กรรีบเอาตัวขวางควีนพร้อมส่งสัญญาณให้เก่งขึ้นมานั่งทับผมทั้งตัว
ส่วนหมอบกับแว่นซึ่งเป็นสายบุ๋นอย่างเดียวก็ถอยฉากจากรัศมีอันตรายเรียบร้อย
“พี่เอก ผมขอโทษ!” ควีนร้องลั่นเมื่อเห็นผมตั้งหมัด ชะโงกหน้ามาจากหลังกรพร้อมยกมือไหว้
อย่างขอโทษขอโพย ไม่จบเพียงแค่นั้น ควีนยังหันไปพยักหน้ากับคนที่เหลือ ปรบมือทำ
สัญญาณ…
“เอ้าพวกเรา ตามที่ซ้อมไว้เลยนะ หนึ่ง สอง สาม!”
“ผมขอโทษ!”
“อีกรอบ หนึ่ง สอง สาม!”
“ผมขอโทษ!”
“อีกครั้งนะ หนึ่ง สอง สาม!”
“ผมขอโทษ!”
“อีกสักรอบ หนึ่ง สอง สาม!”
“ผมขอ…”
“พอ!!!” ผมรู้สึกถึงขมับที่ปวดตุบๆ เส้นสมองแทบจะแตกตายซะให้ได้ ไอ้โกรธก็ยังโกรธอยู่ แต่
เล่นเจอเสียงประสานจากรอบสารทิศ ขนาดแว่นยังถือไอแพดชูขึ้นเพื่อไม่ให้แตกแยกทั้งที่แทบ
ไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย ผมก็หมดแรงจะต่อว่าพวกเขา
ความจริงผมไม่มีสิทธิ์จะทำแบบนั้นแต่แรกด้วยซ ้า
ควีนพูดถูก ผมหลอกนาย
เทียบกับนายที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แสดงจุดยืนหลังจากคุยกับควีนโดยแยกแยะเรื่อง
ระหว่างคลับกับเรื่องของผมอย่างชัดเจน ผมที่โกหกหลอกลวงตั้งแต่ต้นก็เหมือนคนน่ารังเกียจ
คนหนึ่ง
ผลที่ออกมานับว่าสาสมแล้ว
“พี่เอก…พี่ไม่โกรธพวกเราใช่มั้ย” ควีนยังหลบหลังกรอย่างกล้าๆ กลัวๆ เขาไม่ได้ห่วงเรื่องจะโดน
ผมทำร้ายหรอก คนเต็มห้องขนาดนี้ถ้าผมลงมือขึ้นมาคงได้ฉะกับเก่งก่อนแน่ๆ แต่เขาเกรงว่า
ผมจะไม่ยกโทษให้มากกว่า
เห็นควีนทำหน้าจ๋อยแบบสุดๆ ก็ถือว่าเป็นบุญตาอยู่เหมือนกัน
ผมถ่วงเวลาให้พวกเขาลุ้นระทึกจนพอใจจึงค่อยพยักหน้าช้าๆ
“โอ๊ย ค่อยยังชั่ว” วินาทีนั้นเหมือนได้ยินเสียงถอนหายใจจากคนทั้งห้อง เก่งยอมลุกจากตัวผม
ไปยืนคุมตรงปลายเตียงเหมือนเดิม หมอบกับแว่นกระเถิบเข้ามาใกล้ กรรีบรินน ้าส่งให้ผมพร้อม
ยิ้มประจบ ส่วนควีนก็เขยิบมานั่งข้างๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แล้ว…พี่กับนายทะเลาะกับเพราะเครื่องอัดเสียงอันนั้นอย่างที่ผมคิดไว้มั้ยอ่ะ”
ผมพยักหน้าอีกครั้ง ต้องใช้ความพยายามอย่างมากไม่ให้เผยความฉุนเฉียวออกมา
“ผมว่าแล้ว พี่หมอบ พี่นั่นแหละผิด!”
“น้องนิลมาว่าอย่างนี้ได้ไง คนที่ยัดใส่มือพี่ก็น้องนิลเองนะ” หมอบร้อนตัวทันควัน แต่คนที่สู้คน
อื่นไม่ได้แถมยังเถียงไม่รอดอย่างหมอบพูดจบก็หันมาหาทำหน้าเสียอกเสียใจใส่ผม เห็นแบบนี้
ใครกล้าเอาผิดก็ไม่ต่างกับการรังแกคนอ่อนแอยิ่งกว่าผักเหี่ยวๆ แล้ว
“หมอบทำหายไปตอนไหน” ผมถามพลางนวดต้นขาที่โดนเก่งนั่งทับโดยพยายามทำเหมือนไม่
ใส่ใจมากที่สุด เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานร้องไห้ต่อหน้ากรเลยไม่อยากจะหันไปทางขวาสักเท่าไหร่
เริ่มเข้าใจว่าทำไมควีนถึงให้คนตามดูความคืบหน้าของคู่ผมโดยตลอดจนผิดปกติ ที่แท้ก็มีลับ
ลมคมนัยกันตั้งแต่แรกนี่เอง
“น่าจะราวๆ…สามวันก่อน”
ช่วงที่คุณนิดเข้าคลับพอดี
และเป็นช่วงที่สมรเริ่มเล่นงานผมหนักถึงชีวิต
พอตัดเรื่องความหึงหวงออก ผมก็ลองคิดถึงข้อความที่สมรเขียนอีกครั้ง…มันกับคุณนิดอดทน
รอนายได้ตั้งหลายปี เพื่อที่จะเข้าหาได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นศัตรู คุณนิดหวังแค่เงินช่วยเหลือ
เล็กๆ น้อยๆ ส่วนสมรหวังแค่จะได้ปกป้องและอยู่เคียงข้างนาย
มันหวังแค่นี้จริงๆ
ถ้าอย่างนั้น…มันจะทำร้ายผมถึงตายทำไมล่ะ มันต้องรู้สิว่าผมคบกับนาย และถ้าผมเป็นอะไร
ขึ้นมา มีหรือนายจะทำดีกับมันและคุณนิดลง เว้นแต่ว่า…จะมีเหตุผลอื่นที่ทำให้มันควบคุม
ตัวเองไม่อยู่ และคุณนิดเองก็เห็นด้วยที่จะให้มันลงมือเพราะเชื่อว่าจะเอื้อประโยชน์ให้นาย
เข้าข้าง
“ว่าไงพี่เอก พอนึกออกมั้ยว่าใครเป็นคนได้เครื่องนั่นไป”
“หมอบ ก่อนทำหายเห็นคุณนิดหรือสมรบ้างมั้ย” ผมเมินควีนแล้วหันไปถามกับเรือของคลับ
แทน คนที่ถูกเล่นโดยไม่รู้ตัวและไม่แม้แต่จะสู้ใครได้ที่สุดในคลับก็คือเขานั่นแหละ
หมอบย่นคิ้วนิดหน่อย แม้จะอยู่คุมทางผับไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวผิดกฎหมาย แต่ก็พอรู้จัก
ลูกค้าวีไอพีคนนี้อยู่บ้าง
“เห็นสิ ปกติถ้าไม่ไปกู้เงินทางคลับก็มักหาวันว่างๆ มานั่งดื่มในผับอยู่แล้ว เขาคุยเก่งนะ พี่เลย
เลี้ยงเหล้าไปตั้งเยอะ”
…คนที่ติดกับดักคุณนิดมากที่สุดคือหมอบเองเหรอเนี่ย
“โอ๊ย พี่หมอบ พี่ไปเลี้ยงทำไม เปลืองชะมัดเลย!” ควีนลุกขึ้นโวยวายอย่างอารมณ์เสีย
“คุณนิดเขาไม่ได้ขอให้พี่เลี้ยงนะ พี่เต็มใจเองเพราะเขาคุยสนุกต่างหาก อีกอย่างพี่ไม่ทำก็มีคน
อื่นจ่ายให้อยู่ดี คุณนิดเขาน่ารักออก” หมอบพยายามหาข้ออ้าง ก่อนจะทำหน้าเหมือนนึกอะไร
ได้ “จริงสิ วันนั้นพี่กำลังคุยกับชายเรื่องเอก เพราะมีแต่คนลือว่าเอกมีแฟนแล้ว ก็เลยลามมาที่
เครื่องอัดเสียงว่าจะทำยังไงดี…”
ผมควรจะดีใจมั้ยนะที่เรื่องผมมีแฟนเป็นที่พูดถึงไปทั่วทั้งคลับทั้งผับ
“แล้ว…?” ควีนช่วยต้อนให้หมอบนึกเร็วๆ ส่วนผมเองก็ชักเห็นเค้าลางความน่าจะเป็น
“คุณนิดเข้ามาแทรกพอดีแล้วชวนพี่ไปนั่งตรงบาร์ข้างล่าง ตอนนั้นคนเยอะชุลมุนไปหมด แต่ดู
เหมือนจะหายในวันนั้นนั่นแหละ”
“พี่หมอบ” ควีนตบหน้าผากตัวเอง “พี่คิดไงพูดเรื่องเครื่องอัดเสียงต่อหน้าคนนอกเนี่ย อย่าว่าแต่
คุณนิดเลย ถ้ามีเบี้ยคนไหนได้ยินว่าผมทำเรื่องอุกอาจขนาดนี้กับอัศวินมีหวังมองหน้าไม่ติด พี่
เอกยิ่งมีประวัติโดนผมอัดเสียงอยู่ด้วย”
นั่นสินะ ผมนี่มีแววซวยกับการโดนควีนอัดเสียงตลอดจริงๆ ผมว่าผมไม่ต้องทำบุญไถ่โคกระบือ
ถึงวัดแล้วล่ะ ผมควรจะขออโหสิกรรมให้ชาตินี้อย่าจองเวรกันอีกเลยกับควีนมากกว่า!
“พี่ไม่ได้บอกว่าเป็นเสียงของน้องนิลกับเอก แต่พูดว่านี่เป็นหลักฐานให้คุณนราธิปต่างหาก”
“ไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้นเลย” ควีนทำหน้าเซ็ง “ว่าแต่…คุณนิดมาหูผึ่งอะไรกับชื่อของนายถึงขนาด
ลงทุนขโมยเครื่องอัดเสียงด้วยล่ะ”
“คือว่า…” ผมคิดว่าเปล่าประโยชน์ที่จะเก็บงำความลับ เพราะต่อให้ไม่พูด ควีนผู้มีไหวพริบเป็น
เลิศก็สามารถจับโยงเรื่องนั้นมาผูกกับเรื่องนี้ได้เอง คนขี้สงสัยอย่างเขาถ้าไม่ได้คำตอบที่
ต้องการก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรแผลงๆ ขึ้นมาอีก “คุณนิดกับนายเป็นพี่น้องต่างแม่กันน่ะครับ”
“ชัดแล้ว! งั้นคุณนิดเป็นคนทำแน่ๆ!”
ใช่ ยิ่งได้ฟังก็ยิ่งมั่นใจ ผมเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวช้าๆ…
คุณนิดพยายามเข้าทางผับทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมา เป็นไปได้ว่าตั้งใจดักรอนายแล้วแสร้งทำ
เป็นเหตุบังเอิญ ตอนนั้นผมกับนายคบกันแล้ว ปัญหาที่นายเคยมีกับคลับจึงถือว่าเลิกราไม่ต้อง
กลัวว่าจะติดร่างแหไปด้วย แต่ปรากฏว่าไปเจอหลักฐานชิ้นนี้เข้า จึงลองขโมยและเปิดฟัง…
เขาอาจไม่เข้าใจ แต่ไม่ใช่กับสมร
มันที่ตามติดนาย รู้ทั้งเรื่องอดีตว่านายเคยรักกับควีนย่อมเข้าใจทันทีว่าผมหลอกเขา
หลอกลวงอย่างไม่น่าให้อภัย
คืนนั้นที่คุณนิดกับมันมาคลับ สมรถึงได้จ้องผมเขม็ง ส่วนคุณนิดไม่รู้จักหน้าผมเป็นพิเศษ
เพราะไม่สนใจเรื่องรักใคร่ของนาย ก็มองแต่ควีนที่เป็นคนอัดหลักฐาน
พอเจอกันต่อหน้าสมรก็ระงับความโกรธไม่ไหว แอบเจาะถังน ้ามันผม ไม่ใช่เพราะหึง แต่เพราะ
โกรธแทนนาย
มันโดนคุณนิดต่อว่า แต่พอคุณนิดรู้ว่าผมคือเจ้าของเสียงก็ยอมยกยอด ไม่วายกำชับให้หาเวลา
ดีๆ ลงมือ เพราะเขาเองก็คงคิดใช้ของชิ้นนี้ไปต่อรองกับนาย แต่ถ้าไปถึงแล้วยื่นให้ดื้อๆ คงโดน
มองว่าสมรู้ร่วมคิด
สมรไม่ฟัง
มันดักทำร้ายและโดนผมสวนกลับ คุณนิดไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาของมัน ต่อรองกับบอสก็ไม่
ได้ผล ระหว่างรอหาเหยื่ออยู่แถวคลับก็เจอรถเฟอรารี่ของนาย
คุณนิดเข้าตาจน เลือกเดิมพันกับหมากตานี้
ส่วนผมก็โดนเขี่ยทิ้งออกนอกกระดานทันที
“งั้นลุยเลยมั้ยพี่เอก!” เก่งต่อยหมัดเข้าหากันอย่างฮึกเหิม พร้อมจะร่วมบุกตะลุยไปทันที เก่งไม่
ชอบขี้หน้าสมรมาตั้งนานแล้ว หรือให้ถูกคือ…ใครทำอะไรขวางหูขวางตาเก่งก็พร้อมจะหาเรื่อง
ตลอดนั่นแหละ
“ถ้าพี่เอกอยากได้ผู้ช่วยผมก็พร้อมสนับสนุนนะครับ” กรหันมาทำตาใสซื่อ
“งั้นผมก็…” ควีนรีบเสนอตัวทันที แต่โดนผมหันไปยกมือห้ามดักไว้ก่อน
“ถ้าควีนสำนึกผิดจริงๆ ผมขอแค่อย่างเดียวได้มั้ยครับ”
ในที่สุดผมก็ได้พูดในสิ่งที่คิดมานานสักที
“อะ…อะไรเหรอพี่เอก”
“นับจากนี้ เรื่องของผมกับนาย…” ผมไล่สบตาคนทั้งห้องอย่างเชื่องช้า ก่อนจะมาหยุดที่ควีน
เป็นคนสุดท้ายพร้อมเอ่ยน ้าเสียงหนักแน่น “ผมขอจัดการเอง…คนเดียว!”
ผมตื่นเต็มตา ไม่ต่างกับการถูกตบหน้าเรียกสติ
จนตอนนี้ก็ยังไม่อยากเชื่อ ทั้งเรื่องของคุณนิดและสมรที่ประจวบเหมาะเหลือเกิน จะว่าไป สมร
ก็เหมือนกับด้านตรงข้ามของผม มันซื่อตรง พูดติดอ่าง พอใจกับการเฝ้ามองห่างๆ และปกป้อง
ลับๆ แต่ตัวผมนั้น…มีแต่ความกลับกลอก พูดจากไหลลื่นดิ้นไปเรื่อยๆ พยายามใกล้ชิด เบียด
ตัวเองเข้าไปในอาณาเขตของนายโดยไม่เลือกวิธี
เหมือนฟ้าส่งมันมาฆ่าผมเลย
กลิ่นควันบุหรี่ลอยตลบ จังหวะการก้าวเดินมั่นคง ผมเพิ่งกลับไปเก็บของและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่
ไม่เหมือนคนที่เดินสะโหลสะเหลจะเป็นจะตายทั้งที่ผ่านไปแค่หนึ่งวันเท่านั้น อันที่จริงผมควรจะ
ขอบคุณพลพรรคคิงส์คลับ เพราะการโดนล้อมกรอบจนแทบกระดิกตัวไม่ได้ ฟังเรื่องเล่าน่า
อัศจรรย์ใจ ทำให้ผมตั้งหลักได้โดยไม่ต้องใช้การปลอบโยนหรือกำลังใจใดๆ ทั้งสิ้น
ยังไงก็ตาม การเต้นอยู่ในฝ่ามือและสายตาของควีนก็ไม่ใช่เรื่องดี ก่อนกลับไปที่ห้องตัวเอง ผม
ขอให้ควีนยกมือสาบานว่าจะไม่เข้ามาสอดแทรกเรื่องของผมกับนายอีก คนอื่นๆ ก็ยอมรับปาก
พวกเขายังตกใจไม่หายที่เห็นผมในสภาพเซื่องซึมเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างขนาดนั้น
และเพื่อประกอบการเล่าว่ากรเจอผมยังไง กรเลยเปิดวีดีโอตอนผมนั่งเหม่อในรถแท็กซี่ให้ทุกคน
ดู…
เอาล่ะ ผมจะไม่นึกโมโหกับเรื่องที่ผ่านมา เพราะจะห้ามก็ไม่ทันแล้ว อีกอย่าง พอเห็นภาพ
ตัวเองผมยังไม่อยากจะเชื่อสายตาด้วยซ ้า บอกได้สามคำ ผีตายซากชัดๆ! …แต่ถ้าไม่ได้กรที่ค
วีนสั่งให้จับตาดูผมเพราะสังหรณ์ใจแปลกๆ ผมก็คงทำตัวเป็นพระเอกเอ็มวี ปล่อยเวลาผ่านไป
เฉยๆ ทิ้งให้ความน้อยอกน้อยใจและความสำนึกผิดโทษตัวเองซึมซาบกัดกินวนไปเวียนมา ซึ่ง
พอมาคิดอีกครั้งแล้ว…
ไร้สาระสุดๆ
ผมทิ้งบุหรี่ในถังขยะ ก่อนจะเดินข้ามถนนตรงไปยังคอนโดแห่งหนึ่งที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ครับ ผมมาหานาย
เมื่อวานมันกะทันหันไปนิด กระชั้นชิดไปหน่อย จิตใจบอบช ้าร้าวรานแทบเป็นแทบตาย โต้ตอบ
อะไรไม่ได้สักคำ
แต่ตอนนี้น่ะเหรอ…
ผมรักนาย ให้พูดอีกสักกี่ครั้งก็ได้ ผมรักนาย ผมรักนาย
แล้วเรื่องอะไรจะยอมให้จบแค่นี้ละ!
“มาลองวัดความอดทนกันดีกว่า…เจ้านาย”
นาย Part ‘4’
ถ้าถามว่าตอนนี้ผมรู้สึกยังไง
ผมคงตอบอะไรไม่ได้นอกจากโกรธจนแทบกระอักเลือด เหมือนโดนหักหลังซึ่งหน้า ซ ้ารอยกับที่
นิลกาฬเคยทำ คนสองคนเข้ามาทำให้ชีวิตผมปั่นป่วน คนแรกยิ้มแย้มบอกรัก ก่อนจะตีจากและ
แทนที่ด้วยความชิงชัง คนที่สองทำดีทุกอย่าง เอาใจไม่บกพร่อง แต่ทุกคำพูดไม่มีอะไรเป็น
ความจริงสักอย่างเดียว!
เหมือนโดนทำร้ายซ ้าๆ จนแทบทนไม่ไหว
แต่คนอย่างเจ้านาย มีแต่ต้องปั้นหน้าว่าเป็นไร ต่อให้เจ็บช ้าแค่ไหนก็ไม่มีทางให้ใครมาดูถูกว่า
อ่อนแอ!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น วูบหนึ่งผมนึกระแวง แต่พอเห็นว่าเป็นเบอร์โทรจากเลขาจึงกดรับ เพิ่งรู้ตัว
ว่าผมนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมข้ามคืน แทบไม่ขยับเลยสักก้าวเดียว
เครื่องอัดเสียงยังอยู่ตรงหน้าประตู เช่นเดียวกับเศษกระเบื้องของแจกัน และคีย์การ์ดที่เอกวาง
หลบมุมอยู่ข้างๆ
ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเมื่อเอกหันหลังจากไป
ผมรู้สึกจุกตื้ออย่างบอกไม่ถูก จนต้องนวดหน้าอกตัวเองพลางกดรับโทรศัพท์ ได้ยินเสียงเลขา
ถามเรื่องการประชุมตอนสิบโมง เลยตอบกลับไปว่าให้ยกเลิกตารางและหยุดงานหนึ่งวัน เพราะ
ประมวลจากสภาพตอนนี้แล้วคงให้ใครเห็นไม่ได้
ก็ยังดี เพราะครานี้ยังเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่ถลำลึกไปในกับดักอีกฝ่ายมากนัก ไม่งั้นคงอาการ
หนักกว่านี้
ผมยังคงนั่งนิ่ง นึกทบทวนว่าเอกเริ่มโกหกตั้งแต่ตอนไหน
คงจะตั้งแต่วันนั้น…วันที่มันหลอกให้ผมบันทึกเบอร์เพื่อจะได้ติดต่อเรื่องนิลกาฬ
จากนั้นก็พาเดินตระเวนจนเจอกับร้านขนมปัง
แล้วยัง…
‘ควีนบอกว่า…เขายังไม่อยากเจอคุณ’
คำโกหกที่ไม่น่าอภัยที่สุด!
‘ถึงจะไม่เกี่ยว แต่การที่ควีนถูกแทงคุณก็มีส่วน แถมยังทำให้คลับเกือบถูกปิดบริการ จู่ๆ คุณ
บอกอยากพบ ควีนก็ต้องคิดระแวงอยู่แล้วสิครับ’
ไม่อยากเจออะไรล่ะ นิลกาฬยื่นเบอร์ให้มัน แต่มันไม่แม้แต่จะบอกผมสักคำ!
ทุกคำพูดที่เคยหลอกผมจนเชื่อสนิทใจ แท้จริงแล้วตรงกันข้ามทุกอย่าง!
‘ผมว่าควรจะเว้นช่วงสักระยะ อย่างน้อยก็จนกว่าแผลของควีนจะหายสนิทดี จนกว่าบอสวางใจ
และคนในคลับเริ่มลืมเรื่องที่เกิด อืม…คุณคงไม่รู้ว่าคนที่คุณขอซื้อยาเสพติดต่อนั้นโดนบอสลง
โทษหนัก และทำให้ทางคลับของเราเข้มงวดมากขึ้น’
แล้วยังทำเป็นหวังดี ให้คำแนะนำเหมือนตั้งใจช่วยผมจริงๆ!
‘สรุปแล้ว…เพราะการกระทำของคุณให้สถานการณ์ยังตึงเครียด ถ้าคุณไปเจอควีนตอนนี้ มีแต่
จะทำให้ทุกคนมองไปในทางเลวร้ายมากกว่าการแสดงความจริงใจ’
ตอกย ้าซ ้าเติม กุมจุดอ่อนมาทำร้ายซึ่งหน้า ทำให้ผมหมดแรง ยอมจำนนทุกอย่างให้มันทำ
ตามใจชอบ!
ใครเลยจะรู้ว่าตอนที่ผมร้องไห้เพราะคำพูดพวกนั้น มันคงนึกกระหยิ่มยินดี
‘แม้ควีนบอกว่าไม่ แต่ผมจะทำให้คุณสมหวังเอง’
ทำไมถึงโง่ขนาดนี้นะ
‘เพราะคุณเป็นเจ้านาย’
ทำไม…ถึงเชื่อคำนั้น
ช่างตลกร้ายเหลือเกิน เจ้านาย…ความหมายของคำนั้นคืออะไรกันแน่
คือคนที่คิดจะปั่นหูยังไงก็ได้ ขุดคุ้ยประวัติตามต้องการ เอาอดีตมาตีแผ่ บดขยี้แผลเก่าที่ยังไม่
ตกสะเก็ดจนเลือดอาบ แล้วทำทีเป็นช่วยรักษางั้นเหรอ
ตอนของนิลกาฬ ผมยังเต็มใจ เพราะผมรักเขา รักจนยอมทำเป็นหูหนวกตาบอด เพื่อดึงให้อยู่
ด้วยกันนานที่สุด แต่กับคราของเอก…มันคือการเหยียดหยาม! มันรู้…รู้ว่าคนที่ไม่เชื่อใจใคร
ง่ายๆ อย่างผมพร้อมเสี่ยงหากเป็นเรื่องของนิลกาฬ มันกุมความลับนี้ตลอดเวลา หลอกตลบ
พลิกคำหลายต่อหลายชั้นเพื่อให้ได้บทสรุปที่ต้องการ
สำหรับเอก เจ้านายก็คือไอ้โง่คนหนึ่งสินะ
มันหัวเราะเยาะลับหลังผมมานานแค่ไหนแล้ว มีสักครั้งไหมที่จะเห็นใจ ไม่คิดฉวยโอกาสทำดี
กลบเกลื่อนทั้งที่ประสงค์ร้าย
…มีสักครั้งไหม
ผมพยายามปรับลมหายใจที่เริ่มกระชั้นถี่เพราะแรงอารมณ์ให้เป็นปกติ แม้ว่าจะทำได้ยากซะ
เหลือเกิน ผมต้องลืม ลืมไปให้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ต้องทำเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร คน
อย่างเจ้านาย จะไม่ยอมถูกหลอก แม้จะเป็นความจริง ก็ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาดว่าเผลอใจไป
มากแค่ไหน
ผมไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น!
ในหัวปวดตุบ ลำคอแห้งผาก อาจเพราะผมนั่งไม่ขยับแทบไม่กินน ้ากินข้าวมาหลายชั่วโมง
ร่างกายอ่อนล้าอย่างประหลาด เหมือนมีส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายมีรูรั่ว ปล่อยให้พลังงาน
เหือดหายอย่างช้าๆ
เสียงโทรศัพท์ดังอีกครั้ง โชว์หมายเลขที่ผมพอจะคุ้นเคย
ถึงไม่อยากรับก็ต้องรับ ผมไม่อยากให้ปลายสายมองว่าผมถูกกระทบแค่ไหนกับการเปิดเผย
ความจริงครั้งนี้
“มีอะไร”
(( พี่ชาย อย่าพูดเย็นชาอย่างนั้นสิครับ ผมเป็นคนช่วยพี่นะ ))
“ฉันเป็นลูกคนเดียว” ผมกระแทกเสียงอย่างหงุดหงิด เมื่อวานตอนที่จอดรถรอเอก นิด…
น้องชายต่างแม่เข้ามาเคาะกระจกรถผม ถ้าไม่เพราะได้เห็นรูปจากเอกสารที่เอกวางกระจัด
กระจายบนเตียงตอนสืบเรื่องครอบครัว ผมก็คงจำมันไม่ได้
(( แล้วเป็นไงบ้างครับ เคลียร์หรือยัง ให้ผมช่วยอะไรมั้ย ))
“ไม่ต้อง” ผมเอ่ยเสียงเฉียบขาด “และอย่ายุ่งเรื่องของฉันอีก”
(( ก็ได้ครับ )) ปลายสายอิดออดนิดหน่อย (( แต่พี่ไม่คิดจะตอบแทนผมหน่อยเหรอ ))
“อยากได้เท่าไหร่ล่ะ” ผมแค่นเสียงดูแคลน ใครเลยจะเชื่อว่าทายาทตระกูลอัครมหาเลิศสกุล
ตกต ่าขนาดนี้ ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณ แม้ไม่รู้ว่าเครื่องอัดเสียงนั้นเป็นของใคร แต่ก็นับว่า
ช่วยให้ผมตาสว่าง
(( อย่าพูดแบบนั้นสิพี่ ผมไม่ได้ทำเพื่อเงินสักหน่อย ผมแค่อยากให้พี่มาที่บ้านบ้าง อย่างน้อยเรา
ก็เป็นครอบครัวเดีย… ))
“ตอนนี้ฉันไม่ยอมให้ใครมาหลอกอีกหรอกนะ จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา ก่อนที่จะไม่ได้สักบาท
เดียว”
(( ห้าล้าน ))
ในที่สุดมันก็ยอมลอกคราบน้องชายแสนดีออกสักที คนรอบตัวผมเป็นแบบนี้ตลอด…ไม่มีใคร
เข้าหาอย่างจริงใจสักครั้ง
“มากไป”
(( แต่ผมทำให้พี่ไม่ต้องถูกคนรั… ))
“เอกเป็นแค่คู่นอน ไม่ใช่คนรัก กับคนแบบนั้น ฉันให้แสนเดียวยังเยอะด้วยซ ้า”
(( แค่แสนเดียวเนี่ยนะ พี่จะบ้าเหรอ! ))
“ไม่เอาก็ไม่ต้องโทรมาอีก”
(( ดะ…เดี๋ยว พี่นาย ผมว่าเราตกลงกันได้น่า อย่างน้อยหนึ่งล้านก็ยังดี ))
“หนึ่งหมื่น”
(( ผมจะส่งเลขบัญชีไป ยังไงก็รบกวนโอนเงินมาหนึ่งแสนด้วยนะครับ ))
ผมกดตัดสาย ไม่อยากสานต่อบทสนทนาไร้สาระ แต่ไม่ทันวางโทรศัพท์ก็มีเสียงข้อความแจ้ง
เข้า เป็นหมายเลขบัญชีของนิด
กระหายเงินจนน่าสมเพช
ผมโยนโทรศัพท์ไปอีกฝั่งของโซฟา ไม่คิดจัดการเรื่องนี้เพราะยังไม่มีอารมณ์ ปล่อยให้มันกระวน
กระวายนั่นแหละดี ยังไงซะเราก็ไม่ได้ตกลงว่าจะโอนตอนไหน ถือว่าผมไม่ผิดคำพูด
“พอกันที”
ผมยกมือปิดตา นอนเอนพิงให้ใบหน้าหงายขึ้น ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับคิงส์คลับ
อีกแล้ว
เรื่องของนิลกาฬเองก็เหมือนกัน พอกันที
ผมจะไม่ยอมมีจุดอ่อนให้ใครเข้ามาใช้ประโยชน์อีก!
เป็นเจ้านายที่เย่อหยิ่ง ไม่ผูกพัน ไม่สนใคร ใช้เงินแลกสัมพันธ์ทางกาย ปล่อยให้ใจเป็นอิสระ
แบบนั้นคงปลอดภัยที่สุดแล้ว
วูบหนึ่ง…สติของผมเริ่มเคลิ้มคล้ายจะหลับใหล น่าแปลกที่ครั้งนี้ไม่กระสับกระส่ายหรือตื่นกลัว
โหยหาอยากได้ใครสักคนอยู่เคียงข้างแม้แต่น้อย
ไม่สิ ผมเองก็ใช่ว่าจะนอนอย่างสบายใจ เพียงแต่ตอนนี้…รู้สึกว่าการอยู่คนเดียวนั้นดีที่สุด
ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ หากการหักหลังของนิลกาฬทำให้ผมกลายเป็นคนขี้เหงาจนไม่กล้านอน
อย่างเดี่ยวดาย
การทรยศครั้งนี้ของเอก กลับส่งผลให้ผมหวาดกลัวไออุ่นยามถูกกอดจนหลับใหลไปด้วยกัน
เพราะแค่นึก…ผมก็ขยะแขยง
อ้อมกอดที่ควรทำให้ผ่อนคลาย ตอนนี้มีแต่ทำให้หวาดระแวงและกลัวว่าจะถูกเอาเปรียบหรือ
โดนล่อลวง ไม่อยากถูกสัมผัสหรือแตะต้อง
หึ…งั้นผมต้องขอบคุณมันสินะที่อย่างน้อยก็ทำให้ผมไม่ต้องคว้าใครหน้าไหนมานอนด้วย
ในที่สุดคนอย่างเจ้านายก็อยู่ด้วยตัวเองได้ ปิดกั้นจากทุกสิ่งรอบกายอย่างสมบูรณ์
กำแพงของผมถูกก่อหนาขึ้นอีกเท่าตัว
ภายใต้สติที่เริ่มจมดิ่งในห้วงนิทรา ประตูห้องพลันถูกเคาะเสียงดังจนสะดุ้งตื่น คิ้วขมวดมุ่น
เพราะถูกขัดจังหวะการนอน แต่พอกระชากประตูออก ผมก็ยืนแข็งทื่ออยู่อย่างนั้น
เอกภพ
มีอย่างที่ไหนเพิ่งไล่เมื่อวานก็กลับมาเสนอหน้าอีก!
ผมปิดประตู แต่โดนมันจับขอบประตูแล้วดันออก ผมน่ะหรือจะสู้แรงอัศวินแห่งคิงส์คลับได้ ที่
ทำได้ก็มีแต่ถลึงตาใส่อย่างโมโหเท่านั้น
“มาทำไม!”
“มาหาคุณ”
ผมมองเอกอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันพูดเสียงเรียบ ไม่แม้แต่จะสำนึกผิด ดวงตาแฝงความมั่นใจ
แตกต่างกับคนเมื่อวานที่ยืนทำอะไรไม่ถูก อ้าปากพะงาบพยายามหาข้อแก้ตัว และใบหน้าอับ
จนหนทางจนต้องหลั่งน ้าตาออกมาราวคนละคน
มันคงไม่ได้หัวฟาดพื้นความจำเสื่อมหรอกนะ!
“ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก” ผมพยายามพูดภาษาคน “อย่าโผล่หัวมาที่นี่อีก”
“ทำไมล่ะครับ” เอกยังคงดึงดัน ฉุดกระชากประตูกับผมที่หน้าห้อง “คุณไม่รู้สึกอะไรกับผมเลยรึ
ไง”
ผมกัดฟันกรอด ก็เพราะรู้สึกไม่ใช่รึไงถึงได้โกรธจนแทบคลุ้มคลั่งอยู่อย่างนี้
แต่เรื่องอะไรจะสารภาพออกมา
“ออกไป!”
“อย่าตะโกนสิครับนาย เดี๋ยวคนอื่นได้ยินก็ตกใจหรอก”
ผมเกลียดท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของมันจริงๆ
“แกจะมาอีกทำไม ยังไม่เข้าใจอีกเหรอว่าเราจบกันแล้ว”
“เข้าใจ แต่ผมรักคุณ”
ความเกรี้ยวกราดแล่นริ้วมาจากปลายเท้าขึ้นมาถึงหัว ผมตวาดออกมาเสียงดังจนตัวเองยัง
ตกใจ
“คิดว่าฉันจะเชื่อคำของแกอีกรึไง!!!”
พูดจบ ผมก็แทบหน้ามืด เหมือนใช้พลังงานเฮือกสุดท้ายจนโลกโคลง
เอกทำหน้าคาดไม่ถึง ไม่ใช่ว่าเพราะโดนตะคอกใส่ แต่มันตะลึงที่โดนผมล้มทับ
“นาย…”
“อย่ามาจับ!” ผมรีบขืนตัวหนี หลบอยู่หลังประตูอีกครั้ง พยายามบอกตัวเองว่าอย่าอารมณ์เสีย
เกินไป ผมอายุมากแล้วมันไม่ดีต่อสุขภาพ
“ไม่เอาน่าคุณ เรามาคุยกันอีกครั้งเถอะ”
“นี่แกไม่ได้ยินที่ฉันพูดเลยรึไง” แต่ช่างยากเหลือเกินเมื่อต้องต่อปากกับคนที่ชื่อเอกภพซึ่ง
เหมือนจะไม่ฟังอะไรเลย “ฉัน-ไม่-เชื่อ-คำ-แก-แล้ว พูดไปก็เปล่าประโยชน์ ฉันไม่อยากคุย”
“งั้นคุณฟังผมอย่างเดียวก็ได้” เอกยังคงไม่ยอมแพ้ ดูจากสายตาดื้อด้านแล้วผมคิดว่าต่อให้พูด
จนหน้ามืดไปอีกสามรอบมันก็คงตั้งท่าจะเข้ามาให้ได้อยู่ดี เลยสะบัดตัวเข้าไปในห้อง หยิบ
โทรศัพท์มากดเรียกรปภ.
“นาย คุณอย่าทำให้ผมลำบากใจสิ”
ผมตวัดตาอย่างคาดโทษคนที่ถือวิสาสะเดินเข้ามาและเห็นว่าผมกำลังทำอะไร คุยกับมันแล้ว
เหนื่อยชะมัด ความง่วงงุนของผมถูกกระชากหายทันทีที่เห็นหน้ามันแล้ว มองไปมองมา มัน
เปลี่ยนเสื้อจากเมื่อวาน เซ็ทผมมาอย่างดี หึ ยังอุตส่าห์มีอารมณ์แต่งตัวได้อีก ขนาดผมยังใส่ชุด
เดิมอยู่เลย
ผมเดินหนีมันเรื่อยๆ ถ่วงเวลาจนกระทั่งรปภ.ขึ้นมาสี่คนเพราะผมแจ้งว่ามีคนโรคจิตบุกห้อง
เอกหันมามองผมหนึ่งที อาจจะคิดว่าผมใจอ่อนล่ะมั้ง แต่ขอโทษเถอะ ผมยืนกอดอก มองดูฉาก
สะใจเบื้องหน้าโดยไม่คิดช่วยเหลือ
ก่อนจะแทบอ้าปากค้างเมื่อเอกจัดการรปภ.ทั้งสี่คนภายในห้านาที
“ผมบอกแล้วว่าอย่า คุณทำแบบนี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลยนอกจากทำให้เรื่องใหญ่ขึ้น”
ผมฉุนจัด ถึงขนาดนี้แล้วมันยังมีหน้ามาว่าผมอีกเหรอ ไอ้คนกลับกลอก!
รปภ.ที่นอนโอดครวญวอเรียกพรรคพวกขึ้นมาเสริม คราวนี้มากันจนเบียดเต็มห้อง ผมยืนลุ้น
เพราะหนึ่งต่อสิบเริ่มมีความสูสีขึ้นมาบ้าง แถมครั้งนี้คนที่ถูกเรียกก็มีประสบการณ์ต่อสู้ดี เล่น
เอาเอกถึงกับต้องชักอาวุธที่เป็นมีดพับขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางกระบองไม่ให้โดนตี เป็นครั้ง
แรกที่ผมเห็นมันทำตัวสมตำแหน่งอัศวิน
ตอนแรกๆ เอกพยายามไม่ทำร้ายคน แต่พอเริ่มตึงมือก็เริ่มเลือดตกยางออก รวมทั้งตัวมันเอง
ด้วย ไม่นานมันก็โค่นรปภ.อีกสิบคนลงด้วยท่าทางสะบักสะบอม เลือดซึมตรงมุมปากและข้าง
ขมับที่ถูกตี เนื้อตัวมีรอยช ้าจากการโดนกระชากจับให้ออกจากห้อง แต่สุดท้าย มันก็ยังอยู่
ตำแหน่งเดิม ไม่ยอมขยับไปไหนทั้งสิ้น
“จะคุยกันได้รึยัง” น ้าเสียงของมันชักจะกระด้างขึ้นเหมือนหมดอารมณ์จะกล่อมผม
แต่มันมีสิทธิ์มาเคืองด้วยรึไง
ครั้งนี้ผมเลิกเรียกรปภ. เปลี่ยนเป็นโทรหาตำรวจให้มาจับคนร้ายข้อหาบุกรุกและทำร้ายร่างกาย
สายตาของเอกเข้มขึ้นทันที
ผมคิดว่ามันคงกลัวเลยส่งยิ้มเย้ยให้หนึ่งครั้ง แต่ดันเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ อย่างอ่อนใจซะนี่
“ลืมแล้วรึไงว่าผมไปช่วยคุณตอนโดนลักพาตัวได้ยังไง” เอกพยายามเตือนความจำ แต่กลับทำ
ให้ผมฉุกนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“แกจงใจให้เจ็บตัวรึเปล่า”
“ครับ?”
“แผลที่มือนั่น ตอนนั้นแกก็จงใจใช่มั้ย”
เอกเลิกคิ้ว ก่อนจะยกฝ่ามือขวาซึ่งมีรอยแผลเป็นกรีดยาวขึ้นดู มันนิ่งงันไปพักหนึ่ง ก่อนจะตอบ
หน้าซื่อตาใส
“ใช่ ผมจงใจเจ็บตัวเพื่อให้คุณดูแล แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะไข้ขึ้นหนัก แถมคุณเองก็ไม่สบายก็
เถอะ”
ผมทำหูทวนลมประโยคหลัง เพราะมัวแต่ตัวสั่นกับความจริงอีกอย่าง
“มีอะไรที่แกทำแล้วไม่หวังผลบ้างมั้ย มีอะไรที่แกทำอย่างจริงใจบ้างมั้ย เอกภพ!”
“คุณพูดอะไร” เอกลดมือลง มองผมพลางส่ายหน้าน้อยๆ “ผมจะเข้าหาคุณโดยไม่หวังได้ยังไง
ในเมื่อผมรักคุณ แล้วจะหาว่าทำโดยไม่จริงใจได้ยังไง ในเมื่อทุกอย่างที่ทำก็เพื่อคุณ”
“แกทำเพื่อตัวเอง”
“…ใช่ เพื่อตัวเองด้วย ก็มันรักไปแล้วจะให้ทำไง ถ้าผมไม่เล่นลูกไม้ คุณก็คงไม่แม้แต่จะหันมา
มอง ถ้าผมไม่สำออย คุณก็คงไม่คิดดูแล ที่ทำไปถึงจะดูเกินเลยไปบ้าง แต่คนที่เจ็บตัวก็ผมเอง
ทั้งนั้น ผมไม่เคยทำให้คุณมีบาดแผล ไม่เคยคิดร้ายสักครั้ง ลองตอบสิครับนาย มีอะไรบ้างที่ผม
ทำแล้วไม่เอื้อประโยชน์ให้คุณเลย”
ผมตอบไม่ได้
“แกหลอกฉันเรื่องนิลกาฬ”
“ผมขอโทษ” เอกเดินเข้ามาใกล้ แต่ยิ่งทำให้ผมถอยห่าง “ผมขอโทษเรื่องนั้นจริงๆ คุณเสีย
ความรู้สึกมากใช่มั้ย”
วูบหนึ่ง ขอบตาผมร้อนผ่าวเมื่อถูกพูดแทงใจ
“ฉัน…”
แล้วตำรวจก็มา
เอกถอนหายใจเฮือกเมื่อโดนขัดจังหวะ มันมองตำรวจเหมือนไม่เห็นปัญหา ก่อนจะกดโทรหา
ใครคนหนึ่งแล้วส่งให้ตำรวจนายหนึ่งที่เหมือนจะมียศใหญ่สุด
“คะ…ครับ ผมทราบแล้วครับ ขอโทษครับท่าน ครับ ครับ ผมจะปฏิบัติตามครับท่าน ครับ ครับ”
ทุกคนต่างเอียงหูฟังด้วยความสงสัยว่าปลายสายเป็นใครถึงทำให้ตำรวจคนหนึ่งยืนหงอหน้าซีด
ได้ขนาดนั้น ไม่นานเอกก็รับโทรศัพท์คืนและพูดอีกหลายประโยคเป็นเชิงว่าขอโทษที่รบกวน
ภาษาสุภาพเหมือนคุยกับญาติผู้ใหญ่ พอมันวางสายตำรวจที่โดนผมเรียกมาก็เผ่นแนบไป
หมดแล้ว แถมยังพารปภ.ที่นอนเจ็บออกไปด้วย
ผมมองมันเหมือนเห็นตัวประหลาด ขณะที่เอกเพียงยืนเกาหัวคล้ายพยายามหาคำอธิบาย
“ผมเป็นสายตำรวจ ถ้าคุณคิดจะจับผมเข้าคุกคงต้องหาคนที่มียศสูงกว่าผู้บัญชาการที่เป็น
หัวหน้าของผมซะแล้วล่ะ ส่วนเรื่องอื่น ผม…”
“ฉันเคยถามแล้วว่าแกทำอะไรลับหลังฉันอีกมั้ย และฉันให้โอกาสแค่ครั้งเดียว” ผมเอ่ยเสียงต ่า
พยายามข่มอารมณ์ไม่ให้โวยวายออกมา แม้จะยังตระหนกอยู่บ้างที่มันมีแบคใหญ่กว่าที่คิด
“พูดตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว”
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ตอนนั้นผมคงพูด แต่ในเมื่อทำไม่ได้ ผมก็จนทางเลือก” เอกว่าพลางยิ้ม
หวานหยดเมื่อในห้องเหลือเพียงเราสองคน “เรื่องที่ผมเป็นสายตำรวจให้กับคลับบอสและควีน
รู้อยู่แล้ว ไม่ถือเป็นความลับอะไร พ่อของผมเสียชีวิตในเครื่องแบบ หัวหน้าหรือท่านผู้
บัญชาการจึงรับอุปการะช่วยส่งเสียด้านค่าใช้จ่ายต่างๆ ความจริงแม่ของผมยังมีชีวิตอยู่ แต่
ท่านหย่าขาดและมีครอบครัวใหม่ไปนานแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุสิบห้าผมก็อยู่คนเดียวมาตลอด”
ไม่รู้ทำไมผมถึงเลือกที่จะเงียบ หรือเพราะรู้ว่าพูดขัดไปก็ไม่ช่วยอะไร
“ฝีมือการต่อสู้ผมได้มาจากการฝึกทหารสองปี อย่าว่าแต่มีด ปืนผมก็ใช้ได้ แต่ทักษะการตอบโต้
ได้มาจากการทำงานในคิงส์คลับร่วมสี่ปี วงการนักเลงไม่มีการสู้ตัวต่อตัวอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ใช้
คนมากเข้าว่า หรือเรียกง่ายๆ ว่าหมาหมู่ ถ้าคุณอยากล้มผมต้องหาคนที่ใจเด็ดกล้าลงไม้ลงมือ
กว่านี้สักสิบคน ถึงจะพอไหว แล้วก็…อ้อ ก่อนจะเข้าคลับ ผมเคยเป็นนกต่อให้ตำรวจ ตีสนิทเข้า
แก๊งค้ายา ก็เลยโกหกเก่ง ตีสีหน้าเก่ง เวลาสืบข้อมูลจะใช้คนจากวงในของตำรวจ เลยได้
รายละเอียดที่ต้องการเยอะกว่าคนอื่น อืม…มีอะไรอีกนะ…” เอกลูบคางครุ่นคิด ปล่อยให้เลือด
ที่ขมับไหลอาบไม่คิดใส่ใจ “ผมไม่เคยมีแฟน แต่รู้ตัวว่าเป็นไบฯ หญิงก็ได้ชายก็ดี ผมไม่รังเกียจ
เรื่องเพศที่สาม แต่รู้ตัวว่าชอบคนอายุมากกว่า เอาจริงๆ แล้วคุณน่ะเป็นสเป็คผมเลย”
“กะ…แกพล่ามบ้าอะไร” ผมโคตรไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ และข้องใจตัวเองมากว่าจะหน้า
แดงเพื่ออะไร
เอกหัวเราะในลำคอ น ้าเสียงทุ้มต ่าฟังสบายเหมือนสายน ้าเอื่อยเย็นช ่า
“เพราะทำภารกิจมาตลอด ผมเลยติดนิสัยหาข้อมูลเพื่อจับจุดอ่อนก่อนลงมือ กับคุณเองก็ไม่
เว้น ผมรู้ทุกอย่างทั้งอดีตที่ผ่านมาและเรื่องฉ้อโกงในบริษัท ก่อนที่คุณจะไปตัดสินคดีกับสมยศ
ผมไขตู้เซฟเจอเอกสารตัวจริงที่คุณจะเอาไปยื่นกับศาลด้วยซ ้า คีย์การ์ดที่ก็อปปี้มานั้นก็วานให้
คนในคลับช่วยทำให้ พัทรก็โดนผมใช้แลกกับเงิน แล้วก็…รหัสโทรศัพท์ของคุณคือวันเกิดควีน
ผมเข้าไปเช็คบ่อยๆ แต่ไม่ได้ลบข้อมูลหรือทำอะไร ผมแค่อยากรู้ว่าคุณคุยกับใครบ้างเฉยๆ”
ยิ่งฟังผมก็เริ่มสับสนว่าควรจะโกรธเรื่องไหนก่อนดี
“ผมหลอกคุณเรื่องควีน แต่ควีนรู้เรื่องของเราและสนับสนุน วันที่เขาไปพบคุณเป็นเหตุสุดวิสัย
ทำให้ผมต้องเข้าโรงพยาบาล อันนั้นไม่ได้แกล้ง อ้อ จริงๆ แล้วตอนที่เราทำกันในห้องน ้า สมถุย
ได้ยินทั้งหมดแต่โดนผมบังคับให้หลับไม่รู้เรื่อง อืม…น่าจะหมดแล้วนะสำหรับเรื่องที่ผมปิดคุณ
ไว้”
“เอก!!” ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาต่อว่านอกจากตะโกนเรียกชื่อเขาดังๆ
“ครับ” เอกขานรับ เดินเข้าใกล้มากเรื่อยๆ ผิดกับผมที่โดนต้อนมาถึงทางตันจนหลังพิงกำแพง
“นาย…ผมยอมรับ ผมใช้วิธีสกปรกเพื่อเข้าหาคุณ ตอนแรกเพราะยังห่วงเรื่องควีน ต่อมาก็
เพราะสนใจคุณ แต่พอได้ใกล้ชิดดูแล ผมก็เริ่มหลงคุณ จนกระทั่งคบกัน ผมก็เพิ่งรู้ตัวว่าผมรัก
คุณ”
คนอะไรจะหน้าไม่อายได้ขนาดนี้!
“คิดว่าฉันจะยกโทษให้รึไง” ผมถามเสียงห้วน มองเอกอย่างระแวงเมื่อมันหยุดยืนห่างออกไป
แค่สองก้าวเท่านั้น
“ไม่คิด คุณไม่ใช่คนยกโทษให้ใครง่ายๆ”
“ถ้ารู้แล้วก็กลับไปซะ หรือว่ามีอะไรจะพล่ามอีก” ไม่ใช่ว่าผมอยากฟัง แต่อยากรู้ว่ามันจะมาไม้
ไหนต่างหาก
“ผมพูดไปหมดแล้ว…” เอกมองผมนิ่งๆ ด้วยสายตายากอ่านความ ก่อนจะ…ทิ้งตัวคุกเข่ากับ
พื้น!
มันจะทำผมหัวใจวายให้ได้เลยรึไง!!!
“ผมขอโทษ ไม่รู้จะทำยังไงแล้วให้คุณยกโทษให้ ถ้าคุณโกรธผมมากก็ตีผมเถอะ ผมอยู่ตรงนี้
แล้ว และจะไม่หนีไปไห…”
ไม่รอให้มันพูดจบผมก็ฟาดมือไปที่หน้าหนาๆ ของมันเต็มแรง
เสียงเพี๊ยะดังสนั่น ใบหน้าของเอกสะบัดไปด้านข้าง มันดูตกใจ แต่สุดท้ายก็หันมาจ้องหน้าผม
เหมือนเดิม
ผมลงมืออีกครั้ง ซ ้ารอยแผลตรงมุมปากและเลอะเลือดที่ไหลจากขมับของมันด้วย เอกยังคงไม่
ร้องสักแอะ จัดท่าทาง และนั่งคุกเข่ารอให้ต่อยตีตามใจชอบ
“ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี”
“ผมไม่มีของพรรค์นั้นอยู่แล้ว” เอกเอ่ยทั้งรอยยิ้ม ก่อนจะถูกผมตีอีกครั้ง มันถือดีอะไรมาขอให้
ผมยกโทษ คนอย่างเจ้านายไม่มีวันยอมให้คนผิดซ ้าสองอยู่ใกล้ตัวเป็นอันขาด หากความเชื่อใจ
หมดไปจะไม่มีวันเรียกกลับคืน
ถ้ามันกล้าทำอย่างเดิมอีกล่ะ หรือถ้าทั้งหมดนั่น…มันโกหกล่ะ
ผมไม่คิดให้โอกาสมันทำร้ายซ ้าสองหรอก
แค่นึกว่ามันปกปิดผมเรื่องไหน ลับหลังแอบทำอะไร ผมก็แทบจะจับหัวมันโขกกับพื้นแรงๆ แต่
ทำได้เพียงลงมือลงไม้กับเอกซ ้าแล้วซ ้าเล่า ระบายความคับแค้นในใจให้ลดเลือนบ้าง
แม้ว่าจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ตาม
ไม่นาน…ผมก็หยุดมือ รู้สึกเหมือนทำร้ายตัวเองมากกว่าเพราะเอกไม่สะดุ้งสะเทือน ขณะที่ผม
ปวดหนึบไปทั้งมือและยังเจ็บที่ใจ
“อยากจะอยู่ที่นี่ก็เชิญ”
เอกมองผมตาเป็นประกาย แต่ผมดับความหวังของเขาด้วยประโยคต่อมาพร้อมแค่นยิ้มเยาะ
“เพราะฉันจะไปเอง”
นาย Part ‘5’
ผมหนีมานอนที่บริษัทได้สองวันแล้ว เพราะคิดว่าเอกคงไม่กล้าขนาดบุกขึ้นมาถึงห้องผู้บริหาร
ชั้นบนสุด
แต่ผมคงดูถูกมันมากเกินไป
“ขอโทษนะคะท่านประธาน”
“ฉันบอกว่ายังไง หรืออยากโดนไล่ออก!”
“ตะ…แต่ว่า”
“อย่าอารมณ์เสียสิคุณ”
เอกเดินล้วงกระเป๋าเข้ามาด้วยท่าทางสบายๆ แม้ว่าใบหน้าจะเต็มไปด้วยพลาสเตอร์ยาตามมุม
ปากและรอยช ้าตรงข้างแก้มรวมทั้งแผลที่ขมับ
“ออกไปก่อนเถอะ”
แถมยังหันไปพูดกับเลขาผมเหมือนกับว่าเป็นประธานบริษัทซะเอง
“แกทำอะไรลงไป” ผมพยายามระงับอารมณ์ ตลอดสองวันนี้ผมนำรูปเอกไปให้ยามหน้าประตู
เพื่อกันไม่ให้มันเข้ามา แถมยังกำชับเลขาอย่างดี
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่ปริปากเรื่องเราหรอก” เอกยักไหล่ ก่อนจะถือวิสาสะนั่งตรงข้ามกับผมราว
เป็นคู่ค้า “ผมแค่กระซิบว่าคุณมีปัญหาเรื่องเงินที่ติดกับคลับใต้ดิน ถ้าไม่ให้ขึ้นไปจะเรียกพวก
มาอาละวาด ก็รีบให้ผมขึ้นมาทันที อืม…คงเพราะหน้าผมเป็นแบบนี้เลยยิ่งน่าเชื่อถือ แล้วก็
เพราะคุณหนีมาอยู่กินที่บริษัท เลขาหน้าห้องเลยคิดว่ากำลังหนีหนี้น่ะสิ”
“คนอย่างฉันไม่เคยติดหนี้ใคร!”
“ไม่มีใครรู้จักคุณดีเท่าผมนี่” เอกยังพูดเอาดีเข้าตัว ก่อนจะมองหน้าผมด้วยสายตาอ่อนลงจน
เกือบกลายเป็นความซาบซึ้งตรึงใจ “ผมคิดถึงคุณแทบแย่…”
น ้าเสียงคล้ายจะอ้อนวอนขอคืนดี แต่ผมไม่อยากรับรู้และรับฟัง
“ผมขอโทษ”
“เลิกพูดเถอะ ฉันสะอิดสะเอียน”
“ผมจะขอโทษจนกว่าคุณจะยอม”
“แกอย่าบ้าให้มากนัก!”
“งั้นคุณก็อย่าเชื่อคำพูด แต่ดูการกระทำผมสิ”
“การกระทำของแกก็ไม่ได้ทำให้ดูดีขึ้นมาสักนิด!”
“จริงๆ เหรอครับนาย” เอกมองด้วยสายตาตัดพ้อ “ทุกๆ อย่างที่ผมดูแลคุณ ไม่ว่าจะเป็นตอน
คุณสบายดีหรือป่วยไข้ ไม่ว่าจะเป็นตอนคุณหิวหรืออ่อนล้า มันไม่สามารถยืนยันความจริงใจ
ของผมได้เลยเหรอ”
ในใจวูบโหวงไปครู่หนึ่ง ประโยคที่มันเคยพูดคล้ายกันนี้ดังแว่วขึ้นมาในความทรงจำ
‘ถ้าผมเป็นสายให้บอสเพื่อกันคุณให้ออกห่างจากควีนจริงๆ ผมจะลงไปซื้อยา แกะโจ๊ก นั่งรินน ้า
อยู่ตรงนี้ แล้วรอล้างจานให้คุณทำไม ผมคงไม่ตกใจที่คุณล้มโครมจนรีบเข้ามาเปลี่ยนเสื้อ เช็ด
พื้น ลงไปซื้อยาแล้วกลับขึ้นมาให้คุณถามย ้าอย่างนี้หรอก ถ้าผมเป็นสายจริงๆ ผมคงถือโอกาส
นั้นหนีกลับคลับไปแล้ว’
แต่ประโยคหวานหยดพวกนั้นมาพร้อมกับความจริงอีกอย่าง
‘ที่สำคัญ…คุณเป็นคนเริ่มชวนผมก่อน และเป็นคนมาหาผมถึงที่คลับเอง ความจริงแล้วคุณ
ต่างหากที่ใช้ผมเป็นสะพานไปหาควีน ลืมแล้วเหรอครับนาย…’
ใช่ ผมใช้เอกเป็นสะพานไปหานิลกาฬ แต่นี่เป็นข้อตกลงของเราแต่แรก มันเป็นฝ่ายยอมรับเอง
ผมไม่เคยเอาเปรียบ หมกเหม็ด หรือทำอย่างที่มันทำ
นี่จึงไม่ใช่ข้ออ้างเลย
“น่าเสียดายนะ แต่ฉันไม่เชื่อทั้งคำพูดหรือการกระทำของนายทั้งนั้น” พูดจบผมก็หยิบโทรศัพท์
ขึ้น เตรียมว่าจ้างบอดี้การ์ดทั้งที่ไม่เคยคิดจะทำเพราะออกจะไร้ความจำเป็น ผมไม่ใช่เศรษฐี
ร ่ารวยร้อยล้าน ลูกทายาทคนดังหรือคนสำคัญอะไรเลย
เอกมองราวรู้ทัน ก่อนจะพูดแทรกเสียงขรึม
“ผมอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว คุณจะหนีทำไม”
“ฉันไม่ได้หนี!” ผมบีบโทรศัพท์แน่น มองหน้าเอกด้วยสายตาเกรี้ยวกราด มันรู้จักผมดีจริงๆ
คนอย่างเจ้านายไม่ยอมให้ใครมาหยาม
ผมสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะวางโทรศัพท์แล้วตัดสินใจปล่อยเลยตามเลย
เอกภพตามตื๊อไม่เลิกแน่
ต่อให้ผมคิดจะกำจัดมันออกไป แต่สุดท้ายมันก็หาทางกระเสือกกระสนมาอยู่ดี แล้วกับแค่คน
บ้าคนหนึ่งผมจะเป็นเรื่องใหญ่ทำไม ต้องหดหัวอยู่ในกระดอง ปล่อยให้มันคุกคามยังไงก็ได้งั้น
เหรอ
ถ้าอย่างนั้น…
“แกอยากจะทำอะไรก็ทำ”
ผมจะไม่หนี จะไม่เป็นฝ่ายเก็บข้าวของหลบหน้าหรือทำตัวหวาดระแวงราวเป็นคนผิด
“คุณหมายความว่าให้ผมไปอยู่ด้วยได้?”
“ฉันเหนื่อยจะคุยกับคนบ้าอย่างแกแล้ว” ผมกล่าว โบกมือไล่ให้เอกออกไปเพราะจะทำงาน “ไป
รอฉันที่ห้อง อย่าเกะกะ”
“คะ…ครับ!”
เอกทำหน้าดีใจราวโล่งอกเป็นหนักหนา ผมมองแผ่นหลังที่รีบกุลีกุจอเหมือนกลัวผมเปลี่ยน
คำพูดด้วยสายตาดูแคลน ไม่ควรเสียเวลาเล่นไล่จับกับมันตั้งสองวันเลยจริงๆ
ขั้นต่อไป คงไม่พ้นวัดความอดทน
ผมไม่เคยเห็นขีดจำกัดของมันเลยสักครั้ง ขนาดร้องไห้ต่อหน้าวันต่อมายังยิ้มระรื่นได้อีก
แต่ผมไม่คิดว่าจะแพ้หรอกนะ
หนึ่งทุ่มตรง กลิ่นอาหารโชยแตะจมูกทันทีที่เปิดประตู
ผมลอบประหลาดใจเล็กน้อยเพราะคิดว่าเอกจะไปทำงานที่คลับแล้วซะอีก ถ้าอย่างนั้นการเตะ
ถ่วงเวลากลับเสียดึกก็ไม่มีประโยชน์น่ะสิ
เมื่อได้ยินเสียงคนในครัวก็เดินมาต้อนรับทันที เอกสวมผ้ากันเปื้อน พอเห็นผมก็รีบยกจานมา
เสิร์ฟแถมยังเปิดไวน์เสียด้วย แต่ผมมองผ่านมันวูบหนึ่ง ก่อนจะเดินสวนมันราวกับว่าอีกฝ่าย
เป็นอากาศธาตุ เรื่องปากท้องไม่เป็นปัญหาเพราะก่อนจะเข้ามาผมก็ทานรองท้องมาแล้ว
“นาย…”
เอกพยายามจะเดินตามผม ซึ่งผมก็ปล่อยให้มันทำตามใจ เพียงแต่ไม่หันมองและเอียงหูฟัง ราว
กับว่าทุกอย่างที่มันทำเป็นแค่เสียงนกเสียงกา
เอกเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
“วันนี้ผมลาหยุด ผมจะอยู่กับคุณทั้งคืน”
ผมไม่ตอบ เดินไปอาบน ้าและสวมเสื้อคลุมพลางเดินไปทำงานตรงโซฟา เอกตามมานั่งข้างๆ
รินไวน์วางบนโต๊ะใกล้มือผมอย่างเอาใจใส่ แต่ผมทำเหมือนมองไม่เห็น ไม่แม้แต่จะเหลือบมอง
คนที่แตะข้อศอกน้อยๆ อย่างวิงวอน การทำตัวนิ่งเงียบดีกว่าอาละวาดเป็นไหนๆ เพราะเอก
แทบทำอะไรไม่ถูก แถมยังไม่กล้าล่วงเกินอีกต่างหาก
พอเริ่มรู้สึกกระหายผมก็ลุกไปรินน ้าเย็นดื่มหน้าตู้เย็น ไม่เปิดโอกาสให้มันเข้ามาช่วยบริการ
ปล่อยไวน์ทิ้งให้วางแช่บนโต๊ะข้างโซฟาอยู่อย่างนั้น ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาคุยงาน สายตาจด
จ่อกับหน้าจอ จนกระทั่งเริ่มดึกจึงเก็บของ แล้วเดินเข้าห้องนอน
เอกตามเข้ามา
ผมปิดไฟ เปิดแอร์ ก่อนจะทิ้งตัวนอนและดึงผ้าห่มคลุมถึงอก หลับตานิ่งสงบราวอยู่ตัวคนเดียว
“…คุณหลับได้แล้วเหรอ” น ้าเสียงนั้นเจือความยินดีระคนเหงาหงอยเมื่อไม่เห็นผม
กระสับกระส่ายเหมือนเคย
รู้สึกถึงน ้าหนักที่นั่งเคียงข้างพร้อมปลายนิ้วอุ่นแตะข้างแก้ม ลมหายใจผมสะดุด กลัวว่ามันจะ
ทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมา แต่เอกเพียงช่วยเกลี่ยเส้นผม ก่อนจะผละถอยออกไป
“ราตรีสวัสดิ์ครับ”
ผมรอจนมั่นใจว่ามันเดินออกไปแล้วจึงค่อยลืมตาอีกครั้ง
มือกำผ้าห่มแน่น รู้สึกว่าหมากตานี้ประสบความสำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้ดีอกดีใจ
ขึ้นมาสักนิด
เช้าวันต่อมา ไม่มีวี่แววคนนอนเคียงข้าง
ผมนึกว่ามันจะหน้าด้านหน้าทนขนาดเข้ามานอนด้วยซะอีก แต่คงจะคิดผิดสินะ
ดวงตากะพริบปริบ ขับไล่ความรู้สึกมึนๆ จากความดันจนต้องนั่งปรับสายตาสักพักกว่าจะ
อาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าได้ ผมผูกเนคไทพลางมองเงาตัวเองในกระจก พบริ้วรอยของวัยที่ไม่
อยากจะเห็น สงสัยต้องหาเวลานอนให้เต็มอิ่มและออกกำลังกายสักหน่อยแล้ว
ผมเดินออกจากห้องนอน ถือกระเป๋าทำงานติดมาด้วย แต่เดินได้เพียงสองก้าวเอกก็ถือกาแฟ
เข้ามา กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟคั่วอย่างดีแถมยังมีฟองนุ่มอย่างที่ผมชอบ มันสวมแค่กางเกง
นอนตัวเดียว เปลือยอก ทำตัวตามสบายเหมือนตอนที่เรายังคบกัน
“ผมเตรียมอาหารเช้าให้คุณด้วย ไข่ดาวไม่สุกกับขนมปังปิ้งกำลังดี กินด้วยกันนะครับนาย”
ผมเหลือบมองโซฟาที่มีหมอนและผ้าห่มสำหรับแขกวางกองไม่เป็นระเบียบ เป็นคำตอบว่าเมื่อ
คืนมันนอนตรงไหน หึ ทำมาเป็นรู้ดีกลัวโดนผมถีบตกเตียงหรือยังไง แล้วดูทำหน้าเข้า วันนี้มัน
ทั้งเว้นระยะห่างและพยายามไม่พูดเย้าแหย่ สงบเสงี่ยมเจียมตัวจนรู้สึกแสลงตา
“นาย…”
ผมเดินสวนมันออกจากห้อง ไม่แม้แต่จะหันมองหรือสนใจ เอกก็ไม่กล้าพอจะเดินตาม ปล่อยให้
ผมขับรถไปบริษัทอย่างราบรื่น
แต่ถึงจะไม่เห็นหน้า มันก็ไม่วายส่งตัวแทน
เที่ยงตรง เลขาของผมที่ไม่รู้มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้ยังไงถือกล่องข้าวใหม่เอี่ยมส่งให้ด้วยท่าทาง
ลำบากใจ
“เอ่อ…มีคนฝากมาให้ท่านประธานน่ะค่ะ”
ผมบอกให้เธอเอาไปทิ้ง
เย็นวันนั้น ผมทำงานล่วงเวลาและแวะรับประทานอาหารก่อนกลับ แม้ค่อนข้างมั่นใจว่าเอกคง
ไม่กล้าลางานหลายวัน แต่กว่าจะถึงห้องก็เกือบสองทุ่มเข้าไปแล้ว
เป็นอย่างที่คิด เอกไปคลับแล้วจริงๆ
ผมรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าจะปนมาพร้อมความโหวงแหวงในอกก็ตาม ก่อนจะสะดุด
ตากับกระดาษบนโต๊ะ ทำเอารู้สึกลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง ถ้าไม่อยากจะสนผมก็ควรทำเป็นไม่เห็น
สินะ แต่ในเมื่อมันเองก็ไม่อยู่ห้อง ผมจะเข้าไปดูสักนิดคงไม่เป็นไร
‘มีลาซานญ่าอยู่ในกล่องเก็บความร้อนที่ไมโครเวฟ ถ้าคุณหิวก็จัดใส่จานได้เลย
ปล.ผมทำสูตรเดียวกับที่เคยทำให้ วันนั้นคุณทานจนหมด แสดงว่าคุณชอบมากสินะ’
ไอ้ลาซานญ่าแบบผสมผสานจนแทบไม่เหลือรสเดิมน่ะเหรอ
ผมไม่อาจตอบได้ว่าไม่ชอบ เพราะรสชาติอร่อยแปลกใหม่ แต่ถ้าบอกว่าชอบ…ก็ไม่ใช่อีกเพราะ
ไม่ใช่อย่างที่เคยกินเป็นประจำ
ความพิเศษของเอกคือรสอาหารของเขาไม่เหมือนกับที่ไหน
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องผูกมัดผมได้
ผมทิ้งกระดาษไว้ที่เดิม ทำเหมือนไม่เคยอ่านและทำตามกิจวัตรประจำวันของตัวเอง
คืนนั้น…
ในความมืดผมรู้สึกตัวตื่นแต่ไม่ลืมตา ได้ยินเสียงเท้าแผ่วเบาเข้ามาใกล้และหยุดนิ่ง ผมรู้ทันที…
มันกำลังยืนมองผมนอนหลับอย่างที่เคยทำ พอใจกับการเฝ้ามองอย่างเงียบงัน แอบว่าผมบ้าง
ช่วยดึงผ้าห่มให้ผมบ้าง ก่อนจะกลับออกไป
ตอนนั้นผมนึกประหลาดใจแกมขบขัน
ส่วนตอนนี้…
มันจุกตื้ออย่างบอกไม่ถูก
เท้าของผมเหยียบบนแผ่นกระดาษทันทีที่เดินออกจากห้องนอนในเช้าวันต่อมา
วูบหนึ่งผมคิดด่ากราด เกลียดนักคนที่ทำให้ห้องสกปรก แต่พอมองไปรอบๆ ก็พบว่าทุกอย่าง
ยังคงสะอาดเอี่ยมดี เผลอๆ จะมีคนช่วยถูพื้นใหม่ให้ด้วยซ ้า จึงก้มหยิบกระดาษที่ว่าขึ้นมาดู
ลายมือเป็นระเบียบถูกเขียนจนเต็มหน้าด้วยคำสามคำ
‘ผมขอโทษ’
ผมเลิกคิ้ว หันไปมองเอกที่นอนคลุมโปงบนโซฟา ในที่สุดมันก็เลิกพยายามอย่างเปล่าประโยชน์
สักที ก็ดี ผมขย ้ากระดาษแล้วโยนไปบนตัวมัน นึกเคืองในใจว่ามันคิดให้ผมเป็นอาจารย์ ส่วน
มันเป็นเด็กประถมที่คัดลายมือส่งเมื่อทำความผิดรึไง
คิดง่ายไปแล้ว
เที่ยงวันนั้นไม่มีของอะไรมาส่ง ผมนั่งรอจนถึงบ่าย เมื่อมั่นใจว่าไม่มีจริงๆ เลยตัดสินใจเลิกงาน
ตรงเวลาไม่เถลไถล อย่างไรซะเอกก็คงไปที่คลับ เลิกวุ่นวายไร้สาระกับผมแล้ว
แต่ผมคิดผิดอีกครั้ง
“เหนื่อยหน่อยนะครับ”
บริษัทของผมไม่มีที่จอดรถในตึกเพราะไม่ใช่สำนักงาน แต่ใช้ลานกว้างร่วมกับระแวกใกล้เคียง
โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ และเพราะเหตุผลนี้เอง…เอกจึงสามารถทำตัว
กลมกลืนเข้ามาอย่างง่ายดาย แถมยังสูบบุหรี่ยืนพิงกรอบประตูรถเฟอรารี่สีแดงราวเป็นเจ้าของ
เสียเอง
ผมเห็นมันตั้งแต่ไกลๆ แล้ว และเกือบจะชักเท้าหันหลังกลับเปลี่ยนไปเรียกแท็กซี่หน้าบริษัทเพื่อ
ปล่อยให้เอกยืนรอเก้อ แต่มันดันเห็นผมไวพอกัน แถมยังโบกมือทักทายซะด้วย ถึงขนาดนั้นผม
ก็ไม่อาจถอยหนี ยังไงซะมันก็ไม่มีตัวตนในสายตาผมอยู่แล้ว จะกลัวอะไรล่ะ
ใช่…จะกลัวอะไร แม้ว่าทันทีที่ผมปลดล็อกประตู เอกจะเข้าไปนั่งตำแหน่งข้างคนขับก็ตาม!
ผมไม่รู้จะหาคำใดมาเปรียบเปรยกับการกระทำน่าโมโหของมันจริงๆ สิ่งที่ทำได้ตอนนี้…คือการ
ไม่มองไม่สนใจกับคนหน้าหนาที่รัดเข็มขัดซะเรียบร้อย แล้วยังหันมาจ้องตาแป๋วเหมือนรอให้
ผมออกรถเสียที
ให้ตายเถอะ! ผมอยากจะตวาดเหลือเกิน อยากขับไสไล่ส่งให้มันลงไปกลิ้งกับพื้น แต่ถ้าทำลง
ไปพยายามทั้งหมดจะสูญเปล่า และเข้าทางเอกอย่างจัง
คล้ายได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอเพื่อระวัดระดับความอดทน ผมขมวดคิ้วมุ่น ขับรถออกนอก
ลานกว้างก่อนที่จะมีใครมาเห็น
“ร้านอาหารตรงหัวมุมนั่นอร่อยนะครับ” ขับได้ไม่นานคนอยู่ไม่สุกก็เริ่มเปิดปากชี้มือบอก
ทิศทาง “เมนูแนะนำคือปลาทอดสมุนไพร คุณชอบนี่ครับ ลองแวะกันหน่อยมั้ย”
แน่นอนว่าไม่ ผมเลี้ยวรถเข้าไดรฟ์ทรูเพื่อซื้อเบอร์เกอร์กลับไปกินที่ห้องแม้ว่าจะไม่ชอบพวก
อาหารขยะ แต่นับเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะไม่ต้องรอนานและไม่ต้องทนนั่งกินข้าวกับคนข้างๆ
ด้วย
“ไม่เลวนี่…” เอกหลุดชมเมื่อเห็นการตัดสินใจของผม ทำเอารู้สึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นเพราะนาน
ครั้งจะแก้เกมทัน แต่มันกลับหัวเราะร่วน ยกมือคล้ายจะแตะไหล่ผม แต่สุดท้ายก็ชักมือกลับ
“คุณน่ารักชะมัด”
…โคตรอยากถีบมันลงรถเลย
พวกเรานั่งกันอย่างสงบเกินคาดจนมาถึงคอนโด น่าจะเพราะครั้งนี้ผมทำเอกเสียแผนอีกฝ่ายจึง
ยอมเลิกรา ทันทีที่รถจอดสนิทดี ผมก็รีบหยิบถุงเบอร์เกอร์สำหรับคนเดียวเดินเข้าลิฟต์ แต่พอ
หันหลังกลับเพื่อกดชั้นที่ต้องการ ดันไม่เห็นหัวของเอกตามเข้ามาซะนี่
…ผมกดเปิดประตูค้างไว้ก่อนจะลอบชะโงกหน้ามองโดยไม่ให้ส่อพิรุธ เห็นเงาของคนคุ้นเคยยืน
คร่อมบนมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ เพราะมองไม่ชัดจึงต้องโน้มตัวอีกเล็กน้อย ค่อยเห็นว่าในมือของ
เอกถือหมวกกันน็อกเตรียมสวม
มันหันมาสบตาพอดี
“ผมจะเข้าคลับเลย คุณขึ้นไปก่อนเถอะ ไม่ต้องรอ” น ้าเสียงนั้นนุ่มทุ้มบอกกล่าวธรรมดา แต่
สำหรับผมเหมือนเป็นการล้อเลียนจนรู้สึกกระดากอายอย่างบอกไม่ถูก
ประตูลิฟต์ปิดลง ผมยกมือกุมขมับ
…ระฆังตีหมดยก รอบนี้แพ้ภัยตัวเอง
หากไม่นับตอนกลางคืนที่มันจะมายืนมองนิ่งๆ แล้ว ทุกเช้าจะมีกระดาษเอสี่วางหน้าห้องอย่าง
เรียบร้อยโดยมีที่ทับกระดาษอันเล็กกันปลิว
ประโยคที่คัดจนเต็มหน้าจะต่างไปในแต่ละวัน
‘ยกโทษให้ผมนะ’
ตัวอักษรบรรจง เรียงแถวสวยงามเหมือนเอาไม้บรรทัดมาวัด ไม่โย้เย้ทำส่งๆ และมีน ้าหนัก
เท่ากันอย่างตั้งใจ
ผมยืนพิจารณาโดยไม่สนใจความหมายก่อนจะขยำกระดาษและโยนบนตัวเอกที่นอนคลุมโปง
โซฟา
เที่ยงวันนั้น เลขาถือช่อดอกกุหลาบสีแดงด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
ผมโยนทิ้งใส่ถังขยะที่ว่างเปล่าในห้อง ปล่อยกลิ่นหอมลอยตลบ มั่นใจแล้วว่าเอกไม่ถอยง่ายๆ
เมื่อวานมันแค่แสร้งทำให้ผมตายใจอย่างที่ถนัดก็เท่านั้น ฉะนั้นผมต้องนิ่ง ต้องเยือกเย็นให้มาก
ที่สุด
ผมท่องซ ้าแล้วซ ้าเล่า และยิ่งย ้ากับตัวเองในตอนเย็น เอกทิ้งก้นบุหรี่ทันทีที่เห็นผม ก่อนจะรีบ
เสือกตัวเองขึ้นนั่งเมื่อผมปลดล็อกจนน่าฉงนว่ากำลังเป็นสารถีให้มันหรือยังไงกัน
“เมื่อวานนี้ที่คลับมีพนันกันด้วย” เอกเริ่มชวนคุย ส่วนผมมองถนนแน่วแน่ “ผมบอกคุณแล้ว
ใช่มั้ยว่าควีนรู้เรื่องของเรา และยังสนับสนุน อ้อ จะว่าไปเรื่องเครื่องอัดเสียงก็เป็นฝีมือควีน ผม
ลืมบอกเรื่องนี้สินะ ควีนส่งต่อให้กับหมอบ เรืออีกคนของคลับ แล้วโดนคุณนิดขโมยไป หรือก็
คือเรื่องที่ผมทะเลาะกับคุณพวกลำดับสูงในคลับรู้กันเกือบหมด”
ว่าไงนะ!!!
ผมอยากจะตะโกนลั่นอย่างโมโห แต่ทำได้เพียงท่องยุบหนอพองหนอในใจ
“พอเห็นผมง้อไม่สำเร็จก็เลยเริ่มตั้งโต๊ะพนัน คิงส์คลับชอบเรื่องตื่นเต้นท้าทายอยู่แล้ว อัตราส่วน
ตอนนี้คุณได้มากกว่าผมอีก โดยเฉพาะควีนที่แทงข้างคุณไปตั้งเยอะ”
“…”
“แต่ควีนมากระซิบลับหลังผมว่าถ้าเขาไม่กล้าลงมากๆ คนอื่นคงไม่มีใครแทงข้างนาย” เอก
หัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนความจริงแล้วทุกคนจะเชียร์ผมนะครับ”
“ฉัน…!!”
ซวยแล้วไง
เพราะกำลังขับรถอยู่ผมเลยทำได้เพียงกัดปาก และอดที่จะหันไปมองเอกด้วยใจนึกหวั่นไม่ได้
เป็นไปตามคาด…มันจ้องผมตาประกายวาวระยับเหมือนถูกแจ็คพ็อต ผมตกหลุมมันอีกแล้ว!
“ผมไม่คิดจะเอาชนะคุณหรอกนะ เรื่องแบบนั้นไม่สำคัญเลย ผมยอมให้คุณชนะร้อยครั้งพันครั้ง
ก็ได้ถ้านั่นทำให้คุณยอมยกโทษให้” เอกเอ่ยด้วยน ้าเสียงกึ่งล้อเล่นกึ่งจริงจัง “ผมรอคุณได้ทั้ง
ชีวิตนั่นแหละ แต่คุณล่ะ…”
ผมลอบกลั้นใจอย่างตั้งใจฟังโดยไม่รู้ตัว
“อายุคุณก็ไม่ใช่น้อยแล้ว ผมรอคุณได้อีกนาน แต่คุณจะรอได้ถึงเท่าไหร่ อย่าประวิงเวลาเลย
ครับนาย คุณกำลังเสียเปรียบอยู่นะ ปูนนี้แล้วต้องรีบกอบรีบโกย…”
ผมยื่นมือไปตีหัวมันอย่างอดไม่อยู่ ทำเอาเอกหน้าคว ่าเกือบกระแทกคอนโซลรถ แต่ก็ยังไม่วาย
มือไวคว้ามือผมไปจูบเบาๆ อย่างรวดเร็ว มันหัวเราะลั่น ส่วนผมนั่งขนลุกไปทั้งตัว
“คุณน่ารักชะมัดเลย”
เกลียดมันเป็นบ้า!
เช้าวันต่อมากระดาษคัดลายมือกลับกลายเป็นประโยคคำชมที่ผมไม่ต้องการ
‘คุณน่ารักจัง’
ผมบี้กระดาษเละกว่าทุกที แถมยังฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโปรยใส่ตัวเอกอย่างฉุนเฉียว
ฝันไปเถอะว่าผมจะระทวยเหมือนเด็กวัยรุ่น!
“อะไรน่ะ”
เที่ยงวันนั้น ผมขมวดคิ้วเมื่อเห็นเลขา ‘โอบ’ กล่องของขวัญขนาดใหญ่เข้ามา
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะท่านประธาน”
…เล่นลูกไม้อะไรอีกเอกภพ
ผมโบกมือให้เลขาออกไปก่อนจะแกะกล่องดู ปรากฏว่าเจอกล่องขนาดเล็กอีกอันอยู่ข้างใน
แกะอีก เจอกล่องซ้อนอีก
ชั้นแล้วชั้นเล่า
ผมชักโมโห นึกได้ว่ามันคงเอาคืนที่ผมฉีกกระดาษเมื่อเช้าเลยเขวี้ยง กระแทกพื้น เสียงขลุกขลัก
ดังขึ้น ผมมองอย่างนึกฉงน ที่แท้มันไม่ได้ใส่กล่องเปล่ามาแกล้งหรอกหรือ
นั่งชั่งใจคิดอยู่พักใหญ่ ผมก็ตัดสินใจเดินไปหยิบมาแกะต่อ ต้องสะกดอารมณ์ไม่ให้เดือดดาล
เพราะเจอซ้อนอีกสองชั้น กว่าจะเจอกับตุ๊กตาล้มลุกตัวหนึ่ง…หน้าตา…ไม่นับว่าดี เพราะ
รอยยิ้มกว้างเกินเหตุ ดูไม่ทุกข์ร้อน แถมยังสวมเสื้อเขียนหมายเลข ‘หนึ่ง’ ไว้ซะด้วย
ส่งตัวแทนมารึไง
ผมโยนทิ้ง แต่พอมันล้มกลิ้งสามตลบก็ลุกขึ้นมาปั้นหน้าระรื่นใส่
ผมเดินไปเตะ เจ้าตุ๊กตาโอนเอียงเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ตั้งตรงเหมือนเดิม
“…”
ผมโทรเรียกเลขาให้มาจัดการเศษขยะที่กองเต็มห้องเพราะถังขยะถูกช่อดอกไม้จับจองพื้นที่จน
ไม่สามารถยัดอะไรลงไปได้อีก เลขาเดินยิ้มๆ เข้ามา ก่อนจะเอ่ยชมตุ๊กตาล้มลุกบนโต๊ะทำงาน
ของผม
“น่ารักดีนะคะ”
ผมไม่ตอบ ลับหลังเลขาก็ดีดนิ้วใส่ตุ๊กตาที่ตั้งอยู่ริมโต๊ะทำงานอย่างไม่ใส่ใจ มันหมุนรอบตัวเอง
สามร้อยหกสิบองศา โยกเยกไปมาน่าหมั่นไส้จนเผลอเล่นหลายครั้งพร้อมอารมณ์ขมุกขมัวที่
เบาบางลง
ของชิ้นนี้ไม่เลวเลย
“คุณชอบมั้ย”
ระหว่างทางกลับบ้าน ผมหยิบหูฟังใส่เพื่อบ่งบอกว่าวันนี้ไม่ว่ามันจะพล่ามอะไรก็แล้วแต่อย่าคิด
ว่าผมจะมีส่วนร่วมอีก แม้จะได้ยินเสียงพูดลอดเข้ามาเบาๆ ก็ตาม
เอกส่ายหน้าน้อยๆ ผมรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ เงาที่สะท้อนกับกระจกรถทำให้เห็นโดยไม่ตั้งใจน่ะสิ
สักพักเอกก็ฮัมเพลงออกมา
รู้ตัวอีกทีผมเบาเสียงหูฟังไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่แน่ใจ
ตกกลางคืน ผมตื่นขึ้นมาเพราะรู้สึกแน่นท้องจนนอนไม่สบาย
ดูเหมือนสามวันกับอาหารขยะจะทำพิษ เริ่มมีอาการท้องอืดตามประสาร่างกายที่เริ่ม
เสื่อมสภาพและย่อยยาก ผมเดินไปหายาในห้องน ้า ก่อนจะจำได้ว่าเอกย้ายไปไว้ในห้องครัว แต่
พอรื้อดูก็พบแต่ยาแก้ไข้กับยาแดงทาแผล ผมทั้งง่วงทั้งจุกในท้องจึงอารมณ์ไม่ดี ควานหาอยู่
นานจนกระทั่งได้ยินเสียงคนใช้คีย์การ์ดเปิดประตูเข้ามา
เอกเอาเสื้อนอกพาดบ่า อ้าปากหาว ก่อนจะชะงักในท่านั้น พวกเราสองคนสบตาโดยไม่ตั้งใจ
“คุณตื่นขึ้นมาหายาเหรอ” เอกตาไว พอเห็นผมถือกล่องยาเลยรีบเข้ามาแตะหน้าผากและซอก
คอโดยไม่มีความคิดอกุศลเจือปน แต่สัมผัสอุ่นๆ ที่ไม่ได้เจอมานานกลับทำเอาผมลอบสะดุ้ง
เหมือนไม่คุ้นชินซะได้ จะว่าไปผมก็ไม่แตะต้องตัวใครมาหลายวันทั้งที่เคยหักโหมกับกิจกรรม
บนเตียงอย่างต่อเนื่อง
“ก็ไม่มีไข้นี่”
ผมไม่ตอบ วางกล่องยาทิ้งไว้และรีบเดินเข้าห้องเพื่อหลีกเลี่ยงการใกล้ชิด แต่เอกกลับจับต้น
แขนรั้งเบาๆ
“รู้สึกไม่สบายตรงไหนบอกผมสิ ผมลงไปซื้อยาให้คุณได้นะ”
ผมสะบัดแขนหนี แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงมือมันก็ไม่ต่างกับปลาหมึก
“อย่าฝืนตัวเองน่าคุณ ถ้าป่วยเรื้อรังจะทำยังไง”
…แค่เรื่องถ่ายท้องคงไม่เรื้อรังหรอกมั้ง
คงเพราะเห็นผมไม่ยอมพูดยอมจาแถมยังไม่หันไปมองสักครั้งเอกก็ยอมแพ้ ถอนหายใจเฮือก
ยอมปล่อยมือให้ผมกลับไปนอนต่อ
ได้ยินเสียงกุกกักเพราะเอกเข้ามาอาบน ้า ทุกวันหลังจากสวมกางเกงตัวเดียวมันจะยืนกอดอก
จังก้ามองผมยามหลับห่างๆ บ่นพึมพำแล้วกลับออกไป
“อย่าทำให้ผมเป็นห่วงนักจะได้มั้ย ตาแก่หัวดื้อ”
…ปากมันน่าจับตีจริงๆ
อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด กระดาษคัดลายมือของเช้าวันต่อมาคือประโยคหวานๆ จากเมื่อคืน
‘ผมห่วงคุณนะ’
เห็นแล้วรู้สึกแสลงชอบกลเหมือนว่าอาการท้องอืดครั้งนี้หนักหนาสาหัส ผมขยำกระดาษโยนใส่
เอกตามเคย พอจะออกจากห้องก็นึกลังเล วกกลับมาดึงผ้าห่มที่คลุมหน้าให้มันนอนหายใจ
สะดวก เพราะขนาดผมเองเห็นแล้วยังรู้สึกอึดอัดจนทนไม่ได้
ใบหน้ายามหลับที่เรียบนิ่งเหมือนคนไร้พิษสงและไม่คิดอะไรพิเรนทร์นั้นคล้ายไม่ได้เห็นมานาน
ปกติแล้วผมจะตื่นก่อนมันเสมอเลยคุ้นชินกับภาพนี้ ชวนให้รู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจ
ผมยืนมองสักพักก่อนจะออกไปทำงาน ไม่ลืมแวะซื้อยาแก้ท้องอืดและบอกเลขาให้สั่งอาหารชีว
จิตมาเป็นมื้อเที่ยง ผมมองอาหารที่เต็มไปด้วยสีเขียวอย่างไร้รสยิมแล้วนึกแหยง คนกินตามใจ
ปากขอแค่รสชาติอร่อยอย่างผมทำแบบนี้ก็เหมือนให้ฝืนกินยาขมชัดๆ
ไม่นานเลขาก็เดินเข้ามาพร้อมกับกล่องข้าวกล่องหนึ่ง
“มาส่งแล้วไม่ใช่รึไง”
“เอ่อ…อันนี้มาจากคุณคนเดิมน่ะค่ะ”
ผมเลิกคิ้ว รอจนเลขาออกไปจึงเปิดกล่องดู เป็นข้าวกับเต้าหู้ผัดและสารพัดเห็ด เทียบกับอาหาร
ที่สั่งในราคาหลักร้อยกับกล่องข้าวในราคาสักสิบแล้ว…ผมเลือกรับประทานอันหลัง
ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่เอกก็รู้ใจผมจริงๆ
เย็นวันนั้นผมตัดสินใจแวะร้านอาหารที่มันพูดชวนตั้งแต่วันแรกเพื่อไม่ให้รู้สึกติดค้างบุญคุณ
“ผมเลี้ยงนะ”
ผมสั่งเมนูแนะนำปลาทอดสมุนไพรเป็นคำตอบ ปล่อยให้เอกที่นั่งตรงข้ามยิ้มเล็กยิ้มน้อยน่าขน
ลุกสิ้นดี พออาหารมาเสิร์ฟก็รีบกระตือรือร้นช่วยตักกับข้าวให้ผม แกะก้างปลาวางเป็นชิ้นๆ
ข้อดีของเอกคือไม่ได้เอาใจส่งๆ เหมือนพวกคู่นอนคนอื่นที่ชอบตักเอาทุกอย่างมากองบนจาน
ผม แต่มันคอยตักทีละอย่างสลับกันเพื่อไม่ให้อาหารเสียรสชาติ และสังเกตตลอดเวลาว่าผม
ชอบอะไรเป็นพิเศษ
พอเดินกลับมาที่รถเอกก็ฉวยกุญแจในมือผมไปถือ
“ผมขับให้นะ”
เมื่อมีคนเสนอตัวเป็นสารถีผมก็ไม่ขัด
อาจเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ พอหนังท้องตึงหนังตาเลยเริ่มหย่อน ตอนแรกแค่อยากพัก
สายตา แต่กลายเป็นว่าเผลอหลับลึกโดยไม่รู้ตัว
สะดุ้งตื่นอีกครั้งตอนกลางดึก ผมกะพริบตาปริบมองรอบกาย ไม่น่าเชื่อว่าผมจะหลับสนิทชนิด
ที่เอกอุ้มขึ้นมาบนเตียงโดยไม่รู้ตัวสักนิด ผมสำรวจตัวเอง พบว่ายังสวมเสื้อตัวเดิมแต่สูทถอด
พาดวางข้างๆ แสดงว่ามันยังไม่กล้าจับผมแก้ผ้าเปลี่ยนเสื้อตามใจชอบ
ผมลุกขึ้นมาเข้าห้องน ้า พอเห็นแสงจากใต้ประตูก็ลอบประหลาดใจเพราะนี่ปาไปตีห้า เอกควร
จะนอนแล้ว
ผมแง้มประตู เห็นคนคนหนึ่งกำลังนั่งตรงโต๊ะอาหาร ถือปากกาบรรจงเขียนอะไรบางอย่าง
“วะ อีกแล้วเหรอเนี่ย!”
เอกขยี้หัวเมื่อมือเลอะปากกาแล้วเผลอปาดกระดาษจนเป็นทางยาว ใต้เท้าของมันมีกระดาษ
เสียขย ้าทิ้งเต็มไปหมด บางแผ่นคัดไม่ตรง บางแผ่นเขียนผิด บางแผ่นไม่สวย ผมมองภาพนั้น
แล้วรู้สึกขำอย่างบอกไม่ถูก เผลอยืนอยู่นานจนชักเมื่อยจึงกลับไปนอนต่อ
คราวนี้หลับสนิทยาวถึงเช้า
‘อยากดูแลคุณ’
ผมมองข้อความในกระดาษด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เอกเก็บกวาดหลักฐานซะเรียบ อาจจะขนไปทิ้งในถังขยะใหญ่ตรงทางหนีไฟข้างนอกก่อนจะ
กลับเข้ามา ใครเลยจะเชื่อว่าแค่กระดาษแผ่นเดียวทำเอาผู้ชายสัปหลับคนหนึ่งทะเลาะกับมัน
ได้ค่อนคืน
ครั้งนี้ผมขยำไม่ลง แต่ถ้าวางไว้เฉยๆ เอกคงได้ใจ เลยจำใจเก็บไว้กับตัว
ให้มันนึกว่าผมเอาไปทิ้งแล้วกัน
แต่ประโยคแรกที่มันทักทันทีที่ขึ้นรถในตอนเย็นคือ…
“คุณเก็บกระดาษไว้เหรอ”
…ดูถูกมันไม่ได้เลยจริงๆ!
“ผมดีใจนะที่อย่างน้อยคุณก็ไม่ขยำทิ้งแล้ว”
ผมไม่ตอบ เลี้ยวเข้าร้านอาหารเพราะเริ่มรู้ตัวว่าจะทรมานตัวเองไปทำไม เมื่อตอนเที่ยงเอก
ทำอาหารมาให้ เจอรสชาติอร่อยเข้าไปก็ไม่อยากจะกลับไปกินอาหารขยะพรรค์นั้นแล้ว
“ผมเลี้ยงนะ”
ผมพยักหน้าส่งๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเผลอแสดงกิริยาตอบรับมันไป
ครั้งนี้เอกไม่ล้อเลียนหรือกล่าวชม มันเพียงหัวเราะเบาๆ เหมือนสายลมอุ่นลอยเฉื่อย
…ผมชักลืมแล้วว่าเราสองคนกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง ก่อนจะฉุกใจคิดได้ว่าผมกำลังโกรธ
อยากจะตัดขาดกับผู้ชายคนนี้อยู่ต่างหาก
อย่าลืมจุดประสงค์แรกเริ่มสิเจ้านาย