Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 17 : ล้มทั้งยืน
และผมก็เจอข้อแตกต่างระหว่างนายกับคุณนิดได้อีกอย่าง
นายน่ะมีอะไรก็เก็บอุบไว้กับตัวเอง โมโหเอง หายเอง แต่คุณนิดน่ะมีอะไรต้องป่าวประกาศ ทำ
ให้เรื่องใหญ่เข้าไว้ เพื่อเรียกร้องความเห็นใจหรือเรียกง่ายๆ ว่า ‘ขี้ฟ้อง’
“ผมไม่ยอมนะครับคุณคิง”
วันต่อมา ผมถูกเรียกตัวทันทีที่เข้างาน เห็นว่าคุณนิดมายืนรออยู่นานแล้ว เดือดร้อนไปถึงบอส
กับควีนที่ต้องเข้างานเร็วกว่าทุกวัน
“คนของคุณทำให้ลูกน้องผมเจ็บหนักขนาดนี้ ผมไม่มีวันปล่อยให้เรื่องเงียบไปเฉยๆ แน่”
ตั้งแต่เข้ามาในออฟฟิศก็มีแค่คุณนิดที่พูดไม่หยุด บอสไม่แม้แต่จะถามความเห็นผมด้วยซ ้า
ไม่ใช่ว่าเชื่อคำคนอื่น หรือดูภาพในกล้องวงจรปิดไปแล้ว แต่เพราะเชื่อในตัวของลูกน้องทุกคน
และรู้จักผมดีว่านายเอกภพไม่มีทางไปท้าตีท้าต่อยใครอย่างไร้เหตุผล ถ้าเป็นเก่งก็ว่าไปอย่าง
“หยุดพูดก่อนนะคุณนิด คุณพูดวนไปมาจนผมปวดหัวแล้ว” ควีนยกมือห้ามเมื่อคุณนิดเริ่ม
โวยวายในเรื่องเดิมๆ โดยพูดย ้าแต่ว่าสมรเจ็บตรงไหน โดนเย็บไปมากเท่าไหร่ แถมยังอ้างถึง
ปัญหาความผิดปกติเพื่อให้ผมเหมือนกลั่นแกล้งคนไร้ทางสู้อีกต่างหาก “สรุปแล้วคุณอยากได้
ค่ารักษาพยาบาลเท่าไหร่ก็พูดมาตรงๆ เถอะ”
เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกอาย…อายแทนคุณนิดน่ะครับ
“ฉันต้องการค่าปลอบขวัญด้วย!”
ผมคงประเมินเข้าสูงไปหน่อย เพราะคุณนิดไม่แม้แต่จะกระดากแถมยังเรียกร้องมากขึ้นอีก
ต่างหาก
“ว่าไงคิง” ควีนหันไปถามบอสที่นั่งนิ่งอย่างน่ากลัว ฉายาราชาไร้พ่ายของบอสไม่ใช่ว่าเขา
เก่งกาจเกินคนจนโค่นล้มไม่ได้ แต่มาจากการแสดงออกที่ไม่สะทกสะท้านต่อให้สถานการณ์บีบ
เค้นเพียงไรต่างหาก ไม่เคยมีใครไล่ต้อนบอสให้เสียความเยือกเย็นได้ และนั่นก็ทำให้เขาไม่เคย
โดนเอาเปรียบแถมยังเป็นที่เกรงขามแม้ว่าจะอายุน้อยกว่าคุณนิดก็ตาม
“คิงส์คลับไม่มีกฎจ่ายค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดจากการทะเลาะวิวาท”
น ้าเสียงราบเรียบแต่สายตาเหี้ยมเกรียมทำเอาคุณนิดหดคอไปสองเซนติเมตร
“แต่คนของคุณเริ่มใช้อาวุธก่อนนะ!”
ผมกลอกตา ใบมีดเล็กจิ๋วของผมถ้าเทียบกับปืนสีดำมะเมื่อมแล้วเหมือนของเล่นไปเลย
“ที่นี่ปกครองด้วย ‘กฎ’ ถ้าคิดก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ก็ต้องเคารพในกฎ”
“แต่…”
“คิงส์คลับไม่มีข้อห้ามเรื่องทะเลาะวิวาท ต่อให้ถูกทำร้ายก็ไม่มีสิทธิ์เรียกร้อง” บอสเอ่ยพร้อมยิ้ม
เหี้ยม “หรือจะลองพิสูจน์ด้วยตัวเองล่ะ”
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในประโยคนั้น ผมเลยแอบดัดนิ้วจนเกิดเสียงดังกรอบ คุณนิดสะดุ้ง
โหยง มองผมราวกับว่าเป็นยมทูตที่พร้อมจะเอามีดแทงคนตายทันที สงสัยเขาจะอ่านกฎของ
คลับไม่แตกฉานจริงๆ เพราะแม้จะทำร้ายร่างกายกันได้ แต่ที่นี่ห้ามฆ่าคน
“มีอะไรจะพูดอีกมั้ย” บอสเอ่ยเสียงเรียบแกมข่มขู่ คุณนิดได้แต่ส่ายหน้า เพราะขืนเรียกร้อง
ความเป็นธรรมหลอกๆ อีกมีหวังเขาได้ตามรอยสมรไปแน่ๆ
“งั้นก็ไสหัวไป”
คุณนิดหน้าเสีย คนอย่างเขาคนไม่เคยโดนไล่ซึ่งหน้ามาก่อน แต่เพราะทำอะไรไม่ได้แถมผมยัง
ยืนดัดนิ้วเลยยอมหอบร่างบอบบางจนเหมือนจะหักออกไป วูบหนึ่งผมเห็นแผ่นหลังนั้นดูโศก
สลดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าคนจนตรอกที่พร้อมทำทุกอย่างแม้ว่าจะเป็นเรื่องหน้าไม่อายแค่
ไหนก็ตาม
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับนาย…ผมจะไม่เห็นใจเลย
“เอาล่ะ มีอะไรจะสารภาพมั้ยพี่เอก” ลับหลังคุณนิด ควีนก็เอามือประสานไว้ใต้คางพร้อม
รอยยิ้มกว้างราวรอโอกาสสืบสวนอยู่แล้ว ผมโน้มศีรษะให้บอสเล็กน้อยเป็นการขอโทษที่นำพา
เรื่องยุ่งยากมากให้ เขาปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ควีนคงไม่ถูกหมายตาแล้วล่ะครับ เพราะสมรไม่สนใจเรื่องที่คุณหักหน้าคุณนิดเลย”
“งั้นสนใจเรื่องอะไรล่ะ”
เวลาบอสเอ่ยควีนจะฟัง เวลาควีนพูดบอสจะเงียบ ทั้งคู่แบ่งหน้าที่ไม่ให้ทับซ้อนอำนาจหรือ
คะคานกันอย่างดี แต่ผมอยากให้บอสช่วยเหลือลูกน้องอย่างผมบ้าง…สักนิดก็ยังดี
“อืม…พี่ไม่ต้องตอบดีกว่า ผมลองเดานะว่าสาเหตุที่ทำให้พี่เอกต้องลงมือหนักขนาดนั้นทั้งที่
ปกติไม่ยุ่งเรื่องคนอื่น แสดงว่านี่ต้องเกี่ยวกับ…นาย”
ผมกลอกตา
“มือที่สามเหรอพี่เอก เอ๊ะ หรือว่าคนรักเก่า ไม่สิ สเป็คนายไม่ใช่ล ่าบึกแบบสมรแน่ๆ ถ้างั้นก็…”
“พอได้แล้ว”
คำขอของผมเป็นจริง บอสจับศีรษะควีนให้หันเข้าหาตัวจนหน้าซุกอก ควีนดิ้นขลุกขลัก แม้จะ
หลุดออกมาได้แต่ก็เล่นเอาผมเสียทรง
“ไหนมึงบอกว่าถ้ากูไปส่งวันนั้นแล้วจะจบ แล้วทำไมยังไม่จบอีก”
“โธ่ไอ้คิง นี่มันเรื่องพี่เอกไม่ใช่เรื่องกูสักหน่อย”
“เรื่องของเอกแล้วมึงยุ่งทำไม”
“อุก…” ควีนทำหน้าเจ็บปวดเหมือนโดนกรีดหัวใจ
“เลิกก่อเรื่องได้แล้วนิลกาฬ ก่อนที่กูจะหมดความอดทน”
บอสครับ…ผมไม่เคยรู้สึกดีใจที่ทำงานกับบอสเท่านี้มาก่อน บอสช่างสมเป็นคนที่ผมยอมรับ
จริงๆ!
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
ผมรีบถือโอกาสชิ่ง ถ้าตัดปัญหาเรื่องควีนได้ทุกอย่างก็สบายแล้ว คุณนิดดูหงอขนาดนั้น สมร
เองก็บาดเจ็บ ทั้งคู่คงไม่สามารถทำอันตรายให้กับควีนได้ในเร็วๆ นี้แน่นอน
ความจริงแล้วเรื่องรักใคร่ของลูกน้อง บอสไม่เคยห้ามควีน แม้จะชักสีหน้ารำคาญบ้างก็ตาม แต่
ที่เขาออกปากขนาดนี้ คงเพราะไม่อยากให้ควีนแกว่งเท้าหาเสี้ยนจนเจ็บตัวมากกว่า
บอสเป็นคนเจ้าแผนการที่รอบคอบมากที่สุดคนหนึ่ง แม้จะไม่ค่อยมีใครได้เห็นความสามารถ
ของบอส แต่นั่นหมายความว่าทุกคนล้วนอยู่ในกระดานของเขาหมดแล้ว สมองของบอสก็
เหมือนการเล่นหมากรุก เขาวางแผนล่วงหน้าหลายต่อหลายชั้น เพื่อจะไม่ยอมให้มีหมากต่างสี
ตัวไหนเข้าใกล้ควีนหรือทำอันตรายต่อคลับได้ กันทุกทาง ตัดความเป็นไปได้และสะบั้นสาย
ป่านทุกอย่าง ไม่ใช่รอให้เรื่องเกิดแล้วค่อยมานั่งแก้ แบบนี้จะไม่เรียกว่าเจ้าแผนการได้ยังไง
– วันนี้ฉันจะไปรับ –
ผมอมยิ้มกับข้อความที่แสนน่ารักของนาย ดูเหมือนว่าคำพูดของผมเมื่อวานจะทำให้เขาเริ่มคิด
ที่จะไว้วางใจผมมากขึ้นแล้ว
– กลัวผมถูกดักตีเหรอครับ –
ผมแกล้งแซว
– กลัวพลาดไม่ทันเห็นแกโดนตีน่ะสิ –
เขาตอกกลับ ผมหัวเราะหึๆ นี่เป็นครั้งแรกนับจากคบกันที่เขาเสนอตัวมาที่ทำงานของผม โดย
ไม่ใช่การมาหาควีน
– ขอบคุณนะ –
– หัวฟาดรึไง –
– ผมแค่ดีใจที่คุณมารับผมบ้าง แสดงว่าพรุ่งนี้ผมก็ไปรับคุณในที่ทำงานได้เหมือนกันใช่มั้ย –
– ถ้าไม่ทำตัวเด่นก็ไม่มีปัญหา อย่าหาเรื่องให้ฉันก็พอ –
ให้ตาย…พอควีนหลบฉากเส้นทางรักของผมก็เต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ!
ผมตัดสินใจกดโทรหานาย
“ระวังสมรด้วยนะคุณ
(( มันอยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่รึไง ))
“ยังไงก็ระวังตัวหน่อย วันนี้คุณนิดเพิ่งมาเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล แม้จะถูกบอสไล่กลับ
แล้วแต่เขาอาจจะยังวนเวียนอยู่แถวนี้เพื่อหาเงินก็ได้”
(( หึ โง่เสียชื่อสกุลจริงๆ เอาเถอะ แกคงไม่คิดว่าฉันจะลงจากรถเดินไปหาแกหรอกนะ ))
ผมยิ้ม มั่นใจว่านายไม่กล้าให้ใครเห็นอยู่แล้ว
“คุณน่ารักจัง”
(( ฉันจะอ้วก ))
นายวางสาย แต่น ้าเสียงไม่ยักจะพะอืดพะอมตามคำบอก ถ้าพูดกันต่อหน้านายต้องหลบตาผม
แน่ๆ
ไม่รู้ว่าเพราะได้กำลังใจดีรึเปล่า วันนี้ผมเลยกระตือรือร้นเป็นพิเศษจนเบี้ยยังทักว่าผมมีแฟน
แล้วเหรอ ดูเหมือนกรจะไม่ได้ปากสว่างขนาดกระจายข่าวเรื่องผมกับนาย ผมเลยแค่ยักไหล่ให้
ไปคิดกันเอาเอง
– ฉันถึงแล้ว –
ก่อนเลิกงานยี่สิบนาที นายส่งข้อความหาผม
– ถ้าเหงาจะลงมาหาผมก็ได้นะ –
– ทำงานไปซะ! –
ผมหัวเราะในลำคอแผ่วเบา
“พี่เอกต้องมีแฟนแล้วแน่ๆ”
เบี้ยคนเดิมยังไม่ละความพยายามที่จะเค้นความจริงจากผม
“ทำไม เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอ”
“โห ชัดจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้วพี่”
“ทำงานไป อีกสิบห้านาทีก็ได้กลับบ้านแล้ว นายจะได้กลับไปหาแฟนตัวเองไง”
เบี้ยสะดุ้งเมื่อโดนผมพูดอย่างรู้ทัน ก่อนจะเตรียมตรวจความเรียบร้อยเพราะปกติแล้วในช่วง
ใกล้ปิดคลับลูกค้าก็จะทยอยกลับกันแล้ว ไม่จำเป็นต้องยืนไล่ให้เสียเวลา
พอเห็นทุกอย่างเรียบร้อยดีผมจึงตัดสินใจบอกเก่งว่าขอออกไปก่อนเพราะบอสกับควีนกลับไป
ตั้งแต่ตีสอง เนื่องจากวันนี้ไม่มีนัดอะไรเป็นพิเศษ เก่งมองผมอย่างประหลาดใจ ปกติผมมักจะ
รอออกไปพร้อมกับคนอื่นๆ เสมอ
“เอาน่า…” ผมตบไหล่เพื่อนร่วมตำแหน่งก่อนจะหันไปโบกมือให้แว่นที่นั่งอยู่หน้าออฟฟิศอย่าง
เคร่งเครียดเพราะกำลังคำนวณยอดในวันนี้ รายนั้นพยักหน้าเล็กน้อยตามประสาคนไม่พูดมาก
เหมือนเคย “กับแว่นก็พยายามรุกหน่อย ลองหาข้ออ้างขอค้างบ้านสักคืน แม้จะไม่ได้นอน
ด้วยกันแต่ก็ถือว่ามีอะไรพัฒนา”
เก่งหน้าแดงแปร๊ด เห็นแล้วผมก็ส่ายหัว จะสอนเรื่องเทคนิคกับคนไม่มีเซ้นท์จับอารมณ์คนอื่น
อย่างเก่งคงจะยากเกินความสามารถไปหน่อย
ผมมองนาฬิกาแล้วเดินออกจากคลับก่อนเวลาเลิกงานสิบห้านาที ทิ้งมอเตอร์ไซค์ไว้เพราะตั้งใจ
ติดรถกลับกับนาย แต่พอเดินไปที่หน้าคลับผมก็ใจหายวาบเพราะไม่ยักเห็นเฟอรารี่สีแดง
จนกระทั่งมองเลยห่างออกไปสามร้านถึงค่อยโล่งอก
ผมเดินไปเคาะกระจกรถนายด้วยรอยยิ้มที่คิดว่าเท่บาดตาบาดใจที่สุด
แต่นายกลับไม่ยอมปลดล็อครถสักที
“คุณ…” ผมเคาะอีกครั้ง คราวนี้นายยอมเปิดประตูให้ แต่พอขึ้นมาบรรยากาศในรถกลับไม่สู้ดี
เอาซะเลย “เป็นอะไรไป เจอใครงั้นเหรอ”
นายกัดปากแล้วเสมองข้างทาง อาการส่อพิรุธเห็นๆ
“คุณเจอใคร ควีน? ไม่สิ…คุณนิด?”
“ฉันไม่อยากคุยตรงนี้” นายเอ่ยเสียงห้วน ไร้เยื่อใยใดๆ ในน ้าเสียงนั้นจนชวนให้จิตใจแห้งผาก
“และเลิกพูดมากก่อนที่ฉันจะคุมตัวเองไม่ได้แล้วถีบแกลงจากรถ”
ผมตัดสินใจรัดเข็มขัดนิรภัยแล้วปิดปากทันที นายกำลังโกรธจัด…โกรธอย่างที่เส้นเลือดปูดโปน
และต้องระงับอารมณ์ตัวเองไม่ให้ตวาดออกมา ความหนักหนานี้บ่งบอกว่าถ้าสะกิดเข้าหน่อย
จะต้องระเบิดตูมแน่นอน ฉะนั้นผมจะไม่หาเรื่องตาย แต่นั่งคิดวิเคราะห์เงียบๆ ว่าทำไมจู่ๆ เขา
ถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า
ไม่ใช่ควีนแน่นอน เพราะพวกเขาเคลียร์กันจบแล้ว ที่เป็นปัญหาตอนนี้ก็มีแค่คุณนิดเท่านั้นซึ่ง
กำลังเข้าตาจน
หมาจนตรอกมักทำอะไรคาดไม่ถึง แต่ผมก็ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะมีอะไรมากระทบกระแทกใจ
ของนายจนแสดงอาการถึงขนาดนี้ เพราะนึกไปนึกมา คุณนิดก็มีส่วนได้เปรียบแค่เรื่อง
ครอบครัวที่อาจนำพาความยุ่งยากใจให้นายบ้าง แต่ต่อให้คิดจนสมองแทบแตกแค่ไหน ผมก็
มองไม่ออกอยู่ดีว่านายที่เห็นคุณนิดเหมือนเหลือบเหมือนไร จะยอมเอาอารมณ์มาใส่กับคนที่
ลืมจากความทรงจำไปแล้ว
หรือจะเป็นสมร?
ยิ่งไม่มีทางไปใหญ่ นายไม่ชอบการตามตื๊อไร้สาระ โดยเฉพาะเรื่องความรักฝังใจรักแท้รักเดียว
ของนายสมรซึ่งเหมือนเรื่องเพ้อฝันคิดไปเองฝ่ายเดียว เผลอๆ เจอหน้ามีแต่โดนดูถูกดูแคลน ถึง
สมรจะน่าสงสาร แต่นายไม่เคยเห็นใจใคร
งั้นจะเป็นเรื่องอะไรได้ล่ะ
ผมคิดแล้วคิดอีก คิดซ ้าคิดซาก ฉุกนึกถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นาๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ก็ไม่มี
อะไรเข้าเค้าสักอย่างเดียว
ลอบสังเกตสีหน้าของนาย…หน้าตาเขาดูไม่ได้จริงๆ มือกำพวงมาลัยแน่น ขาเหยียบคันเร่งไม่
ยอมยกออก โชคดีที่ตอนกลางคืนถนนโล่ง จึงไม่ต้องห่วงเรื่องอุบัติเหตุ
เห็นริมฝีปากล่างที่ถูกกัดแน่นแล้วอยากจะช่วยคลายเหลือเกิน
แต่ผมทำได้เพียงสังเกตเงียบๆ พลางภาวนาให้อารมณ์ของนายลดลงตามจังหวะเข็มนาฬิกา ซึ่ง
คงจะไม่เป็นผลเท่าไหร่ เพราะพอถึงคอนโดนายก็ปิดประตูรถกระแทกเสียงดัง เขาไม่แม้แต่จะ
รอผมด้วยซ ้าแต่เดินนำไปที่ลิฟต์อย่างเร่งรีบจนต้องวิ่งตาม
ผมเกือบจะโดนลิฟต์หนีบอยู่แล้ว แต่นายไม่สนใจเลย เขาไม่ปรายตามองผมแม้แต่เสี้ยววินาที
และนั่นทำให้ผมตระหนักได้ว่า…หรือเรื่องคราวนี้จะเกี่ยวกับตัวเอง
แต่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด เรื่องที่ตามสืบครอบครัวของเขาก็รายงานบอกทุกอย่างไม่ปิดบัง ถ้าเป็น
เรื่องนอกใจยิ่งเป็นไปไม่ได้ ตอนเช้าผมนอนกกกับเขา อยู่แต่ในคอนโด ตอนเย็นก็ออกมาทำงาน
ชีวิตของผมเจอแต่นายไม่ได้เจอคนอื่นเลย
คีย์การ์ด? ไม่หรอก นายไม่โกรธเรื่องเดิมซ ้าซาก ถ้าเขาบอกว่าไม่ติดใจแล้ว ก็คือไม่จริงๆ
ผมเดินตามหลังนายอย่างระมัดระวังตัวเองที่สุดแม้จะไม่รู้สาเหตุเลยก็ตาม จนกระทั่งนายเปิด
ประตูห้องอ้ากว้าง ผมก็รีบตามเข้าไปก่อนจะโดนปิดใส่ แต่พอก้าวข้ามกรอบไปเพียงก้าวเดียว
นายกลับโยนของสิ่งหนึ่งกระแทกหน้าอกผม
มันคือเครื่องอัดเสียง
แถมยังกดเล่นแล้วซะด้วย
‘อยากได้ท่าอะไรเป็นพิเศษมั้ยพี่เอก’
วินาทีนั้น…ผมเหมือนโดนน ้าเย็นสาดใส่ทั้งตัว
นั่นเป็นเสียงของควีน!
ไม่หรอกน่า ไม่มีทางเป็นไปได้
‘งั้น…ถ่ายคู่กับผมมั้ยครับ’
และนี่…ก็เป็นเสียงของผมเอง
‘ไม่ดีมั้งพี่เอก’
‘ผมล้อเล่น’
น ้าลายที่กลืนลงไปช่างบาดคอเหลือเกิน ผมอยากจะทำลายเครื่องอัดเสียงนี้ แต่ก็สายเกินไป
เพราะจากสายตานายบ่งบอกว่าเขาได้ฟังทั้งหมดแล้ว และตอนนี้คนที่หลบตามาตลอดก็กำลัง
จ้องผมไม่กะพริบ นั่งอยู่บนโซฟา หันหน้าเขาหาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังระคน
เกรี้ยวกราด
‘จริงสิพี่เอก วันนั้นพี่เป็นคนไปส่งนายรึเปล่า’
บทสนทนายังคงดำเนินต่อไป
‘ใช่ครับ ผมไปส่งเขาที่ลานจอดรถ’
‘นายพูดอะไรรึเปล่า’
‘เปล่านี่ครับ’
‘แปลก นายไม่ใช่คนเงียบหายทั้งที่ยังค้างๆ คาๆ แบบนี้ ถึงผมจะไม่อยากยุ่งด้วยเท่าไหร่ แต่มัน
ตะขิดตะขวงใจชอบกล ไอ้คิงก็พังโทรศัพท์ผมทิ้งเป็นเครื่องที่สองแล้ว เลยไม่รู้จะติดต่อนาย
ยังไง’
ทั้งที่แอร์เย็นจัดขนาดนี้ แต่ผมกลับรู้สึกถึงเม็ดเหงื่อที่ซึมเต็มแผ่นหลัง
‘พี่เอกพอรู้เบอร์นายมั้ย’
มือและเท้าของผมด้านชาไปหมด
‘ทำไมควีนถึงคิดว่าผมรู้ล่ะครับ’
‘เพราะพี่เอกเป็นคนรอบคอบรองจากพี่แว่น ไม่มีทางให้นายเข้ามาวุ่นวายในคลับแล้วปล่อยไป
โดยไม่มีมาตรการรองรับแน่ๆ ในข้อมูลสมาชิกของนายมีลงเบอร์โทรไว้ก็จริงอยู่ แต่ไอ้คิงไม่ยอม
ปลดแบล็คลิสต์ พี่แว่นลบข้อมูลทั้งหมดทิ้งไม่ให้ผมเข้าไปดู ถามก็ไม่ยอมบอก…’
‘หากนั่นเป็นคำสั่งของบอสเพื่อป้องกันไม่ให้ควีนยุ่งเกี่ยวกับนาย แล้วควีนคิดว่าผมจะบอกเหรอ
ครับ’
‘ไม่ ถ้าคนในคลับไม่ยึดคำของไอ้คิงเป็นหลัก แล้วผมจะไว้ใจอัศวินและเบี้ยทุกคนได้ยังไง’
‘งั้น…’
‘แต่พี่เอกเป็นคนเฝ้าประตูคลับ ผมเชื่อว่าระหว่างนี้นายจะต้องมาหาผมไม่ต ่ากว่าหนึ่งครั้งแน่ๆ
ผมเลยอยากขอความร่วมมือนิดๆ หน่อยๆ’
คราวนี้ผมเป็นฝ่ายหลบตานาย เป็นครั้งแรก…ที่ผมไม่กล้ากระทั่งสู้หน้าเขา
‘อะไรเหรอครับ’
‘ผมอยากฝากให้พี่เอกบอกเบอร์ใหม่ของผมกับนายถ้าเขามาหา จะได้นัดเคลียร์ให้เรียบร้อย’
‘บอสรู้เรื่องนี้รึเปล่าครับ’
‘เดี๋ยวก็รู้ ฉันไม่เคยปิดบังอะไรสักหน่อย ไว้จับได้ก็บอกเองล่ะน่า ฝากด้วยนะพี่เอก ผมไว้ใจพี่
นะ’
‘ครับ ถ้านายมาผมจะส่งให้เขาแน่นอน’
บทสนทนาจบลงเพียงเท่านี้
ผมยิ่งกว่าไร้เรี่ยวแรง อยากทำลายเครื่องอัดเสียงบ้าๆ นี่ อยากจะขยี้ให้แหลกเละ แต่ในความ
จริงแล้ว แม้แต่จะก้าวไปข้างหน้าผมยังทำไม่ได้ เหมือนมีกำแพงกางกั้นระหว่างผมกับนาย จน
ได้แต่เอนหลังพิงกับประตูเพื่อทรงตัวไม่ให้ทรุดนั่งอย่างสิ้นท่า
“มีอะไรจะพูดมั้ย”
น ้าเสียงของนายเย็นชาเหลือเกิน ผมพยายามขยับปาก แต่ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา ผมจะแก้
ต่างอะไรได้ ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดล้วนเป็นความจริง
บอกว่า ‘ไม่’ ผมก็ผิด
แต่ถ้ายอมรับว่า ‘ใช่’ ก็เหมือนฆ่าตัวตายซึ่งหน้า
วินาทีนั้น ผมอยากเอ่ยคำขอโทษ หมดสิ้นข้ออ้างเอาตัวรอดใดๆ ผมอยากขอโทษเขา ขอโทษที่
ทำให้เสียใจ ผิดหวัง และเจ็บช ้ากับความรักที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ แต่ผมก็ทำได้เพียงฝืนกลืนลงไป
เพราะรู้ดีว่าในตอนนี้…นายไม่เชื่อผมอีกแล้ว
สายตาเกลียดชังอย่างที่สุดของนายคือสิ่งยืนยัน
ไม่ว่าผมจะขอโทษ หรืออธิบายเหตุผลมากมายแค่ไหน พูดความรู้สึกแท้จริงตัวเองอย่างไร นาย
ก็ไม่มีหวังเชื่อ กลับกัน เขามีแต่จะยิ่งรังเกียจ ขยะแขยง และต่อต้าน
…แล้วจะให้ผมทำยังไง
เป็นครั้งแรกที่ถูกไล่ต้อนจนได้แต่นิ่งงัน ไม่ว่าจะหาทางออกมากมายแค่ไหนสุดท้ายก็มีจุดจบ
อย่างที่ไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ ้า ผมทำอะไรไม่ได้แล้ว ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
…
ผมอับจนหนทางอย่างแท้จริง
ทันทีที่ตระหนักได้ ภาพเบื้องหน้าพลันพร่าเลือนจนน่าตกใจ ผมรู้สึกถึงความรู้สึกอัดแน่นในอก
ที่ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น และเมื่อเงยหน้าขึ้น ก็คล้ายกับมีหยาดน ้าใสเย็นเยียบไหลผ่านแก้ม
และหยดลงบนพื้น
“เหอะ”
แต่ไม่สามารถเปลี่ยนสายตาของนายได้เลย
“ฉันไม่เคยเชื่อใจแก และนี่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์ว่าฉันคิดถูก”
“ผม…ทำเพื่อคุณ”
น ้าเสียงของผมสั่นเครือจนน่าตกใจ
“เพื่อฉัน?”
นายหัวเราะลั่น ทิ่มแทงใจจนทำให้ผมได้แต่กะพริบไล่น ้าตาที่เอ่อคลอออกไป และนั่นก็ทำให้
เห็นว่านายกำลังมองผมด้วยท่าทีแบบไหน มันยิ่งกว่าการถูกเกลียดเสียอีก
“หรือเพื่อตัวเองกันแน่ เอกภพ”
คำตอบของคำถามนั้น ผมย่อมรู้ดีที่สุด
เหมือนกับที่นายเห็นธาตุแท้และมองด้วยความชิงชังอยู่อย่างนี้
เพราะสายตาของเขา…มองผมไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน
มันเจ็บยิ่งกว่าถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมาซะอีก
“เก็บของแล้วออกไปซะ วางคีย์การ์ดไว้ด้วย อย่าให้ฉันพูดซ ้าสอง”
“ผม…”
นายตัดบทคำพูดด้วยการเขวี้ยงแจกันใกล้มือใส่ เขาขว้างแม่นมาก เพราะแจกันกระแทกกับอก
ผมอย่างจังก่อนจะตกแตกกับพื้น เศษกระเบื้องกระจายเต็มเท้าจนแทบไม่กล้าขยับก้าวไป
ข้างหน้า
แต่ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะข้ามไปอยู่แล้ว
เศษแจกันที่แตกละเอียด ไม่ต่างกับสายสัมพันธ์ของเราสองคนที่ไม่มีวันกลับเป็นอย่างเดิม
วินาทีนั้น พื้นที่ยืนอยู่คล้ายถล่มลงมา
แต่ยังไม่เท่ากับความจริงที่ว่า…
……..
…
เคยมีคนถามผม ว่ามีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหนที่คนอย่างนายเอกภพจะมีความรัก ผมหัวเราะ
ตอบ บอกอย่างไม่ใส่ใจว่าถ้าจะมาก็มาเถอะ ผมไม่เดือดร้อนขนาดคิดขวนขวายตามหา ถ้า
มาแล้วจีบไม่ติดก็ช่าง ถ้าเขามาชอบแล้วผมไม่ชอบก็ช่าง อยากจะเกิดอะไรก็เกิด อย่างไรซะ
ชีวิตที่เป็นอยู่นั้นสงบสุขและราบรื่น แม้ว่าจะชวนเหงาไปสักหน่อยก็ตาม
หลายคนได้ฟังต่างบอกว่าผมเท่ชะมัด น่าอิจฉาเป็นบ้า ไม่ลืมทิ้งท้ายว่าถ้าผมมีแฟนคงนึกภาพ
ไม่ออกเลย
ผมก็นึกภาพตัวเองไม่ออกเหมือนกัน
แต่เมื่อพบนาย ผมกลับคล้ายถูกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบ รู้สึกอย่างเสี่ยงอยากลอง แม้จะนึก
เว้นระยะห่างจากนายบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างเข้าทางโดยแทบไม่ต้องพยายาม ทั้งเรื่องของควีน
และการกระทำของนาย ผมก็มาไกลถึงจุดที่ถอยหลังกลับไม่ได้แล้ว
เพราะอะไร
เพียงเพราะเขาเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมสนใจ ถึงยอมทำอะไรไปมากมายงั้นเหรอ
จนถึงตอนนี้ ผมก็เพิ่งเข้าใจว่าผมไม่ได้เท่อะไรเลย และไม่ได้น่าอิจฉาด้วย คำพูดตอนนั้น เป็น
เพียงฉากหน้าเพื่อปิดบังความขี้ขลาดต่างหาก
ทั้งผมทั้งนายต่างไม่มีใครยอมรับหรือให้คำจำกัดความในสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น ตอนแรกผมคิด
ว่าเพราะไม่อยากผูกมัด แต่ความไม่อยากนั่นล่ะคือคำตอบ
พวกเราต่างหวาดกลัวที่จะเสียมัน จึงเลือกที่จะไม่ให้ความสำคัญกับมัน
ผมไม่เคยบอกรักเขาสักครั้งเดียว!
…
แต่ตอนนี้ ผมยอมรับได้เต็มปาก
คนอย่างนายเอกภพกำลังมี ‘ความรัก’
แม้จะถูกพรากไปอย่างรวดเร็วก็ตาม