Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 4 : กระตุกเบ็ด
“แกมาได้ยังไง!”
“เงียบหน่อยสิคุณ ผมเพิ่งได้นอนเอง”
“ลุกออกจากเตียง เดี๋ยว-นี้!”
ผมยอมลืมตาตื่นหลังถูกตะคอกใส่ด้วยน ้าเสียงตะโกนฉุนเฉียว ยังรู้สึกง่วงงุนอยู่บ้างแต่พอเห็น
นายยืนคิ้วขมวดปนตกตะลึงก็ยิ้มออก แต่ท่าทางนั้นคงไปกระทบความดันของนายเข้า
“ลุกขึ้นมา!”
“อย่าตะโกนสิคุณ เดี๋ยวก็เจ็บคอหรอก” ผมยกมือปิดปากหาว กลบรอยยิ้ม
“พัทรหายไปไหน”
อ้อ ไอ้เด็กนั่นชื่อนี้สินะ
“ผมให้เขากลับไปเอง” ผมโคลงศีรษะ “ผมไม่ได้นึกจะมาก็มาหรอกนะ แต่คุณไม่ยอมรับ
โทรศัพท์”
“ฉันไม่ว่าง”
ไม่ต้องเดาเลยว่าเขาทำอะไรๆ อยู่
“และต่อให้รับก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับที่แกนอนบนเตียงของฉัน หรือแกฟังไม่รู้เรื่อง”
“ผมไม่ได้มาตัวเปล่านะคุณ” ผมขยับตัวนั่งให้สบายกว่าเดิม “ผมมาพร้อมคำเชิญจากควีน”
“อะไร” นายลดท่าทีโมโห จากที่เตรียมไล่ผมออกนอกห้อง กลายเป็นเดินเข้าหาจนต้องอดใจ
ไม่ให้คว้าเขาเข้ามากอด
ผมมองนายที่อยู่ห่างจากตัวเองแค่หนึ่งเมตรแล้วยกยิ้มอีกครั้ง
“พร้อมจะไปกินข้าวต้มเป็ดข้างทางรึยังล่ะครับ นาย”
แน่นอนว่าผมโกหก
นั่นน่ะแค่ข้ออ้างเท่านั้น
หลังเลิกงานในวันต่อมา ผมกับนายจึงนั่งอยู่ที่ร้านข้าวต้มเป็ดร้านประจำที่ควีนมักพาเบี้ยมา
เลี้ยงบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะร้านนี้อร่อยมาก แต่เพราะราคาประหยัดชนิดที่ต่อให้ขนมาทั้งร้านขน
หน้าแข้งควีนก็ไม่ร่วง
แต่นายนี่สิ…
เขาที่แต่งตัวจัดเต็ม ทั้งสวมเชิ้ตตัวเก่งทับด้วยสูทไม่ติดกระดุม ผูกเนคไทสีน ้าเงินนั่งอยู่ในร้าน
ข้าวต้มข้างทางนั้น…เป็นอะไรที่หาได้ยากและแปลกแยกมาก
“แกหลอกฉัน”
“ผมเปล่า”
“แล้วทำไมถึงไม่มีใครโผล่หัวสักคน”
“นั่นเพราะว่าควีนยกเลิกนัดกะทันหัน ผมกลัวคุณจะแต่งตัวเก้อ ก็เลยพามาดูลาดเลาที่ทาง ครั้ง
หน้าจะได้ไม่หลงยังไงล่ะครับ”
นายไม่โง่ขนาดเชื่อผมซ ้าสองหรอก
ผมใจดีเดินไปหยิบแก้วตักน ้าแข็งมาให้ เพราะร้านนี้ต้องบริการตัวเอง แต่นายมองเหยียดหนึ่ง
ครั้งไม่คิดจะแตะ เขาคงคิดว่าสกปรก
“กินรองท้องก่อนนอนแล้วหลับสบายนะครับ”
“ฉันไม่ได้มีเวลานอนยาวเหมือนแก” นายผุดลุกทั้งที่อาแปะไม่ทันยกข้าวต้มมาเสิร์ฟ ผมรีบรั้ง
แขนเขาไว้ เรื่องอะไรจะให้เดทแรกพังไม่เป็นท่า “ปล่อย”
“ผมหวังดีกับคุณนะ”
“ปล่อย”
“ดูก่อนสิ” ผมพยักเพยิกไปทางเท้า “ซอยนี้เป็นซอยแคบๆ ต้องจอดรถเรียงชิดกำแพงเท่านั้น ไม่
มีลานจอดส่วนตัว ร้านตั้งอยู่ตรงฟุตบาทเปิดโล่ง ถัดไปเป็นโรงงานมีคนเข้าออกตลอดเวลา คุณ
ไม่เห็นปัญหาเหรอ”
นายยอมกวาดตามองตามที่ผมบอก
“ผมยอมรับว่าโกหก แต่เพราะหวังดีให้คุณมาดูลาดเลา ปกติควีนจะนั่งรถตู้มากับพวกเบี้ย แล้ว
ติดรถกลับ ถ้าคุณชับรถเฟอรารี่คันโปรดมาจอดรออย่างตอนนี้ ควีนคงรู้ตัวก่อน เผลอๆ จะไม่ลง
มาด้วยซ ้า หรือถ้านั่งแท็กซี่ ก็ไม่มีที่จะนัดคุยกับควีนอยู่ดี วันนั้นถ้าเก่ง…อัศวินอีกคนมาด้วย แค่
เห็นหน้าคุณก็คงจะยกหมัดขึ้นมาแล้ว คุณน่าจะจำเขาได้นะ”
นายไม่มีทางลืมอยู่แล้ว แรกพบกันเก่งก็เกือบจะลงไม้ลงมือกับเขา รายนั้นน่ะมีอะไรก็ใช้กำลัง
ก่อน ถ้าไม่ได้ผมช่วย มีเหรอจะจบเรื่องได้โดยที่ยังครบสามสิบสองอยู่อย่างนี้
“แผนเดิมของผมคือเรียกควีนระหว่างที่พวกเบี้ยกับเก่งกินข้าวต้มให้ออกมาเจอคุณซึ่งรอในรถ
แต่ถ้าคุณเอารถมาไม่ได้…จะนัดตรงไหนดีล่ะ” พอเห็นเขายอมฟัง ผมก็ปล่อยแขนพลางผายมือ
ไปรอบๆ “คุณต้องเข้าใจผมนะ ถ้าผิดพลาดขึ้นมาผมอาจจะโดนไล่ออกก็ได้ ถึงตอนนั้นใครจะ
เป็นคนส่งข่าวเรื่องควีนให้คุณล่ะ เก่งน่ะเป็นพวกปากโป้งซะด้วย และถ้าควีนหายตัวไปนานๆ
คงถูกสงสัย”
“บอกว่านิลกาฬจะกลับกับแกสิ”
“โอเค ถ้าผมตามควีนออกมาได้ แล้วคุณจะพาเขาไปคุยตรงไหน ควีนคงไม่ยอมไปคอนโดของ
คุณหรอกนะ เขาวางตัวดีเสมอ” พูดแล้วผมก็ยกมือลูบคางอย่างตั้งใจครุ่นคิดอย่างจริงจัง “เอา
แบบนี้มั้ยคุณ”
“อะไร”
“มาจำลองเหตุการณ์กันดีกว่า ผมจะได้ช่วยอุดช่องโหว่”
นายคิ้วขมวด ราวกำลังคาดเดาว่าผมจะเล่นไม้ไหนอีก
…ก็ไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรหรอก
“ลองสมมติว่าผมเป็นควีนสิ”
อย่า…อย่ามองแบบขยะแขยงขนาดนั้น ผมรู้หรอกน่าว่าไม่มีส่วนไหนเหมือนควีนเลยสักนิด
“ถ้าเรียกควีนออกไปหาคุณ คุณจะนัดเจอตรงไหน”
นายมองซ้ายมองขวา ทางซ้ายเป็นกำแพง ทางขวาเป็นรถที่จอดเรียงตามแนวยาว ข้างหลังเป็น
โรงงาน ข้างหน้าเป็นปากซอย
“ถ้าตอบไม่ได้งั้นเราไปสำรวจสถานที่กัน” ผมเดินไปจ่ายเงินกับอาแปะทั้งที่กิมไปแค่ไม่กี่คำ
ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋าเข้าหานายที่เหมือนอยู่ผิดที่ผิดทาง เขามองทางเท้าที่มีน ้าเสียนองกับ
พื้นแล้วทำหน้าแขยง “จะมามั้ยคุณ”
“นำไปสิ”
ผมเลิกคิ้ว ก่อนจะเดินนำเมื่อนายไม่อยากให้ผมเห็นท่าทางเก้ๆ กังๆ ของเขาเวลาเดินเขย่งข้าม
ทางเท้าสักเท่าไหร่ พอออกมาจากหน้าปากซอยก็เป็นถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งพอประมาณ เนื่องจาก
เป็นช่วงใกล้เช้า แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาทำงาน
“แถวนี้ไม่มีร้านกาแฟเลยรึไง” นายคิ้วขมวดหงุดหงิดหลังตามผมทัน เพราะใกล้โรงงานเลยมี
พวกร้านขายกับข้าวเยอะ แต่เป็นพวกข้าวหมูแดง ก๋วยเตี๋ยวไก่ ที่กำลังเตรียมร้านก่อนฟ้าสว่าง
ซะมากกว่า ร้านกาแฟตากแอร์นั่งชิลน่ะตัดไปได้เลย มีแต่กาแฟโบราณที่ตั้งโต๊ะขายเท่านั้น
“ผมเลยต้องพาคุณมาสำรวจไง” ผมยักไหล่เป็นเชิงว่าเห็นมั้ย ผมไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
“แล้วทำไมต้องโกหก”
“เพราะถ้าไม่โกหก คุณก็คงไม่ยอมมา ในเมื่อคุณกำลังสนุกสนานกับเด็กพัทรอยู่นี่”
“หึงรึไง” นายแค่นยิ้ม มองผมอย่างดูถูก
“คุณคิดว่าไงล่ะ” ผมถามกลับ น ้าเสียงเอื่อยเฉื่อยไม่รู้สา นายจ้องตาสักพักก็เหนื่อยหน่าย หัน
มาสนใจกับปัญหาตรงหน้าแทน
“ถ้าเดินไกลกว่านี้จะมีร้านดีๆ บ้างมั้ย”
“ผมไม่รู้ ผมบอกแล้วว่าไม่เคยมากินข้าวต้มกับควีน ที่มาถูกก็เพราะถามเอาจากลูกน้อง” ผมก้ม
มองนายที่ชักหน้าหงุดหงิดเพราะเริ่มร้อน “ถ้าอยากรู้ก็เดินดูด้วยกันสิคุณ”
นายอ้าปากเหมือนจะด่า แต่ก็ด่าไม่ออกเพราะการที่เราสองคนยืนงงงวยอยู่ตรงหน้าปากซอยก็
เพราะข้อเรียกร้องของเขาที่อยากเจอควีน
“มานี่สิ จะได้เห็นชัดๆ” ผมจับศอกนายให้เดินข้างกัน เพราะผมไม่ใช่ลูกจ้างของเขาสักหน่อย
นายเองก็เหมือนจะรีบจัดการให้จบๆ ไป เร่งฝีเท้านำผมซะลิ่วจนต้องรีบเดินตาม
สุดท้ายพวกเราก็เจอกับร้านขนมปังปิ้งเล็กๆ ร้านหนึ่ง ไม่มีแอร์ แต่ก็ดีกว่าไม่มีที่นั่ง ห่างจาก
หน้าปากซอยราวๆ สามสิบเมตร นับว่าทำเลดีเพราะพวกเบี้ยคงไม่บังเอิญมาเห็นเข้า นายถึงกับ
ถอนหายใจโล่งอก แม้จะคิ้วขมวดกับกลิ่นพริกจากใบกระเพราที่ลอยคลุ้งจนแสบตาจากร้าน
ตามสั่งข้างๆ
“ลองเข้าไปดูมั้ยคุณ”
“ไม่ต้อง” นายอยากกลับห้องตัวเองเต็มทน ผมสงสารเขาเหมือนกันนะที่ต้องอดหลับอดนอน
เพราะคำโกหกที่แค่อยากหาเวลาเดินเล่นด้วยกัน แต่ก็ช่วยไม่ได้…
“เข้าไปขอเบอร์จากเจ้าของร้านหน่อยเถอะ ถ้านัดขึ้นมาแล้ววันนั้นเขาปิดร้าน จะได้ไม่มาเก้อไง
ล่ะคุณ” ผมพยายามถ่วงเวลา เดินนำเข้าไปในร้านโดยที่นายก็รีบตามหลังเพราะกลิ่นกระเพรา
หนักข้อกว่าเดิม เขาไอคอกแคกไม่หยุด ผมเลยถือโอกาสสั่งกาแฟร้อนมาให้เขาดื่ม พร้อมกับขอ
นามบัตรร้านไปด้วย
“ฉันจะกลับ”
“นี่ก็จะตีห้าแล้ว คุณต้องเข้างานตอนแปดโมงไม่ใช่เหรอครับ กลับไปอาบน ้าเปลี่ยนเสื้อผ้า ขับ
รถออกมาใหม่ก็หมดเวลาแล้ว ดื่มกาแฟสักหน่อยเถอะจะได้ไม่ง่วงในเวลางาน”
เพราะเหตุผลฟังขึ้น และนายเองก็ร้อนจนเหงื่อออก เลยยอมนั่งตากพัดลมสักพัก
“ฉันเอาเอสเพรสโซ่”
“ร้านนี้มีแต่กาแฟร้อน กับกาแฟเย็นเท่านั้น เสียใจด้วยนะคุณ”
นายสบถอีกรอบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากล้วงผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อตัวเอง ผมมองเขาเพลิน
เชียวล่ะ
พอกาแฟร้อนมาเสิร์ฟ ผมก็สั่งขนมปังเนยน ้าตาลมาอีกชิ้น นั่งกินรอนายที่ค่อยๆ จิบกาแฟ ดู
เหมือนเขาจะเป็นพวกลิ้นแมว ผมก็ไม่ทันสังเกตซะด้วยสิ เพราะตอนทำแกงจืดนายก็กินตอน
เอาหม้อลงจากเตามาสักพักแล้ว
เจอจุดอ่อนอีกหนึ่ง
เพราะใกล้จะได้เวลานอนของตัวเอง เครื่องดื่มของผมเลยเป็นนมจืดธรรมดาเพราะไม่ชอบรส
หวานมาก และไม่ต้องการคาเฟอีนมาเติมเต็มเหมือนกับนาย เขามองผมแล้วคงจะหิว ก็เลย
ออกปากสั่งขนมปังปิ้งเพิ่มอีกสองแผ่น เป็นแบบเนยน ้าตาล และสังขยา
“ผมเลี้ยงนะ”
“ฉันไม่เคยให้คู่นอนต้องออกเงิน”
“แต่คืนนี้ผมไม่ได้นอนกับคุณนี่” ผมอ้างทั้งรอยยิ้มบาง “ผมเลี้ยง”
“ตามใจ” นายไม่เถียง ดีเหมือนกัน ค่อยเหมือนว่าพวกเรามาเดทหน่อย “สรุปแล้วถ้าวันไหนนิล
กาฬออกมากินข้าวต้ม แกต้องโทรบอกฉัน แล้วฉันจะนั่งรอที่ร้านนี้ และแกก็เป็นคนพานิลกาฬ
มา”
…จะหยุดคิดถึงควีนสักนาทีไม่ได้รึไงนะ
“คุณเข้าใจถูกแล้ว” ผมพยักหน้าทั้งที่แอบเซ็ง “ผมจะอาสาพาควีนไปส่งที่คอนโดบอสเอง ไม่งั้น
คนอื่นๆ คงไม่ยอมให้ผมพาควีนออกมานานๆ”
“แล้วแกจะบอกนิลกาฬยังไง”
ง่ายมาก บอกว่านายรอเจออยู่ แค่นั้นเขาก็แทบจะวิ่งมาแล้ว
แต่ถ้าพูดแบบนั้น…นายจะสำคัญตัวเองผิดน่ะสิ
“ผมจะบอกว่ามีเรื่องอยากปรึกษา เป็นปัญหาส่วนตัว ทุกคนและควีนคงเข้าใจ”
“ถ้าอย่างนั้น…”
“คุณมีเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าบอสโทรตามคงไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่” ผมพูดดักไว้ก่อน
“และคุณต้องกลับไปทันที อย่าคิดตามมาส่งเด็ดขาด ที่คอนโดบอสมีสายพร้อมรายงานเสมอ
อีกอย่าง…”
“อะไรอีก” นายฉุนหนักเมื่อถูกกันไว้ทุกทาง
“คุณต้องสัญญาว่าถ้าควีนบอกให้จบ คุณต้องจบ”
“…”
“หรือคุณคิดจะยื้ออีก”
“ฉันรับปาก” นายยอมพูดในที่สุด “แต่…”
เขาเงยหน้ามองผม พร้อมเหยียดยิ้มออกมา
“ถ้านิลกาฬบอกให้จบ เรื่องระหว่างฉันกับแก ก็ต้องจบเหมือนกัน”
นี่มันเอาคืนกันชัดๆ
“แกก็คงไม่คิดจะยื้อหรอกนะ”
ผมได้แต่ส่งยิ้มเย็นเป็นคำตอบ
…หวังว่าเวลานั้นเขาจะยังพูดแบบนี้ได้ชัดถ้อยชัดคำอีกก็แล้วกัน
เดทแรกจบลงอย่างราบรื่นแต่ไม่ค่อยจะน่าจดจำสักเท่าไหร่
ผมเริ่มคิดว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคจิตที่พอใจกับอะไรเล็กน้อยอย่างนี้ ถ้าเล่าให้ใครฟังคงโดนล้อ
แย่ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยผมก็ภูมิใจกับวิธีเนิบนาบอย่างค่อยเป็นค่อยไปล่ะนะ
“สวัสดีครับบอส สวัสดีครับควีน”
ผมโค้งตัวเมื่อบอสกับควีนเข้ามาในคลับ ทั้งคู่มาทำงานตอนช่วงหนึ่งทุ่ม หลังเดินทักทายลูกค้า
และพนักงานแล้วบอสมักจะตรงไปที่ออฟฟิศชั้นสองทันที และเก็บตัวอยู่อย่างนั้นจนได้เวลาเลิก
งาน หากใครต้องการพบบอสจะต้องมีการนัดหมายล่วงหน้ากับเเว่น ซึ่งนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์
บาร์ชั้นสอง เป็นหน้าด่านคัดกรองและติดต่อรายละเอียดต่างๆ
ส่วนควีน…
“พี่เอกเจอนายบ้างมั้ย ให้เบอร์ไปรึยัง”
“ไม่ครับ เขาไม่ได้มาที่คลับเลย” ผมตอบเสียงเรียบ พยายามที่จะไม่สะทกสะท้านกับสายตาของ
บอสที่มองมาเมื่อควีนเข้ามากระซิบกับผม
“เอก”
“ครับบอส” ผมรู้ว่าบอสไม่หึงดะไร้สาระหรอก โดยเฉพาะกับลูกน้องของตัวเอง บอสให้ความ
ไว้วางใจเสมอ แต่ถ้าเกิดจับได้ขึ้นมา…ก็แค่พิการหรือตาย บอสน่ะลงมือได้เหี้ยมอย่างที่ผมไม่
เคยเจอใครใจเด็ดเท่านี้มาก่อน แถมยังเจ้าแผนการสุดๆ กว่าจะรู้ตัวว่าติดกับก็โดนปิดประตูหนี
ตายไปไหนไม่รอดแล้ว ผมน่ะรู้ซึ้งจากใจเลยทีเดียว
“เฝ้าประตูให้ดี อย่าให้มีตัวอะไรเล็ดลอดเข้ามา”
“ครับบอส!”
“ไอ้คิง มึงคงไม่ได้บอกให้พี่เอกโกหกกูเรื่องนายหรอกนะ”
อย่าตกใจครับ บอสกับควีนพูดกันด้วยภาษาเป็นทางการอย่างนี้เสมอ
“ยอมคายแล้วเหรอว่าแอบนัดเจอผู้ชาย”
“สัดคิง ถ้ามึงรู้แต่แรกก็บอกสิวะ กูจะได้ไม่ต้องเสียเวลาทำลับๆ ล่อๆ แล้วดูพูดเข้า กูบริสุทธิ์ใจ
ขนาดนี้ มึงจะหึงทำซากอะไร”
เอ่อ…บอสครับ ยืนทะเลาะกันหน้าประตูคงไม่ใช่เรื่องดีมั้ง
“มึงเพิ่งพูดว่า ‘ลับๆ ล่อๆ’ นะนิลกาฬ หรือนั่นคือความบริสุทธิ์ใจของมึง”
“ก็ใครล่ะวะที่เขวี้ยงโทรศัพท์กูจากระเบียงชั้นบนสุดจนแตกละเอียด กูก็กลัวถูกมึงจับโยน
เหมือนกันนี่หว่า” ควีนพูดจบก็ทำหน้าเจ็บปวดรวดร้าวราวกับเป็นโทรศัพท์เครื่องนั้นซะเอง
“มึงเเม่งหวงไม่เข้าท่า กูกับนายจบไปแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่เรื่องบุญคุณความแค้นล้วนๆ”
“อย่าชวนทะเลาะ”
“หืม นี่เราทะเลาะกันอยู่เหรอ งั้นเอาใหม่ กูขอเทคสอง” ควีนสูดหายใจเข้าลึก “กูไม่ได้พิศวาส
นายเลย ถ้ามึงระแวง มึงเจอกับนายพร้อมกูก็ได้ โอเคยังครับคุณผัว กูรู้ว่ามึงหงุดหงิดที่กูโดน
แทง แต่แผลเท่าจิ๋มมดแค่นี้อย่าทำเหมือนผู้หญิงมีเมนส์เหวี่ยงไปทั่วสิวะ ตั้งแต่ตอนลงโทษพวก
ลำดับสูงแล้วนะมึง กูยังโกรธนะที่ต่อยพี่แว่นของกู”
แว่นกับควีนค่อนข้างสนิทสนมเหมือนพี่น้องน่ะครับ อย่าตกใจว่าทำไมควีนถึงเข้าข้างขนาดนั้น
“ถ้าไม่ลงโทษ พวกนั้นจะรู้เหรอว่าทำผิด” ไม่พูดเปล่าบอสยังเหล่มองผมที่ก้มหน้าต ่าหลบตา
บอสทำถูกแล้ว อัศวินที่ปกป้องควีนไม่ได้ถือว่าทำหน้าที่บกพร่อง และการลงโทษของบอสก็ทำ
ให้พวกเราตระหนักในหน้าที่และไม่กล้าประมาทซ ้าสอง
“กูรู้ แต่มึงต่อยพี่แว่นกูเบาๆ ก็ได้นี่หว่า พี่แว่นไม่ได้อึดอย่างไอ้เก่งนะ กว่าแก้มจะหายบวมใช้
เวลาเป็นสัปดาห์”
…ผมเองกว่าแก้มจะหายก็ร่วมสัปดาห์เหมือนกันนะ
“มึงอารมณ์ดีขึ้นแล้ว งั้นเข้าเรื่องเดิม” ควีนฉีกยิ้มกว้าง “มึงถอดชื่อนายจากแบล็คลิสต์ทีสิไอ้คิง”
“ไม่!”
ควีนครับ…ควีนจะทำให้บอสโกรธอีกรอบทำไมเนี่ย
“กูมีเหตุผลนะคิง” ควีนยังพยักหน้าหงึกหงักกับตัวเองอย่างไม่รู้สากับสีหน้าเย็นชาของบอส
“อย่างแรก กูจะได้ไม่ทำอะไรลับหลังมึงอีกไง และในเมื่อกูบริสุทธิ์ใจขนาดนี้ ก็เชิญนายเข้ามา
ตรงๆ เลยไม่ดีกว่าเหรอ นี่ถิ่นมึงกับกูนะ จะกลัวอะไร”
เหตุผลฟังขึ้น แต่ไม่อำนวยกับผมสุดๆ
“กลัวก็แต่มันจะไม่กล้ามาน่ะสิ” บอสแค่นหัวเราะชั่วร้าย “ใครจะบริสุทธิ์ใจเหมือนมึงล่ะเมีย”
“ใช่ ใครจะสดใสบริสุทธิ์เท่ากูอีก…เดี๋ยว! นี่มึงด่ากูเปล่าวะ”
“เอก”
“ครับบอส” ผมโค้งตัวเล็กน้อย ตอนนี้พวกเรายืนกันตรงประตูก็จริง แต่ปกติก็ไม่มีใครกล้าเข้ามา
ขัดจังหวะบอสอยู่แล้ว และไม่กล้าแม้แต่จะสอดแนมด้วย ทุกคนต่างรู้ว่าเจ้าของคิงส์คลับนั้น
โหดขนาดไหน
“อย่าให้มีเหลือบไรเข้ามา”
“ได้ครับ!”
เป็นอันว่าคำขอของควีนตกไป ผมล่ะแสนจะโล่งใจเป็นล้นพ้น คนที่พอจะยั้งควีนที่มีความคิด
โลดโผนทีเล่นทีจริงตลอดเวลาก็มีแต่บอสเนี่ยล่ะ
“มึงจะไม่ให้กูเจอนายตลอดชีวิตเลยใช่มั้ย”
ผมว่าควีนพูดถูกแผง
“พี่เอก ฝากด้วยแล้วกัน ไอ้คิงแม่งงอแงอีกแล้ว”
“เอ่อ…ครับ”
ได้แต่รับปากไปก่อน คราวนี้ต่อให้ไม่ใช่เรื่องตัวเอง แต่ขืนทำจริงชะตาผมคงไม่จบแค่หมัดเดียว
ของบอสละครับ
เวรล่ะ ถ้าบอสตั้งใจไม่ให้ควีนเจอนายไปตลอดชีวิตจริงๆ งั้นการที่ผมวางแผนไว้ซะเต็มที่ก็…
ไม่เป็นไรน่าเอก ตอนนั้นบอสอาจจะเปลี่ยนใจแล้วก็ได้
แต่เป็นไปได้ยากสุดๆ
คนอย่างบอสย่อมเอาที่มั่นใจไว้ก่อน การที่ไม่ให้ควีนเจอกับนาย ก็เพราะไม่รู้ว่าฝั่งนายที่ไม่
บริสุทธิ์ใจอยู่เห็นๆ แม้ควีนจะรับมือได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่เพื่อป้องกันในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง บอ
สเลือกที่จะตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดทิ้งอย่างไม่ลังเล
ผมมองส่งบอสและควีนที่เดินตรวจชั้นหนึ่งโดยมีพนักงานโค้งรับเป็นแนวยาวแล้วลอบระทึกใจ
อยู่ลึกๆ ควีนทักทายพวกลูกค้าด้วยรอยยิ้มไว้ทีท่าเช่นเดิม ก่อนจะเดินขึ้นบันไดชั้นสองไปพร้อม
กับบอส วันนี้ก็คงไม่ลงมาเหมือนเดิม
ผมลดโทรศัพท์ที่แอบถ่ายรูปบอสกับควีนเดินควงกันแล้วส่งให้นาย ความจริงคลับมีกฎห้าม
ถ่ายรูป เพราะกลัวว่าหลักฐานผิดกฎหมายทั้งหลายจะรั่วไหล และจะเป็นการเปิดเผยหน้าตา
ของลูกค้าที่มาเข้าร่วมคลับ แต่ผมมีตำแหน่งเป็นอัศวิน ฉะนั้นถึงเบี้ยข้างๆ จะเห็นว่าผมกด
ถ่ายรูป ก็ไม่คิดปรามเพราะรู้ดีว่าไม่มีทางสร้างความเสียหายให้กับคลับแน่นอน
ยกเว้นก็แต่การทำร้ายจิตใจคนแก่คนหนึ่งที่ป่านนี้คงจะนอนเหงา อืม…ไม่ก็กำลังกอดเด็กเอ๊าะ
ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ซึ่งป่านนี้คงจะหมดอารมณ์ไปแล้ว
ผมมองข้อความของนายที่ขึ้นว่าอ่านแล้วแต่ไม่ยอมตอบกลับแล้วยิ้มบาง ทำเป็นพูดไม่ว่ารัก แต่
พอเห็นภาพคู่ก็สะอึกเงียบหาย ไม่รู้ตัวเองเอาซะเลยว่าอาการหนักขนาดไหน
– คืนนี้ผมจะเข้าไป –
– ไม่ต้อง ฉันเหนื่อย –
รู้อยู่แล้ว…อดนอนมาทั้งวัน แล้วยังเจอรูปปวดใจ ถึงอยากนอนก็คงไม่ได้นอน
– ถ้าเซ็กซ์ช่วยให้คุณอารมณ์ดีไม่ได้ งั้นลองทานซุปมั้ย –
– อะไรของแก –
– เมื่อคืนวานหลังทานแกงจืดของผมคุณก็หลับสนิทถึงเช้า วันนี้ผมเลยว่าจะทำซุปหัวหอมให้
คุณทาน รับรองว่าอร่อยกว่าครั้งก่อนที่หยิบวัตถุดิบใส่ไปมั่วๆ แน่ –
– … –
– วันนี้ควีนพูดถึงคุณด้วย –
– ห้องฉันไม่มีหัวหอม –
– เดี๋ยวผมซื้อเข้าไป –
เป็นอันตกลง
เวลาตีสี่สิบห้านาที นายเปิดประตูด้วยท่าทางโทรมสุดขีด ขอบตาดำคล ้าใบหน้าหมองจากกา
รอดนอน แต่ถึงอย่างนั้นก็นอนไม่หลับเพราะเขาอยู่ห้องคนเดียว
ผมวางถุงพลาสติกไว้ตรงโซฟา ก่อนจะหยิบหัวหอมหลายลูกไปล้างในครัว
“นิลกาฬพูดถึงฉันยังไง”
นายเดินตามผมมาถึงด้านใน ไม่คิดอาสาเป็นลูกมือช่วยเหลือ
“อืม…ผมถามว่าถ้านายอยากพบควีน ควีนจะยอมพบด้วยมั้ย” ผมพูดด้วยน ้าเสียงสบายๆ ยาก
จะจับผิดว่ากำลังโกหก ก่อนจะหันไปสวมผ้ากันเปื้อนที่ติดในครัวของนาย แล้วตั้งอกตั้งใจหั่น
หัวหอม
“นิลกาฬตอบว่าอะไร”
“ควีนบอกว่า…โอ๊ะ คุณ หยิบทิชชูให้หน่อย ผมแสบตา”
นายสบถหงุดหงิด แต่ก็รีบเดินออกไปหยิบกระดาษทิชชูจากนอกห้องครัวเข้ามาให้ผมทั้งกล่อง
“มือผมเลอะหอม”
“แกนี่…” นายได้แต่ด่าพึมพำ แต่ก็ช่วยเช็ดหน้าให้ผมที่หลับตายื่นเข้าไปใกล้ “สรุปนิลกาฬตอบ
ว่าอะไร”
“ตอบว่า…โอ๊ย คุณ เช็ดอีกทีได้มั้ย น ้าตาจะไหลแล้ว”
“เลิกหั่นแล้วตอบก่อนจะตายรึไง” คราวนี้นายแทบจะควักลูกตาผมออกมาเลย
“ผมไม่อยากให้รอนาน เดี๋ยวคุณนอนไม่พอ”
“แค่นี้ก็นอนไม่พออยู่แล้ว” นายชักเสียงหงุดหงิด “มานี่ ฉันหั่นเอง แค่หอมจะเป็นอะไรนักหนา”
ผมยกมือสองข้างขึ้นแบบจำยอมเมื่อนายเข้ามาแย่งมีดและเขียงไปไว้ข้างหน้าตัวเอง
“ล้างมือด้วยสิคุณ เดี๋ยวซุปก็เค็มหรอก”
“เออน่า” นายขานรับขอไปที แต่ก็ยอมไปล้างมือ เขาก็คงไม่อยากกินขี้มือตัวเองสักเท่าไหร่ “ตอบ
มาได้แล้วว่านิลกาฬพูดอะไร”
“ควีนบอกว่า…เขายังไม่อยากเจอคุณ”
“ทำไม”
“อย่าหยุดหั่นสิคุณ”
นายหันไปใจจดใจจ่อกับการหั่นหอมอีกครั้ง แม้แรงสับมีดจะค่อนข้างรุนแรงเกินจำเป็นไปสัก
หน่อย แต่ท่าทางว่าง่ายเพราะมัวแต่สนใจกับคำพูดของผมจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ฟังต่อ
นั้นเป็นภาพที่น่าเอ็นดูไม่เลว
…ภาพแบบนี้ชวนเข้าใจผิดจริงๆ ว่าใครเป็นเจ้านายกันแน่
“ถึงจะไม่เกี่ยว แต่การที่ควีนถูกแทงคุณก็มีส่วน แถมยังทำให้คลับเกือบถูกปิดบริการ จู่ๆ คุณ
บอกอยากพบ ควีนก็ต้องคิดระแวงอยู่แล้วสิครับ”
นายพยักหน้ารับเป็นระยะ อดคิดตามไม่ได้ว่าน่าจะจริง
ใช่…นั่นน่ะคนปกติ เว้นแต่นิลกาฬไม่ค่อยจะปกติธรรมดาสักเท่าไหร่ รายนั้นเป็นประเภทลุยเอา
โต้งๆ เคลียร์กันตัวๆ ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรมทั้งนั้น
แต่นี่เป็นนิลกาฬที่ทุกคนในคลับรู้จัก ไม่ใช่นิลกาฬแสนเชื่องของนายที่เคยอยู่ด้วยกันเมื่อสี่ปี
ก่อน
“ผมว่าควรจะเว้นช่วงสักระยะ อย่างน้อยก็จนกว่าแผลของควีนจะหายสนิทดี จนกว่าบอสวางใจ
และคนในคลับเริ่มลืมเรื่องที่เกิด อืม…คุณคงไม่รู้ว่าคนที่คุณขอซื้อยาเสพติดต่อนั้นโดนบอสลง
โทษหนัก และทำให้ทางคลับของเราเข้มงวดมากขึ้น” ผมเอ่ยชัดถ้อยชัดคำและเน้นทีละประโยค
เพื่อให้สลักลึกลงในใจของนาย กึ่งบอกเล่ากึ่งคาดโทษไปในตัว
“ฉัน…”
“สรุปแล้ว…เพราะการกระทำของคุณให้สถานการณ์ยังตึงเครียด ถ้าคุณไปเจอควีนตอนนี้ มีแต่
จะทำให้ทุกคนมองไปในทางเลวร้ายมากกว่าการแสดงความจริงใจ”
ถ้าไม่นับเรื่องควีน สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดถือเป็นความจริง
“…คุณน ้าตาไหลน่ะ”
“ช่างฉัน” นายหันหน้าหนีเมื่อผมถือกระดาษทิชชูหมายจะช่วยเช็ด เขาเดินไปล้างมือที่อ้างแล้ว
ล้างหน้าไปในตัว พอได้คำตอบที่ต้องการก็เลิกล้มการหั่นหอมทันที
“ไม่ต้องห่วงหรอกคุณ”
ผมเดินตามไปยืนคร่อมอยู่ข้างหลังเขา สัมผัสบ่าที่สั่นเทาอย่างเจ็บปวดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
นายยังคงเปิดน ้าทิ้งไว้ ทำเป็นล้างหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่ใช่คนอ่อนแอ เเต่เป็นคนอ่อนไหว
ที่พอหลุดออกมา ก็แทบเก็บกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ไม่อยู่ เหมือนกับในวันนั้น…วันที่ชักชวนผม
เพียงเพื่อรักษาแผลใจ
“ยังไงผมก็จะให้คุณเจอกับควีน” ผมเอ่ยปลอบเสียงทุ้มนุ่ม ยืนยันในข้อตกลงที่เขาเป็นคนตั้งขึ้น
“เราวางแผนอย่างดี ทำทุกอย่างมาถึงตอนนี้…”
ผมตอกย ้า…ทุกประโยคที่เอ่ยคือความจริง คือการแสดงซึ่งความซื่อสัตย์เชื่อฟังของผมที่ยอม
อ่อนข้อให้โดยตลอด แต่ในตอนนี้…คงจะยิ่งเสียดลึกในใจอีกฝ่ายซะมากกว่า
“แม้ควีนจะบอกว่าไม่ แต่ผมจะทำให้คุณสมหวังเอง”
และปิดตายด้วยประโยคสุดท้ายที่ทำให้นายร้าวลึก ผมดึงตัวเขาให้หันมา นายไม่ได้ร้องไห้ แต่
ท่าทางอ่อนแออย่างเปิดเผย ไม่แม้แต่จะขัดขืนนั้นทำให้ผมคิดว่าได้เวลากระตุกเบ็ดครั้งแรกแล้ว
ผมค่อยๆ เกลี่ยเส้นผมของนาย ริ้วร้อยแก่วัยที่เห็นชัดมากขึ้นจากการอดนอน อ่อนล้า ทำให้เขา
ดูเปราะบางจากปกติราวคนละคน เหมือนกับครั้งแรกที่เรานอนด้วยกัน…
“เพราะอะไร แกเป็นคนของคลับ แล้วทำไม…”
สายตาลังเลนั้นทำให้ผมอดที่จะก้มจูบเขาไม่ได้ นายไม่ขัดขืน แต่ขบริมฝีปากผมตอบเบาๆ ชวน
ให้เสียวซ่านไปทั้งตัว
ความอ่อนแอที่มาพร้อมกับความเร่าร้อน
จากวันนั้นก็ผ่านมาครบอาทิตย์ อุ่นเครื่องกำลังพอดี
“เพราะคุณเป็นเจ้านาย” ผมเอ่ยเสียงพร่า กระซิบข้างหูของเขา จงใจให้ฝังลึกไปในสมองว่าเขา
จะทำยังไงกับผมก็ได้ แม้กระทั่งเป็นเครื่องระบายอารมณ์จากความสิ้นหวังที่มีแค่ผมที่เข้าใจ
“เพราะคุณเป็นเจ้านาย…”
ฉะนั้นเมื่อผมกดจูบอีกครั้ง นายจึงบดเบียดตอบ
ผมช้อนสะโพกเขาขึ้นนั่งบนเคาน์เตอร์ห้องครัว นายเกาะเกี่ยวผมเอาไว้แนบแน่น ย่นคิ้วเล็กน้อย
เมื่อผมค่อยๆ คุกเข่าแล้วกลืนกินส่วนนั้นของเขาจนเปียกชื้นไปหมด
นายจิกหลังศีรษะผมไม่คิดจะออมแรงสักนิด เขาไม่เคยจะใส่ใจคู่นอนอยู่แล้วว่าเป็นยังไง ผม
ผละปากออกเมื่อเขาตื่นตัวเต็มที่ ก่อนจะสอดนิ้วเข้าไปในช่องทางคับแน่นด้านหลังเพราะห่าง
เหินกันมาพอสมควร
“อี๊ เดี๋ยว…”
ผมจูบปิดปากเขา
ปลายนิ้วเคล้นคลึงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขืนนายอาละวาดตอนนี้ก็แย่น่ะสิ ผมกล่อมเขาด้วย
การฉกจูบที่แลกลิ้นจนน ้าลายเปรอะเปื้อน ช่วงล่างก็ย ้าหนักๆ ตรงจุดกระสันที่จำได้ดีว่าอยู่
ตรงไหน นายขดตัวอยู่บนเคาน์เตอร์ มือยังจิกศีรษะผมไม่ยอมปล่อยจนน่ากลัวว่าจบงานนี้
อาจจะหัวล้านก็ได้
ผม ‘ละเลียดชิม’ เขาไปทั้งตัว นายชอบให้คนปรนเปรอ ผมก็เลยจัดให้ทุกตารางนิ้วตั้งแต่ริม
ฝีปาก ลำคอ ยอดอก หน้าท้อง สะดือ และจบที่ช่วงล่าง ก่อนจะไล่ยาวไปถึงปลายนิ้วเท้า สีหน้า
ของนายตอนมองผมลากปลายลิ้นวนที่ตาตุ่มนั้นทำเอาร้อนรุ่มไปหมด เหมือนกำลังจะละลาย
ผมเลยจัดแจงท่าทางของเขาได้ง่ายกว่าที่คิด จับขาข้างหนึ่งของเขาพาดบ่า อีกข้างเกาะเกี่ยวไว้
กับช่วงเอว ผมซูดซิบกางเกงลง ก่อนจะสวมถุงยางให้เรียบร้อยแล้วจัดการตีประตูเมือง
“อึก เดี๋ยว…”
“เดี๋ยวอะไรคุณ” ผมหยุดนิ่งตามคำพูดของเขา นายทำหน้าเหยเก คงเพราะส่วนนั้นของผมค้างๆ
คาๆ ตรงช่องทางแค่ครึ่งเดียว มันเต้นตุบๆ และร้อนผ่าวพอๆ กับข้างในตัวเขาที่ตอดรัดแน่นจน
ต้องกลั้นหายใจ “ว่าไงครับนาย…”
นายไม่ตอบ เขามองผมทำตาประหลับประเหลือกเพราะดันหยุดนิ่งไม่ขยับเข้าจริงๆ แข่งความ
อดทนกับผมคงจะคิดผิดไปสักหน่อย กว่าจะไล่ต้อนมาถึงตอนนี้ได้ผมก็ทนแล้วทนอีกไม่รู้กี่ครั้ง
ต่อกี่ครั้ง
“อยากให้ผมทำยังไงต่อ…” ผมกระซิบข้างหูเขา ก่อนจะดูดดุนติ่งเล็กๆ นั่น “พูดสิครับนาย…”
พอเรียก ‘นาย’ บ่อยเข้าเขาก็อ่อนยวบยาบ เมื่อครู่คงจะรุกหนักไปหน่อยนายถึงรู้สึกเหมือนถูก
คุกคาม แต่พอผมทำตัวดีขนาดนี้ก็ปัดความคิดนั้นทิ้ง ไม่จำเป็นต้องถือทิฐิกับคนที่ด้อยกว่า ผม
ไม่เคยเรียกร้องอะไรนอกจากแสดงความภักดี
นายเชื่อแบบนั้น
ไม่มีอะไรต้องเสีย ไม่มีอะไรต้องกลัว
นายยังคงเชื่อแบบนั้น
“ผมขยับนะ”
…อย่างที่ผมทำให้เชื่อ
นายเปลี่ยนมาจิกที่บ่าของผมเมื่อดันตัวเองเข้าไปจนสุด เขาโน้มตัวก้มหน้าต ่า พยายามกลั้น
เสียง แต่พอโดนผมกระทุ้งหนักเข้า ร่างกายก็เอนหงายไปด้านหลัง บิดตัวตามความเสียวซ่าน
เพราะผมยังคงปรนเปรอเขาไม่หยุดด้วยริมฝีปาก
ผมพยายามอย่างมากที่จะทำให้นายถึงฝั่งก่อนด้วยเซ็กซ์ที่สมบูรณ์แบบ
น ้าขาวขุ่นเปรอะเสื้อคลุมของนาย ช่องทางของเขาตอดรัดผมตามจังหวะหอบหายใจ นายปรือ
ตามองผม ถึงจะพยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอดแต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเขารู้สึกดีสุดๆ แตกต่างกับ
เซ็กซ์ครั้งแรกของเราที่ออกจะ…เอ่อ…ขยันขันแข็งกันไปสักนิด
แน่นอนว่าผมยังไม่เสร็จ พอเห็นนายสิ้นท่าโดยดีก็ถึงคราพยศ ผมช้อนเอวนายทั้งที่ยังคาส่วน
นั้นไว้ออกจากห้องครัว นายรีบผวากอดผมแน่น พยายามจะยกมือต่อยผมที่ทำอะไรกะหันหัน
แต่ก็ต้องครางลั่นอย่างอดไม่อยู่เมื่อผมดันตัวเขาไว้กับกำแพง ทั้งสอดทั้งเสียดทั้งกระแทกหนัก
จนตัวกระเด้งกระดอน
“…เอก…”
ตกหลุมตันหาอย่างกู่ไม่กลับ
ผมเสร็จตอนที่นายคว้าผมไปจูบเองด้วยความลุ่มหลงมัวเมา ก่อนจะถอนตัวเองออก ดึงถุงยาง
ทิ้ง แล้วใช้ปากฉีกอันใหม่สวมอย่างรวดเร็วว่องไว ผมจับเขาหันหลังแล้วกระหน ่าเสยอีกรอบ
ยังคงคากางเกงเอาไว้ เพราะในกระเป๋าด้านหลังผมเตรียมถุงยางไว้เพียบ
“ฉัน…ยืน…ไม่ไหว”
…ท่ายืนคากำแพงกับคนแก่คงจะหนักไปสักหน่อย ผมรั้งสะโพกนายเอาไว้ช่วยเขาประคองทั้งที่
ยังกระทั้นตัวสอดใส่ไม่หยุด เสียงกระแทกของเนื้อแนบเนื้อดังลั่น ปลายเท้าของนายจิกกับ
ปลายเท้าของผม ตัวสั่นไปหมด มองจากมุมนี้ไม่ว่ามองยังไงก็ไม่เหลือคราบความเย่อหยิ่ง
จองหองสักนิด
ยิ่งกินก็ยิ่งอร่อย เหมือนค่อยๆ ปลอกเปลือกลอกเนื้อในเขาออกมา
ผมแลบเลียริมฝีปากขณะดึงถุงยางอันที่สอง ก่อนจะเเกะอันที่สามแล้วสวมด้วยอารมณ์ที่พุ่ง
สูงขึ้นเรื่อยๆ คราวนี้ผมอุ้มเขาไปที่ห้องนอนเพราะนายคงจะรับท่ายากไม่ค่อยไหว พอพาเขา
นอนหงายกับเตียงก็ตามขึ้นคร่อม แนบส่วนนั้นของตัวเองทิ้งตามน ้าหนักจนจมจ่อเข้าลึก นาย
ครางหวิว ก่อนจะสะเทือนไปทั้งร่างเมื่อผมยึดสะโพกเขาให้ยกสูงไม่ติดเตียง พร้อมกระหน ่า
ตัวเองลงมา
“อ๊า…อ๊ะ”
นายเลิกกลั้นเสียงโดยสิ้นเชิง ถึงตอนนี้เขาคงลืมไปแล้วว่าตัวเองเป็นเจ้านาย ส่วนผมเป็นทาส
แสนซื่อสัตย์
มีแต่การทำตามสัญชาตญาณดิบเท่านั้น
จากปลายนิ้วที่จิกทึ้งเริ่มกลายเป็นเกาะเกี่ยวต้องการ ผมเองก็สนองตอบเป็นเท่าตัว นับในใจ
เงียบๆ ว่ายังเหลือถุงยางอีกเท่าไหร่
สาม…ไม่สิ น่าจะได้อีกสักสี่ยก
ผมมองนาฬิกาบนผนังแล้วคะเนเวลาคร่าวๆ ช่วงเวลาที่เป็นต่อนี้คงอยู่ได้ไม่นาน แต่ก็นับว่าคุ้ม
ค่าที่รอคอย
ไม่เป็นไร ไว้ครั้งหน้า….
ผมเป็นคนใจเย็น แต่ไม่ใช่คนใจดี
ยอมบ้าง เเข็งบ้าง ให้ความหวัง ตัดความหวัง หลอกล่อให้ผ่อนคลาย และตีทะลุจุดอ่อน
นั่นล่ะคือวิธีการของผมล่ะ