Knight's Hour เพราะเป็นเจ้านาย - ตอนที่ 5 : ทุบเกราะ
ซุปหัวหอมเป็นหมัน แต่เซ็กซ์สำหรับเราถือว่าราบรื่น
เพราะช่วงสายของวันต่อมานายยังคงนอนเป็นตายอยู่ข้างผม เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่ผมตื่นแล้ว
ยังเห็นเขาหลับตาพริ้มม้วนตัวอยู่ในผ้าห่ม พาดแขนไว้กับเอวของผมอย่างคุ้นชินกับการกอด
ใครสักคน
ผมค่อยๆ ยกแขนเขาออก ก่อนจะเดินไปอาบน ้าพร้อมฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
ผมไม่ได้วางแผนล่วงหน้าตั้งแต่แรกหรอกนะ
ผมเพียงแค่ปรับไปตามสถานการณ์ที่ก็เท่านั้น ตอนไหนควรอ่อน ตอนไหนควรรุก อ้างอิงไปตาม
อารมณ์และความคิดเห็นของนาย
อ้อ แต่เรื่องให้อดนอนนั่นบอกเลยว่าจงใจ
ตั้งแต่วันแรกที่เหมือนพลาดท่าโดยไม่ตั้งใจ เขาก็คอยแต่กันท่าไม่ยอมให้ผมคลุกวงในมาตลอด
ผมเลยต้องคอยดูว่าจะพอจับจังหวะตอนไหนได้บ้าง เพราะถ้าไม่ให้เขายินยอมเอง คนเย่อหยิ่ง
อย่างนายคงเกลียดขี้หน้าผมน่าดู เผลอๆ จะยกเลิกข้อตกลงซะด้วยซ ้า
แต่ถ้าไม่ให้เขาจดจำสักหน่อยว่าสัมผัสของผมเป็นยังไง เรื่องราวก็ไม่คืบหน้าสักทีน่ะสิ
สรุปคือผมตั้งใจรวบหัวรวบหางเขาในวันใดวันหนึ่งอีกครั้งอยู่แล้ว ถุงยางก็เตรียมพร้อมเสมอ
พอเดินออกจากห้องน ้าผมก็คอยเก็บซากหลักฐานจากเมื่อวานให้เรียบร้อย พวกเราเริ่มจาก
ห้องครัว ก่อนจะไล่มาตามทางเดินแล้วค่อยจบที่ห้องนอน เสื้อผ้าเลยกระจัดกระจาย เอ่อ…
ถุงยางเองก็ด้วย พอนำทุกอย่างทิ้งถังขยะ ผมก็เดินไปหยิบถุงพลาสติกที่ทำทีว่าซื้อของมา
ทำอาหาร แต่ความจริงแล้วเเอบเอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยน พร้อมกับกางเกงนอนที่ไปซ่อนไว้ใต้ลิ้นชัก
ในห้องน ้า นายคงไม่เปิดหรอก มีแต่คู่นอนของเขาเท่านั้นที่หยิบเสื้อคลุมอาบน ้าสีขาวมาสวม
ขณะที่ของนายน่ะเป็นผ้าเนื้อดี สั่งตัดพิเศษไม่คิดใช้ปนกัน
พอทุกอย่างลุล่วงตามตั้งใจผมก็เดินไปที่ห้องครัว มีดยังอยู่ที่เดิม ส่วนหัวหอมสีคล ้าลงหน่อย
เพราะปลอกเปลือกทิ้งไว้นาน คงจะใช้ไม่ได้แล้ว ผมเลยเอาที่นายหั่นค้างไว้ทิ้ง แล้วนำที่เหลือ
มาล้างน ้าและเริ่มทำอาหารใหม่ ไม่ลืมเปิดหน้าต่างที่ปิดสนิทเมื่อคืนให้ลมเข้า เพราะจะช่วยให้
ไม่แสบตา
มื้อเช้าจะให้มีแค่ซุปหัวหอมก็คงไม่เข้าที ผมเปิดตู้เย็นดูของเหลือ ก่อนจะทำไข่คนและทอด
เบคอนเพิ่ม พอจัดจานล้างกระทะเรียบร้อยก็เข้าไปหานาย เขายังนอนก้นโด่งอยู่เลย
คงเพราะอดนอนมาหนึ่งคืน แถมเมื่อวานกว่าจะได้หลับก็…
“คุณ” ผมสะกิดนายที่พลิกตัวคิ้วขมวดเมื่อไร้ไออุ่นข้างกาย “คุณ ตื่นได้แล้ว สายแล้วนะ”
ตามประวัติ นายเป็นเจ้าของบริษัทส่งออกที่ทำการค้ากับคนต่างชาติ เพราะสามารถแก้ไข
ตัวเลขได้อย่างเเนบเนียน รวมทั้งกินส่วนต่างด้านค่าเงินให้เข้ากระเป๋าตัวเองด้วย แต่สุดท้ายเขา
ก็ถูกเพื่อนสนิทหักหลัง นำหลักฐานโกงกินทั้งหมดฟ้องร้องทำเหมือนตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งที่
ร่วมหัวจมท้ายมาด้วย นายแค้นมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยื้อคดีไปเรื่อยๆ และต้องขึ้น
ศาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ นายไม่เคยพูดเรื่องนี้ แต่ผมรู้ว่าเขาคงจัดการได้
เพราะอะไรน่ะเหรอ หลักฐานเห็นอยู่ตำตา ว่าแม้ขาดรายได้หลักจากบริษัทนั้นไป นายก็ยังคงใช้
จ่ายฟุ่มเฟือย เขาไม่ได้ทำธุรกิจเดียวมาตลอดหลายปี เงินที่ได้มานั้นถูกนำไปลงทุนในหุ้น ใน
กองทุน และเร็วๆ นี้นายกำลังจะเปิดบริษัทใหม่ เขาถึงได้ดูวุ่นวายเพราะต้องติดต่อเซ็นสัญญา
ทุกอย่างกำลังราบรื่น ส่วนบริษัทเดิมนั้น…ในเมื่อเขาไม่ได้ ก็ไม่คิดจะให้คนทรยศได้ครอบครอง
ไปง่ายๆ
ในเมื่อเอาด้วยเล่ห์ไม่ได้ เขาก็เอาด้วยกล
ระหว่างยื้อคดี นายปล่อยข่าวเสียหายใส่บริษัทเดิมของตัวเอง ลดความน่าเชื่อถือ สร้างความ
ร้าวฉานภายใน จนทำให้ชื่อเสียง
ของบริษัทที่เขาสร้างมามีแต่ความฟ่อนเฟะเละไม่เป็นท่า เรียกว่าสร้างมาด้วยมือ ขยี้ด้วยฝ่าเท้า
ซึ่งที่นายต้องทำ จึงมีแค่รอ…รอให้เพื่อนคนนั้นล้มละลาย ขณะที่เขานั่งบริหารบริษัทใหม่อย่าง
สบายอกสบายใจ แน่นอนว่านายไม่คิดจับธุรกิจเดิม ครั้งนี้เขาทำด้านอสังหาฯ สร้างบริษัทที่
กรุงเทพ ต่างจากบริษัทเก่าที่ตั้งในต่างจังหวัด ไม่ได้เน้นหลายสาขา แต่เน้นที่ความมั่นคงและ
ปักหลักระยะยาว
“กี่โมง…” นายพึมพำอ่อนเพลีย คงเพราะเหนื่อยล้าสะสม
“เที่ยงครึ่ง” ผมตอบ “วันนี้คุณไม่เข้างานเหรอ”
“ช่างเถอะ…” นายคงจะไม่ไหวจริงๆ เพราะเขาพลิกตัวหนีไม่คิดลืมตา “ฉันหยุด”
เป็นเจ้าของบริษัทก็ดีอย่างนี้ นึกอยากหยุดก็หยุด ไม่ต้องโทรแจ้งใคร
“ลุกมากินข้าวเถอะ ผมทำซุปหัวหอมเตรียมไว้แล้ว”
พอพูดถึง ‘ซุป’ นายที่โดน ‘เซ็กซ์’ จนเปลี้ยก็ลืมตามองผมด้วยสีหน้ากึ่งเคืองเหมือนเพิ่งนึกออก
ว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
แต่จะด่าผมได้ยังไงล่ะ ตอนเขาบอกว่าเดี๋ยว ผมก็ยอมหยุดให้แต่โดยดี ฉะนั้นจะเกิดอะไรขึ้น
หลังจากนั้นถือว่าเป็นความผิดของผมไม่ได้หรอก หลักฐานอะไรก็เก็บกวาดเรียบร้อย ไม่มีอะไร
หลงเหลือให้ระคายตา
“ผมช่วยมั้ย” ผมถามอย่างหวังดีเมื่อนายยันตัวลุกแบบทุลักทุเล เขาค่อนข้างพอใจที่บนตัวไม่
เหลือรอยอะไร…ซะที่ไหนล่ะ ผมทำตราประทับไว้บนหลังของเขาเพียบ แต่นายคงไม่มีตาหลังไป
เห็นเข้าหรอก เว้นแต่พวกคู่นอนเด็กๆ ซึ่งไม่กล้าปากมากอยู่แล้ว
“ไม่ต้อง” นายสบถอุบ “แกออกไปก่อน”
หันมาไล่ผมอีกแหน่ะ
“อายเหรอคุณ” ผมแกล้งแซว ได้รับคำตอบเป็นสายตาขวางๆ ที่ไม่คิดจะเล่นด้วย “ก็ได้ๆ…ถ้ามี
อะไรเรียกผมแล้วกัน”
นายรอให้ผมเดินออกแล้วถึงค่อยพลิกตัวลงจากเตียง แน่นอนว่าเขาเปลือยเปล่า สะอาดสะอ้าน
ไม่มีคราบคราวเปรอะเปื้อนให้เหนียวตัว นายเดินกุมสะโพก เหมือนจะได้ยินเสียงกระดูกลั่น
นิดๆ ซะด้วยซ ้า ก่อนจะเดินเข้าห้องน ้าไปโดยไม่รู้ว่าผมแอบดู
พอได้ยินเสียงน ้าไหล ผมก็สบายใจที่จะกลับมาเตรียมโต๊ะอาหารด้วยอารมณ์ที่ดีขึ้นอีกสิบ
ระดับ
ผมถือวิสาสะชงกาเเฟให้นาย เอสเพรสโซ่อย่างที่เคยสั่งแต่ไม่ได้ดื่ม คั่วเมล็ดกาแฟกลิ่นหอม
จากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ช่วยอำนวยความสะดวกเต็มพิกัด บดละเอียดแล้วใช้เเรงอัดน ้าร้อนไหล
ผ่านเพื่อความเข้มข้น ผมไม่ใช่คนชอบกินกาแฟเท่าไหร่ แต่ก็ศึกษาวิธีมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ
พอนายเดินออกมาในชุดสบายๆ แล้วทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะ ผมก็หยิบจานและถ้วยซุปออกมาเสิร์ฟ
“กาแฟล่ะ” นายคงจะได้กลิ่นถึงถามหา คำแรกที่ลองชิมซุปถึงกับเบิกตากว้างเล็กน้อย ไม่ต้อง
บอกก็รู้ว่าถูกใจอย่างจัง
“ยังร้อนอยู่ ไว้อุ่นกว่านี้ผมจะยกมาให้”
นายเหลือบมองผมอย่างประหลาดใจที่รู้เรื่องลิ้นแมวของเขาโดยไม่ต้องถาม จะว่าช่างสังเกต
หรือเอาใจใส่ก็ถือเป็นเรื่องดีทั้งนั้น อย่างน้อยก็ทำให้สีหน้าบึ้งตึงเพราะโดนกระทำชำเราอย่าง
เต็มใจของนายผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
“คุณอยากกินอะไรเพิ่มมั้ย ในตู้เย็นมีไข่เหลือ อย่างไข่ลวกอีกสักฟอง”
“ไม่ต้อง” นายปฏิเสธ ไม่เห็นความหวังดีที่ผมกะจะโด๊ปร่างกายเขาเอาซะเลย “แกกินรึยัง”
“คุณห่วงผมเหรอ” ผมยิ้มนิดๆ
“ฉันไม่ชอบให้ใครจ้องเวลากินข้าว” นายเอ่ย “ไปยกของแกมา”
ออกปากเองขนาดนี้นับว่าพัฒนาในทางที่ดี โบราณที่เขาว่าเสน่ห์ปลายจวักคงจะเป็นเรื่องจริง
สินะ ผมเดินเข้าไปยกส่วนของตัวเองออกมานั่งตรงข้ามกับนาย ไม่ลืมถือแก้วกาแฟของเขามา
ด้วย
“แกน่าจะเปิดร้านอาหารมากกว่าทำงานที่คลับ” นายออกความเห็นหลังลองดื่มกาแฟของผม
แล้วพบว่ารสนุ่มละเอียด อุณหภูมิอุ่นร้อนกำลังดีไม่ลวกปาก กลิ่นหอมโชยดีกว่าร้านกาแฟข้าง
ทางเป็นไหนๆ ถ้ามีครีมโปะหน้าด้วยคงจะสมบูรณ์แบบ “ไม่งั้นฉันคงเอ็นดูแกมากกว่านี้”
ผมว่าเขาคงหงุดหงิดเรื่องเวลาที่ไม่ตรงกัน ทำให้ต้องมานั่งถ่างตาคอยจนดึกดื่น เสียทั้งสุขภาพ
กายและสุขภาพจิต
“ผมก็เปิดร้านอาหารอยู่นะ”
“ที่ไหน”
“ก็ที่ห้องคุณไง”
นายนิ่งไปครู่ใหญ่ คงไม่เคยเจอมุกจีบเสี่ยวๆ แบบนี้มาก่อน เอาน่า เจอเด็กเอ๊าะๆ อ้อนเอาใจ
มาเยอะแล้ว เจอนักเลงตัวโตๆ อย่างผมประจบบ้างจะเป็นไร
“สรุปวันนี้คุณจะหยุดรึเปล่า”
“ทำไมฉันต้องบอกแก”
“ผมว่าจะชวนคุณเข้าฟิตเนสสักหน่อย ดูคุณ…อืม…ช่วงนี้คงไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเท่าไหร่”
นายหน้าเสียไปเลย คนอายุเกินสี่สิบ จะมีอะไรน่ากังวลใจเท่าเรื่องรูปร่างที่เฟิร์มเหมือนสมัย
หนุ่มๆ อีกล่ะ เพราะหมู่นี้เอาแต่เครียดเรื่องผม เรื่องควีน เขาเลยไม่ค่อยดูแลตัวเอง แต่ความจริง
…เขาก็ไม่ได้อ้วนเผละมีส่วนเกินอะไรหรอก มาถึงขึ้นนี้พวกคุณๆ ก็คงเดาได้ ใช่ ผมแค่หาข้ออ้าง
ที่จะใช้เวลาอยู่กับเขาเท่านั้น
เอาใจใส่ ช่างสังเกต แล้วจี้จุดอ่อนที่ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ด้วยท่าทางแสดงความเป็นห่วงเป็นใย
แล้วเหยื่อจะไปไหนเสีย
“วันนี้ฉันจะเข้าฟิตเนส”
“ผมไปด้วยได้มั้ย ผมว่างจนถึงช่วงเย็น”
ผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงควีน เพราะไม่อยากให้บรรยากาศสบายๆ นี้พังทลาย
“ที่ที่ฉันไปเข้าได้แต่สมาชิกเท่านั้น” นายยิ้มเหยียดอย่างสะใจที่ผมคงต้องเสนอตัวเก้อ
“ใช่ที่ xxx รึเปล่า” ผมพูดพลางหยิบบัตรสมาชิกออกมาจากกระเป๋า ที่นี่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนสูง
ก็จริง แต่คนไม่ฟุ่มเฟือยอย่างผมมีเงินเก็บมากพอที่จะมาถมใช้กับที่นี่อย่างสบายๆ แต่คงต้อง
งดเรื่องอะไหล่รถไปสักระยะ
นายอึ้งตะลึง คาดไม่ถึงว่าผมจะ ‘บังเอิญ’ มี แต่ใครว่าเป็นเรื่องบังเอิญกันล่ะ ผมสืบประวัติของ
เขา รู้ทั้งที่อยู่ ทั้งเบอร์โทรศัพท์ รู้กระทั่งเลขทะเบียนจดบริษัทเปิดใหม่รวมทั้งรายละเอียดการ
ฟ้องร้องในศาล ฉะนั้นกับแค่การสมัครสมาชิกล่วงหน้าเพื่อใช้สำหรับกรณีอย่างนี้ มีหรือผมจะ
ไม่เตรียมไว้ก่อน
นับตั้งแต่นายเข้ามาหาผมที่คลับวันนั้น…ผมก็ค่อยๆ เหวี่ยงแหดักทางให้เข้ามาติดเบ็ดโดยไม่
รู้ตัว
“งั้นก็ตามใจ”
นายน่ะมักให้รางวัลคู่นอนที่ทำตัวดีอยู่แล้ว
และหลังจากเรื่องน่าเศร้าเพราะควีนไม่อยากเจอหน้า ลึกๆ แล้วเขาก็คงอยากให้มีใครสักคนอยู่
ข้างๆ
นี่ล่ะนะคนแก่ปากแข็ง
ฟิตเนสที่ประจำของนายตั้งอยู่ในตึกสูงล้อมด้วยกระจกทึบที่เห็นแค่คนข้างในเท่านั้น ผมไม่มีชุด
ใส่โดยเฉพาะ เลยสวมแค่เสื้อกล้ามสบายๆ และกางเกงขาสั้น ส่วนนายเป็นขาประจำอยู่แล้ว
สวมเสื้อรัดกล้ามเนื้อแขนสั้นผ้าระบายความร้อนเนื้อดี กับกางเกงรัดรูปสามส่วน รองเท้าเองก็มี
พร้อมเปลี่ยนเป็นผ้าใบ นายหิ้วกระเป๋าเล็กๆ มาด้วย เป็นพวกผ้าขนหนูและอุปกรณ์อาบน ้า
ผมยืนรอนายอยู่หน้าห้องเปลี่ยนเสื้อ ตอนออกมาเขามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนส่ายหน้า
ช้าๆ ไม่ว่าอะไร แต่ในใจคงแอบคิดว่าผมมีบัตรสมาชิกซะเปล่า ดันแต่งตัวเหมือนไปซื้อโจ๊กหน้า
ปากซอย
นายเริ่มวอร์มร่างกาย ผมเองก็ยืนข้างๆ เขา คงเพราะนอนเต็มอิ่มนายเลยดูสดชื่นกว่าทุกวัน
“มาใกล้ฉันทำไม”
“ก็ผมไม่รู้จักใครนอกจากคุณนี่”
นายทำหน้าเหมือนอยากจะไล่ก็พูดไม่ออก ในเมื่อหลวมตัวกึ่งอนุญาตให้ตามมาแล้ว เขาก็ต้อง
ทนให้ผมเกาะติดแบบนี้ล่ะนะ
แต่ผมเองก็ไม่ได้กระแซะเขาให้รำคาญใจ แต่เว้นระยะห่างที่เหมาะสม เหมือนเป็นเพื่อนสนิท
ที่มาเล่นฟิตเนสด้วยกันมากกว่าคู่ขา
“นี่คุณ มาเล่นเครื่องนี้สิ”
หลังวอร์มร่างกายเสร็จพวกเราก็แยกย้ายไปตามเครื่องออกกำลังกายว่าใครจะเล่นเน้นที่ส่วน
ไหนเป็นพิเศษ ผมเน้นที่กล้ามเนื้อแขนและช่วงบ่า ปกติอยู่ห้องเช่าก็ยกดัมเบลบ่อยๆ เพราะต้อง
คอยลากลูกค้าไม่มีสติออกนอกร้าน ส่วนนายนั้นเอาแต่เน้นกล้ามเนื้อท้องตั้งแต่เข้ามา ไม่คิดว่า
เขาจะเสียเซลฟ์ขนาดนี้
ผมเเนะเครื่อง Elliptical ให้เขา เป็นเครื่องลู่เดินกึ่งสเต็ปที่ให้ทำให้เหมือนกำลังเดินแบบก้าวเท้า
สูงๆ โดยมีไม้จับสองข้างแบบคันโยกให้บิดตัวออกกำลัง มันเป็นเครื่องเน้นส่วนอื่นๆ และก็เน้น
สะโพกเป็นพิเศษ อืม…ผมไม่ได้มีความนัยแอบแฝงหรอก
คงเพราะผมยืนรออยู่แล้ว เขาก็เลยตามมาเครื่องข้างๆ อย่างว่าง่ายเกินคาด
“คุณไม่มีเทรนเนอร์ส่วนตัวเหรอ” ผมชวนคุย
“ช่วงแรกฉันจ้างเทรนเนอร์” นายเอ่ยขณะตั้งค่าน ้าหนัก ดูชำนาญมากทีเดียว “แต่ช่วงหลังไม่
จำเป็น…ลงน ้าหนักให้เต็มฝ่าเท้าสิ”
ผมแอบสะดุ้งเมื่อเขาให้คำแนะนำ หรือที่ตามมาเล่นด้วยจะเป็นเพราะทนเห็นผมใช้เครื่องออก
กำลังกายผิดวิธีไม่ได้ ก็เลยตามมาทำให้ดูเป็นตัวอย่างกันนะ
“เหยียบลงให้สุด อย่าจับไม้สูง”
…ท่าจะใช่
“แกไม่เคยมาใช่มั้ย”
นายจับผิดผมสำเร็จ
“ผมเพิ่งสมัครสมาชิกเมื่อสามวันก่อน” ผมว่าอย่างสบายๆ ไม่ได้รู้สึกร้อนตัวอะไร “ถ้าไม่วางเงิน
ล่วงหน้าสองปีก็จะไม่ออกบัตรวีไอพีให้ คงเพราะผมดูไม่น่าจะจ่ายไหว”
พูดจบก็หัวเราะอย่างไม่จริงจัง
“แล้วแกจ่ายไหว?”
นายถามกึ่งดูถูก แต่ผมรู้จักเขาดีพอที่จะรู้ว่า…เขาแค่กำลังสงสัยจริงๆ
“บอสเต็มที่กับลูกน้องเสมอ รวมทั้งเรื่องเงินเดือน” ผมยิ้มนิดๆ “แต่ความแตกต่างระหว่างคนรวย
ตั้งแต่เกิดกับคนเพิ่งมีเงินก็ต่างกันอยู่ดี”
“ก็จริง” นายตอบรับอย่างไม่ลังเล คงจะเดาได้แล้วว่าผมทำเรื่องไร้สาระพรรคนี้ไปทำไม ถ้าไม่ใช่
เพราะเข้าใกล้เขา
เหมือนทาสที่โง่งมเข้าไปอีก
นายคล้ายจะชอบใจ แต่ก็ไม่พอใจ ขัดแย้งระหว่างถูกเอาใจและการตามติดเกินพอดี
แต่ก็คงไม่มีคู่นอนตัวเล็กของเขาคนไหนที่จะตามมาออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อแบบนี้หรอก
ส่วนใหญ่ยังต้องเรียนหนังสืออยู่ด้วยซ ้า ยิ่งใกล้จะเปิดเทอมแบบนี้ คงกำลังเรียนพิเศษหัวโต
กลายเป็นว่าหลังจากนั้นนายแนะนำผมแทน ผมเองก็ว่าง่าย ไม่ได้โต้เถียงอะไรนอกจากรับฟัง
ด้วยรอยยิ้มสบายๆ จนพวกเราเหงื่อโทรมทั้งตัวเลยแยกย้ายกันอาบน ้า
ตอนออกมาผมไม่ได้ช่วยนายถือกระเป๋า แต่แย่งเอาผ้าขนหนูมาช่วยซับผม นายเหลือบมองนิ่งๆ
ไม่ได้พูดขอบใจอะไร
ใกล้ตัวผมน่ะมีทั้งบอสทั้งแว่นที่รักความสะอาดสุดขีด เลยรู้ว่าพวกของเปียกน่ะสร้างความ
รำคาญกว่าของหนักเยอะ
“แกจะไปทำงานกี่โมง”
“ผมเข้างานหกโมง แต่ถ้าคุณว่าง ผมตั้งใจจะแวะทำอาหารเย็นที่ห้องคุณก่อน ไปสายสักสิบ
นาทีคงไม่เป็นไร”
นายเหลือบมองผมอีกครั้ง ไม่บอกก็รู้ว่าเขาเองก็คงอยากชิมอาหารคาวฝีมือผมนอกจากพวก
ซุปพวกแกงจืด
“แกทำอาหารอิตาเลี่ยนเป็นมั้ย”
“ขอแค่มีวัตถุดิบและวิธีทำผมก็ทำได้ทั้งนั้น”
“งั้นเเวะซื้อของก่อน”
“ผมขับให้มั้ย”
นี่เป็นการวัดใจ
ตอนขามานายเป็นคนขับรถ เขาชอบที่จะทำตัวเป็นเสี่ย แสดงความเป็นเจ้าของและเจ้านาย
หวงของ และเย่อหยิ่ง แต่ตอนนี้นายกลับส่งกุญเเจรถให้ผมง่ายๆ เขาคงสำนึกได้ว่าตัวตนของ
เอกภพนั้นไม่ได้คิดทำตัวข่ม แม้จะเป็นฝ่ายทาบทับเขาใต้ร่าง แต่ก็ไม่ได้วางตัวกร่างเป็นสามี
หรืออะไรก็ตามที่ควรจะเป็น
ผมลอบยิ้ม พอกระตุกเบ็ด ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น
นายเริ่มคุยกับผมเรื่องควีนน้อยลง หรืออาจเพราะยังไม่อยากแตะต้องบาดแผลที่ยังสดใหม่ แต่
การที่เขาให้ความสนใจ สังเกตว่าผมใส่ใจเขาขนาดไหน ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีกว่าตอนแรก
หลายเท่า
และเกินเลยจากข้อตกลงที่ตั้งไว้
นายบอกเมนูที่อยากทาน ปล่อยให้ผมลงไปซื้อของเองที่ซุปเปอร์ใกล้คอนโด แน่นอนว่าตอนขึ้น
ห้องเขาไม่แม้แต่จะช่วยถือ แต่เดินตรงไปนั่งรอที่โซฟา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่องานที่คั่งค้าง
เอาไว้
ผมหันหลังเข้าครัวโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
ระหว่างเรามีคำพูดน้อยมาก มักเป็นผมมากกว่าที่ชวนคุย
“ผมไปแล้วนะ”
หลังทำกับข้าวและล้างกระทะให้เรียบร้อยโดยไม่ต้องบอก ผมก็ถอดผ้ากันเปื้อนและหันไปพูด
กับนายที่แทบไม่สนใจผมเลย แต่ผมรู้…ว่าเขาแอบมองผมเป็นระยะด้วยความระแวง เพราะมี
จังหวะหนึ่งที่นายยื่นหน้าเข้าใกล้ เหมือนจะยั่ว แต่ความจริงคือลองใจ
ผมมองดวงตาประกายระริกอย่างรอคอยของเขาแล้วได้แต่ลอบยิ้มอย่างเเนบเนียน เป็นฝ่ายดัน
ตัวเขาออก แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นายคงคิดว่าที่ผมว่าง่ายขนาดนี้เพราะหวังเซ็กซ์ แต่
พอความคิดนั้นไม่เป็นผล ก็เลยยิ่งสงสัยว่าสรุปแล้วผมตั้งใจจะเป็นแค่คนรับใช้ให้เขาจริงๆ น่ะ
เหรอ
ฉะนั้นตอนผมบอกลาและเตรียมเดินออกจากห้อง นายจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“คืนนี้ถ้ามาหลังตีสี่อีก ก็ไม่ต้องมา”
ผมมองคนที่คลายความระวังตัวจนไม่เเทบไม่เหลือเกราะป้องกันใดๆ แล้วไม่ลืมกำชับครั้ง
สุดท้าย
“ผมทำของหวานไว้ในตู้เย็น ถ้าคุณหิวก็กินรองท้องแล้วกัน”
ภาพสุดท้ายตอนปิดประตู คือนายที่มองผมเหมือนตัวประหลาดของแท้
ไม่เอาน่า…ถ้าผมเป็นฝ่ายก้มหน้าไปจูบเขาตอนนั้น แล้วจัดการกินไปทั้งตัว คืนนี้จะได้คำเชิญ
น่ารักและปฏิกิริยาน่าตลกนั่นเหรอ
อดเปรี้ยวไว้กินหวานน่ะ คือคติประจำใจผมเลยล่ะ
‘นาย’ Part 1
ผมถูกกำหนดให้เป็นผู้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขึ้นศาล
ทุกคนต่างเฝ้าคอยรอให้จนมุม จำนนต่อหลักฐาน โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่ร่วมเปิดบริษัทด้วยกัน
แลกเปลี่ยนความเชื่อใจกัน ก็ยังมองผมอย่างผู้ชนะ
แต่ในนาทีต่อมา…
เขาก็ต้องพึงสังวรว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ชนะ
ผมไม่เคยเชื่อใจใคร ยิ่งกับเพื่อนที่ตกลงร่วมทุนกันเปิดบริษัทเพื่อผลประโยชน์ หาวิธีโกงเงินจาก
ลูกค้า แล้วแบ่งเปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ไม่มีทางหรอกที่ผมจะเชื่อใจคนแบบนี้ คนที่กับบริษัทในมือ
ตัวเองยังโกงกินได้อย่างไม่อาย
พูดแล้วก็เหมือนเข้าตัวเอง แต่แล้วยังไงล่ะ ผมก็เป็นแบบนี้แต่แรก
…เป็นมาตั้งแต่แรก
“นราธิป!”
หลังจบศาล สมยศก็ปราดเข้ามาหาผมด้วยสายตาแค้นเคือง แต่ก็ถูกทนายรั้งเอาไว้เพราะจะ
โดนฟ้องข้อหาข่มขู่และทำร้ายร่างกายเอาได้ ตอนนี้ผมไม่ใช่ฝ่ายเสียเปรียบ ถูกไล่ต้อนอีกแล้ว
แต่เป็นเขาต่างหาก
“โชคดีแล้วกันเพื่อน” ผมแค่นยิ้มเหยียด สมยศไม่เคยเรียกชื่อเล่นผม คงเพราะกลัวว่าจะเป็น
การยกย่องเทิดทูนเป็นเจ้านาย แต่การที่เขาเรียกชื่อจริงผมทั้งที่คบกันมานาน ก็เป็นสิ่งยืนยันว่า
คิดไม่ซื่อแต่แรก
แล้วคนที่ระวังตัวเองดีอย่างผม…จะพลาดท่ากับไอ้หมอนี่ได้ยังไง
ตอนเปิดบริษัท พวกเราตกลงแลกเปลี่ยนเอกสารหลักฐานการทุจริตไว้คนละชุด นอกนั้นก็
ทำลายทิ้ง เพื่อไม่ให้มีใครหักหลังใคร ไม่รู้หรอกนะว่าสมยศไปได้ข่าวจากไหนว่าเอกสารที่ผม
เก็บไว้หายไปแล้ว ถึงได้หยิบเอาส่วนของตัวเองที่ควรจะเก็บรักษาอย่างดีมาฟ้องร้องผม
และนั่นก็เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์
ผมไม่เคยเชื่อใจใคร เปิดใจให้ใคร ย่อมไม่แปลกหากมีการเตรียมตัวไว้พร้อม แสร้งทำเป็นจนมุม
แต่ลับหลังค่อยๆ ทำลายรากฐานของสมยศ ถึงจะน่าเสียดายอยู่บ้างเพราะบริษัทนี้ถึงเป็นการ
ตั้งตัวแรกเริ่มของผม แต่เมื่อผมไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีใครได้ไป
ระยะเวลาเกือบสองเดือนที่ผมปฏิเสธข้อกล่าวหาของศาล โดยอ้างว่าเอกสารนั้นเป็นการปลอม
แปลงเพื่อยื้อคดี คือช่วงเวลาที่ผมลอบปล่อยข่าวเสียๆ หายๆ กับบริษัท เมื่อมีประวัติครั้งหนึ่ง
ลูกค้าย่อมไม่ไว้วางใจ ยิ่งเป็นประวัติการโกง…พวกเขาจะมั่นใจได้ยังไงว่าสมยศนั้นจะเป็นผู้
บริสุทธิ์? เจ้าของสองคน คนหนึ่งจะสะอาดสะอ้าน ขณะที่อีกคนอับเฉางั้นเหรอ
ไม่มีทางซะหรอก
แม้จะไม่มีหลักฐาน แต่การบอกข้อมูลทีละเล็กน้อยให้ลูกค้าได้ฉุกคิดและทบทวนการทำงาน
ตลอดหลายปีก็ทำให้พวกเขาวิเคราะห์ได้เองว่าสมควรจะร่วมงานกับบริษัทนี้อีกหรือไม่ แล้วยัง
พวกพนักงาน…ที่ผมลอบจ่ายเงินชดเชยเป็นจำนวนมากเพื่อให้พวกเขาลาออก ผมถนัดใช้เงิน
แก้ปัญหาเสมอ และส่วนใหญ่ก็มักจะได้ผล
ความแตกต่างระหว่างสมยศกับผม คือเขาไม่กล้าได้กล้าเสีย ไม่ใจเด็ดพอ
สมยศเอาแต่มองหลักฐานในชั้นศาลว่าผมต้องเป็นล้ม โดยไม่มองรอบข้างว่าความจริงแล้วใคร
กันแน่ที่กำลังจะล้ม
ยังไงก็ตาม…คดีอาญาไม่อาจถอนฟ้อง แม้ว่าตัวบริษัทของสมยศนั้นแทบจะคงอยู่ด้วยตัวเอง
ไม่ได้แล้วก็ตาม สมยศยังคงเกาะเกี่ยวความหวังแห่งชัยชนะ โดยเฉพาะในวันนี้ วันที่ผมยากจะ
ปฏิเสธอีกครั้งหากไม่มีหลักฐานมาอ้างอิงในคำโต้เถียงบนชั้นศาล
…แล้วใครว่าผมไม่มีกันล่ะ?
วินาทีที่ผมนำเอกสารตัวจริงที่เปลี่ยนแปลงข้อมูลบางส่วนจากผิดเป็นถูก เก็บซ่อนไว้ในตู้เซฟไม่
เคยห่างจากตัวมาเปรียบเทียบกับเอกสารที่สมยศถือครอง สีหน้าของเขาก็คล้ายกับโลก
พังทลายตรงนั้น
เป็นอะไรที่สาแก่ใจ
เขาใช้อะไรคิดว่าผมจะยอมยกจุดอ่อนให้คนอื่นถือครองตั้งหลายปี สิ่งที่ผมแลกเปลี่ยนกับเขา
เป็นแค่การปลอมแปลงที่แนบเนียนมากๆ และทิ้งข้อตำหนิไว้ก็เท่านั้น ตอนนั้นสมยศคงไม่คิดว่า
ผมจะซ้อนแผนตั้งแต่แรก ถึงได้วางใจ และคิดว่าตนเป็นฝ่ายได้ชัยมาตลอด
ทั้งที่ความจริงแล้ว…เขาแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ทันได้ยื่นฟ้องซะด้วยซ ้า!
คดีอาญาไม่อาจถอนฟ้อง แต่หากหลักฐานที่นำมานั้นใช้ไม่ได้ ผมก็กลายเป็นฝ่ายฟ้องสมยศ
กลับ ด้วยข้อหาการปลอมแปลงเอกสารที่ไม่ว่ายังไงก็ดิ้นไม่หลุด ในเมื่อเขาเป็นฝ่ายถือหลักฐาน
ตัวปลอมให้ทุกคนเห็นเป็นเดือนๆ จะพลิกลิ้นยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ
จึงไม่แปลกหากตอนเดินออกจากศาล เขาจะทำหน้าเหมือนอยากฆ่าผมมากขนาดนี้
บริษัทกำลังล้มละลาย หรือต่อให้เขาพยายามประคับประคอง ก็ไม่มีทางกลับมาเฟื่องฟูได้
เหมือนเดิม ยิ่งเมื่อตัวเขาเองโดนผมฟ้องกลับ จะมีลูกค้าคนไหนเชื่อคำพกลมของเขาอีกล่ะ ถ้า
จะโทษก็โทษที่ความประมาทซะเถอะ
คิดว่าตัวเองถือก้อนทอง แต่ความจริงเป็นแค่ก้อนหินที่ถ่วงแข้งขาต่างหาก!
ผมเดินขึ้นรถเฟอรารี่สีแดงอย่างอารมณ์ดีที่จบเรื่องคาราคาซังไร้สาระพรรค์นี้สักที ก่อนจะชะงัก
เมื่อเห็นผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งที่ค่อนข้างคุ้นหน้าดี…คนที่อุปการะนิลกาฬ หนึ่งในผู้ให้ความ
ช่วยเหลือตอนเขาหนีไปจากผมยืนรอผลตัดสินของศาลอยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่าเธอตั้งใจมาซ ้าเติม
หรือคาดหวังอะไรกับคดีฉาวครั้งนี้ของผมกันแน่
แต่ถ้าเธอรู้…นิลกาฬก็ต้องรู้
ผมหรี่ตา ในใจสับสนและปั่นป่วน นิลกาฬคือรักครั้งแรก เป็นรักฝังใจ เข้าขั้นหลงใหลและบ้า
คลั่ง ตัวผมนั้นไม่เคยเชื่อใจใคร ฉะนั้นการมีคนที่รักสักคนจึงมีแต่ความหวาดระแวงว่าเขาจะ
หลบหนี และตัดสินใจกักขังคนคนนั้นเอาไว้ในปราสาทที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่ภายใต้รอยยิ้ม
ยินดี กลับแอบซ่อนความเกลียดชังเอาไว้ จนตอนนี้ผมก็ยังไม่ลืมว่าช่วงเวลาที่เขาหลบหนีมา
พึ่งพิงผู้หญิงคนนี้ ยืนประกาศกร้าวต่อหน้าผมว่าทุกอย่างเป็นเพียงการเสแสร้ง เขาทำหน้าโล่ง
ใจขนาดไหน
นั่นคงเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ผมลิ้มรสความพ่ายแพ้
มันน่าอับอาย และไม่อยากนึกถึง ผมตัดสินใจถอยให้ห่างจากนิลกาฬ ปลุกปลอบใจตัวเองได้
ด้วยเซ็กซ์ที่สามารถหาคู่นอนวัยเดียวกับเขาได้ไม่ยาก แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่กัน…ที่ผมไม่สามารถ
นอนหลับไปโดยปราศจากสิ่งเหล่านั้น เพียงพริบตาที่ต้องนอนเหงาคนเดียว ภาพตอนกลับ
มาแล้วพบว่านิลกาฬหายตัวไป มันจะย้อนกลับมาทำร้ายผม
ความรู้สึกของการถูกทิ้งที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่อยากยอมรับ
มันทำให้ผมยิ่งกลัวการผูกมัด เปลี่ยนคู่นอนแทบไม่ซ ้าวันเพื่อจะได้ไม่เกิดการยึดติด คนที่คิดว่า
ตัวเองเหนือกว่าคนอื่นเสมออย่างผม มองทุกสิ่งอย่างด้วยสายตาหยามเหยียด ไม่มีทางที่จะ
เป็นคนน่าสมเพชทั้งที่ตัวเองคิดดูถูกยิ่งกว่าใคร
ผมใช้ชีวิตอย่างนั้นอยู่หลายปี จนกระทั่งคิดว่าคงทำใจได้แล้ว ฟ้าก็ส่งให้ผมพบกับนิลกาฬอีก
ครั้ง
และนั่นก็ทำให้ผมสำนึกได้ว่าความจริงแล้วผมไม่เคยลืมเขาจากใจได้เลย
แต่ไม่ใช่ความรักหลงใหลอย่างเมื่อก่อน
‘ฉันเคยรักเขา’
นั่นเป็นคำที่ผมเคยตอบออกไป
‘แล้วตอนนี้ล่ะ’
‘คงจะเป็น…ความรู้สึกผิด…’
…ผมไม่สามารถอธิบายว่าสรุปแล้วต้องการอะไรกับการเจอกันอีกครั้งกับนิลกาฬ ผมรู้แค่ว่าไม่
อยากให้เขาหายไปเสียเฉยๆ และทำเป็นไม่เคยรู้จักกันอีกก็เท่านั้น แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าเขาคงจะ
รังเกียจ ไม่อยากเห็นหน้าผมที่เปรียบเสมือนช่วงเวลาแห่งฝันร้ายของเขา
แต่ผมก็ยัง…ดันทุรัง
นึกแล้วก็ขำชะมัด คนอย่างนราธิป…ผู้เป็นใหญ่เหนือหมู่คนกลับต้องตามง้องอนเด็กคนหนึ่ง
‘ถ้าเจอควีน คุณจะพูดอะไร’
เด็กที่ตอนนี้เป็นควีนของคิงส์คลับ มีคนรักปกป้องหวงแหน อยู่คนละโลกกับผมโดยสิ้นเชิง
‘ขอความเห็นใจหรือขอคืนดี’
ขอความเห็นใจ? กับเรื่องอะไรล่ะ แล้วถ้าขอคืนดี…หึ พวกเราไม่เคยคบกันด้วยซ ้า
ผมถึงตอบคำถามนั้นไม่ได้…ตอบคำถามกับ ‘เอก’ ไม่ได้!
รถเฟอรารี่เลี้ยวเข้าจอดในโรงแรมสี่ดาวซึ่งหรูที่สุดในจังหวัด เดิมทีผมมีบ้านที่นี่ เพราะบริษัท
หลักที่เริ่มก่อตั้งอยู่ในจังหวัดนี้ แต่พอสมยศทำอะไรบ้าๆ ขึ้นมา ผมก็ไม่เสียดายที่จะขายบ้านทิ้ง
แล้วย้ายไปอยู่ในกรุงเทพซึ่งสะดวกในการขยับขยายธุรกิจกว่ามาก ปล่อยให้สมยศคิดว่าเป็นผู้
ร ่ารวยที่สุดในจังหวัดไป หมอนั่นมันก็โลกแคบแบบนี้ ผมไม่มีวันเลือกคนที่ฉลาดกว่าตัวเองมา
ร่วมงานด้วยหรอก
หลังขึ้นห้องผมก็เปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คที่พกมาด้วยเพื่อเช็คงานที่วางแผนลงทุนและเปิดใหม่
ในเร็วๆ นี้ ถ้าเป็นอย่างที่คาดไว้ก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกับที่สมยศขึ้นศาลครั้งแรกในข้อหาปลอม
แปลงเอกสารพอดิบพอดี ถือว่าเป็นช่วงมีโชคลาภโดยแท้
หลังตอบอีเมลเสร็จผมก็เหลือบมองโทรศัพท์ที่สั่นมาสักพัก ปลายสายคือเอก…อัศวินแห่งคิงส์ค
ลับที่จนตอนนี้ก็ยังไม่วางใจเต็มร้อย เรื่องของเราเริ่มต้นจากความผิดพลาดยามอ่อนแอของผม
…จะว่ายังไงดีล่ะ เรื่องของนิลกาฬเป็นเสมือนเรื่องต้องห้ามที่ไม่มีวันให้ใครล่วงรู้เป็นอันขาด แต่
เมื่อมีคนขุดคุ้ยขึ้นมา แถมยังรู้ดีโดยไม่ต้องบอกกล่าว สิ่งที่เก็บกลั้นในใจมาเนิ่นนานก็คล้ายจะ
ล้นทะลักจนต้องหาที่ระบาย และจะเป็นใครอื่นไปได้หากไม่ใช่คนคนนั้นที่ทำเป็นรู้ทันไปหมด
ผมไม่ชอบให้คนฉลาดอยู่ใกล้ตัว แต่เอกเป็นข้อยกเว้น และยิ่งเขาทำเหมือนชอบผม ยอมลงให้
ผมทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด แล้วยังเอาใจ ตามใจ เอาใจใส่ จึงอดรู้สึกเหนือกว่าและชอบใจที่
เห็นอีกฝ่ายยอมศิโรราบไม่ได้
แม้จะมาพร้อมกับระแวง
ไม่รู้ทำไม ทุกครั้งที่อยู่กับเขา ผมถึงรู้สึกตงิดๆ ชอบกล โดยเฉพาะช่วงหลังมานี้ที่เหมือนโดน
ครอบงำแปลกๆ ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้ฝืนใจผม บังคับ หรือแสดงทีท่าเหนือกว่า
แต่ทำไมผมถึงเหมือนถูกควบคุมกันล่ะ!?
คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ แม้จะมองอย่างสงสัย เอกก็มักยิ้มซื่อให้ทุกที ฉะนั้นถ้าเลี่ยงได้ผมก็จะ
ไม่เรียกเขา ยกเว้นก็แต่ตอนเขามาหาเอง ที่ไม่เคยจะปฏิเสธได้สักที
ผมตัดสินใจไม่รับโทรศัพท์ กดปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเดินลงไปข้างล่างเพื่อหาคู่นอนในค ่า
คืนนี้
ความจริงแล้วผมชอบที่จะเป็นฝ่ายรุก เพราะชอบที่จะชักนำ กดข่มคนอื่น จนถึงตอนนี้ก็ยัง
พอใจที่จะเป็นอย่างนั้น แต่พอพลาดท่าให้เอกครั้งหนึ่ง ผมกลับต้องเป็นฝ่ายรับให้เขามาโดย
ตลอด ความจริงผมก็อยากรุกใส่เขาหรอกนะ เสียแต่เอกไม่ใช่สเป็คผมโดยสิ้นเชิง ผมชอบผู้ชาย
ตัวเล็กกว่าตัวเอง ผอมบาง ดูน่ารักน่าเอ็นดู ฉะนั้นพอเห็นเขาทีไรเลยหมดอารมณ์และต้องยอม
ให้เป็นฝ่ายนำทุกที ไม่งั้นพวกเราคงล่มกันตั้งแต่ปากอ่าว ยังดีที่เอกไม่ถึงกับทำให้ผมอับอาย
เวลาโดนกอด ไม่งั้นผมคงทนไม่ได้นานขนาดนี้
แล้วยิ่ง…
‘นาย…’
เสียงกระซิบข้างหู และรสสัมผัสที่นำไปถึงปลายทางที่ทั้งเร่าร้อนและสุขสม สามครั้งแล้วที่ผมมี
อะไรกับเขา โดยไม่ตั้งใจ โดยไม่คาดหวัง แต่ทุกครั้งกลับยิ่งตอบสนองความพอใจได้ดีขึ้นเรื่อยๆ
ราวกับว่าเขาสังเกตผมโดยตลอด อย่างที่รู้ประวัติความเป็นมา อย่างที่รู้ว่าผมชอบอะไรไม่ชอบ
อะไร
ความขัดแย้งปรากฏขึ้นมาในใจ ส่วนหนึ่งคือความชอบพอเมื่อได้รับการตอบสนองอย่างดีเยี่ยม
ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต และเรื่องของเซ็กซ์
แต่อีกส่วนหนึ่ง…
นับวันที่ยิ่งรู้จัก คือช่วงเวลาที่ยิ่งถลำลึก เหมือนผมกำลังถูกเขาปอกลอกตัวตนออกมาช้าๆ โดย
ไม่ทันตั้งตัว กว่าจะตั้งหลักทัน ทุกสิ่งทุกอย่างของผมก็อยู่ในกำมือเขาทั้งหมดแล้ว
อีกส่วนหนึ่ง…คือความกลัว
โชคดีที่มีเหตุจำเป็นมาต่างจังหวัด เพราะหากถูกคนคนนั้นเสนอหน้าเข้าหา ก็คงจะมีสารพัด
เหตุผลข้ออ้างที่ปฏิเสธไม่ได้อีกตามเคย เอกทำตัวเหมือนข้ารับใช้ซื่อสัตย์ที่จมจ่อกับการรับใช้
เจ้านายอย่างจงรักภักดี แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมจะรู้สึกว่าเหนือกว่าเขาจริงๆ สักครั้ง ราวหลง
ละเมอในภาพฝันเลือนราง ที่พูดออกมาไม่ได้ว่าเป็นความจริงหรือคิดไปเองกันแน่
ทั้งที่เริ่มต้นจากเรื่องของนิลกาฬ แต่ช่วงหลังกลับแทบไม่พูดถึงรักเก่าที่ฝังใจ
ผมเริ่มมองไม่เห็นทางตันสำหรับความสัมพันธ์แปลกประหลาดครั้งนี้
เพราะผับอยู่ใกล้โรงแรมผมจึงขี้เกียจขับรถ แต่เลือกที่จะเรียกรถรับส่งของโรงแรมซึ่งต้องจ่าย
ค่าบริการเพิ่มเพื่อความสะดวกรวดเร็ว เป้าหมายของผมเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าสิบหกปีที่ดู
‘ง่าย’ เพราะผมไม่อยากจะเล่นบทข่มขืนหรือใช้กำลัง อายุก็ปูนนี้แล้ว จะให้เล่นอะไรแบบเด็กๆ
ไม่ไหวหรอก
ผมต้องการแค่ใครสักคนที่ตอบสนองความคาดหวังโดยไม่เรื่องมาก แลกกับเงินสักก้อนโดยไม่
ผูกพัน
ข้อตกลงนี้ระบุชัดและเข้าใจง่าย หลังหาคู่นอนได้แล้วผมจึงเดินออกไปขึ้นรถของโรงแรมที่ให้
จอดรอเอาไว้ แต่พอขึ้นไปนั่งเบาะหลัง คนขับรถกลับไม่ใช่คนเดิม
“ฉันลืมของ เธอนั่งรอไปก่อน”
ผมชักรู้สึกว่าไม่เข้าท่า แต่พอจะรีบลงจากรถโดยไม่ให้เผยพิรุธ เด็กที่ควงมากลับกระชากแขน
ผมจนเสียการทรงตัวแล้วเอาผ้าเช็ดหน้าโปะจมูก
“เป็นอย่างที่เขาพูดจริงๆ แค่นั่งรอเฉยๆ คุณก็เดินเข้ามาติดกับแล้ว คิดว่าตัวเองฉลาด แต่ความ
จริงก็ไม่เห็นเท่าไหร่เลยนี่…คุณเจ้านาย”
เด็กนั่นพูดจาล้อเลียน ก่อนจะร้องจุ๊ๆ เมื่อผมพยายามขัดขืน อันที่จริงเรี่ยวแรงเด็กอายุสิบห้ากับ
คนแก่อายุสี่สิบเอ็ดแค่เห็นก็รู้แล้วว่าใครชนะ แต่ผมออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่ใช่คนแก่
ปวกเปียกสักหน่อย
ไม่นานผมก็บิดมือไอ้เด็กแก่แดดจนร้องโอดโอย ผ้าเช็ดหน้าหล่นกับเบาะรถ ผมรู้สึกมึนงง
เล็กน้อยเพราะเผลอสูดเข้าไปนิดหน่อย แต่ไม่ถึงกับหมดสติ
น่าแปลก ไอ้คนขับรถไม่ยักจะทำอะไรทั้งที่เห็นอยู่ว่าผมปราบเด็กได้ง่ายๆ และไม่นานก็รู้
คำตอบ เพราะประตูข้างหลังผมมีคนเปิดเข้ามา รวมกันแล้วเกือบสามคน ปิดทางหนีโดยสิ้นเชิง
“ราตรีสวัสดิ์”
หนึ่งในนั้นพูด ง้างหมัดขึ้นมา
แล้วผมก็หมดสติ
‘นาย’ part 2
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เจอกับสมยศอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด
สมยศเป็นชายวัยกลางคนที่อายุน้อยกว่าผมสามปี แต่หน้าตาเลยวัยไปมากโขเพราะชอบดื่ม
หนัก และไม่ดูแลตัวเอง หากผมชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย หมอนี่ก็ต้องนับเป็นขั้นกว่า เพราะถึงผม
จะชอบใช้เงินแก้ปัญหา แต่ก็ชอบที่จะปั่นเงินก้อนให้ทวีคูณเพื่อชดเชยส่วนที่จ่ายไป แต่หมอ
นี่น่ะเอาแต่โกงกินในบริษัทตัวเอง พอสายป่านขาดจึงแทบไม่เหลืออะไร
“หัวเราะทำไม”
“ก็หัวเราะ…คนโง่ที่กำลังขุดหลุมฝังตัวเอง” ผมพูดพลางหรี่ตา รู้สึกเจ็บที่ศีรษะ ได้กลิ่นคาวเลือด
ไหลลงมาจนแสบตา “จะเข้าคุกทั้งทีคิดจะพ่วงข้อหาทำร้ายร่างกายด้วยรึไง”
สมยศเป็นคนซื่อ เป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้มีฐานครอบครัวที่มั่นคงแต่แรก พอผมให้โอกาสก็
เลยเหลิง และขี้โอ้อวดทั้งที่ไม่มีดี แล้วยังขี้ประจบ คนประเภทนี้จะใช้แล้วเขี่ยทิ้งเมื่อไหร่ก็ไม่
เสียดาย ผมถึงให้เขาอยู่ใกล้ตัวมานานสองนาน
“บอกรหัสบัญชีแกมา” สมยศกล่าวเสียงเข้มขณะผมมองรอบๆ ที่นี่เป็นบ้านเก่าของผมเอง ไม่
คิดว่าสมยศจะเป็นคนซื้อต่อ ไอ้หมอนี่…อาจจะคิดอยากเป็นอย่างผม ไม่สิ คิดอยากจะ
เหนือกว่าผมมาตลอด
ถึงไม่อยากยอมรับ แต่ก็นับว่าครั้งนี้ผมพลาดท่าอย่างน่าอาย นิสัยชอบหาคู่นอนแปลกหน้าที่
ถูกสเป็คของผมน่ะต่างรู้กันทั่ว และเด็กที่ใช้เงินเปย์ได้ก็ต้องรับเงินจากคนอื่นได้เหมือนกัน สม
ยศใช้นิสัยข้อนี้ของผมในการทำให้ตายใจแล้วหลอกขึ้นรถ แต่พอถูกรู้ทันก็เลยต้องใช้กำลัง
จะว่าคาดไม่ถึงก็ว่าได้…ผมแค่คาดไม่ถึงว่าสมยศจะโง่ใช้วิธีอุกอาจขนาดนี้
“บัญชีไหนล่ะ”
“อย่ามาเล่นลิ้น!” สมยศบีบคางผมจนเจ็บ แต่ผมก็ไม่มีวันทำสีหน้าเจ็บปวดให้มันได้ใจหรอก
“อย่าบอกนะว่าแกจะใช้เงินฉันหลบหนีออกนอกประเทศ…คิดจะหนีคดีล่ะสิ”
เป็นวิธีเอาตัวรอดที่เดาได้ไม่ยากเลย
“ลืมไป…บริษัทที่แกยึดไปจากฉันมีแต่หนี้สินสินะ” ผมยังคงยิ้มเย็นอย่างเหนือกว่า “เอาเถอะ
รหัสบัญชีแค่นี้ทำไมฉันจะให้ไม่ได้ หาอะไรจดซะสิ”
ผมบอกรหัสไปง่ายๆ ใครจะบ้าเอาเงินฝากไว้ในบัญชีเดียว อีกอย่าง เงินส่วนใหญ่ผมนำไปลงใน
หุ้น ในกองทุน ต่อให้อยากได้จนตัวสั่น สมยศก็คงไม่บ้าขนาดให้ผมไปถอนเงินพวกนั้นออกมา
หรอก
“อ้อ เอาไปแล้วไม่ต้องคืนนะ ฉันจะถือว่าทำทาน”
ไม่ทันเหยียดยิ้มตอกย ้าความสมเพช สมยศก็ฟาดปากผมหนักๆ จนเผลอกัดลิ้นตัวเอง ทำเอา
เจ็บจี๊ดจนนิ่วหน้า
“อย่างน้อยก็จะหนีอยู่แล้ว งั้นฆ่าแกทิ้งซะตรงนี้ดีมั้ย”
สมยศเห็นผมเงียบแล้วยิ่งได้ใจ กระชากศีรษะผมให้เงยหน้าจ้องตากับมัน
“ถือว่าอำลายังไงล่ะ”
“หึ” ผมหัวเราะ ไม่คิดว่าคนขี้ขลาดอย่างสมยศจะกล้า
แล้วผมก็โดนฟาดอีกครั้ง คราวนี้เต็มหลังมือจนถูกแหวนที่มันใส่ข่วนแก้มลากเป็นทางยาว คิด
ไปคิดมา…ผมควรจะเลิกยั่วโมโหมันรึเปล่านะ ถึงจะรู้แก่ใจว่าไอ้สมยศมันโง่ แต่มันเล่นโง่ถึง
ขนาดจับตัวผม ทำร้ายผม นั่นแสดงว่ามันกำลังจนตรอก และคนบ้าที่กล้าทำแบบนี้…ย่อมบ่ง
บอกว่าสติไตร่ตรองไม่ค่อยจะมี
แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่จะจีบปากจีบคอ พูดคำหวานให้มันอารมณ์เย็นลงซะด้วยสิ
“ตราบใดที่มีมึง กูก็จะโดนกดหัวอยู่อย่างนี้”
โดยเฉพาะเมื่อมันจับหน้าผมให้เงยขึ้นอีกครั้ง แล้วตะโกนออกมาเหมือระบายความในใจ
“ถ้ามึงตายๆ ไปซะ กูจะได้โงหัวได้สักที!”
ทฤษฏีอะไรของมัน
แต่เพราะถูกบีบปากจนพูดไม่ได้ เลยแต่จ้องด้วยสายตามาดร้ายว่าอย่าคิดจะทำอะไรบ้าๆ เชียว
ซึ่งคงจะไม่ทัน
สมยศคงเตรียมใจอยู่แล้วว่าหากจับผมมาแล้วเอาเงินหลบหนีไป ผมก็คงไม่ปล่อยให้มันหนีไป
ง่ายๆ อีกอย่าง มันก็ต้องโทษอาญาต้องจำคุก ฆ่าคนเพิ่มอีกสักคน ก็ต้องจำคุกเหมือนกัน
อยู่ที่ช้าเร็วจะจับได้รึเปล่าก็เท่านั้น
ผมหรี่ตา…มองสมยศที่ควักมีดพับด้วยความหวาดระแวง อย่างน้อยมันก็ไม่เสียสติขนาดใช้ปืน
ฆ่าคนป่าวประกาศไปทั่ว หรือไม่ก็หาอาวุธไม่ทัน
มันจ่อใบมีดที่ข้างลำคอของผม จงใจทำให้กลัวและร้องขอชีวิต
“มีอะไรสั่งเสียสุดท้ายมั้ยครับนาย”
เป็นครั้งแรกที่มันเรียกชื่อเล่นผม แม้จะเป็นด้วยน ้าเสียงเย้ยหยัน
“อย่างฝังดิน ถ่วงน ้า หรือเผาไฟ ผมจะช่วยสั่งลาให้สมฐานะของเจ้านาย”
ผมจ้องมันไม่กะพริบ ไม่แม้แต่จะหลบสายตาให้มันได้ใจ ถ้าจะต้องตาย…ผมก็ไม่มีวันตายอย่าง
ขี้ขลาดให้มันเอาไปพูดอวดได้หรอกน่า!
น่าแปลกที่ผมไม่ยักกลัวความตายสักเท่าไหร่ คงเพราะชีวิตนี้ก็ใช้อย่างสุดตัวมานานแล้ว ความ
พอใจด้านร่างกายไม่ต้องพูดถึง ส่วนธุรกิจก็ไม่ได้ห่วงมากมาย อย่างน้อยก็ยังไม่ได้เปิดอย่าง
เป็นทางการ ไม่มีใครตักตวงไปได้ เงินและทรัพย์สินก็ทำพินัยกรรมบริจาคทั้งหมด ไม่มีวันให้
พวกเครือญาติตอดเอาไปเด็ดขาด แม้จะตายผมก็ไม่คิดเหลืออะไรให้ใคร
ของของผม ถ้าไม่คิดยกให้ ก็อย่าหวังว่าจะมีใครได้!
ใช่ คนอย่างเจ้านาย…มีแต่ให้ทุกคนประจบตามใจ แต่ไม่มีวันลดตัวทำแบบนั้นกับคนอื่น!!
ฉะนั้นสิ่งที่ผมมอบให้สมยศก่อนที่มันจะกดใบมีดลงมา จึงมีแต่รอยยิ้มเย่อหยิ่งและสายตา
เหยียดหยาม
“มึง…” สมยศมือสั่น คาดหวังที่จะเห็นผมแพ้และรอกระทืบซ ้า แต่พอไม่ได้ตามต้องการก็กำ
ด้ามมีดอย่างตัดสินใจไม่ถูก ถ้ามันฆ่าผมตอนนี้ นอกจากเป็นฆาตกร ยังพ่วงตำแหน่งหมาขี้แพ้
ไปด้วย
มันจะต้องแพ้ผมไปชั่วชีวิต!
“วางอาวุธลงเดี๋ยวนี้ นี่คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ!”
พลันประตูเปิดอ้าพร้อมแสงไฟสาดเข้ามาจนผมทั้งสมยศตาพร่า มันยกมือข้างที่ถือมีดป้องตา
ตามสัญชาตญาณ และในวินาทีนั้นเองที่เกิดความเปลี่ยนแปลง
เสียงฝีเท้าของกลุ่มคนที่กรู่เข้ามา ลบความลังเลของสมยศโดยสิ้นเชิง
มันเหมือนหมาจนตรอกอย่างแท้จริง แต่ก่อนจะสิ้นหวัง มันก็พยายามที่จะกัดเจ้าของ…
มันเงื้อมีดขึ้นหมายจะแทงผม!
ทั้งที่มีปืนขู่จากนายตำรวจที่บุกเข้ามาอย่างเว้นระยะดูท่าที แต่กลับกระตุ้นให้สมยศลงมือซะ
อย่างนั้น ผมได้แต่สบถออกมา ถึงพร้อมตาย แต่ในตอนนี้สถานการณ์เป็นต่อ มีคนมาช่วย ผม
อยากจะอยู่ดูสมยศโดนจับเข้าคุกด้วยตาตนเองมากกว่าโดนแทงอนาถท่ามกลางคนมากขนาด
นี้
ปัง!
เสียงปืนไม่ทำให้สมยศชะงัก แต่ก็ทำให้ใบมีดเป๋เล็กน้อย
มันหมายจะฆ่าผมให้ตายไปพร้อมกัน!
ผมเบิกตากว้าง และนั่นก็เป็นการกระทำที่ถูก เพราะทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลังสมยศชะงัก
ไปครู่หนึ่งเพราะถูกยิงจากด้านหลัง พร้อมคนคนหนึ่งถลาเข้ามาพร้อมกับมือที่เอื้อมขวางอย่าง
รวดเร็ว
อย่าว่าแต่ผมเลย สมยศก็ตกใจ
เพราะสิ่งที่แตะบนอกของผมคือมือของคนคนนั้นที่กำรอบใบมีดแน่นจนเลือดไหลอาบ ไม่ยอม
ส่วนปลายคมใดๆ แตะต้องโดนตัวผมทั้งสิ้น!
“เอก…”
ผมพึมพำเรียกร่างนั้นอย่างสับสน ความจริงก็ไม่เข้าใจตั้งแต่ตำรวจมาโผล่ตรงนี้แล้ว ถึงจะพอ
เดาได้ว่าต้องมีพลเมืองดีสักคนแจ้งความ แต่คาดไม่ถึงว่าจะเป็นอัศวินแห่งคิงส์คลับ
เขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง!
“ไม่เป็นอะไรนะคุณ”
เอกหันมายิ้มให้ผมเหมือนไม่รู้ร้อนหนาวอย่างเคย ก่อนจะหันไปจ้องสมยศด้วยสายตาเรียบเฉย
พร้อมเข่าที่กระแทกเต็มซี่โครง แล้วกระชากแย่งใบมีดทั้งที่ยังกำรอบจนเลือดไหลไม่หยุดโยน
กระเด็นไปไกล
หลังผู้ก่อเหตุไร้อาวุธตำรวจที่รอทีท่าอย่างกลัวว่าจะยิงโดนพลเมืองดีก็รีบเข้ามาจับกุมสมยศ
ทันที
“นรา…ธิป!”
มันกรีดร้องเคียดแค้นอย่างไม่อยากเชื่อ ความพ่ายแพ้ที่ได้รับในวันเดียวกัน อย่างไม่คาดคิด
โดยไม่คาดฝัน ทำให้สมยศเจ็บช ้าและเหมือนคนบ้าที่จิตใจเสื่อมโทรม เห็นแก่ความเป็นเพื่อน
ผมจึงหันไปมองมันด้วยรอยยิ้มเหนือกว่าอย่างที่มอบให้ตอนเช้า
อย่าคิดฝันที่จะเหยียบย ่าคนอย่างผม
คนอย่างเจ้านาย…ไม่มีวันยอมลดตัวเป็นเหยื่อเด็ดขาด!
“ลุกไหวมั้ยคุณ”
เอกช่วยแก้เชือกให้พลางถามอย่างเป็นห่วง ดวงตาเรียบนิ่งจนเกือบจะเย็นชาเป็นประกายวิ
บวับอย่างเคย มองแล้วชวนไม่น่าไว้วางใจ แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเผชิญกับน ้าเสียง รอยยิ้ม และ
ท่าทางโอนอ่อนเป็นพิเศษของเขา ผมก็มักยอมลงยอมตามใจทุกที
แม้กระทั่งตอนที่เอกแตะแผลตรงศีรษะซึ่งถูกฟาดจนสลบ ทั้งที่ไม่ชอบให้ใครจับหัวแท้ๆ…
คงเพราะเจตนาของเอกไม่ได้หมายจะกดข่มผมเหมือนคนอื่นๆ
แล้วยัง…
ผมรู้สึกมองเอกเหมือนเห็นตัวประหลาด สำหรับผมแล้ว…ไม่มีความคิดที่จะเอาตัวไปขวางของ
มีคมอันตรายแบบนั้นแน่ ต่อให้เป็นนิลกาฬผมก็คิดเอาตัวเองไปเสี่ยงหรอก
ถึงผมจะรักนิล แต่คนทุกคนย่อมรักตัวเองมากที่สุด
แล้วทำไม…
“ไม่บาดเจ็บตรงไหนอีกใช่มั้ย”
ทำไมถึงไม่ลังเลเลย
“แกนั่นแหละ…โง่รึเปล่าที่จับปลายมีด” ผมเก็บความรู้สึกนั้นไว้แล้วถามเสียงห้วนอย่างโมโห
“ตอนนั้นผมคิดแต่จะทำยังไงก็ได้ไม่ให้มีดโดนคุณ ก็เลยเอามือมาจับ” แต่เอกดันตอบด้วย
รอยยิ้มสบายๆ อย่างยอมรับคำต่อว่าด้วยความเต็มใจ แถมยังสะบัดมือเหมือนว่าเลือดที่ไหล
อยู่นั้นเป็นแค่น ้าแดงธรรมดา “ว่าแต่คุณเถอะ…ทำไมถึงไม่รับโทรศัพท์ ผมเตือนแล้วไงว่าให้
ระวัง”
จริงสิ ก่อนหน้านี้เอกบอกกับผมแล้วว่าอย่าประมาท
แต่นอกจากนิลกาฬแล้ว…ไม่เคยมีใครกล้าตลบหลังผมมาก่อน แล้วยังเพราะมัวแต่ดื่มด ่ากับสี
หน้าพ่ายแพ้ของสมยศ ผมก็เลยไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าลงมือเร็วขนาดนี้
“ไปโรงพยาบาลกันเถอะ”
“แล้ว…”
ผมมองสมยศที่ถูกใส่กุญแจมือ คุมตัวแน่นหนาจับยัดขึ้นรถตำรวจ
“ไม่มีอะไรต้องห่วง” เอกยิ้ม “ไม่มีอะไรที่ผมจัดการให้คุณไม่ได้หรอก…”
ผมคิดไปเองรึเปล่านะ เพราะแม้รอยยิ้มนั้นจะอ่อนโยนแค่ไหน แต่สายตาที่เขามองสมยศกลับ
ไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลย
อย่างไหนคือตัวตนจริงๆ ของแกกันแน่
เอกภพ