สยบฟ้า ท้าจุดสูงสุด - บทที่ 32: เคล็ดวิชาหยางแท้จริง
บทที่ 32: เคล็ดวิชาหยางแท้จริง
ผู้ใดกันที่นำพิษมาวางไว้ในกระท่อมของไคหยาง? เหตุใดพวกมันถึงได้วางยาพิษในกระท่อมหลังนี้ หรือว่ามันตั้งใจจะใช้จัดการกับพวกตน?
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความสับสนงุนงง หูของเขาก็ได้ยินเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจดังขึ้นอย่างกะทันหัน “หืม?”
นี่มันเสียงของไคหยาง! ซูมู่เกลียดไคหยางเข้าไส้ ย่อมสามารถจดจำเสียงของเขาได้อย่างแน่นอน
เป็นมันนี่เอง ที่แท้กลายเป็นไคหยางต่างหากที่เป็นคนวางยาพิษพวกตน! เจ้าสารเลว! พวกข้าเพียงแค่ตั้งใจจะมาสั่งสอนบทเรียนให้เจ้าแท้ๆ ทว่าเจ้ากลับเหี้ยมโหดถึงเพียงนี้! นี่มันไม่ออกจะอำมหิตเกินไปหน่อยรึไงกัน?
ในใจของซูมู่ก่นด่าสาปแช่งไคหยาง ทว่าเขาก็เริ่มที่จะสูญเสียสติรับรู้ไปอย่างรวดเร็ว
เลวเอ๊ย หรือว่าข้าต้องมาตายอย่างงมงายเช่นนี้รึ? คุณชายผู้ยากไร้ที่มีความทะเยอทะยานเต็มเปี่ยมผู้นี้ ก่อนที่ความทะเยอทะยานเหล่านั้นจะได้บรรลุผล กลับต้องมาตายก่อนวัยอันควร สวรรค์อิจฉาคนมีฝีมือแท้ๆ สวรรค์อิจฉาแท้ๆ อนิจจา!
ย่างเท้าอย่างเบากระโพด ไคหยางก้าวเดินเข้าไปหากลุ่มของศิษย์ที่นอนล้มพับ ย่อตัวลง เขาดึงผ้าปิดหน้าของพวกเขาสินออก เพียงเพื่อจะพบว่าพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ไคหยางก็ตระหนักได้ว่าคนเหล่านี้ต้องการจะทำสิ่งใด มันคงเป็นเพราะเขาได้สั่งสอนพวกตนอย่างหนักหนาสาหัสเกินไปในช่วงหลายวันที่ผ่านมา พวกเขาจึงได้มาแก้แค้นในยามวิกาลเช่นนี้
ทว่าพวกเขานับว่าโชคร้ายอย่างแท้จริง
เล่นกระถางกำยานในมือ ไคหยางไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
นี่เป็นอุบัติเหตุโดยแท้ ทว่าพวกเขาช่างโชคร้ายเกินไปแล้ว โดยปกติแล้วเขาคงจะเก็บกระถางกำยานกลับเข้าสู่คัมภีร์ดำไปนานแล้ว ทว่าการฝึกฝนในวันนี้มันเหน็ดเหนื่อยล้าเกินไป ด้วยความบังเอิญ เขาจึงหลับใหลไป และก่อนที่ส่วนที่เหลือของสมุนไพรจะถูกเผาไหม้จนหมด ซูมู่และกลุ่มของเขาก็ดันโชคร้ายก้าวเข้ามาและสูดดมกลิ่นกำยานเข้าไป
กำยานที่มาจากภายในกระถางนั้นทรงพลังยิ่งนัก และยามที่ไคหยางตกอยู่ภายใต้ผลกระทบนี้ในครั้งแรก เขาก็ทำได้เพียงก้าวเดินได้สี่ห้าก้าวสั้นๆ ก่อนจะล้มพับลงไปบนพื้น และนี่ยังเป็นตอนที่มีโครงกระดูกทองคำอยู่ภายในร่างกายของเขา แล้วกลุ่มของซูมู่จะไปหวังต้านทานมันได้อย่างไรกัน?
พวกเขามีโครงกระดูกทองคำคอยช่วยในการฟื้นฟูเสียที่ไหน ดังนั้นเขาจึงประเมินว่าพวกเขาจำเป็นต้องบำเพ็ญเพียรรักษาตัวสักสี่ห้าวันถึงจะฟื้นคืนเรี่ยวแรงกลับมาได้
แม้ว่าด้วยความประมาทเลินเล่อของเขา เขาจำเป็นต้องแบกรับความรับผิดชอบอยู่บ้างสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทว่ามันก็เป็นเพราะความเย่อหยิ่งจองหองของพวกเขาเองด้วย หากในชั่วขณะที่พวกเขาสูดดมกลิ่นกำยานแล้วหยุดหายใจ พวกเขาก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพอันน่าอนาถเช่นนี้
“เฮ้อ เหตุใดพวกเจ้าถึงได้มากันเล่า?” ถอนหายใจออกมาเสียงดัง ไคหยางเก็บกระถางกำยานกลับเข้าสู่คัมภีร์ดำ พลางมองดูกองร่างที่นอนกระจัดกระจายอยู่บนพื้นบ้านของเขาด้วยความอึดอัดใจ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไคหยางจึงตัดสินใจลากพวกร่างทั้งหมดไปยังบริเวณสุ่มๆ แห่งหนึ่งแล้วทิ้งพวกเขาไว้ที่นั่น
เมื่อเขากลับมาถึงกระท่อมไม้ เขาก็กลับไปนอนหลับต่อ
เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไคหยางจึงกลายเป็นคนตื่นตัวระมัดระวังมากขึ้น เขาจำเป็นต้องบรรลุทะลวงขึ้นสู่ขั้นกายาขัดเกลาถัดไปโดยเร็ว ในปัจจุบันเขาทำได้เพียงใช้งานกระถางกำยานนอกคัมภีร์ดำเท่านั้น ทว่าหากเขาบรรลุทะลวงได้อย่างรวดเร็วและเข้าใกล้ขั้นกายกำเนิด ยามนั้นมันก็จะไม่ยุ่งยากลำบากในการใช้งานอีกต่อไป ในยามนั้น ต่อให้กระถางกำยานจะยังคงอยู่ภายในคัมภีร์ดำ เขาก็จะสามารถใช้งานมันได้ ข้อกำหนดเพียงอย่างเดียวก็คือเขาต้องยังมีพลังปราณเพื่อส่งผ่านเข้าไปในคัมภีร์ดำเท่านั้น
สองสามวันถัดมา ไคหยางฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัส แม้ว่าจะใช้สมุนไพรสองชนิดอย่างประหยัด ทว่าพวกมันก็ลดน้อยลงอย่างมั่นคงในทุกๆ วัน
ในเช้าวันที่สาม หลังจากที่เขาฝึกฝนบันทึกกายาขัดเกลาประจำวันเสร็จสิ้น เขาก็หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อสูดรับพลังปราณอันอุดมสมบูรณ์ ขณะทำเช่นนั้น พลังปราณบรรยากาศในเส้นลมปราณของเขาก็พลันปั่นป่วนและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มันราวกับแมลงตัวเล็กๆ ที่กำลังไต่ยั้วเยี้ยอยู่ในเส้นลมปราณของเขา
ใบหน้าตั้งตรง ไคหยางรีบหยุดพักเพื่อตรวจสอบร่างกายของตนเอง
การไต่ยั้วเยี้ยของพลังปราณบรรยากาศยังทำให้กล้ามเนื้อและเลือดของเขารู้สึกยิบๆ ชาไปทั้งร่างกาย เขาไม่รู้ว่าความรู้สึกชาเช่นนี้คงอยู่ยาวนานเท่าใด ทว่าทันใดนั้น ไคหยางก็รู้สึกว่าร่างกายของเขาสบายตัวและเบาหวิว ในขณะที่บริเวณท้องน้อยของเขาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา การไต่ยั้วเยี้ยอย่างบ้าคลั่งของพลังปราณบรรยากาศพลันสลายตัวหายไปในทันที
ความรู้สึกอบอุ่นในท้องน้อยของเขาราวกับมีชีวิต ในขณะเดียวกัน ไคหยางก็รู้สึกเบิกบานใจอย่างถึงที่สุด
พลังชีวิต! ในที่สุดเขาก็ก้าวขึ้นมาอีกขั้นแล้ว ยามนี้เขาอยู่ในขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ดแล้ว และเริ่มพัฒนาพลังชีวิตของตนเองขึ้นมา พลังชีวิตคือสัญญาณอันแจ่มชัดของสิ่งนี้
ในชีวิตของเจ้า พลังชีวิตสายแรกสุดที่เจ้าพัฒนาขึ้นมานั้นมาจากภายในจุดตันเถียนของเจ้า ทว่าพลังชีวิตสายนี้มีจำนวนน้อยนิดอย่างยิ่ง มันไม่อาจรองรับการใช้งานทักษะยุทธ์แม้เพียงทักษะเดียวในการต่อสู้ได้ด้วยซ้ำ นี่เป็นเพราะทันทีที่เจ้าใช้พลังชีวิตสายนี้ออกไป มันก็จะสูญหายไป เพื่อที่จะได้มันกลับคืนมา เจ้าจำเป็นต้องเสียสพลังงานเป็นจำนวนมหาศาล
ทว่าเพราะพลังชีวิตสายเล็กๆ สายนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรจึงสามารถเริ่มการฝึกฝนทักษะยุทธ์ของตนเองได้แล้ว
หมัดและเท้าพื้นฐานของสำนักหอคอยสวรรค์ไม่อาจเทียบเท่ากับอานุภาพของทักษะยุทธ์ได้เลย ทักษะยุทธ์จำเป็นต้องเรียกใช้พลังชีวิตของตนเองเพื่อที่จะปลดปล่อยออกไป และพวกมันก็คือรากฐานแห่งความแข็งแกร่งสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ทุกคน
สำหรับการชกหมัดธรรมดา พลังที่มาจากขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ดนั้นเหนือกว่าขั้นที่หกมากมายนัก หากหมัดของขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่หกสามารถสร้างพลังได้สองร้อยชั่ง เช่นนั้นด้วยความช่วยเหลือของพลังชีวิต หมัดจากขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ดก็สามารถสร้างพลังได้ถึงห้าร้อยชั่ง หรือกระทั่งหนึ่งพันชั่งเลยทีเดียว
แน่นอนว่า ยามที่เจ้าอยู่ในขั้นกายาขัดเกลา ผู้บำเพ็ญเพียรจะไม่ใช้ทักษะยุทธ์โดยง่าย เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะฟื้นฟูพลังชีวิตของตนเอง มีเพียงยามที่เจ้าบรรลุถึงขั้นกายกำเนิดเท่านั้น เจ้าถึงจะสามารถใช้ทักษะยุทธ์ได้อย่างอิสระตามใจปรารถนาในการประลอง ยามที่เจ้าบรรลุถึงขั้นนั้น พลังชีวิตก็จะถูกฟื้นฟูกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
ประเด็นหลักก็คือ ความเร็วที่ตนเองสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตได้นั้นรวดเร็วเพียงใด
ดังนั้นเมื่อเจ้าเข้าสู่ขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ด ผู้บำเพ็ญเพียรจำเป็นต้องใช้พลังชีวิตสายเล็กๆ สายนั้นเพื่อสร้างรากฐานของตนเองและค่อยๆ เพิ่มพูนพลังชีวิตให้มากขึ้น
วิธีการทั่วไปก็คือการฝึกฝนทักษะยุทธ์!
ทุกๆ ทักษะยุทธ์จำเป็นต้องใช้พลังชีวิตหลายสาย หรือกระทั่งสิบๆ สาย หรือแม้กระทั่งสายพลังชีวิตจากเส้นลมปราณต่างๆ เพื่อปลดปล่อยออกไป ด้วยเส้นทางและลำดับขั้นตอนที่แตกต่างกัน คนเราสามารถก่อรูปทักษะยุทธ์ที่แตกต่างกันได้มากมาย
ขณะที่เจ้ากำลังฝึกฝนทักษะยุทธ์เพื่อเพิ่มพูนพลังชีวิต เจ้าก็จะเปิดโคจรเดินจักรวาลรอบตัวของร่างกาย และก้าวหน้าสู่ขั้นกายกำเนิดโดยธรรมชาติ ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนล้วนกระทำเช่นนี้
ไคหยางเองก็ไม่ใช่ข้อเว้น
เมื่อเขารู้ว่าตนเองบรรลุถึงขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ดแล้ว ไคหยางก็ระงับหัวใจที่เต้นรัวของตนเองให้สงบลงทันที และรีบร้อนกลับเข้าไปในกระท่อมไม้เพื่อเรียกคัมภีร์ดำออกมา
เขาพลิกเปิดไปยังหน้าเจ็ดโดยตรง และกวาดสายตามองหน้านั้นอย่างตั้งอกตั้งใจ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทันทีที่เขาบรรลุทะลวง เขาก็จะพยายามปลดล็อกหน้าเจ็ดมาโดยตลอด ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ไคหยางเดาว่าเขาจำเป็นต้องมีระดับกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ดเพื่อปลดล็อกมัน และทันทีที่เขาบรรลุถึงขั้นกายาขัดเกลา ขั้นที่เจ็ด หน้าเจ็ดก็เริ่มแปรเปลี่ยนรูป
คำเดาของเขาถูกต้องจริงๆ!
หลังจากลอยเคว้งอยู่ชั่วครู่ ลำแสงสีทองสายเล็กๆ ก็ปกคลุมหน้านั้นไว้ แยกตัวออกจากหน้าคัมภีร์ ลำแสงสีทองเหล่านี้พุ่งตรงเข้าสู่จิตใจของไคหยางโดยตรง
ภายในจิตใจของเขา ข้อมูลใหม่พลันปรากฏขึ้นมาอย่างกะทันหัน เคล็ดวิชาหยางแท้จริง! นี่คือรางวัลที่คัมภีร์ดำได้ประทานให้แก่ไคหยางสำหรับการบรรลุทะลวง เมื่อกวาดสายตาอ่านข้อมูล สีหน้าของเขาก็พลันบิดเบี้ยวไป
เคล็ดวิชาหยางแท้จริงนี้แตกต่างจากทักษะยุทธ์ทั่วไปอยู่เล็กน้อย ทว่าทักษะยุทธ์ลำดับปกติจะมีเส้นทางขั้นตอนที่แน่นอน และแม้ว่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าพวกมันก็เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น พวกมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงรากฐานของทักษะ พวกมันไม่ได้เบี่ยงเบนไปจากรากฐานของตน หากเบี่ยงเบน มันก็จะเป็นทักษะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงไปเลย
ทว่าเคล็ดวิชาหยางแท้จริงนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น มันไม่ได้มีลำดับการกระตุ้นที่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มันสามารถอธิบายได้ว่าไร้รูปแบบ หรือเจ้าจะบอกว่าอันที่จริงแล้วมันไม่ได้มีรูปแบบเดี่ยวๆ เลยก็ว่าได้
นี่คือความแตกต่างประการแรก
วิธีการฝึกฝนสำหรับเคล็ดวิชาหยางแท้จริงนั้นค่อนข้างเรียบง่าย ทว่ามันมีเงื่อนไขในการฝึกฝนอยู่
เจ้าจำเป็นต้องฝึกฝนในสภาพแวดล้อมที่มีพลังหยางเปี่ยมล้นเพื่อที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาหยางแท้จริง
ทว่าด้วยวิธีการลับนี้ เมื่อพลังชีวิตหยางที่บำเพ็ญขึ้นมาบรรลุถึงจุดๆ หนึ่ง มันก็สามารถควบแน่นกลายเป็นรูปของเหลวและกักเก็บไว้ภายในจุดตันเถียนได้
นี่คือสิ่งที่ไม่มีทักษะยุทธ์หรือวิชาลับใดจะบรรลุผลได้ เพราะยามใดก็ตาม ร่างกายของคนเราย่อมมีวันเต็มเปี่ยม เมื่อผู้ฝึกยุทธ์เต็มไปด้วยพลังชีวิตแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะเพิ่มปริมาณขึ้นได้อีก นอกเสียจากว่าเจ้าจะทำลายขีดจำกัดของตนเอง