Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,037 ปราณโลหิตฟีนิกซ์
“เขาชนะ… เขาชนะจริงๆด้วย…” ราชันเซียงหูพึมพำ ข้างๆนางนั้น
ราชทูตจินเจี้ยนและฮั่วหยูหลงตกตะลึงจนพูดไม่ออก
“ดี! ต่อสู้ได้ดี!” ฮั่วเล่ยสือ ยกกำปั้นขึ้น การต่อสู้ครั้งนี้น่าทึ่งมาก! เขา
เพียงได้ดูการต่อสู้แต่เขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจแล้ว นี่คือสิ่งที่
การต่อสู้ทั้งหมดควรจะเป็น!
“หลินหมิงต้องได้รับโชคมาจากที่ไหนสักแห่ง พลังของความสามารถ
สุดท้ายที่เขาได้ใช้ และเจตจำนงแห่งนักสู้นั้นไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว เป็นไป
ไม่ได้เลยที่เขาจะสร้างมันขึ้นด้วยตัวเอง เขาต้องได้รับมรดกของผู้ทรงพลัง
ชั้นยอดมา”
ฮั่วเล่ยสือเห็นว่าการโจมตีครั้งสุดท้ายของหลินหมิงไม่ใช่สิ่งธรรมดา
เลย มันเป็นเรื่องปกติสำหรับอัจฉริยะที่จะได้รับโชค และโชคที่หลินหมิง
ได้รับนั้นเหนือกว่าที่เขาคิดเอาไว้มาก นี่ก็ไม่น่าแปลกใจ ไม่ว่าอย่างไร
หลินหมิงก็เป็นนักสู้จากแดนเบื้องล่าง ถ้าเขาไม่ได้มีโชคอย่างมากแล้ว มัน
ก็จะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะมาถึงขั้นนี้
“ดูเหมือนว่าข้าจะประเมินหลินหมิงต่ำเกินไป ตอนแรกข้าคิดว่าเขา
เป็นผู้ทรงพลังที่มีศักยภาพในการกลายเป็นตัวตนในระดับของผู้อาวุโส
สูงสุดในอนาคต แต่ตอนนี้ ดูเหมือนว่าความสำเร็จของเขาอาจยังคง
ดำเนินอยู่ต่อไปจนกระทั่งเหนือกว่าผู้ปกครองเทวะ และบางทีตำแหน่ง
ผู้นำเผ่าฟีนิกซ์โบราณก็ยังจะไม่เป็นจุดสิ้นสุดของเขา เขาอาจจะออกจาก
เผ่าฟีนิกซ์โบราณและก้าวเข้าสู่เวทีที่กว้างใหญ่กว่าแดนเทวะ!”
ฮั่วเล่ยสือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สามพันโลกไร้สิ้นสุดของแดนเทวะได้
สร้างพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลและเป็นศูนย์กลาง นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าโลกหลัก
แต่มันยังมีดวงดาวในท้องฟ้านับไม่ถ้วนที่มีอยู่นอกโลกหลักเหล่านี้
ดวงดาวในท้องฟ้าเหล่านี้มีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์ของทวีปนภาริน
ไหลอยู่มากมาย!
และเมื่อดวงดาวเหล่านี้มีสิ่งชีวิตอาศัยอยู่มหาศาล!
จาก 3000 โลกที่ยิ่งใหญ่ ทุกแห่งมีฐานประชากรที่มหาศาลและทุก
แห่งก็มีขุมพลังระดับแดนศักดิ์สิทธิ์มากกว่าร้อยแห่ง
และเหล่านี้เป็นเพียงใน 3000 โลกอันยิ่งใหญ่! นอกเหนือจาก 3000
โลกอันยิ่งใหญ่นี้แล้ว มันยังมีโลกใบกลางและโลกใบเล็ก แม้แต่ในโลกใบ
เล็กเหล่านี้ก็ยังมีผู้ทรงพลังชั้นสูงอยู่!
นอกจากนี้ ผู้ทรงพลังขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ก็ยังสามารถสร้างโลก
ศักดิ์สิทธิ์ภายในร่างกายของพวกเขาได้อีกด้วย โลกนี้สามารถบรรจุแม่น้ำ
ทะเลสาบ ทะเล ทะเลทราย ทุ่งหญ้าและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ จากนั้น
ผู้ปกครองโลกนี้จะได้รับพลังศรัทธาที่แผ่ออกจากโลกภายในของพวกเขา
ตัวอย่างเช่น ตัวตนเช่นฮั่วหยูหลงและราชันเซียงหู ทั้งคู่ต่างก็มีโลก
ศักดิ์สิทธิ์ภายใน ถ้าจำนวนประชากรในโลกนี้รวมเข้าด้วยกัน นั่นจะเป็น
จำนวนมากทีเดียว!
เป็นไปไม่ได้ที่จะวัดความกว้างใหญ่ของแดนเทวะได้ แม้แต่ราชัน
พิภพก็ยังต้องใช้เวลาหลายล้านปีในการสำรวจจักรวาล แต่พวกเขาก็ยังคง
จะพบว่าเป็นการยากที่จะสำรวจแดนเทวะไม่กี่พัน
“เผ่าฟีนิกซ์โบราณของข้าได้คงอยู่ในแดนเทวะมาเป็นเวลาหลายปี
แล้ว และยังไม่เคยมีราชันพิภพปรากฏขึ้นในหมู่คนของเรา แม้กระทั่ง
เซียวเต๋าจี๋ เพลิงผลาญสวรรค์ ก็เพียงแค่กลายเป็นตัวตนที่ใกล้เคียงกับ
การเป็นราชันพิภพเท่านั้น ด้วยความสำเร็จในปัจจุบันของหลินหมิง มันก็
ยังห่างไกลจากเขาที่จะกลายเป็นราชันพิภพ แต่เขาก็ยังมีความหวังที่จะ
เป็นเช่นนั้นได้”
ฮั่วเล่ยสือหวังอย่างแท้จริงว่าเผ่าฟีนิกซ์โบราณจะสามารถยกระดับ
ราชันพิภพขึ้นมาได้ แต่ การฝึกฝนราชันพิภพเป็นเรื่องยากเกินไป! มันมี
เพียง 3000 ราชันพิภพ ในโลกหลักของแดนเทวะ และจำนวนเหล่านี้ก็
สะสมมาหลายแสนปีแล้ว
ความจริงก็คือ เมื่อผู้หนึ่งก้าวขึ้นไปบนเวทีของแดนเทวะหลังจากที่
ได้เป็นผู้ปกครองเทวะแล้วนั้น ถ้ามีผู้ที่สามารถกลายเป็นราชันพิภพได้
แล้ว ผู้นั้นอาจกลายเป็นผู้นำในเวทีของแดนเทวะ
……………
ในเวลานี้ ในโลกแสงโลหิตที่ห่างไกล ในมิติที่ไร้สิ้นสุดของเพลิง ชาย
วัยกลางคนและตัวสูงที่มีผมยาวสีแดงเข้มกำลังนั่งอยู่
จากนั้น เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เขาค่อยๆเปิดตาขึ้น “หืม? เสี้ยวสัมผัส
ศักดิ์สิทธิ์ที่ข้าหลงเหลือไว้ในค่ายกลมายาเทพสงครามของเผ่าฟีนิกซ์
โบราณถูกทำลายเช่นนั้นหรือ?”
ชายวัยกลางคนผมแดงประหลาดใจ เขายืนขึ้น ชายผู้นี้คือชือจ้า
นอวิ๋น!
มันเป็นเรื่องของเมื่อ 40,000 ปีก่อนเมื่อเขาทิ้งเสี้ยวสัมผัสศักดิ์สิทธิ์
เอาไว้
ในเวลานั้น เขาได้รับการเติมเต็มด้วยเพลิงแห่งวัยเยาว์และมีความ
หยิ่งมากเกินไป เขาเชื่อว่าอัจฉริยะทุกคนใต้สวรรค์นี้ด้อยกว่าเขา แต่
ตอนนี้ เขากลับกลายเป็นสำรวมและอารมณ์มั่นคงอย่างมาก เขตแดนของ
เขามีความแตกต่างกัน มันทำให้ขอบเขตวิสัยทัศน์ของเขาต่างออกไป เมื่อ
เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆตระหนักได้อย่างลึกซึ้งถึงแดนเทวะว่ากว้าง
ใหญ่เพียงใด
ถ้าเป็นตอนนี้ เขาจะไม่ทิ้งเสี้ยวสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาไว้เพื่อยั่วยุ
แดนศักดิ์สิทธิ์ใดๆอีก เพราะไม่มีความหมายใดๆในการกระทำเช่นนั้น
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่สามารถดูถูกได้ แม้ว่ามันจะเป็นความจริงว่า
เขาได้กำราบเผ่าฟีนิกซ์โบราณไว้เมื่อ 40,000 ปีก่อน ซึ่งนั้นเป็นเพียงแค่
40,000 ปีก่อน พวกเขาสามารถคงอยู่ได้สิบล้านปีหรือยาวนานกว่านั้น
ในช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ เผ่าฟีนิกซ์โบราณได้สร้างผู้คนมากมาย
ที่ทำให้พวกเขาได้รับในทุกด้าน ไม่ต้องเอ่ยถึงตัวตนเช่นเซียวเต๋าจี๋หรือฮั่ว
เฝินเทียน ซึ่งเป็นตัวตนสูงสุดของพวกเขาที่เคยเป็น กึ่งราชันพิภพ มีผู้นำ
เผ่าในอดีตที่มีชื่อเสียงเกือบจะเทียบเท่าชือจ้านอวิ๋นได้
เมื่อถึงวัยนี้ โอกาสของชือจ้านอวิ๋นในการก้าวเข้าสู่ขั้นราชันพิภพได้
กลายเป็นไม่แน่นอนมากขึ้น เขาดูเหมือนว่าจะหยุดหรือหยุดลงที่จุดสูงสุด
ขั้นผู้ปกครองเทวะ จุดสูงสุดขั้นผู้ปกครองเทวะก็ยังคงเป็นผู้ปกครองเทวะ
เมื่อเทียบกับราชันพิภพแล้ว มันมีช่องว่างระหว่างพวกเขาที่ไม่สามารถ
ข้ามผ่านได้อยู่ดี
ชือจ้านอวิ๋นยืนมือออกไปและฉีกขาดมิติออกจากกัน จากมิติที่ไร้
สิ้นสุด เขาคว้าจับเส้นสีแดงเล็กๆ เส้นสีแดงนี้ค่อยๆอ้อยอิ่งอยู่ในฝ่ามือ
ของเขา นี่เป็นเสี้ยวสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ที่ทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง แต่มันก็ถูกฉีกขาด
ไปอย่างมากโดยหลินหมิง
ชือจ้านอวิ๋นเปิดปากของเขาและกลืนกินเสี้ยวสัมผัสศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่
ร่างกาย ฉากการต่อสู้ภายในค่ายกลมายาเทพสงครามปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ในใจของเขา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเส้นของสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายไป
อย่างมากโดยหลินหมิง เขาจึงไม่สามารถกู้คืนฉากการต่อสู้ที่สมบูรณ์ได้
สิ่งที่เขาทำได้ก็คือการรู้จักลักษณะและการบ่มเพาะของหลินหมิง
“ในอดีต ข้าได้สังหารหนึ่งพันคนภายในค่ายกลมายาเทพสงครามเมื่อ
ตอนอายุ 29 ปี ชายหนุ่มผู้นี้ควรอยู่ในวัยเดียวกัน ค่ายกลมายาเทพ
สงครามจะสามารถจำแลงความเข้าใจที่ผ่านมาของข้าเกี่ยวกับวิถี กฎ
ทักษะและเคล็ดบ่มเพาะ ศักยภาพในการต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบของข้า และ
แม้แต่ความหยิ่งทะนงในวัยหนุ่มของข้าด้วย เพื่อที่จะสร้างตำนานที่จะไม่
มีผู้ใดสั่นคลอนได้ ข้ายังได้ใช้โลหิตทรราชสวรรค์พลิกฟ้าออกมาในค่ายกล
มายาเทพสงครามก่อนที่ข้าจะไปด้วย พลังนี้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังพร้อมด้วย
เสี้ยวสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งควรจะเป็นความแข็งแกร่งสูงสุดของข้าเมื่อตอน
นั้นที่จะถูกจำแลงขึ้น และถึงกระนั้น ข้าก็ยังพ่ายแพ้ได้ เขาอายุเท่าๆกับ
ข้าและยิ่งกว่านั้นเขา… หืม? “ขั้นทำลายชีวิตระดับ 7!”
ดวงตาของชือจ้านอวิ๋นเบิกกว้างขึ้น การค้นพบนี้ยิ่งตกใจมากขึ้น!
ในความเป็นจริง สำหรับอัจฉริยะระดับชือจ้านอวิ๋นแล้ว มันเป็นเรื่อง
ง่ายมากสำหรับเขาที่ทะลวงมาถึงขั้นพลังระดับนี้ ถ้าเขาต้องการแล้ว เขา
สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นเทพสมุทรเมื่ออายุ 26-27 ปีได้ แต่ไม่มีเหตุผลที่จะ
ทำอย่างนั้น เฉพาะเมื่อเขารู้สึกว่าการบ่มเพาะของตนกลายเป็นปัจจัย
จำกัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเข้าใจกฎเท่านั้นเขาจึงจะทะลวงเข้าสู่ขั้นพลัง
ถัดไป ในความเห็นของเขา ถ้าคนอายุ 29 ปีสามารถยับยั้งการบ่มเพาะ
ของพวกเขาไปสู่ขั้นทำลายชีวิตระดับ 7 ได้แล้วนั้น พรสวรรค์ของพวกเขา
จะต้องยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง! ชายหนุ่มผู้นี้ต้องมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นกว่า
ระดับขั้นพลังของตัวเอง
“หลินหมิงผู้นี้ปรากฏขึ้นในเผ่าฟีนิกซ์โบราณ ด้วยพรสวรรค์ดังกล่าว
มันเป็นไปได้ว่าเขาจะกลายเป็นตัวตนเช่นเซียวเต๋าจี๋ ในอนาคต เส้นทาง
ของเราอาจจะตัดกัน ข้าต้องการจะดูยิ่งนักว่าสัตว์ประหลาดตัวเล็กนี้จะ
เป็นเช่นไร”
ชือจ้านอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง จากนั้นเขาก็นั่งลงและรับรู้กฎต่อไป
เมื่อตอนที่เขาอายุ 25,000 ปี เขาได้มาถึงจุดสูงสุดของขั้นผู้ปกครองเทวะ
แล้ว ตอนนี้เขาใช้เวลาของเขาในการรับรู้กฎและวิถี ปิดด่านบ่มเพาะ
อย่างมั่นเพียร เดินทางเพื่อความเพลิดเพลินหรือแสวงหาโชคของตนเอง
ในดินแดนที่เป็นอันตราย ถึงกระนั้น เขาก็ยังติดอยู่ที่ขั้นนี้มาเป็นเวลา
15,000 ปีแล้ว!
……………
ในเวลานี้ ที่ดาวจิตวิญญาณเพลิง ดาวดวงสุดท้ายสว่างขึ้นไปบนซุ้ม
ประตูของค่ายกลมายาเทพสงคราม เก้าดวงเป็นสัญลักษณ์ของการเสร็จ
สิ้นการสังหารหนึ่งพันคน!
รูปแบบค่ายกลของประตูสั่นอย่างรุนแรง จากนั้น ก็เกิดเสียงหวีด
หวิวขึ้น ประตูได้หายไปและชายหนุ่มหน้าซีดถูกขับออกมา ชายหนุ่มผู้นี้
คือหลินหมิง
มันจบแล้ว!
หลินหมิงสูดหายใจเข้าลึก ในตอนนี้ผมยาวของเขายุ่งเหยิงและ
ดวงตาดูอ่อนเพลีย
ในนั้นเขาเป็นเพียงรูปแบบจิตวิญญาณ รูปแบบจิตวิญญาณถูกสร้าง
ขึ้นมาจากร่างของเขาเพื่อที่เขาจะไม่ถูกทำร้ายโดยตรงในระหว่างการต่อสู้
ถึงกระนั้น ในการต่อสู้ต่อเนื่องมาเกือบตลอดทั้งวันนั้น มันเป็นการ
ทดสอบความคิด เจตจำนงและวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของหลินหมิง พลังถูก
ผลาญไปอย่างมหาศาล!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการสังหารหนึ่งพันคนครั้งนี้ยากกว่าที่ชือจ้านอวิ๋น
เคยประสบมาเมื่อ 40,000 ปีก่อน!
แม้ว่าเขาจะเต็มไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวาเมื่อครั้งแรกที่เขาเข้า
ไปในค่ายกลมายาเทพสงคราม แต่ขณะที่เขาออกมา ทั้งหมดที่เขารู้สึกก็
คือความเหนื่อยล้า
ถึงกระนั้น แม้ในขณะที่ร่างเขาปรากฏสู่สายตาของนักสู้คนอื่นๆใน
ปัจจุบัน มันไม่มีอะไรเกิดขึ้นในใจพวกเขานอกพลังสูงสุดและอำนาจ ต่อ
ความยิ่งใหญ่เช่นนี้ มันทำให้หัวใจของพวกเขาเต้นรัว
หลินหมิงได้ต่อสู้ข้ามระดับจนเอาชนะชือจ้านอวิ๋นได้ ความแข็งแกร่ง
พรสวรรค์ ทั้งหมดของเขาเหมือนขุนเขาที่ไม่สามารถข้ามไปได้ เพียงแค่
จุดนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เหล่าศิษย์ของตำหนักทั้งสามรู้สึกหวาดกลัวแล้ว
แต่ก่อนหน้านี้ หลินหมิงกล่าวคำพูดที่กล้าหาญต่อชือจ้านอวิ๋น คำพูด
เหล่านั้นทำให้โลหิตของพวกเขาเดือดพล่านและมากพอที่พวกเขาจะนับ
ถืออย่างลึกซึ้งในความกล้าหาญของหลินหมิง
หลินหมิงได้ปกป้องเกียรติของเผ่าฟีนิกซ์โบราณ เขาปกป้องความ
ภาคภูมิใจของทุกคนในเผ่าฟีนิกซ์โบราณ เพื่อที่พวกเขาจะสามารถเชิด
หน้าสูงได้
“เยว่เอ่อร์ เจ้าไม่สามารถแข่งขันกับเขาได้” ลู่เสี่ยวหยวนช่วยไม่ได้ที่
จะกล่าวเช่นนี้ออกมา ด้านข้างนาง เหยียนเยว่เอ่อร์กำลังจ้องมองไปยัง
หลินหมิงอย่างเหม่อลอย ริมฝีปากของนางเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวลราว
กับกำลังพูดกับตัวเอง สิ่งนี้ได้ทำลายหัวใจที่หยิ่งยโสของเหยียนเยว่เอ่อร์
ลง
ร่างของเหยียนเยว่เอ่อร์สั่นสะท้าน จากนั้น นางก็หันไปมองลู่เสี่ยว
หยวน นางก้มศีรษะลงและพูดว่า “ศิษย์พี่ลู่ ข้าไม่เป็นไร”
เหยียนเยว่เอ่อร์ดูเหมือนจะคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง นางเงยหน้าขึ้น
และกำหมัดไว้
“โดยไม่คำนึงถึงว่าข้าจะสามารถแข่งขันกับเขาได้หรือไม่ก็ตาม แต่ข้า
ก็จะพยายามทำเช่นนั้นไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตราบเท่าที่ข้าสามารถก้าว
ตามรอยเท้าของเขาได้แล้ว ในอนาคต ข้าเองก็มีความหวังที่จะกลายเป็น
ตัวตนระดับผู้ปกครองเทวะ แต่ถ้าข้ารู้สึกอับอายกับความอ่อนแอของ
ตัวเองในตอนนี้และยอมแพ้ต่อความหวังของข้าแล้ว เช่นนั้นข้าก็จะไม่มี
อะไรเหลือเลย…” เหยียนเยว่เอ่อร์กล่าวออกมาหลังจากช่วงเวลาแห่ง
ความนึกคิดครู่หนึ่ง
เมื่อลู่เสี่ยวหยวนได้ยินคำพูดเหล่านี้แล้ว นางก็ยิ้มด้วยความชื่นชม
“ใช่แล้ว ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม ไม่ว่าคู่แข่งและศัตรูของเราจะทรงพลังมาก
เพียงใด เราก็ยังไม่อาจละทิ้งเจตจำนงและยอมจำนนได้… เยว่เอ่อร์
พรสวรรค์ของเจ้าเหนือกว่าข้า ตราบเท่าที่เจ้าคว้าโอกาสที่จะปรากฏต่อ
เจ้าในอนาคตได้แล้ว เจ้าก็จะมีโอกาสที่จะได้เป็นผู้ปกครองเทวะได้อย่าง
แน่นอน”
“อืม!” เหยียนเยว่เอ่อร์พยักหน้าอย่างแข็งขัน ไม่มีข้อจำกัดใน
จักรวาลนี้ มันมีภูเขาที่สูงกว่าเสมอ เหยียนเยว่เอ่อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี นางรู้
ว่าตนห่างไกลจากความสามารถในการเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาด
อัจฉริยะที่แท้จริงในจักรวาลอันกว้างใหญ่ได้ แต่มันไม่เคยมีสถานการณ์ที่
เหมือนกับในวันนี้ ที่นางได้สัมผัสด้วยดวงตาและหัวใจของตัวเอง ตอนนี้
นางเข้าใจดีว่าความแตกต่างนั้นเป็นเช่นไร แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ
ที่ทำให้เหยียนเยว่เอ่อร์ ได้รับบทเรียนชีวิตที่สำคัญมาก แต่มันได้ขยาย
ขอบเขตวิสัยทัศน์ของนางและมอบเป้าหมายให้นางมีแรงผลักดันที่จะก้าว
ต่อไป
“หลานชายหลิน ขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าเข้าถึงระดับที่ 7 ของ
นรกแห่งเปลวเพลิงและได้เสร็จสิ้นการสังหารหนึ่งพันคนในค่ายกลมายา
เทพสงครามแล้ว นี่เป็นของเจ้า ”
ฮั่วหยูหลงหยิบกล่องไม้ที่ธรรมดาๆมามอบให้หลินหมิง
กล่องไม้นี้ดูเรียบง่ายแต่ไม่สามารถระบุถึงชนิดของไม้ที่ใช้ เมื่อหลินห
มิงเปิดกล่องนี้ เขาก็จะเห็นว่ามีคริสตัลรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสอยู่ภายใน มัน
โปร่งแสงเป็นประกายระยิบระยับ และที่ปิดผนึกไว้ตรงกลางของคริสตัลนี้
คือหยดโลหิตหนึ่งหยด หยดโลหิตนี้ดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณของตัวเอง
เพียงแค่มองไปยังมันก็จะรู้สึกถึงเปลวเพลิงไร้สิ้นสุดเผาผลาญอยู่ภายใน
และภายในเปลวเพลิงเหล่านี้เป็นฟีนิกซ์ที่อาบในเพลิงแห่งนิพพาน
นี่คือ… ปราณโลหิตฟีนิกซ์!