Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,098 เก็บเกี่ยวอย่างง่ายดาย
ในการต่อสู้เมื่อครู่ ศิษย์ของเกาะวิญญาณสัญจรจำนวนเล็กน้อย
เท่านั้นที่ได้รับบาดแผลเล็กน้อย ไม่มีใครเสียชีวิตและไม่มีผู้ใดได้รับ
บาดเจ็บสาหัส ด้วยความสามารถในการฟื้นตัวของนักสู้ พวกเขาก็
สามารถฟื้นฟูตัวเองได้เต็มที่ภายในเวลาเพียง 2-4 ชั่วโมง
และหลินหมิงก็ยิ่งเร็วมากกว่า ด้วยการสนับสนุนของโลหิตไขกระดูก
มังกร เขาจึงไม่ได้ใช้พลังงานหรือพละกำลังใดๆก่อนหน้านี้มากนัก เขาอยู่
ใกล้สภาพสูงสุดของตนเองอยู่แล้ว
“ย้ายไปยังที่อื่นกันเถอะ” หลินหมิงกล่าวออกมาหลังจากที่เขาได้เห็น
พวกศิษย์ของเกาะวิญญาณสัญจรยังฟื้นฟูไม่เสร็จ
“ย้ายไปที่อื่น?” เย่ฉุ่ยถงถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย อย่างไรก็
ตาม หลินหมิงไม่ได้ให้คำอธิบายและพาทุกคนไปอีกทิศทางหนึ่ง
หลินหมิงได้กลายเป็นตัวตนที่มีอำนาจสูงสุดในหน่วย แม้ว่าเขาจะ
ออกคำสั่งโดยไม่มีเหตุผลใดๆก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครกล้าถามเขา
หลินหมิงหยิบเอาแหวนมิติและเหรียญประจำตัวทั้งหมดของศิษย์
ขุนเขาเสี้ยววิญญาณและศิษย์เผ่ากระดูกเวท จากนั้นเขาก็นำศิษย์เกาะ
วิญญาณสัญจรไปยังพื้นที่ห่างออกไปหลายร้อยฟุต
หลังจากนั้นไม่นาน หลินหมิงก็หยุดลงในพื้นที่ซึ่งมีหินแข็งและกล่าว
ว่า “เราจะหยุดที่นี่”
“เหตุใดต้องที่นี่?” เย่ฉุ่ยถงมองไปรอบๆและพบว่านอกเหนือจากหิน
ยักษ์อยู่ทุกหนทุกแห่งแล้ว มันก็ไม่มีอะไรที่พิเศษอะไรเกี่ยวกับสถานที่
แห่งนี้ และสำหรับการมีหินล้อมรอบ หลุมเหมืองแร่ก่อนหน้านี้ยังดีกว่า
อย่างเห็นได้ชัด
“ไม่มีเหตุผลพิเศษ ถ้าข้าอยู่ใกล้สนามรบแล้ว มันก็จะง่ายที่จะติดตาม
ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
หลินหมิงยักไหล่ เหตุผลเดียวที่เขามาที่นี่คือการหาสถานที่ซึ่งใกล้ชิด
และสะดวกสบายมากขึ้นเพื่อสังเกตการต่อสู้ได้
ด้วยพลังจิตวิญญาณของมู่เชียนเสวีย นางก็สามารถสืบสวนใน
ระยะทางหลายร้อยไมล์ในพายุทรายได้อย่างง่ายดาย และในเวลาปกติ
นางสามารถที่จะเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นห่างออกไปนับแสนไมล์ได้ด้วยซ้ำ
สำหรับศิษย์สายตรงเหล่านี้ การสังเกตการณ์จากระยะใกล้เพียงนี้กลับ
เป็นเรื่องน่าตกตะลึงเท่านั้น
“นี่… ” เย่ฉุ่ยถงกลืนน้ำลายและพูดไม่ออก ศิษย์คนอื่นๆเองก็ตกตะลึง
อย่างช่วยไม่ได้ แม้ว่าหลินหมิงจะมีวิธีการตรวจจับ แต่สิ่งนี้มันไร้สาระ
เกินไป พวกเขาอยู่ไกลจากสนามรบหลักอย่างมาก และที่ไม่มีความผัน
ผวนของพลังงานใดๆที่รู้สึกได้ แต่หลินหมิงยังคงบอกว่าสามารถรับรู้ถึง
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้
“แม่นางมู่ ข้าต้องพึ่งพาท่านแล้ว”
ในกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า มู่เชียนเสวียมิได้เป็นอันใดไปกว่า
รูปแบบวิญญาณ มันเป็นเรื่องยากและลำบากสำหรับนางที่จะต่อสู้กับศัตรู
ในสภาพนี้ เพื่อที่จะแสดงความสามารถในการต่อสู้ในระดับหนึ่งได้อย่าง
แท้จริง นางจะต้องมีร่างกายของใครบางคนช่วย อย่างไรก็ตาม การ
ครอบงำร่างกายของใครบางคนแม้ว่าจะเป็นเวลาที่สั้นๆ แต่มันก็เป็น
ภาระที่หนักมากสำหรับวิญญาณของนาง การกระทำเช่นนั้นจะกินพลังจิต
วิญญาณของนางมาก ถ้านางต้องการที่จะฟื้นฟูตัวเอง นางจะต้องมีปราณ
โลหิตจำนวนมาก
ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมู่เชียนเสวียหากหลีกเลี่ยง
สถานการณ์ใดๆที่นางต้องช่วยโดยตรง
แต่ถ้ามันเป็นเพียงการสืบสวนด้วยสัมผัสศักดิ์สิทธิ์แล้ว มันก็ไม่มี
ปัญหาใดๆเลย นางสามารถทำเช่นนั้นได้มากเท่าที่ต้องการ
สัมผัสของมู่เชียนเสวียกลายรังสีเส้นตรงพุ่งออกไปภายนอก ไม่นาน
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นภายในรัศมี 5000-6000 ไมล์ ก็เริ่มสะท้อนให้เห็น
ในทะเลแห่งจิตวิญญาณของหลินหมิง มู่เชียนเสวียสามารถฉายภาพ
เหล่านี้ได้โดยตรงในจิตใจของหลินหมิง เพราะวิญญาณของพวกเขา
เชื่อมต่อกัน มิเช่นนั้น มันก็จะเป็นไปไม่ได้สำหรับนางที่จะทำเช่นนี้
ในเวลานี้ ศิษย์ของเกาะวิญญาณสัญจรได้เริ่มต่อสู้กับขุนเขาเสี้ยว
วิญญาณและเผ่ากระดูกเวทแล้ว เมื่อหลินหมิงเห็นฉากนี้ เขาก็ตกใจ
เล็กน้อย ไป่หมิงอวี้อาศัยเพียงพลังของตัวเองก็สามารถกำราบสอง
ผู้เชี่ยวชาญขั้นเทพสมุทรช่วงปลายจากขุนเขาเสี้ยววิญญาณและเผ่า
กระดูกเวทได้แล้ว!
การส่งนักสู้ขั้นเทพสมุทรช่วงปลาย เข้าสู่แดนเร้นลับทะเลทราย
โลหิตเดียวดายนั้นสิ้นเปลืองทรัพยากรกว่าการส่งขั้นเทพสมุทรช่วงกลาง
ถึง 10 เท่า! ดังนั้น ทุกนิกายจึงพยายามจำกัดจำนวนนักสู้ขั้นเทพสมุทร
ช่วงปลายที่พวกเขาส่งเข้ามาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับสอง
คนนี้ พวกเขาต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์สูงสุด!
ไป่หมิงอวี้และเย่ฉุ่ยถงนั้นเหมือนกัน
ในทำนองเดียวกัน นักสู้ขั้นเทพสมุทรช่วงปลายของขุนเขาเสี้ยว
วิญญาณและเผ่ากระดูกเวทก็ย่อมไม่ธรรมดา
ตอนนี้ ไป่หมิงอวี้กำลังต่อสู้กับทั้งสองคนได้ด้วยตัวคนเดียว จากจุดนี้
เพียงอย่างเดียว เราก็สามารถมองเห็นได้ถึงความแข็งแกร่งของเขาว่า
เหนือกว่าแม้แต่เย่ฉุ่ยถง!
“หืม? ทักษะการโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาไม่ควรมาจากเคล็ดบ่ม
เพาะของเกาะวิญญาณสัญจร ไป่หมิงอวี้ผู้นี้ค่อนข้างที่จะมีความลับมาก”
เสียงของมู่เชียนเสวียดั่งออกมาในหูของหลินหมิง นางมีความเข้าใจ
ดีในเคล็ดบ่มเพาะของเกาะวิญญาณสัญจร และสิ่งที่ไป่หมิงอวี้กำลังใช้อยู่
ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มาจากเกาะวิญญาณสัญจร
“หืม? มิใช่เคล็ดบ่มเพาะของเกาะวิญญาณสัญจร?”
“มันไม่แปลกหรอก” มู่เชียนเสวียพูดอย่างไม่ใส่ใจ “อัจฉริยะหลายคน
มีโชคชะตาของตัวเอง เป็นไปได้ว่าพวกเขาได้พบมรดก และสมบัติของผู้
ทรงพลังแดนเทวะในแดนเร้นลับบางแห่ง มีผู้ทรงพลังมากมายที่ซ่อนเร้น
อยู่ทั่วแดนเทวะ หลังจากที่พวกเขาตาย พวกเขาก็มักจะไม่ทำลายมรดก
ของตัวเอง กลับกัน พวกเขาจะปล่อยให้มันอยู่เบื้องหลัง ส่งต่อให้ผู้ที่สืบ
ทอดแห่งโชคชะตาที่จะปรากฏในอนาคต ดูเหมือนว่าไป่หมิงอวี้ผู้นี้มีโชค
อยู่มากมาย ข้าคิดว่ามรดกที่เขาค้นพบนั้นเป็นของผู้ทรงพลังขั้นผู้ปกครอง
เทวะ และคงไม่ใช่ผู้ทรงพลังขั้นผู้ปกครองเทวะทั่วไป”
ขณะที่มู่เชียนเสวียพูดจบ หลินหมิงมีดวงตาที่สาดประกายสดใส
ในขณะนั้น หลังจากที่ไป่หมิงอวี้ปะทะกับผู้เชี่ยวชาญขั้นเทพสมุทรจาก
ขุนเขาเสี้ยววิญญาณและเผ่ากระดูกเวท เขาก็ใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้
โยนไข่มุก 7 เม็ดออกไป ไข่มุกเหล่านี้ได้ก่อตัวเป็นรูปแบบดาวเจ็ดดวงบน
ท้องฟ้าก่อนที่จะระเบิดขึ้น!
พลังของไข่มุกสายฟ้าเหล่านี้น่าหวาดกลัวยิ่งนัก พวกมันทรงพลังกว่า
ประคำสังหารเทพที่ฮั่วเล่ยสือมอบให้หลินหมิงไว้ใช้ในแดนเร้นลับสัตว์
อสูรเทวะ!
สมบัติประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปราณแท้ใดๆเพื่อเปิดใช้งาน ปุถุชน
ทั่วไปก็สามารถใช้ประคำเหล่านี้เพื่อสังหารผู้ทรงพลังขั้นเทพสมุทรได้
แน่นอนว่านี่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าพวกเขาสามารถโจมตีโดนได้ ประคำ
เหล่านี้ยากมากที่จะสร้างขึ้นมา และสำหรับไป่หมิงอวี้ที่ใช้พวกมันจำนวน
มากเช่นนี้ ในครั้งเดียว เขาก็ต้องได้รับมรดกนี้มาจากผู้อื่นอย่างแน่นอน
เมื่อผู้เชี่ยวชาญใช้พลังหมด นั่นก็คือตอนที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด ไป่ห
มิงอวี้จึงใช้เวลานี้ระเบิดไข่มุกสายฟ้า พวกมันได้สร้างปัญหาใหญ่ให้กับ
สองผู้ทรงพลังขั้นเทพสมุทรช่วงปลายทันที่ และรอบตัวพวกเขา สามนักสู้
ขั้นเทพสมุทรก็ติดอยู่ในคลื่นช็อกระเบิดและถูกเป่าเป็นชิ้นๆ!
สามผู้ทรงพลังขั้นเทพสมุทรช่วงกลางถูกสังหารในทันที!
เมื่อเป็นเช่นนี้ เหล่านักสู้จึงตกใจกลัว ขวัญกำลังใจของเหล่าศิษย์
เกาะวิญญาณสัญจรจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เดิมที่ เมื่อพวกเขาเผชิญกับ
กองกำลังของขุนเขาเสี้ยววิญญาณและเผ่ากระดูกเวท พวกเขาก็ขาด
ความกล้าที่จะทำเช่นนั้น เพราะไม่ว่าอย่างไร ศัตรูก็มีจำนวนมากกว่าเป็น
สองเท่า!
แต่ไม่มีใครคิดว่าศิษย์พี่ของตนที่พวกเขาเคารพนับถือจะกลายเป็น
ตัวตนที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจินตนาการของพวกเขาถึงเพียงนี้ ด้วยเพียง
ตนเอง เขาสามารถรั้งสองผู้ทรงพลังขั้นเทพสมุทรช่วงปลาย และใช้ไข่มุก
สายฟ้าของตนทำร้ายศัตรูได้
“เหล่าพี่น้อง เราทำได้! อย่าหยุด! บัดซบ ศิษย์พี่เย่ไปอยู่ที่ใด และเหตุ
ใดนางจึงยังไม่มาเสริมกำลังอีก!”
“ศิษย์พี่เย่? หึ! พวกเขาอาจหนีไปแล้ว พวกเขาควรจะมาพบกับเรา
เมื่อสี่ชั่วโมงก่อน และพวกเขากลับยังไม่ได้มา!” บางคนที่เริ่มสงสัยในเย่
ฉุ่ยถงกล่าวออกมา
“บางทีอาจจะมีอุบัติเหตุ…”
“มันจะมีปัญหาอันใดเกิดขึ้นได้? ตอนนี้เรารั้งกำลังหลักของศัตรูอยู่
และตำแหน่งของพวกเขาก็ยิ่งปลอดภัยมากกว่า! บัดซบ! ยิ่งข้าคิดถึงคน
เจ็บข้าก็รู้สึกไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น!”
เหล่าศิษย์ส่วนใหญ่เป็นลูกสมุนของไป่หมิงอวี้ พวกเขาเหน็ดเหนื่อย
และทรมานกับทะเลทรายโลหิต แต่เย่ฉุ่ยถงกับคนอื่นๆกลับพากันหลบ
ซ่อนอยู่ในหลุมเหมืองแร่
“จงมุ่งเน้นไปยังการต่อสู้ ถ้าศิษย์น้องเย่สามารถมาได้ นางก็จะมาถึง
ไม่ช้าก็เร็ว” ไป่หมิงอวี้กล่าวด้วยกระแสเสียงปราณแท้ขณะเดียวกับที่
กระบี่ของเขาฟาดฟันไปยังหัวหน้าหน่วยของเผ่ากระดูกเวท กงหยางกู่ต่า
พวกศิษย์รีบดึงความสนใจกลับมา ตอนนี้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ
จำนวนมากแล้ว “ศิษย์พี่ไป่ใส่ใจกับคนอื่นมากเกินไป ไม่เพียงพี่น้องของ
เราต้องทนทุกข์ทรมานในพายุทราย แต่เราต้องทนทุกข์กับกองกำลังของ
ศัตรูด้วย สำหรับพวกเขาที่ซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะ
เป็นไปได้นั้น ศิษย์พี่ไป่ยังพยายามพูดเพื่อพวกเขาอีก”
ศักดิ์ศรีของไป่หมิงอวี้สูงส่งมากตั้งแต่แรกอยู่แล้ว และตอนนี้ที่เขา
แสดงความแข็งแกร่งอย่างแท้จริงและศีลธรรมออกมา ภาพลักษณ์ของ
เขากลายเป็นดังเทพในสายตาของผู้อื่น แม้ว่าบางคนสงสัย แต่พวกเขาก็
ยังคงต้องหยุดข้อสงสัยนี้ และพร้อมที่จะสู้กับไป่หมิงอวี้ด้วยหัวใจของพวก
เขา
เกาะวิญญาณสัญจรต่อสู้กับขุนเขาเสี้ยววิญญาณและเผ่ากระดูกเวท
แต่ละคนใช้กลยุทธ์ที่เป็นไปได้ทุกรูปแบบในการกำจัดอีกฝ่าย การต่อสู้
รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสามารถในการป้องกันของ
พวกเขารวมกับรูปแบบค่ายกล มันก็มีศิษย์น้อยกว่าหนึ่งในห้าที่ตกตายไป
ในแง่ของพลังต่อสู้โดยรวม เกาะวิญญาณสัญจรด้อยกว่าเล็กน้อย แต่ด้วย
ไข่มุกสายฟ้าของไป่หมิงอวี้ที่สนับสนุน พวกเขาจึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้
“ไป่หมิงอวี้ผู้นี้ ดูเหมือนว่าเป็นการยากที่จะฆ่าเขา”
หลินหมิงรู้ชัดถึงแผนในสถานการณ์เช่นนี้ ไป่หมิงอวี้ได้ใช้พลังของตน
ในการช่วยชีวิตศิษย์ของเกาะวิญญาณสัญจร และถ้าเขาพยายามหลบหนี
มันก็ไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้อยู่ดี แม้ว่าทั้งสองหน่วยที่พยายามแอบ
โจมตีหลินหมิงจะกลับไปทันเวลา แต่พวกเขาก็ยังคงไม่สามารถหยุดไป่หมิ
งอวี้ได้ มันเป็นเพราะไป่หมิงอวี้เชื่อมั่นในความสามารถของตนว่าต่อให้
เขาสูญเสียเย่ฉุ่ยถงก็ยังรอดออกไปได้
สำหรับไข่มุกสายฟ้า แม้ว่าพวกมันจะมีค่ามาก แต่ไป่หมิงอวี้ก็จะ
ทะลวงเข้าสู่ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ได้ในไม่ช้า ในเวลานั้น ไข่มุกสายฟ้า
เหล่านี้ที่สามารถฆ่านักสู้ขั้นเทพสมุทรช่วงปลายได้ก็จะด้อยค่าลงสำหรับ
เขาอยู่ดี ดังนั้น เขาจึงไม่ถือว่าสูญเสียมากเกินไปที่จะใช้มันในเวลานี้
อาจกล่าวได้ว่าไป่หมิงอวี้จะไม่ได้รับความสูญเสียในการรบครั้งนี้มาก
และถ้าเขาสามารถชนะได้ ชื่อเสียงของเขาก็จะพุ่งทะยาน กลายเป็น
วีรบุรุษที่กล้าหาญเป็นศิษย์สายตรงที่มากความสามารถ และเปลี่ยน
กระแสการต่อสู้ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดจนกลับมาชนะได้ ในเวลานั้น
การสืบทอดตำแหน่งเจ้านิกายในอนาคตก็แทบจะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกอย่าง แม้ว่าไป่หมิงอวี้จะเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตไปได้ แต่การเอา
ทรัพยากรทั้งหมดที่ศิษย์ขั้นหลอมรวมแก่นแท้รวมรวบกลับไปด้วยแล้ว
เขาก็ยังคงจะได้รับการพิจารณาให้เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่อยู่ดี!
“ศิษย์น้องหลิน การต่อสู้เป็นอย่างไรบ้าง?” เย่ฉุ่ยถงถามอย่างกังวล
แม้นางจะบอกว่านางจะไม่ไปช่วยพวกเขา แต่นางก็ยังกังวลกับเหล่าศิษย์
ของเกาะวิญญาณสัญจร นางกลัวว่าพวกเขาจะประสบความสูญเสียมาก
เกินไป และมันเป็นอันตรายต่อรากฐานของเกาะวิญญาณสัญจร
หลินหมิงกล่าวว่า “ข้ารู้โดยทั่วไปว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น ความแข็งแกร่งที่
ซ่อนไว้ของไป่หมิงอวี้เกินกว่าที่ท่านได้จินตนาการไว้!”
ในความเป็นจริง ด้วยวิสัยทัศน์ของมู่เชียนเสวีย หลินหมิงก็ยัง
สามารถระบุจำนวนผู้เสียชีวิตและจำนวนคนบาดเจ็บที่แน่นอนได้ เขา
คาดว่า หากการต่อสู้ครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไปประมาณครึ่งชั่วโมง เหล่า
ศิษย์ของนิกายทั้งสามจะใช้ปราณแท้หมดและไม่สามารถใช้รูปแบบค่าย
กลต่อสู้ได้อีก ในเวลานั้น รูปแบบค่ายกลจะสลายไป และจำนวนคน
เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
แม้ว่าตอนนี้มีเพียงหนึ่งในห้าของศิษย์ได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ในอีก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา อย่างน้อยครึ่งหนึ่งจะพินาศ และในอีกสองชั่วโมง
อาจจะไม่เหลือแม้แต่หนึ่งในสามของศิษย์ที่รอดชีวิต และคนที่ยัง
หลงเหลืออยู่ก็จะอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช
“ข้าคงประเมินเขาต่ำเกินไป” เย่ฉุ่ยถงไม่แปลกใจเลย ถ้ามิใช่เพราะ
การต่อสู้ในวันนี้ นางก็จะไม่เข้าใจไป่หมิงอวี้ และนางคงต้องสูญเสียการ
ต่อสู้เพื่อตำแหน่งเจ้านิกายในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“แล้วเมื่อไรเราจึงควรจะไปและสนับสนุนพวกเขา?” เสี่ยวฉุ่ยจวิ้น เข้า
มาใกล้หลินหมิง กลิ่นหอมของผู้หญิงลอยออกมา
หลินหมิงยิ้ม “ไม่ต้องเป็นกังวล การต่อสู้ของพวกเขายังคงไม่แน่นอน
และศิษย์ของเกาะวิญญาณสัญจรก็ไม่ได้อยู่ในอันตรายที่มากเกินไปใน
ขณะนี้ ถ้าเรารออีก 4 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นจะเป็นการดี”
“หืม?” อีก 4 ชั่วโมง? ดี… ย่อมได้” เสี่ยวฉุ่ยจวิ้นพยักหน้า ในเวลานี้
นางจำต้องฟังหลินหมิงเท่านั้น