Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,472 สันเขาชั้นใน
ในแผ่นดินที่รกร้างและว่างเปล่า มีหินเกลื่อนพื้นและไร้สิ้นสุด
สันเขาสุสานเทพครอบคลุมพื้นที่หลายหมื่นไมล์ มันมีพื้นที่มากกว่า
ดาวเคราะห์ขนาดเล็กอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ นอกจากเทือกเขาแล้ว มันยังมี
หุบเขา ดินแดนแห้งแล้งและทะเลทราย กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันเป็นโลกที่
แห้งแล้งอย่างสมบูรณ์
กลุ่ม 12 คนเข้าไปลึกในสันเขาสุสานเทพ พวกเขาใช้เวลามากกว่า
10 วันเพื่อมาไกลขนาดนี้
ทุกคนติดตามอย่างใกล้ชิดกับเจ้าอ้วนโจว แม้ว่าเจ้าอ้วนโจวจะดูไม่
น่าเชื่อถือเมื่อเขาวิ่งออกไปเพื่อรวบรวมสมบัติจิตวิญญาณ แต่คนอื่นๆก็ยัง
ไม่แสดงท่าที่ พวกเขาได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของชายหนุ่มภูติเทพ
แล้ว ไม่มีสมบัติที่นี่สำคัญกว่าชีวิตของพวกเขา
แน่นอนว่ามีบางครั้งที่ได้รับสมบัติบนเส้นทาง ในสายตาของหลินห
มิง สมบัติเหล่านี้ไม่อาจล่อลวงเขาเลย แต่บางคนก็ประทับใจ
“ข้าพบสิ่งนี้ก่อน!” หญิงสาวชุดดำที่มีผมยาวกล่าว
“ข้าเป็นคนที่พบมันก่อนต่างหาก!” หญิงร่างสูงที่มีหน้าอกโตกล่าว
ออกมา
หญิงสองคนที่เถียงกันคือหญิงสาวเผ่ามังกรและเสี่ยวหมัวเซียน ทั้งคู่
แย่งอัญมณีล้ำค่าและงดงามที่บรรจุพลังงานบริสุทธิ์ไว้ภายใน สำหรับนักสู้
ทั่วไป นี่จะเป็นสมบัติล้ำค่า แต่คนอย่างหลินหมิง เสี่ยวหมัวเซียนและ
หญิงสาวเผ่ามังกรนั้นไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรเช่นนี้
เหตุผลที่พวกนางทะเลาะกันก็เพราะบุคลิก ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาว
มังกรหรือเสี่ยวหมัวเซียน พวกนางทั้งคู่ต่างก็มีบุคลิกที่หยิ่งและก้าวร้าว
หลังจากเดินทางมาด้วยกันนานกว่า 10 วัน พวกนางก็พูดจาขัดแย้งกัน
เป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม นอกซะจากจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอม แพ้
ผลก็คือความตึงเครียดระหว่างพวกนางทวีความรุนแรงขึ้น
หลินหมิงและชายหนุ่มเผ่ามังกรทำได้เพียงยิ้มกับเรื่องนี้ อย่างไรก็
ตาม การโต้แย้งเป็นครั้งคราวเหล่านี้ช่วยปรุงรสให้กับการเดินทางที่
ยากลำบากและน่าเบื่อนี้
“แม่นางทั้งสอง ข้าคิดว่าเราควรพักที่นี่ก่อน เมื่อเราผ่านภูเขานั้น
ตรงหน้า เรานั่นคือเราจะเข้าสู่สันเขาสุสานเทพอย่างแท้จริง อันตรายจะ
เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นจึงเป็นการดีที่สุดถ้าเจ้ารักษาความแข็งแกร่งไว้
เพื่อรับมือกับมัน” เจ้าอ้วนโจวยิ้มขณะที่เขาก้าวมาแยกการโต้เถียง
“สันเขาสุสานเทพชั้นใน? เจ้ากำลังบอกว่าตลอดมาเราแค่เดินผ่าน
ชั้นนอก?” ชายหนุ่มเผ่ามังกรถามเจ้าอ้วนโจวอย่างตกใจ
“ไม่มีสิ่งดังกล่าวเช่นสันเขาชั้นนอก เราแค่ยังอยู่ที่ขอบของสันเขา
สุสานเทพเท่านั้น”
“เราเดินมานานกว่า 10 วันแล้ว และนั่นก็เป็นเพียงแค่ขอบ” หลาย
คนรู้สึกหดหู่ใจเมื่อได้ยินสิ่งนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นเพียงตัวอย่างของ
อันตรายเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาที่เหลือ ทุกคนยังคงระมัดระวังอย่างเต็มที่
เพื่อที่พวกเขาจะได้ตอบสนองต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นทันที่ สิ่งนี้ทำให้
พวกเขารู้สึกหมดแรงทางจิตใจ อย่างไรก็ตาม เจ้าอ้วนโจวกลับเพียงแค่
บอกพวกเขาทั้งหมดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเพียงเดินคดเคี้ยวไปตามขอบ
ของสันเขาสุสานเทพ พวกเขาพบมามันยากที่จะยอมรับ
“เราจะกำหนดขอบเขตระหว่างสันเขาสุสานเทพชั้นในกับขอบนอก
ได้อย่างไร” หลินหมิงถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“นั่นเป็นคำถามที่ดี วิธีที่เรากำหนดสันเขาสุสานเทพชันในและขอบ
นอกคือต้องใช้สนามพลังเต๋า ซึ่งจะเป็นเกณฑ์แบ่ง มีข่าวลือบางอย่างที่
บอกว่าสนามพลังเต๋าของสันเขาสุสานเทพนั้นถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยจ้าว
แห่งเส้นทางอาชูร่า และมีมานานนับพันล้านปีมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มี
ใครรู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่อาจเป็นเพราะสนามพลังเต๋าเก่าแก่เกินไปหรือ
อาจเป็นเพราะคนที่วางสนามพลังเต๋านี้ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น มันกลับมี
ทางเข้านับสิบสู่สนามพลังเต๋านี้ ขณะนี้เราเองก็กำลังจะผ่านหนึ่งในนั้น
ทางเข้าที่เราจะผ่านคือทางที่ปลอดภัยที่สุด และอาจเรียกได้ว่าเป็นทาง
เดียวที่เป็นไปได้สำหรับเราที่จะผ่าน! ทางเข้าอื่นๆทั้งหมดจะทำให้ตกตาย
ทันทีที่เข้าไปใกล้”
“จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า!?”
คำพูดของเจ้าอ้วนโจวทำให้หลินหมิงพูดไม่ออก สำหรับคนอื่นๆ ปาก
ของพวกเขาอ้ากว้างอย่างน่าประหลาดใจ ในความคิดของพวกเขาจ้าว
แห่งเส้นทางอาชูร่าเป็นตำนานที่น่าจะเกินกว่าผู้ทรงพลังอื่นๆในอดีตหรือ
ปัจจุบันในจักรวาลนี้! ตอนนี้ เจ้าอ้วนโจวกลับกำลังบอกว่าสนามพลังเต๋า
ของสันเขาสุสานเทพนี้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังโดย จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า!
“แน่นอนว่ามันเป็นเพียงแค่การคาดเดา ไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าสัน
เขาสุสานเทพนี้เป็นอย่างไรกันแน่ อย่างที่ข้าได้พูดไปก่อนหน้านี้ สนาม
พลังเต๋าได้ก่อโลกในตัวเองขึ้นแล้ว เมื่อเจ้าผ่านทางเข้าไป อันตรายจะ
เพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกเจ้าทุกคนต้องเตรียมพร้อมทางจิตใจสำหรับทุก
อย่างที่จะเกิดขึ้น”
หลังจากฟังคำพูดของเจ้าอ้วนโจว ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเย็น ถ้า
สนามพลังเต๋าของสันเขาสุสานเทพเป็นแบบเดียวกับหม้อแมลงพิษ ตอนนี้
พวกเขาจะได้รับการพิจารณาว่าเข้าสู่หม้อแมลงพิษอย่างแท้จริงแล้ว พวก
เขาจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายทุกประเภทที่วิวัฒนาการมา
นานนับพันล้านปี!
ท่ามกลางสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ บางอย่างอาจถูกมองว่าเป็นสิ่งมีชีวิต และ
บางอย่างก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นอะไรเลย พวกมันอาจเป็นสนามพลังงาน
ชีวิตหรือแม้แต่การสะสมพลังงานศพหรือพลังงานภูติผี สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่
มีสติปัญญาเลย มีเพียงสัญชาตญาณที่จะกลืนกินทุกอย่าง พวกมันจะกลืน
พลังงานและอาหาร เติบโตต่อไปจนกว่าพวกเขาจะกลืนกินความทรงจำ
ของนักสู้ได้ หลังจากรวบรวมพลังงาน สติปัญญาและวิญญาณจนเพียงพอ
พวกมันจะพัฒนาเป็นปีศาจในที่สุด!
กล่าวอีกนัยหนึ่ง สันเขาชั้นในของสันเขาสุสานเทพเป็นโลกที่แปลก
ประหลาดที่จะเต็มไปด้วยสิ่งลึกลับนับไม่ถ้วน แม้แต่ราชันพิภพก็สามารถ
ตกตายได้ หากการบ่มเพาะของพวกเขาสูง พวกเขาก็ยังอาจไม่สามารถ
อยู่ได้ แต่ถ้าโชคชะตาของคนผู้นั้นดีพอ เช่นนั้นนั้นแม้แต่ผู้ทรงพลังขั้น
ผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ก็ยังจะสามารถเข้าและออกได้อย่างปลอดภัยหลังจาก
พบศิลาสุสานเทพ
มีเพียงราชันสวรรค์เท่านั้นที่สามารถพึ่งพาพลังเผด็จการของพวกเขา
ในการเดินทางอย่างอิสระผ่านสันเขาสุสานเทพ แต่ถ้าราชันสวรรค์ต้อง
เข้าไปในที่ลึกที่สุดของสันเขาสุสานเทพที่หุบเขามรณะ เช่นนั้นแม้แต่พวก
เขาก็ยังจะตายอย่างไร้ค่า
เจ้าอ้วนโจวนำพาทุกคนไปไกลจนถึงรอยแยกหุบเขา
รอยแยกหุบเขานี้ทอดยาวอยู่ใต้ดิน รอยแยกหุบเขานี้กว้างเพียงหนึ่ง
ร้อยฟุต และผนังเป็นหน้าผาก็สูงนับหมื่นฟุต มันเป็นเรื่องยากแม้แต่
สำหรับลิงที่จะปีนขึ้นไป
พื้นของรอยแยกหุบเขาเรืองแสงไปทั่วด้วยตะไคร่น้ำและเห็ดยักษ์
มันเป็นความรู้สึกที่น่าขนลุกและน่ากลัว
ในเวลานี้ หลินหมิงเห็นแสงสุกใสระยิบระยับปรากฏขึ้นต่อหน้า ราว
กับว่าสวรรค์ถูกซ่อนไว้ที่ปลายสุดของรอยแยกหุบเขานี้
หลินหมิงได้ยินเสียงนกและแม้แต่กลิ่นหอมของหญ้าจิตวิญญาณ
หลังจากเดินไปอีกหลายก้าว หลินหมิงยืนยันการคาดเดาของเขา
ผ่านรอยแยกหน้าผาของหุบเขา มันมีโลกแห่งแสงที่งดงาม
จากโลกที่อ้างว้างกลายเป็นฉากมหัศจรรย์ การเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
นี้น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง
“อย่าหลงกลสิ่งที่เจ้าเห็น สิ่งที่เจ้าเห็นอาจไม่ใช่ความจริง หลังจาก
เข้าสู่สันเขาชั้นใน จงใช้การมองเห็นให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้และใช้
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าให้มากที่สุด สิ่งใดก็ตามที่เจ้าเห็นอาจเป็นภัย
คุกคามต่อเจ้า แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่ได้ทำร้ายเจ้า อย่าพยายามที่จะชนสิ่งใด
เพื่อมิให้เจ้าประสบภัยพิบัติ สำหรับสิ่งที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นได้ด้วย
สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าให้ถือว่าเป็นภาพลวงตาที่ไม่มีอยู่จริง”
ขณะที่เจ้าอ้วนโจวพูด เขาก็นำทุกคนผ่านทางเข้าสู่สรวงสวรรค์นี้
ทางเข้านั้นเต็มไปด้วยพลังงานต้นกำเนิด แต่เมื่อหลินหมิงเข้าใกล้ เขา
กลับสามารถรู้สึกได้ถึงจิตสังหาร พลังงานต้นกำเนิดที่นี่ดูเหมือนจะไม่เป็น
มงคลเลย กลับกัน หลินหมิงรู้สึกเลือนลางว่าทางเข้ามีความหนาแน่นสูง
จนกลายเป็นพายุสายฟ้าและเพลิง สามารถเผาสิ่งใดก็ตามที่ผ่านเข้าไป
เป็นเถ้าถ่าน
“นี่เป็นทางเข้า แต่ไม่ง่ายที่จะเข้าไปได้เลย เจ้าสามารถพึ่งพาปราณ
แท้ของเจ้าเองเพื่อปกป้องทั้งร่างกายและบังคับผ่านไป หากเป็นนักสู้ขั้น
ผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ช่วงกลางสามัญจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน เจ้าเข้าไปได้
หรือไม่?”
เจ้าอ้วนโจวมองดูหลินหมิงและคนอื่นๆ
หลินหมิง, เสี่ยวหมัวเซียนและองค์ชายอสูรตู๋อวี่มีระดับการบ่มเพาะ
ต่ำที่สุดจากทุกคนที่นี่ พวกเขาเป็นคนที่เจ้าอ้วนโจวตั้งคำถาม
“ให้ข้าเตือนเจ้าก่อน เมื่อข้าบอกว่านักสู้ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์เข้าสู่สัน
เขาสุสานเทพคือการแสวงหาความตาย นี่ก็คือเหตุผล นอกจากนี้ ยังมี
พวกเจ้า…”
ดวงตาของเจ้าอ้วนโจวกวาดมองหญิงสาวมังกรและชายหนุ่มชุดดำที่
ยืนอยู่ไม่ไกลออกไป พวกเขาทั้งสองอยู่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ช่วงต้น
ในขณะที่หญิงสาวเผ่ามังกรเห็นความสงสัยในสายตาของเจ้าอ้วนโจว
ดวงตาของนางก็สาดประกายด้วยความรังเกียจ “การบ่มเพาะขั้น
ผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ช่วงกลางนั้นไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย ในความเป็น
จริง มันเรียบง่ายมาก เพราะเผ่าพันธุ์ของข้าไม่จำเป็นต้องใช้ปราณดารา
หรือปราณแท้ ด้วยเพียงความแข็งแกร่งทางร่างกายข้าเพียงอย่างเดียว
ข้าสามารถต้านทานมันได้แล้ว”
ในขณะที่หญิงสาวเผ่ามังกรพูด นางมองไปที่เสี่ยวหมัวเซียนสายตา
ครุ่นคิด “แต่สำหรับเจ้า เจ้าควรระวังไม่ให้ตกตาย”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เสี่ยวหมัวเซียนหัวเราะราวกับว่านางได้ยิน
เรื่องตลกที่สนุกที่สุดในชีวิต “ข้าไม่จำเป็นต้องใช้ปราณแท้ในการเข้าหรือ
ออก เปลวเพลิงและสายฟ้าเหล่านั้นจะไม่อาจแตะต้องชุดของข้าได้เลย!”
ในขณะที่เสี่ยวหมัวเซียนพูด นักสู้อื่นๆก็ตกใจ นี่เป็นเรื่องที่กล่าวเกิน
จริง หากเสี่ยวหมัวเซียนเป็นอัจฉริยะไร้เปรียบที่สามารถต่อสู้กับขั้น
ผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ช่วงกลางด้วยการบ่มเพาะขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ช่วง
ปลาย พวกเขาก็จะยอมรับได้ แต่สำหรับนางที่จะบอกว่าตนไม่จำเป็นต้อง
ใช้ปราณแท้ในการผ่านม่านพลังสายฟ้าและเปลวเพลิง มันก็ค่อนข้างไร้
สาระเกินไป
พวกเขาได้เห็นแล้วว่าสันเขาสุสานเทพนั้นน่าทึ่งเพียงใด แม้แต่เจ้า
อ้วนโจวก็ยังกล่าวว่าขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์สามัญจะไม่สามารถเข้าไปได้
มันก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เพราะแน่นอนว่าเขาไม่ใช่คนประเภทที่กล่าวเกิน
จริง
“ความโกรธของสองหญิงสาวทำให้ข้าพูดไม่ออกอย่างสมบูรณ์” เจ้า
อ้วนโจวฝืนยิ้ม
“อย่าพยายามทำให้เกิดปัญหา มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะผ่าน หากเจ้า
คิดว่าเจ้าสามารถทำได้โดยไม่ใช้ปราณแท้ เจ้าอาจจะต้องตกตาย” นักสู้
ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ช่วงปลายกล่าวออกมาจากกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม หญิงทั้งสองเห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการฟังเขา หญิงสาว
เผ่ามังกรยิ้ม “เจ้าไม่กลัวว่าสายลมจะตัดลิ้นของเจ้าหรือ? เช่นนั้นก็ให้ข้า
ได้ดูว่าวิธีการใดที่เจ้าจะสามารถผ่านการโจมตีของพลังงานนี้ปราศจาก
อันตรายและไม่ต้องใช้ปราณแท้เลย!”
เมื่อหญิงสาวเผ่ามังกรพูด นางก็ก้าวไปข้างหน้าแล้ว นางบินตรงไปยัง
ทางเข้าไม่ได้ใช้ปราณแท้
และข้างหลังนาง ชายหนุ่มในเผ่ามังกรกำลังส่ายหัว เห็นได้ชัดเจนว่า
ไม่กังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้องสาวคนเล็กของเขา
สำหรับคนอื่นๆ ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้าง โดยไม่ใช้ปราณแท้แต่
พึ่งพาเพียงร่างกายของนางเพื่อต้านทานพลังงานภายในมิตินั้น?
ความสามารถในการป้องกันของนางนั้นแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น?
บึม บึม บึม!
พลังงานระเบิดเหนือหญิงสาวมังกร ผิวของนางเปล่งประกายด้วย
แสงเย็น นางใช้ร่างของตนเพื่อต้านทานการโจมตีนี้!
ชุดที่นางสวมเป็นสิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณระดับสูง แม้จะอยู่
ภายใต้การโจมตีของพลังงานที่เข้มข้นนี้ แต่นางก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับ
อันตรายเลย
“นางแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?”
หลายคนคิดว่าหญิงสาวเผ่ามังกรนั้นพูดเกินจริงเท่านั้น แต่พวกเขา
ไม่เคยคาดหวังว่านางจะใช้เพียงร่างกายเพื่อต้านทานผลกระทบของ
พลังงานและผ่านไปได้จริง ระดับของพรสวรรค์นี้ช่างน่าตกตะลึงเกินไป!
“เป็นการป้องกันจากเกล็ดมังกร…” หลินหมิงมีโลหิตมังกรครามที่
ไหลอยู่ในร่างกาย เขาจึงรู้สึกได้ว่ามีเกล็ดมังกรปรากฎเมื่อหญิงสาวเผ่า
มังกรเดินผ่านทางเข้า โดยพึ่งพาเกล็ดมังกรของนางและชุดคลุม
สิ่งประดิษฐ์ระดับจิตวิญญาณระดับสูง นางจึงสามารถต้านทานพลังงานนี้
ได้อย่างง่ายดาย แสงเย็นที่ส่องประกายแวววาวบนผิวของนาง มันสะท้อน
ออกมาจากเกล็ดมังกร
นักสู้เผ่าอสูรหลายคนจะมีเกล็ดป้องกันปรากฏอยู่เหนือร่างของพวก
เขาเมื่อพวกเขาเปลี่ยนร่าง แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะจัดการกับการ
เปลี่ยนแปลงนี้อย่างอิสระเหมือนกับที่หญิงสาวเผ่ามังกรผู้นี้ทำ
“พี่น้องเผ่ามังกรพวกนั้นไม่ธรรมดาเลย ข้าสงสัยนักว่าพวกมันมา
จากจักรวาลระดับใด”
ในขณะที่หลินหมิงกำลังคิดเรื่องนี้ เสี่ยวหมัวเซียนก็เคลื่อนไหว
เช่นกัน แม้ว่านางจะมีเพียงการบ่มเพาะขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ช่วงปลาย แต่
นางก็ดูไม่อ่อนแอเลย โดยไม่ใช่ปราณแท้ใดๆ นางพุ่งผ่านทางเข้าโดยไม่ใช้
ปราณแท้