Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,491 เขย่าต้นไม้ด้วยสายลมแผวเบา
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 1,491 เขย่าต้นไม้ด้วยสายลมแผวเบา
แม้ว่าหลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนจะหมดแรง แต่พวกเขาก็สามารถ
รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังวิญญาณของพวกเขาเพิ่มขึ้น วิธีการขัดเกลา
วิญญาณเช่นนี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดที่แทบจะไม่อาจจินตนาการ แต่
ผลลัพธุ์นั้นช่างมหัศจรรย์ ไม่มีโอสถวิญญาณใดที่สามารถเปรียบเทียบกับ
ข้อดีเหล่านี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น กุญแจสำคัญคือ โอสถวิญญาณสามารถใช้ได้เพียงครั้ง
เดียวและผลจะลดลงอย่างมากทุกครั้งหลังจากนั้น แต่สำหรับการบดขยี้
วิญญาณบ่มเพาะเช่นนี้มันสามารถทำซ้ำได้หลายครั้ง
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
หลินหมิงยกมือคารวะ ขอบคุณจากหัวใจของเขา ในขณะที่เขามอง
ไปยังราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ในคริสตัลสีม่วง นั้นหลินหมิงก็ตื่นตกใจ
เขาไม่รู้ว่ามันเป็นภาพลวงตาหรือไม่ แต่เขาสามารถรู้สึกได้ว่าหลังจาก
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ ใช้ทักษะเร้นลับเมื่อครู่ เขาก็อ่อนแอลง
กว่าเดิม
“ทักษะเร้นลับเช่นนี้ มันผลาญพลังวิญญาณของราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์…”
หลินหมิงคิดในใจทันที่ “ผู้อาวุโส ท่าน…”
“ข้าไม่เป็นไร” ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์หลับตา หลังจากเงียบไป
ครู่หนึ่ง เขาก็ลืมตาอีกครั้งโดยกล่าวว่า “ตั้งแต่ข้าตัดสินใจที่จะชี้แนะเจ้า
เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องแสดงความขอบคุณต่อข้าและไม่ต้องต้องกังวลกับข้า
เหตุผลที่ข้าทำในสิ่งที่ข้าทำก็เพราะข้าไม่ต้องการให้ทักษะเร้นลับของ
เผ่าพันธุ์ข้าหายไปภายใต้มือของข้า…
“แม้ข้าจะไม่เชื่อว่าเจ้ามีโอกาสรอดพ้นจากหุบเขามรณะ แต่อย่าง
น้อย ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเจ้า เจ้าจะสามารถอยู่รอดได้ใน
กระแสพลังงานปีศาจ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เจ้าจะตายหลังจากข้าตาย และ
เมื่อข้าตาย มรดกของข้าจะไม่ถูกทำลาย ข้าจะสามารถพักผ่อนได้อย่าง
สงบสุข…”
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจลึก แม้ว่าหลินหมิงจะ
สามารถรอดพ้นจากกระแสพลังงานปีศาจได้ แต่เขาก็ไม่เชื่อเลยว่าหลินห
มิงจะออกจากหุบเขามรณะได้เนื่องมาจากการบ่มเพาะของเขาต่ำเกินไป
“เจ้าไปได้แล้ว ข้าต้องพักผ่อน… สิบวันต่อมาค่อยหาข้าอีกครั้ง ข้าจะ
ชี้แนะทักษะหลอมวิญญาณต่อเจ้า!”
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์กล่าวก่อนที่จะเงียบไป
หลินหมิงกลับไปที่หน้าผาเหนือสุสานสัตว์อสูรเทวะอีกครั้ง เขา
เข้าฌาน รับรู้รูปแบบค่ายกลและรูปแบบเต๋าที่จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าได้
ทิ้งไว้ในหยกจักรพรรดิอีกครั้ง
ในขณะที่เขาเข้าฌานอย่างต่อเนื่องในรูปแบบเต๋าเหล่านี้ หลินหมิงก็
ค้นพบว่าหลังจากผ่านความยากลำบากของการขัดเกลาวิญญาณ มันก็ไม่
เพียงแต่พลังวิญญาณของเขาเพิ่มขึ้นเท่านั้น เขาสามารถอนุมานสิ่งต่างๆ
ได้มากขึ้นในใจด้วย
ในสิบวันนี้ หลินหมิงรับรู้สิ่งที่เดิมทีจะต้องใช้ 15-16 วันได้!
นี่คือการเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์! ต้องรู้ด้วยว่าหลินหมิงจะบ่มเพาะ
วิญญาณของเขาในอนาคตและศึกษาเคล็ดหลอมวิญญาณด้วย ในอนาคต
ความเร็วที่เขารับรู้ถึงรูปแบบค่ายกลจะเร็วกว่าตอนนี้มาก
หลินหมิงไม่คิดว่าการลับคมวิญญาณจะทำให้เขาประหลาดใจเช่นนี้
ไม่เช่นนั้น ใครจะรู้ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใดจึงจะทำให้เขาสามารถมอง
ผ่านสุสานสัตว์อสูรเทวะแห่งนี้ คงไม่แปลกใจถ้าเขาต้องใช้เวลา 20 ปีที่นี่
สำหรับหลินหมิง มันก็นานเกินไป
สิบวันต่อมา หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนกลับไปยังถ้ำของราชัน
สวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ตามที่สัญญาไว้ ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้บดขยี้วิญญาณ
กลับกัน ภายใต้การชี้แนะดูแลของราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ พวกเขา
เริ่มศึกษากฎหลอมวิญญาณ
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์มีความสามารถสูงมากในแง่ของพลัง
วิญญาณ ในเรื่องนี้ เขาเหนือกว่ากระทั่งราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ หาก
หลินหมิงมีคำถาม ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์จะตอบคำถามด้วยความรู้
ที่ครบถ้วนและแบ่งปันทุกอย่างที่เขารู้
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์สามารถอธิบายได้ถึงความจริงซึ่งมี
ความหมายลึกซึ้งอยู่เบื้องหลังพวกมัน มักจะนำไปสู่สาระสำคัญของเรื่อง
ในอดีต หลินหมิงไม่เคยมีประสบการณ์ชี้แนะส่วนตัวดังกล่าว
มิต้องกล่าวถึงหลินหมิง ไม่ใช่แม้แต่เสี่ยวหมัวเซียนก็ยังมิได้มีตัวตน
ระดับราชันสวรรค์สูงสุดมาคอยชี้แนะทุกชั่วโมงทุกวันพร้อมตอบคำถาม
ทุกข้อ ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นจักรพรรดิอสูรหรือราชันสวรรค์รุ่งอรุณ
ปีศาจ พวกเขาทั้งคู่ต่างก็มีเรื่องของตัวเองที่จะต้องทำเช่นการสร้างโอสถ
บ่มเพาะ หลอมเครื่องมือ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะชี้แนะเสี่ยวหมัว
เซียนตลอดเวลาโดยเฉพาะ
ก่อนหน้านี้ หลินหมิงเคยศึกษากฎแห่งความฝันศักดิ์สิทธิ์ในตำหนัก
สวรรค์นิมิตฝันเทวะเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ในปีนั้น ถึงแม้ว่าหลินหมิงรู้สิ่ง
ต่างๆด้วยตัวเขาเอง เขาไม่ได้เห็นราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพราะราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะตั้งใจจะละเลยหลินหมิง แต่เพราะ
นางมีเรื่องมากเกินไปที่จะทำ ด้วยมหาภัยพิบัติของมวลมนุษย์ที่มาถึง
ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะจึงต้องทุ่นเทอย่างเต็มที่ในการบุกฝ่าขอบเขต
เทพแท้จริง ดังนั้นนางจะกังวลเกี่ยวกับหลินหมิงเพียงคนเดียวได้อย่างไร
การเรียนรู้ด้วยตนเองนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการได้รับคำชี้แนะ
จากยอดผู้เชี่ยวชาญ นี่เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหลินหมิงผู้
ซึ่งไม่มีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระบบหลอมวิญญาณ เขาต้องการ
อาจารย์ที่ดีเพื่อชี้นำ
เช่นนี้ หลินหมิงยังคงศึกษาและฝึกฝนอยู่ ราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ทำอะไรนอกจากใช้เวลาของเขาอย่างเต็มที่ในการชี้แนะ
หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียน สำหรับราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์เอง เขา
ก็ไม่มีอะไรจะทำนอกเหนือไปจากนี้
ดังนั้น เวลาผ่านไปสองเดือน
นอกจากการบ่มเพาะแล้ว หลินหมิงก็ยังใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อรับรู้ถึง
รูปแบบค่ายกล เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็ได้รับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
เกี่ยวกับสุสานสัตว์อสูรเทวะซึ่งจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าได้วางไว้ ในขณะที่
พลังวิญญาณของเขายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลินหมิงก็จะได้รับข้อมูล
เชิงลึกใหม่ทุกครั้ง
ในวันนี้ ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ได้ช่วยประหยัดพลังงานในการ
เตรียมตัวเพื่อช่วยหลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนเพื่อลับคมวิญญาณของ
พวกเขาอีกครั้ง
ในครั้งนี้ ก่อนที่กระบวนการลับคมจะเริ่มขึ้น เสี่ยวหมัวเซียนก็จับมือ
หลินหมิง
หลินหมิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เขามองไปที่เสี่ยวหมัวเซียน ไม่แน่ใจ
ว่าจะพูดอะไร
ในขณะที่เสี่ยวหมัวเซียนเห็นการชำเลืองมองของหลินหมิง นางก็เขิน
อายและรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย แต่ในไม่ช้านางก็เริ่มพูดเสียงดังและใช้
น้ำเสียงที่ไม่แยแสอย่างจงใจพูดว่า “เจ้ามองอะไร? เพียงแค่จับมือกันสอง
สามครั้งก็ไม่จำเป็นต้องได้รับผลกระทบจากความแปลกที่เจ้าคิด”
หลินหมิงพยักหน้าและลูบจมูกอย่างเขินอายก่อนที่จะหันหลังกลับ
ในความเป็นจริง เมื่อเขาจับมือกับเสี่ยวหมัวเซียน เขาก็เป็นคนที่ได้รับ
ประโยชน์มากกว่า
จากนั้น การลับคมวิญญาณก็เริ่มขึ้น
จากประสบการณ์ครั้งก่อนๆ หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนพบว่ามัน
ง่ายกว่าที่จะทนต่อความเจ็บปวดในครั้งนี้ ถึงกระนั้น ราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังดูเหมือนจะเพิ่มความเข้มของการลับคมนี้ หลังจาก
กระบวนการเสร็จสิ้น ทั้งสองก็ยังคงหมดแรงอย่างสมบูรณ์และใกล้ถึงจุด
ที่เป็นลม!
หลินหมิงพักเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็มก่อนที่เขาจะหายใจได้ปกติ เมื่อ
เขามองไปยังราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ เขาค้นพบว่าสีหน้าของเขาซีด
กว่าเดิมและออร่าวิญญาณของเขาก็อ่อนแอลงอย่างมาก
“ผู้อาวุโส ร่างกายของท่าน…” หลินหมิงสามารถยืนยันได้ว่าทุกครั้ง
ที่ใช้ทักษะเร้นลับนี้ มันจะเป็นภาระอย่างมากต่อพลังวิญญาณของราชัน
สวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์!
“เจ้าไปได้แล้ว มาหาข้าในอีกสิบวันต่อมา ไม่จำเป็นที่เจ้าจะต้อง
กังวลเกี่ยวกับตัวข้า… สำหรับข้า การใช้ชีวิตเพิ่มอีกหนึ่งปีหรือกำลังจะ
ตายในหนึ่งปีก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย”
หลินหมิงตกอยู่ในความเงียบเมื่อเขาได้ยินคำพูดของราชันสวรรค์
หมอกศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เขากลับมาที่หน้าผาใกล้เคียงอย่าง
เงียบงันและเริ่มรับรู้สุสานสัตว์อสูรเทวะอีกครั้ง
หลายวันผ่านไปอีกครั้งหนึ่ง
บ่มเพาะ, ลับคม, รับรู้…
แม้ว่าจะดูน่าเบื่อ แต่หลินหมิงก็ทุ่มเทจิตใจของเขาอย่างสมบูรณ์
ไม่มีการแบ่งแยกกลางคืนหรือกลางวันในหุบเขามรณะ ถ้าหลินหมิ
งนับอย่างตั้งใจแล้ว เช่นนั้นเขาสามารถจำเวลาและวันที่ได้ แต่ถ้าเขาทุ่ม
ทุกอย่างในการฝึกฝนแล้ว มันก็เป็นเรื่องง่ายที่จะสูญเสียเวลา
หลินหมิงตกอยู่ในภวังค์ ผมของเขายาวขึ้นเรื่อยๆจนเกือบถึงเอว
สำหรับผมของเสี่ยวหมัวเซียนนั้น มันจะไหลลงมาเหมือนน้ำตกสีดำที่
งดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้และเกือบแตะพื้นดิน
ในขณะที่เขาและเสี่ยวหมัวเซียนได้รับการบ่มเพาะ มันก็เกือบจะไป
ถึงจุดสูงสุดของขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์ช่วงปลายแล้ว พวกเขาห่างเพียงก้าว
เดียวจากการทะลวงเข้าสู่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์!
ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์กับขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่ นัก
สู้จำนวนมากของแดนเทวะต้องใช้เวลาหลายร้อยปีหรือหลายพันปีในการ
ฝ่าฟันมัน แม้แต่หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย
นี้ได้ในชั่วข้ามคืน พวกเขาต้องการการสะสมจำนวนมาก
พรวดด!
โลหิตสีเงินแวววาวกระเซ็นออกมาจากปากของราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์ พ่นลงบนคริสตัลสีม่วงและย้อมมันด้วยสีเงิน
นักสู้วิญญาณหลายคนมีโลหิตเงินที่เปล่งประกายเหมือนปรอท
“ผู้อาวุโส!”
หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนร้องออกมาด้วยความตกใจ หลังจาก
เสร็จสิ้นการบดขยี้วิญญาณเมื่อครู่ ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ก็ได้พ่น
โลหิตเต็มปาก เห็นได้ชัดว่าเขาผลาญพลังงานมากเกินไปและทำให้แหล่ง
พลังชีวิตของเขาเสียหาย
ด้วยชุดของเสียงที่คมชัด รอยแตกเริ่มแพร่กระจายไปทั่วคริสตัลสี
ม่วงที่หุ่อหุ้มราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ รอยแตกเหล่านี้เคยมีมาแล้ว แต่
ตอนนี้มันกว้างขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่าคริสตัลสีม่วงจะแตกสลายในเวลาใดก็
ได้
“ข้าไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ… ร่างกายของข้า… ดีพอ…”
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์เสียงอ่อนแอและเลือนลาง คริสตัลสีม่วง
ที่เขาผนึกไว้เป็นคริสตัลวิญญาณชั้นดีซึ่งคล้ายกับหยกเก้าตะวันของมนุษย์
คริสตัลวิญญาณนี้ใช้เพื่อรักษาพลังชีวิตของราชันสวรรค์หมอก
ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมันแตกเป็นเสี่ยงๆแล้ว มันจะเป็นเรื่องยากสำหรับราชัน
สวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ที่จะอยู่ต่อไป แม้ว่าเขาแทบจะเกือบเอาชีวิตไม่รอด
แต่เขาก็จะไม่สามารถต้านทานการระเบิดของกระแสพลังงานปีศาจได้อีก
ในแง่ของความแข็งแกร่ง ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันนั้น
อาจเทียบเท่าเพียงราชันพิภพสามัญ!
“ผู้อาวุโส ท่านถึงขีดจำกัดแล้ว เจ้าไม่สามารถช่วยเราบ่มเพาะ
วิญญาณได้อีกต่อไป” เมื่อเห็นตัวตนสูงสุดจบลงในสถานการณ์เช่นนี้
หลินหมิงก็ไม่รู้สึกดีเลย
“เจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงข้า สิ่งที่เจ้าต้องทำคือ ฝึกฝนมรดกที่ข้าได้
ถ่ายทอดให้เจ้าด้วยความสามารถของเจ้า ในชีวิตของข้า ข้าไม่ต้องการมี
ความเสียใจก่อนที่ข้าจะตาย”
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ยืนกราน “มาหาข้าอีกสิบวันนับจาก
นี้…”
หลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียนมองหน้ากัน มองเห็นความหมดหนทาง
ในสายตาของอีกฝ่าย ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์จะไม่ฟังพวกเขา
หลินหมิงหันหลังไป และในเวลานี้ ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์เรียก
เขาอีกครั้ง
“ผู้เยาว์ เจ้าจะไปรับรู้สุสานสัตว์อสูรเทวะอีกครั้งใช่หรือไม่?”
“ขอรับ” หลินหมิงพยักหน้า
“เจ้า… ค่อนข้างมีความเพียร…” ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์
หัวเราะเบาๆ ตั้งแต่คริสตัลสีม่วงเริ่มแตกอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็มี
ชีวิตชีวาน้อยลง
“ผู้เยาว์เอ่ย เจ้ารู้หรือไม่… นานเพียงใดแล้วที่เจ้าอยู่ในหุบเขา
มรณะ?”
หลินหมิงส่ายหัว “ข้าไม่รู้เวลาที่แน่นอน แต่น่าจะนานหลายปี…”
“มันเป็นเวลา 7 ปีแล้ว!”
หลินหมิงตกใจ สำหรับตัวตนโบราณเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่นับล้านปี นี่
เป็นเพียงช่วงเวลาชั่วพริบตา แต่สำหรับหลินหมิง อายุ 50 ปีนั่นเป็นเวลา
ที่ยาวนานมาก
“7 ปี… และในช่วงเวลานี้เจ้าก็ไม่เคยหยุดที่จะเข้าฌานผ่านสุสาน
สัตว์อสูรเทวะ นั่นคือการยืนหยัดจนน่าสรรเสริญอย่างแท้จริง…”
ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ชมเชย แต่เมื่อหลินหมิงได้ยินสิ่งนี้เขาก็
ตอบว่า “ผู้อาวุโสสรรเสริญผู้เยาว์เกินไป แต่ข้ารู้สึกว่านี่อาจไม่ใช่คำชม
เลย แต่เป็นคำเตือนว่าผู้เยาว์เสียเวลาในการพยายามเขย่าใบไม้จากต้นไม้
ด้วยเพียงสายลมเบาบางและเกินขอบเขตข้า”
หลินหมิงสามารถมองเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่หลังคำพูดของราชัน
สวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ ในความเป็นจริง ไม่ว่าใครจะมองสิ่งนี้ พวกเขาก็
ย่อมจะไม่คิดว่าเพียงนักสู้ขั้นผันแปรศักดิ์สิทธิ์จะมองผ่านรูปแบบค่ายกล
ที่จ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่าวางไว้ด้วยโครงร่างสัตว์อสูรเทวะนับไม่ถ้วนได้
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ทไได้ มันก็จะเป็นนิยายที่ยอดเยี่ยม
“การปีนขึ้นไปบนเส้นทางแห่งนักสู้เดิมทีก็เป็นการพยายามที่จะ
เขย่าใบไม้จากต้นด้วยสายลมแผวเบา… อย่างน้อย… เจ้าก็มีความกล้าที่
จะลอง…” น้ำเสียงราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ลึกล้ำ
ราวกับว่าคำพูดของหลินหลินทำให้เขานึกถึงความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว
ในที่สุด เขาก็เคยเป็นคนที่พยายามจะเขย่าต้นไม้นั้นโดยไม่มีอะไร
นอกจากสายลมแผวเบา และเมื่อเขาปีนขึ้นไปบนเส้นทางแห่งนักสู้ เขาก็
ได้สะดุดเข้าสู่หุบเขามรณะ
ดังนั้น ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์จึงไม่เห็นด้วยหรือไม่ยอมรับ
ความคิดของหลินหมิง แม้เขาเชื่อว่าหลินหมิงจะไม่อาจรับรู้ถึงสิ่งใดที่มี
ประโยชน์จากสุสานสัตว์อสูรเทวะ แต่เขาก็ยังคงชื่นชมหลินหมิงจากหัวใจ
ในการทำเช่นนั้น
“คำพูดของผู้อาวุโสมีเหตุผล แต่ข้าเชื่อว่าอีกภายในหนึ่งปีหรือราว
สามเดือน ข้าก็จะสามารถเข้าใจสุสานสัตว์อสูรเทวะอย่างทะลุปรุโปร่งได้
แล้ว…”
ในขณะที่หลินหมิงพูดคำเหล่านี้ ราชันสวรรค์หมอกศักดิ์สิทธิ์ก็สะดุ้ง
ตื่นตกใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองที่หลินหมิง เพลิงวิญญาณเต้นรัว
อยู่ในความลึกของดวงตาเขาอย่างไม่สิ้นสุด…