Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1,527 ทะลวงวิหารเต๋า
หลินหมิงตกตะลึงเมื่อเขาได้ยินคำถามของเสี่ยวหมัวเซียน เขาถาม
โดยตอบว่า “เหตุใดเราถึงต้องเป็นศัตรูกัน?”
“ข้าหมายถึง ถ้า” เสี่ยวหมัวเซียนกล่าว ไม่อธิบายมากนัก
หลินหมิงมองดูเสี่ยวหมัวเซียนอย่างแปลกประหลาด ในเวลานี้ นาง
กำลังถามคำถามที่แปลกและน่าประหลาดใจ “สิ่งเหล่านี้ที่เจ้าพูดถึงไม่มี
ความหมายเลย ในสถานการณ์ชีวิตหรือความตายที่สิ้นหวัง เจ้ายังมีกะใจ
ที่จะถามคำถามที่สับสนเช่นนี้ เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?”
สีหน้าของเสี่ยวหมัวเซียนมืดมน นางพูดอย่างเย็นชาว่า “ถ้าเผ่าอสูร
และเผ่าปีศาจยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเผ่ามนุษย์เล่า? ถ้าเผ่าของเราต้องเป็น
ศัตรูกัน เจ้าจะฆ่าข้าหรือไม่?”
คำพูดของเสี่ยวหมัวเซียนทำให้หัวใจของหลินหมิงเย็นเฉียบ เขา
เข้าใจทันทีว่าเสี่ยวหมัวเซียนพยายามจะพูดอะไร
ในสงครามระหว่างมนุษย์กับภูติเทพ พวกอสูรและปีศาจสามารถอยู่
นิ่งๆได้ และถ้าพวกเขาจะเลือกข้าง มันก็ยากที่จะพูดว่าพวกเขาตัดสินใจ
จะเข้าร่วมฝ่ายไหน และในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญในอนาคตของเผ่าอสูร
และเผ่าปีศาจ เสี่ยวหมัวเซียนน่าจะเป็นผู้ปกครองสูงสุดของทั้งสอง
เผ่าพันธุ์!
แม้กระทั่งการถูกตามล่าโดยภูติเทพ มันก็เป็นสิ่งที่มุ่งเป้าไปยังหลินห
มิงเท่านั้น ไม่ใช่เสี่ยวหมัวเซียน หากเสี่ยวหมัวเซียนจะถูกจับโดยภูติเทพ
แล้ว พวกเขาก็จะคิดยังคับให้นางแต่งงาน สำหรับการฆ่านางและยึดเอา
สายเลือดในร่างกายของนางนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับพันธมิตรของสอง
เผ่าพันธุ์แล้ว ประโยชน์ของสายเลือดที่เสี่ยวหมัวเซียนนำมานั้นก็ย่อมไม่
คู่ควรกับการกล่าวถึง
สำหรับการใช้เสี่ยวหมัวเซียนในการเล่นแร่แปรธาตุ นั่นเป็นเพียง
ความคิดของเทียนหมิงจื่อ
“เจ้ากำลังพูดว่า… ราชันสวรรค์รุ่งอรุณปีศาจและจักรพรรดิอสูร
กำลังเอนเอียงไปหาภูติเทพ?” หลินหมิงถาม
“ข้าไม่รู้ และแม้แต่ข้าก็ไม่สามารถเปลี่ยนการตัดสินใจของพวกเขา
ได้”
เสี่ยวหมัวเซียนพูดอย่างจริงจัง
“ข้าเข้าใจ…” หลินหมิงตอบอย่างเงียบงัน เขาเงียบไปนาน แล้ว
จากนั้นเขาก็พูดออกมาอย่างจริงจังว่า “มันเป็นไปไม่ได้ที่ข้าจะให้เจ้า
ทรยศคนของเจ้าเอง ในทำนองเดียวกัน ข้าก็จะไม่สามารถทรยศคนของ
ข้า นี่ไม่ใช่เพียงเพราะโลหิตที่ไหลผ่านเส้นเลือดของข้า แต่เพราะ
ครอบครัวของข้า สหายของข้าอาจารย์ของข้า ทุกคนที่ข้ารู้ พวกเขา
ทั้งหมดเป็นมนุษย์ หากมนุษย์และปีศาจต้องกลายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นใน
ฐานะสมาชิกของมวลมนุษย์ ข้าจะต่อสู้เพื่อพวกเขาจนกว่าจะสิ้นสุด”
หลินหมิงได้รับความเมตตาอันลึกซึ่งจากราชันนิมิตฝันเทวะ และยัง
ได้รับมรดกของทั้งราชันสวรรค์บรรพกาลและราชันสวรรค์ผนึกเทวะ ไม่
ว่าจะเป็นราชันสวรรค์บรรพกาลหรือราชันสวรรค์ผนึกเทวะ ทั้งคู่ต่างก็
ตายอย่างกล้าหาญในการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ของมวลมนุษย์ และหลินห
มิงได้สืบทอดความหวังและความปรารถนาของพวกเขา แล้วเขาจะทรยศ
เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้อย่างไร?
“ถ้ามีวันหนึ่งที่เจ้าและข้าเป็นตัวแทนเผ่าพันธุ์ของเราและไม่มี
เส้นทางเหลือให้พวกเราเดิน ข้าก็หวังได้ว่าเจ้าจะไม่ออมมือ”
หลินหมิงจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเสี่ยวหมัวเซียน ครู่หนึ่ง ดู
เหมือนว่าร่างกายของนางจะสั่น
วิสัยทัศน์ของนางพร่ามัว ดูเหมือนว่านางกำลังหลงทางอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นนางก็พูดช้าๆว่า “ข้าเข้าใจ…”
ความจริงก็คือ เสี่ยวหมัวเซียนรู้คำตอบของคำถามนี้แล้วก่อนที่นาง
จะถามแล้ว นางไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะก็รู้ว่าคำตอบของหลินหมิงว่า
จะเป็นอย่างไร เพราะถ้าเขาตอบอย่างอื่น เขาจะไม่เป็นหลินหมิงที่นาง
รู้จัก
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ถึงแม้ว่านางจะรู้คำตอบ แต่นางก็ยังคงคร่ำ
ครวญกับคำถามนี้และเก็บไว้ในจิตใจ เป็๋นแรงกดดันที่จะอยู่เหนือหัวใจ
ของนางตลอดไป ตอนนี้ นางถามคำถามนี้เพียงเพราะนางต้องการ
ปลดปล่อยมันออกมาจากหัวใจ และโน้มน้าวให้ตัวเองยอมแพ้ต่อความคิด
ทั้งหมดที่เกิดขึ้น
ยอมแพ้…
เสี่ยวหมัวเซียนรู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่อาจอธิบาย
เสี่ยวหมัวเซียนมีความรู้สึกว่าจักรพรรดิอสูรและปู่ของนางได้เข้า
ร่วมกับเผ่าพันธุ์ภูติเทพแล้ว นี่เป็นเพราะวิธีการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเทพ
แท้จริงนั้นเป็นสิ่งล่อลวงที่มากเกินไป!
หลังจากพวกเขาออกจากเส้นทางแห่งอาชูร่าแล้ว สิ่งใดจะรอพวก
เขาอยู่? นางกับหลินหมิงจะไปตามทางของตัวเอง และในครั้งต่อไปที่พวก
เขาเจอกัน พวกเขาจะเป็นศัตรูที่ต้องตายต่อสู้เป็นตายจนถึงที่สุด
เมื่อเสี่ยวหมัวเซียนจินตนาการถึงผลลัพธ์นี้ นางก็รู้สึกว่าหัวใจของ
นางว่างเปล่า และมีอาการเจ็บปวดขณะที่นางพยายามหายใจ
เมื่อหลินหมิงช่วยชีวิตนางในแดนเร้นร้างไพศาล เมื่อพวกเขาใช้เวลา
9 ปีทั้งกลางวันและกลางคืนในหุบเขามรณะ เมื่อพวกเขาจับมือกันเพื่อ
หนีกระแสพลังงานปีศาจ เมื่อพวกเขารีบเข้าสู่ในรูปแบบค่ายกลสุสาน
สัตว์อสูรเทวะ เช่นเดียวกับเมื่อพวกเขาเดินเข้าไปในสุสานของไป่ฉี,
แก้ปัญหาอันตรายมากมายในขณะที่เขาโจมตีศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตน
หลายสิบเท่า…
ฉากทั้งหมดเหล่านี้แล่นผ่านความคิดของนาง ภาพสุดท้ายในใจของ
นางคือเมื่อหลินหมิงตกลงสู่อ้อมแขนของนาง บาดเจ็บสาหัสและทั้งคู่ก็ให้
พลังงานแก่กันและกัน พยายามอย่างเต็มที่ที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ที่
สิ้นหวัง…
ชั่วครู่หนึ่ง ความโศกเศร้าอันขมขื่นก็เพิ่มขึ้นภายในตัวนาง
เสี่ยวหมัวเซียนไม่คิดว่าหลินหมิงจะทรยศต่อมวลมนุษย์ ในทำนอง
เดียวกัน นางจะไม่ทรยศเผ่าพันธุ์ปีศาจ
พวกเขาถึงวาระที่จะไม่มีสิ่งที่ดีมาจากความสัมพันธ์ของพวกเขา
เมื่อเสี่ยวหมัวเซียนหลงทางในความคิดของนาง หลินหมิงก็นั่งต่อ
หน้านางและเงียบตลอดเวลา ท้ายที่สุด เขาไม่ใช่เด็กที่เขาเคยเป็นในอดีต
ที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับความคิดและอารมณ์ของมนุษย์ เขาสามารถคาด
เดาสิ่งที่เสี่ยวหมัวเซียนคิดได้
และเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาสามารถทำได้เพียงนิ่งเฉยได้เท่านั้น
แน่นอน เขาหวังว่าไม่ว่าอสูรหรือปีศาจจะต่อต้านมวลมนุษย์หรือไม่
เสี่ยวหมัวเซียนก็ยังคงจะยืนเคียงข้างเขาพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม ความคิด
นี้เห็นแก่ตัวเกินไปและไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง ดังนั้น หลินหมิงจึงไม่พูด
อะไรและเงียบไว้
“มาบ่มเพาะกันต่อเถอะ แต่ข้าหวังว่าอารมณ์ของเจ้าจะไม่ได้รับ
ผลกระทบ”
เสี่ยวหมัวเซียนมองไปยังแก่นสารของลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรก
กำเนิดต่อหน้านาง ดูเหมือนว่านางไม่สามารถมีสมาธิเลย
หลินหมิงคิ้วขมวด เขากล่าวว่า “อย่าดูดซับแก่นสารลูกแก้วจิต
วิญญาณอนุภาคแรกกำเนิด อารมณ์ปัจจุบันของเจ้าไม่เหมาะสำหรับการ
ทะลวงระดับ”
การทะลวงเข้าสู่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง นัก
สู้หลายคนจะใช้เวลาหลายร้อยปีในการเตรียมตัวสำหรับช่วงเวลานี้ พวก
เขาจะทำพิธีกรรมอันยาวนาน เผาเครื่องหอม สวดอ้อนวอนและ
แม้กระทั่งว่ามีโอกาสที่พวกเขาจะล้มเหลวด้วยซ้ำ ดั่งนั้นจึงมิต้องกล่าวถึง
คนเช่นเสี่ยวหมัวเซียนที่มีอารมณ์สั่นคลอนในขณะนี้ หากนางไม่ผ่านการ
ทะลวงระดับได้ พลังงานจำนวนมหาศาลจะทำให้ร่างกายของนางยุ่งเหยิง
ทำให้นางตกอยู่ในความเสื่อมและทำลายการบ่มเพาะของนางไปส่วนหนึ่ง
“ไม่! ข้าสามารถทะลวงระดับได้!” เสี่ยวหมัวเซียนกล่าวอย่างดื้อรั้น
“อืม… ย่อมได้”
หลินหมิงเห็นด้วย หากเสี่ยวหมัวเซียนมาถึงขั้นตอนนี้ นางก็ย่อมมี
ความสามารถและพรสวรรค์ที่โดดเด่น ในแง่ของการบ่มเพาะ นางไม่ด้อย
ไปกว่าหลินหมิง หลินหมิงไม่ตกังวลกับนางเพราะนางรู้ดีว่าขีดสุดของตน
อยู่ที่ใด
ความคิดของหลินหมิงขยับและข่ายอาคมกระแสเวลาที่ครอบคลุม
พวกเขาถูกลบออกทันที่ ข่ายอาคมกระแสเวลานี้สามารถใช้ในการรักษา
บาดแผล แต่มิสามารถใช้ทะลวงระดับ เพราะถ้าหากเสี่ยวหมัวเซียน
ต้องการที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์ นางต้องรู้แจ้งตัวเองด้วย
กฏของโลก สำหรับหลินหมิง ถ้าเขาต้องการที่จะทะลวงเข้าสู่ 9 ดวงดารา
แห่งวิหารเต๋า เขาต้องการให้วิหารเต๋าภายในร่างกายของตนสอดคล้องกับ
9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าในอวกาศ ไม่มีสิ่งใดเหล่านั้นจะทำให้สำเร็จ
ภายในข่ายอาคมกระแสเวลา
หลินหมิงได้สร้างผนึกหลายสิบขึ้นในขณะที่เขาโคจรเต๋าสวรรค์
อนุภาคแรกกำเนิดโดยดึงโลหิตชีวิตจากแก่นสารของลูกแก้วจิตวิญญาณ
อนุภาคแรกกำเนิด
ปราณโลหิตชีวิตนี้แบ่งออกเป็นสอง ลอยไปทางหลินหมิงและเสี่ยวห
มัวเซียนราวกับงูเหลือม
งูเหลือมนี้มีรูปลักษณ์ดุร้ายและออร่าของมันก็น่ากลัว ร่างกายของ
พวกมันถูกปกคลุมด้วยเกล็ดที่ส่องแสงอย่างชัดเจนด้วยลวดลาย พวกมัน
ไม่ได้ดูเหมือนสิ่งที่เกิดจากโลหิตชีวิต แต่เป็นสัตว์อสูรดุร้ายโบราณที่
แท้จริง
เมื่องูเหลือมเหล่านี้เข้าหาหลินหมิงและเสี่ยวหมัวเซียน พวกเขาทั้ง
สองรู้สึกถึงพลังทั้งหมดของโลหิตชีวิตภายในร่างกายถูกพวกมันดึง ราว
กับว่าโลหิตของพวกเขาต้องการที่จะคำราม
ในช่วงเวลานั้น เสี่ยวหมัวเซียนก็ตัดสินใจกำจัดสิ่งรบกวนทั้งหมด
เนื่องจากนางลงทุนอย่างเต็มที่ในการทะลวงระดับของตัวเอง
นางสามารถรู้สึกถึงความดุร้ายจากแก่นสารของลูกแก้วจิตวิญญาณ
อนุภาคแรกกำเนิดนี้ต่อหน้านาง สิ่งนี้จะไม่ง่ายต่อการดูดซับ หากนาง
ล้มเหลวในการปราบปรามมัน นางก็จะตกอยู่ในความบ้าคลั่ง
จากนั้น หลินหมิงพลิกมือของเขา ปรากฎโอสถขนาดเล็กในฝ่ามือ นี่
คือโอสถเก้าดาราสวรรค์!
โอสถเก้าดาราสวรรค์ถูกกลืนลงไปโดยหลินหมิง ในขณะเดียวกัน งู
เหลือมแห่งแก่นสารลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรกกำเนิดพุ่งเข้าสู่
ร่างกายของหลินหมิง นำมาซึ่งออร่าดุร้ายและเผด็จการ ราวกับว่ามันมา
จากยุคแรกเริ่มและอ้างว้าง
พลังงานนี้ชนเข้ากับเส้นชีพจรของหลินหมิง ดูเหมือนว่ามันจะกวาด
ล้างหลอดเลือดดำของเขาและแยกร่างของเขาออกได้!
ในอเวจีปีศาจอมตะ หลินหมิงและมู่เชียนเสวียได้ดูดซับ 10%
เท่านั้น แต่ตอนนี้ ในสุสานของไป่ฉี หลินหมิงได้นำ 20% ของพลังงาน
แก่นสารนี้เข้าสู่ร่างกายของเขา
งูเหลือมโบราณทำลายร่างกายของหลินหมิง แต่ในเวลานี้ พลังมังกร
ที่แท้จริงของหลินหมิงปะทุออกมาอย่างดุเดือด ปราบปรามด้วยพลังอัน
ล้นเหลือ!
ด้วยโลหิตชีวิตของเขาเอง หลินหมิงได้ปราบปรามพลังแก่นสารของ
ลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรกกำเนิดที่เขากลืนเข้าไป ในช่วงเวลานั้น
พลังงานทั้งหมดของหลินหมิงพุ่งเข้าหาเก้าจุดบนร่างกายของเขา ดู
เหมือนจะก่อตัวเป็นไข่มุกโลหิต!
เก้าจุดเหล่านี้บนร่างกายของหลินหมิงดูเหมือนจะสะท้อนด้วยพลังที่
แปลกประหลาดและไม่รู้จักในท้องฟ้าที่ไร้สิ้นสุด หลินหมิงรู้สึกว่าสายตา
ของเขาเลือนหายไป และในวินาทีต่อมาเขาก็มาถึงในพื้นที่สีดำสนิท
พื้นที่นี้ว่างเปล่า มีเพียงดาว 9 ดวงเท่านั้นที่ลอยสูงอยู่ ดาว 9 ดวงนี้
ถูกจัดเรียงในลักษณะที่แปลกประหลาด โรยแสงดาวที่ไร้สิ้นสุดลงมา ส่อง
แสงไปทั่วโลก
เมื่อแสงดาวส่องสว่างยังหลินหมิง เขาก็รู้สึกได้ว่า เนื้อหนัง โลหิต
และกระดูกของเขาทั้งหมดยื่นออกมา รูขุมขนและจุดชีพจรทั่วร่างกาย
ของเขาเปิดโดยอัตโนมัติเพื่อกลืนแสงจากดาวทั้งเก้านี้ เมื่อแสงดาวนี้ส่อง
เข้ามาในร่างกายของเขา มันก็ตามมาด้วยพลังงานมหาศาล ดูเหมือนว่า
มันจะไร้สิ้นสุด!
ภายใต้พลังอันแข็งแกร่งนี้ หลินหมิงรู้สึกได้ว่าเนื้อหนัง สายเลือด
เส้นชีพจร ทุกอย่างที่อยู่ภายในตัวเขาเปลี่ยนแปลงไป กายหยาบของเขามี
พละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ครั้งแรกที่หลินหมิงได้เห็นขอบเขตของ 9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าก็
คือเมื่อเขาดูดซับโลหิตชีวิตของหัวใจจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ในอเวจีปีศาจ
อมตะ จากนั้น เมื่อเขาดูดซับแก่นสารของลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรก
กำเนิด เขาก็ได้สัมผัสกับธรณีประตูของ 9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋า
ในเวลานั้น หลินหมิงอายุ 34-35 ปีเท่านั้น ตอนนี้ เขาอายุมากกว่า
50 ปีแล้ว ผ่านมากว่า 20 ปี
ในช่วง 20 ปีที่มีการสะสม หลินหมิงยังคงติดอยู่ใต้ 9 ดวงดาราแห่ง
วิหารเต๋า โชคทุกประเภทที่บังเอิญได้รับถูกรวบรวมโดยเขาอย่างช้าๆ
ทั้งหมดก็เพื่อวันนี้!
ถึงกระนั้น หลินหมิงก็ยังจะมีโอกาสเพียง 10% ในการทะลวงเข้าสู่ 9
ดวงดาราแห่งวิหารเต๋า!
ในความว่างเปล่าอันมืดมิดนี้ หากหลินหมิงดึงดาวดวงหนึ่งลงจาก
ท้องฟ้าและปรับแต่งมันให้เป็นวิหารเต๋าในตัวเขาได้แล้ว เขาก็จะก้าวเข้าสู่
9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าอย่างแท้จริง!
9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋าที่หลินหมิงเห็นนั้นไม่ได้เป็นภาพมายา
เหนือหลินหมิงที่นั่งอยู่ มันมีดาว 9 ดวงที่สาดแสงลงมา แม้แต่เสี่ยวหมัว
เซียนก็ยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
“9 ดวงดาราแห่งวิหารเต๋า มันเป็น 9 ดวงแห่งวิหารเต๋าอย่าง
แท้จริง!”
ดวงตาของเสี่ยวหมัวเซียนสว่างขึ้น ตัวนางยังไม่สามารถผ่านการ
ทะลวงระดับได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเพราะนางขาดการสะสมหรือ
เพราะอารมณ์ของนางอยู่ในความสับสนวุ่นวาย แม้ว่านางจะสามารถ
ปราบปรามแลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรกกำเนิดภายในร่างได้ แต่นางก็
ยังคงห่างหนึ่งลมหายใจจากการก้าวเข้าสู่ขั้นผู้ปกครองศักดิ์สิทธิ์