Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,075 พิธีสถาปนา
“หลินหมิง! ฮ่าฮ่า!” ชาวมนุษย์ราชันสวรรค์เหาะมาหาเขาหลายร้อย
ไมล์ในครู่เดียว
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
จักรพรรดิสักกะมองหลินหมิงอย่างรวดเร็วเพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่มี
ปัญหาใหญ่
“ฮ่าฮ่า!”
ราชันสวรรค์เอกภพอนันต์ตบไหล่ของหลินหมิง วันนี้จะถูกบันทึกไว้
ในประวัติศาสตร์ของชาวมนุษย์ วันแห่งการรำลึก
ภายใน 10 วัน หลินหมิงได้เอาชนะราชาเทพขุนพลสวรรค์ด้วยการ
บ่มเพาะขึ้นราชันสวรรค์และต่อสู้กับราชาเทำขนวิหคเหินหาวจนเสมอ
ตลอดหมื่นล้านปีที่ผ่านมาของประวัติศาสตร์ใน 33 สวรรค์ บันทึก
ดังกล่าวไม่เคยมี
ก่อนหน้านี้เมื่อหมื่นล้านปีก่อน เมื่อตัวตเช่นจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า
และจักรพรรดิอมตะอยู่ในขั้นราชันสวรรค์ต้น มันก็ไม่เป็นที่รู้จักว่าความ
แข็งแกร่งของพวกเขาเป็นเช่นใด
ในเวลานี้ กลุ่มกองเรืออวกาศของชาวมนุษย์ต่างตื่นเต้นไปด้วยความ
คลั่งไคล้! ทุกคนตะโกนชื่อของหลินหมิง เสียงของพวกเขาก่อตัวเป็นคลื่น
ที่ไม่รู้จบ
ในมหาภัยพิบัติ เมื่อชาวมนุษย์กำลังจะตีโต้และทวงคืนแดนเทวะ สิ่ง
ที่พวกเขาต้องการคือวีรบุรุษที่เป็นขวัญกำลังใจ
“หลินหมิง สามวันต่อจากนี้มาจัดงานฉลองกันเถิด” ในเวลานี้ นิมิต
ฝันเทวะได้มาถึงที่ด้านข้างของหลินหมิงเช่นสายลมเย็น ร่างกายของนาง
มาพร้อมกับกลิ่นหอมและราชันสวรรค์ที่อยู่รายล้อมเปิดทางให้นางอย่าง
รวดเร็ว
“งานฉลองเช่นนั้นหรือ?” หลินหมิงส่ายหัว “ไม่จำเป็น”
หลินหมิงไม่ต้องการเข้าร่วมงานฉลองดังกล่าว ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาไม่
ต้องการเสียเวลา และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเฉลิมฉลอง เฉพาะเมื่อพวกเขา
ฆ่าจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลได้แล้ว งานฉลองจึงจะมีความหมาย
“มันมีความหมาย” นิมิตฝันเทวะกล่าวเสียงเบาว่า “งานฉลองนี้จะ
เป็นพิธีสถาปนาที่ซึ่งเจ้าจะได้รับสมญานามราชันสวรรค์ของตนเอง
สำหรับผู้ทรงพลังชาวมนุษย์ พิธีสถาปนานี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งไป
กว่านั้น… พิธีสถาปนาของเจ้าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวมนุษย์อย่าง
มาก!”
สมญานาม?
หลินหมิงรู้สึกประหลาดใจ ในอดีต เมื่อเขาผจญภัยผ่านทวีปนภาริน
ไหล เขาได้รับสมญานามเช่น ‘เทพปีศาจ’, ‘อาชูร่า’ และอื่นๆ แต่สิ่งเหล่านี้
เป็นเพียงการให้เกียรติซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขามากนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นราชันสวรรค์ สมญานามคือสิ่งจำเป็น
ราชันสวรรค์ชาวมนุษย์เกือบทุกคนมีสมญานามของตนเอง และ
หลังจากที่ได้รับสมญานามนี้ พวกเขามักจะใช้มันแทนชื่อของตนเอง
ตัวอย่างเช่น ราชันสวรรค์นิมิตฝันเทวะ, ราชันสวรรค์เอกภพอนันต์,
ผู้อาวุโสสามภพ, ราชาปีศาจมืดและอื่นๆ แม้แต่เสี่ยวหมัวเซียนเองก็ยัง
ได้รับสมญานามราชันสวรรค์เทพธิดาปีศาจหลังจากทะลวงเข้าสู่ขั้นราชัน
สวรรค์
สำหรับชื่อดั้งเดิมของเสี่ยวหมัวเซียน จีเซียนเอ๋อร์ก็มีเพียงคนเดียว
เช่นหลินหมิงและคนกลุ่มน้อยที่จะมีคุณสมบัติที่จะเรียกเช่นนั้น
ศิษย์ของตำหนักเทพธิดาปีศาจเรียกว่าเสี่ยวหมัวเซียนเป็นราชัน
สวรรค์เทพธิดาปีศาจ
ผู้เยาว์ชาวมนุษย์จำเป็นต้องมีวิธีในการอ้างถึงราชันสวรรค์ พวกเขา
ไม่สามารถเรียกราชันสวรรค์ด้วยชื่อจริง นั่นจะเป็นการกระทำที่ไม่เคารพ
ยิ่งกว่านั้น ราชันสวรรค์ยังเป็นตัวตนสูงสุดของผู้คนตนเอง ชื่อของ
พวกเขาจำเป็นต้องแสดงถึงศักดิ์ศรีของบทบาทพวกเขาในฐานะผู้ทรงพลัง
และชื่อดั้งเดิมของพวกเขาอาจไม่มีความสง่างามเช่นนั้น อันที่จริงมันอาจ
ฟังดูธรรมดามากด้วยซ้ำ
นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดหลังจากผ่านไปนานผู้คนจะใช้สมญานามของ
ราชันสวรรค์เพื่ออ้างถึงพวกเขา
ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าสมญานามมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อราชัน
สวรรค์
ในปัจจุบัน หลินหมิงต้องการเพิ่มพูนศักดิ์ศรีนี้ เพราะเขาเป็นผู้ที่
สมควรได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวมนุษย์!
ตำแหน่งผู้นำทางชาววิญญาณคือบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ อาจเรียกได้ว่า
เป็นความเชื่อที่นักสู้ชาวมนุษย์ทุกคนยึดถืออยู่ในใจของพวกเขา
สำหรับนักสู้หลายคน หลินหมิงนั้นเกือบจะเป็นตัวตนที่มิอาจเทียบ
ถ้าหลินหมิงแข็งแกร่งแล้ว เช่นนั้นขวัญกำลังใจก็จะสูงขึ้น ถ้าหลินหมิ
งอ่อนแอ ขวัญกำลังใจในการทำงานก็จะดิ่งลง
นามของความเชื่อที่จะให้นักสู้เหล่านี้เก็บไว้ในใจย่อมควรจะเป็นที่
เคารพสักการะ
ผู้กล้าหลิน, ปราชญ์หลิน, ผู้อาวุโสหลิน, วีรชนหลิน, สมญานาม
เหล่านี้ไม่เหมาะสม
เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ หลินหมิงก็เชื่อแล้วว่าสมญานามคือสิ่งจำเป็น
ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า “เช่นนั้นข้าจะต้องรบกวนผู้อาวุโสนิมิตฝันเท
วะเพื่อช่วยจัดการเรื่องนี้…”
….
ในขณะที่ชาวมนุษย์กำลังพิธีสถาปนาของหลินหมิง ราชาเทพขนวิหค
เหินหาวได้เปิดใช้การเคลื่อนย้ายทางไกลและผ่านห้วงอวกาศหลายร้อย
ล้านไมล์ นางเหาะไปอย่างรวดเร็วสู่ตำหนักจิตวิญญาณสีขาวซึ่งอยู่ลึกเข้า
ไปในอวกาศ
มีเพียงชิงเหลียนเท่านั้นที่อยู่ในตำหนักนี้ รออย่างใจจดใจจ่อ
“ท่านอาจารย์!”
เมื่อเห็นขนวิหคเหินหาวเหาะมาอย่างรวดเร็ว ชิงเหลียนก็รีบคารวะ
นาง ขณะที่นางเห็นร่างของขนวิหคเหินหาว นางก็ตกใจ
ในเวลานี้ ขนวิหคเหินหาวยังคงสภาพร่างแปลงอยู่ตลอดเวลา หลัง
ของนางถูกปกคลุมไปด้วยโลหิตและขนของนางก็ถูกฉีกขาดหลายจุด
“ข้าไม่เป็นไร นี่เป็นเพียงบาดแผลภายนอก”
ช่วงเวลาที่ขนวิหคเหินหาวได้บินเข้าไปในตำหนัก นางได้ทำการ
เปลี่ยนกลับร่างเดิม ร่างกายที่เปลือยเปล่าของนางร่อนลงบนพรมใหญ่ที่
เรียงราย ผิวสีขาวหิมะอาบด้วยโลหิต
เมื่อเห็นบาดแผลเหล่านี้ ชิงเหลียนก็หวาดกลัว นางไม่กล้าเชื่อสายตา
ตัวเอง “นี่… บาดแผลเหล่านี้… เกิดจากหลินหมิงเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่แล้ว…” ขนวิหคลอยพยักหน้า
“ท่านอาจารย์… ท่านพ่ายแพ้?” ชิงเหลียงพูดด้วยเสียงไม่อยากจะ
เชื่อ เป็นการยากมากอยู่แล้วสำหรับนางที่จะยอมรับว่าหลินหมิงมี
ความสามารถในการต่อสู้กับราชาเทพขนวิหคเหินหาว และสำหรับ
เอาชนะและทำให้นางบาดเจ็บสาหัสได้นั้น ชิงเหลียนก็คิดว่ามันเป็นไป
ไม่ได้
นี่มันไร้สาระเกินไป!
“ข้ามิได้พ่ายแพ้ แต่ก็มิได้ชนะ บาดแผลของหลินหมิงนั้นหนักกว่า
ของข้า” ขนวิหคเหินหาวพูดเสียงเบา คลื่นลูกใหม่จะมาแทนที่คลื่นลูกเก่า
เสมอ ความแข็งแกร่งของหลินหมิงทำให้นางตกตะลึง
“เตรียมโอสถให้ข้า”
ถึงแม้ว่าขนวิหคเหินหาวจะบ่มเพาะกายผันแปรของชาวภูติเทพ แต่
ความสามารถในการฟื้นฟูของนางนั้นก็ด้อยกว่าขุนพลสวรรค์ มาก นี่คือ
ความแตกต่างของสายเลือดพวกเขา เมื่อขุนพลสวรรค์ต่อสู้กับหลินหมิง
ความสามารถในการฟื้นฟูของเขานั้นเหนือกว่าวิหารเต๋าแรกกำเนิดชีวิต
ของหลินหมิง
ในความจริงแล้ว ราชาเทพขุนพลสวรรค์นั้นมิได้อ่อนแอ พลังของเขา
อยู่ในความทนทานและความสามารถในการฟื้นฟูที่เกินกว่าหลินหมิง
ขุนพลสวรรค์สามารถต่อสู้อย่างดุเดือดได้เป็นร้อยวันโดยยังมิได้
ผลาญพลังไปทั้งหมด พลังโลหิตของเขานั้นแข็งแกร่งกว่าของสัตว์อสูรเท
วะและในการต่อสู้ธรรมดา เขาจะฟื้นพลังงานได้มากกว่าที่ใช้ไป เขามิอาจ
บาดเจ็บได้อย่างง่ายดายและถึงแม้ว่าจะเป็น แต่เขาก็ยังจะไม่เป็นไร ยิ่ง
เขาต่อสู้ เขาก็จะยิ่งแข็งแกร่ง จนกระทั่งถึงเวลาที่คู่ต่อสู้ของเขาทรุดลง
แต่น่าเสียดายที่เขาตกอยู่ในกับดักของหลินหมิง เขาพ่ายแพ้อย่าง
รวดเร็วโดยหลินหมิงในช่วงเวลาสั้นๆ และไม่สามารถแสดงข้อได้เปรียบ
ของตน
อาจกล่าวได้ว่าขุนพลสวรรค์พ่ายแพ้ด้วยความเสียใจมากมาย
เทพแท้จริงไม่ชำนาญในทุกด้าน ขนวิหคเหินหาวเหนือกว่าขุนพล
สวรรค์ในหลายๆด้าน แต่นางก็ล้าหลังด้านความสามารถในการฟื้นฟู
หลังจากได้รับบาดแผลหนัก นางต้องการการสนับสนุนด้วยโอสถเพื่อช่วย
ให้นางฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ร่างเปลือยเปล่าของนางก้าวลงไปในอ่างหยก เมื่อผิวขาวหิมะของ
นางจมลงไปในสารละลายโอสถสีเขียว มันก็เหมือนหยกขาวที่ถูกฝังอยู่ใน
มรกตเหลว
นางเงียบงันไป
นางไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในอนาคตของทั้ง 33 สวรรค์ และนางก็ไม่รู้
ว่าจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลจะทำอย่างไรเมื่อเขาออกจากการปิดด่าน
และนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจักรพรรดิวิญญาณกำลังวางแผนในสิ่งใด
นางรู้ตัวชัดเจนว่าด้วยความแข็งแกร่งของนาง มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่
นางจะเปลี่ยนจากตัวหมากไปเป็นผู้เล่น
เดิมทีมันคือจักรพรรดิวิญญาณและจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลที่
เล่นกันเอง ตอนนี้ หลินหมิงได้เข้าร่วมจากด้านข้างแล้ว
สำหรับวิธีการเล่นเกมนี้ นางก็มองไม่เห็น
หากนางไม่เห็นทิศทางที่เกมนี้กำลังเล่นอยู่ การทำสิ่งใดจึงจะเป็นสิ่ง
ที่อันตรายอย่างยิ่ง ยิ่งกว่านั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานางรู้สึกเหนื่อยมาก
ขึ้นและต้องการถอนตัวมานานแล้ว
นางไม่ต้องการที่จะเป็นตัวหมาก แม้ว่านางจะเป็นตัวหมากที่สำคัญ
ที่สุดบนกระดาน แล้วอย่างไรเล่า?
ในฐานะเทพแท้จริง ความจริงก็คือน างไม่จำเป็นต้องผูกมัดตัวเอง
กับใคร
เมื่อถึงระดับของเทพแท้จริง หากมินับผู้ที่ซ่อนเร้นซึ่งไม่มีใครรู้ว่า
พวกเขามีอยู่จริงหรือไม่แล้ว พวกเขาน่าจะมีทั้งหมดประมาณ 10 แต่
สำหรับขีดสุดความแข็งแกร่งของคนเหล่านี้ มันก็ไม่มีใครรู้เช่นกัน
ความแข็งแกร่งของจักรพรรดิวิญญาณและจักรพรรดิภูติเทพฟ้า
บันดาลเองก็เป็นปริศนาเช่นกัน
ขนวิหคเหินหาวเพียงตะหนักได้อย่างเลือนราง นอกจากจักรพรรดิ
ภูติเทพฟ้าบันดาลและจักรพรรดิวิญญาณแล้ว เทพแท้จริงอื่นๆก็มี
แนวโน้มที่จะเป็นเทพแท้จริงต้น
ขนวิหคที่ทะยานไม่เคยต่อสู้กับจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลหรือ
จักรพรรดิวิญญาณ ดังนั้นนางจึงไม่เห็นขีดความแข็งแกร่งของพวกเขา
นางไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นเทพแท้จริงกลางหรือเทพแท้จริงปลายหรือไม่
ทั้งหมดที่นางรู้ก็คือ นางมิอาจเป็นคู่มือของคนใดเลย…
…….
ในเวลานี้ ในตำหนักเทพธิดาปีศาจ –
ที่ชั้นบนของตำหนักเทพธิดาปีศาจ บนเตียงอันอบอุ่นภายในห้องพัก
ของเสี่ยวหมัวเซียน หลินหมิงถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นหอม เพลิดเพลินกับ
ความอบอุ่นที่เขาไม่ได้รู้สึกมานาน
มู่เชียนหยี่แนบหน้าอกอย่างเงียบๆเพื่อฟังเสียงหัวใจที่ทรงพลังของ
เขา สำหรับฉินซิงเซวียน นางกอดแขนของหลินหมิง ขดตัวเหมือนลูกแมว
น้อยนอนหลับ
สำหรับเสี่ยวหมัวเซียน นางพิงด้านข้างหลินหมิง ยืดนิ้วที่
ละเอียดอ่อนและวาดวงกลมบนหน้าอกของเขา
ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขนี้ มันทำให้หญิงทั้งสามรู้สึกถึงความพึง
พอใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
โดยธรรมชาติแล้ว หลินหมิงก็พอใจเช่นกัน
ความจริงก็คือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลินหมิงได้ไล่ตามเส้นทาง
แห่งนักสู้และพยายามรักษาอนาคตของชาวมนุษย์ไว้ เขาใช้เวลาและ
พลังงานเกือบทั้งหมดไปในสองเรื่องนี้ ในใจของเขา ความปรารถนา
ระหว่างชายและหญิงไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากนัก
อย่างไรก็ตาม หลังจากถูกแยกจากกันเป็นพันๆปีแล้ว การได้รวมตัว
กับหญิงที่เขารักมากที่สุดในชีวิต ความอบอุ่นและความสุขที่กลับมาไม่
สามารถแสดงออกได้ด้วยคำว่า ‘ปรารถนา’ เพียงอย่างเดียว
หลังจากช่วงเวลาที่ไม่รู้จัก มู่เชียนหยี่ก็ลืมตา ทันใดนั้นนางก็พูดว่า
“หลินหมิงข้าต้องการบุตร…”
มู่เชียนหยี่ทำให้หลินหมิงตกใจ ฉินซิงหยวนเองก็ยังตื่นขึ้นมาทันที่
ดวงตาสีดำสนิทของนางเปล่งประกายขณะที่มองหลินหมิง
“ข้าต้องการด้วย…” ใบหน้าของฉินซิงเซวียนแดงระเรื่อ
เสี่ยวหมัวเซียนหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะที่ขี้เล่นและเป็นมิตรนี้ทำให้
ฉินซิงเซวียนและมู่เชียนหยี่เขินอายมากขึ้น
ในอดีตเมื่อหลินหมิงอยู่ในแดนเบื้องล่าง เขาได้ถูกไล่ล่าโดยเหยี
ยงอวิ๋น ในระหว่างนั้น เขาเสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน และด้วยความ
แข็งแกร่งที่จำกัดและความปรารถนาที่จะต่อสู้กับโชคชะตา หลินหมิงก็ไม่
พร้อมที่จะให้กำเนิดผู้ใดมาสู่โลก
นี่เป็นเพราะเขาไม่สามารถให้สภาพแวดล้อมในการดูแลและฝึกฝน
บุตรของตนเอง
เมื่อเขาอยู่กับฉินซิงเซวียนและมู่เชียนหยี่ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะร่วมรัก
กันมาหลายครั้ง แต่เขาก็ยังกักขังแหล่งกำเนิดชีวิตของตนไว้เพราะไม่
ต้องการให้กำเนิด
หลังจากนั้น เมื่อหลินหมิงอยู่ในเส้นทางแห่งอาชูร่ากับเสี่ยวหมัว
เซียน เขาก็ไม่ต้องการมีบุตรด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต่างออกไปคือ
หลินหมิงมีสายเลือดแตกต่างจากเสี่ยวหมัวเซียนและเป็นเรื่องยากมากที่
นางจะตั้งครรภ์ หลินหมิงคิดว่าโอกาสที่นางจะตั้งครรภ์เกือบจะเป็นศูนย์
ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจมากเกินไป อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยคิดเลยว่า
หลังจากออกจากเส้นทางแห่งอาชูร่าแล้ว เขาจะให้กำเนิดเป็นหลินฮวงมา