Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,092 7000 ปี
“หลินหมิง! มันเป็นเจ้า!?”
มู่เชียนเสวียพูดด้วยกระแสเสียง เสียงของนางสั่นเทาด้วยความ
ตื่นเต้น 7000 ปีก่อนหลังจากมู่เชียนเสวียและหลินหมิงแยกจากกัน นางก็
คิดว่าหลินหมิงตายไปแล้ว จากนั้นเมื่อชาวมนุษย์เข้าสู่จักรวาลรกร้าง มู่
เชียนเสวียก็จากไปเพื่อแสวงหาโชคของนาง
นางไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อนางหวังว่าการรอดชีวิตของหลินหมิงใกล้จะ
หมดหวังแล้วนั้น นางจะได้พบกับเขาในอเวจีทมิฬภายใต้สถานการณ์
เช่นนี้
เนื่องจากทักษะเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของหลินหมิง มันจึงยาก
สำหรับนางที่จะระบุตัวตนที่แท้จริงของเขา เหตุผลที่นางถามคำถามนี้ มัน
ก็มาจากสัญชาตญาณและตำหนักสวรรค์บรรพกาล
“ศิษย์พี่หญิง มันคือข้าเอง”
หลินหมิงตอบ อารมณ์พลุ่งพล่าน
ในขณะที่เขาตอบกลับ เขาก็ได้ใช้เสียงต้นฉบับของตนแล้ว จากนั้น
หัวใจของมู่เชียนเสวียก็สั่นเทาและน้ำตาก็เริ่มไหลรินที่มุมของดวงตา
และในเวลานี้ ด้านข้างหลินหมิง สมาชิกของกองทัพกบฏคนอื่นๆ
เห็นได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหลินหมิงกับหัวหน้าใหญ่นั้นไม่ธรรมดา
พวกเขาเป็นพี่น้องกันหรือไม่?
หรือบางทีอาจเป็น… คู่รัก?
ชายวัยกลางคนรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อยที่กลุ่มของตนเข้ามาอยู่ในฉากนี้
แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ไม่รู้วิธีแก้ตัว เขารอจนกระทั่งมู่เชียนเสวียโบกมือ
แล้วพูดว่า “พวกเจ้าไปได้”
เช่นนี้ พวกเขาจึงขอตัวและเริ่มจากไป
“เจ้าได้สร้างความชอบอย่างยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ หลังจากนี้ค่อยไปยังหอ
บำเพ็ญคุณและรับรางวัลของเจ้า แต่ละคนได้รับคะแนนสะสม 1,000
คะแนน” มู่เชียนเสวียกล่าวอย่างเฉยเมย เมื่อสมาชิกของกองทัพกบฏได้
ยินเรื่องนี้ พวกเขาก็ตกตะลึงในตอนแรกและจากนั้นก็ดีใจมากทันที่
พวกเขาแสดงความขอบตุณอย่างรวดเร็วสำหรับความมีน้ำใจนี้ และ
จากนั้นก็ไปยังอาคารสูงตระหง่าน นี่คือหอบำเพ็ญคุณที่มู่เชียนเสวียพูดถึง
หลินหมิงดูสิ่งนี้จากด้านข้าง มันเป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่เขา
สามารถบอกได้จากความยินดีอย่างสุดหัวใจของคนเหล่านี้ว่าคะแนน
สะสม 1,000 คะแนนเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก นี่ก็
หมายความว่ากองทัพกบฏใช้ ‘คะแนนสะสม’ เหล่านี้เป็นรากฐานสำหรับ
ระบบรางวัลที่สมบูรณ์
สำหรับมู่เชียนเสวียที่สร้างระบบดังกล่าวและกระจายออกไป และ
แม้กระทั่งให้ทุกคนเห็นด้วยกับมันสุขและรักษามันไว้ ใครๆก็เห็นว่านาง
ฉลาดมากในวิธีการของตน
ความจริงก็คือ การตั้งค่าระบบการให้รางวัลและการลงโทษที่
สมบูรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก หรือไม่ได้จัดตั้งกองบัญชาการที่เป็นความลับ
หรือแม้แต่ควบคุมฝ่ายกบฏและได้รับการสนับสนุน แต่เพื่อทำทุกอย่างให้
สมบูรณ์แบบในรายละเอียด นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปสามารถทำได้ สิ่งนี้
ต้องการคนที่มีทักษะที่ยอดเยี่ยมในการจัดระเบียบและความเป็นผู้นำ ไม่
เพียงแค่นั้น แต่สิ่งนี้ต้องการความแข็งแกร่งที่น่าเกรงขามเป็นฐานะ
รากฐานด้วย มีเพียงคำเดียวที่อธิบายคนเช่นนี้ – หัวหน้าใหญ่!
ในอดีตภายในแดนเทวะ มู่เชียนเสวียเคยเป็นเทพธิดาของแดน
ศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์เรืองรอง แม้ว่านางจะพ่ายแพ้ต่อเทียนหมิงจื่อใน
การต่อสู้ แต่ก็เป็นเพราะอีกฝ่ายฉลาดแกมโกงเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่า
จะในช่วงอายุหรือการบ่มเพาะ เทียนหมิงจื่อก็นำหน้ามู่เชียนเสวีย
ตอนนี้ มู่เชียนเสวียได้หลอมรวมกับจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิงและ
ได้รับชีวิตใหม่ ความแข็งแกร่งของนางจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและนางได้
สร้างขุมกำลังใหญ่ในอเวจีทมิฬที่เหนือยิ่งกว่าแดนศักดิ์สิทธิ์ขนวิหคสวรรค์
เรืองรองในอดีต
หลินหมิงหวนนึกถึงผ้าพันคอสีเหลืองที่กลุ่มกบฏพันบนแขน
ผ้าพันคอสีเหลืองเหล่านี้ถูกปักด้วยบุบผาหกกลีบ และตอนนี้เขาก็
ตระหนักว่านี่เป็นสัญลักษณ์ของเกล็ดหิมะ ซึ่งเป็นภาพที่แสดงถึง ‘หิมะ’
ในชื่อของมู่เชียนเสวีย
“หลินหมิง เราไปพูดคุยกันในตำหนักของข้าเถิด!”
มู่เชียนเสวียกล่าว นางจับมือของหลินหมิงและทั้งสองก็ข้ามขอบฟ้า
ทันทีและมาถึงในตำหนักหยกขาว
เมื่อหลินหมิงเข้ามาในตำหนักนี้ เขาก็สามารถรู้สึกได้ว่ามันน่า
อัศจรรย์ มันยิ่งกว่าตำหนักสวรรค์บรรพกาล และเป็นที่รู้กันว่าหลังจาก
ผนึกข่ายสวรรค์โบราณหลอมรวมเข้ากับตำหนักสวรรค์บรรพกาลแล้ว
ระดับของมันจึงได้ใกล้เคียงกับสมบัติจิตวิญญาณเทพแท้จริง
สมบัติจิตวิญญาณเทพแท้จริงนั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก
“ตำหนักศักดิ์สิทธิ์นี้…”
หลินหมิงอดสงสัยไม่ได้ที่จะถาม
“มันเป็นสิ่งที่ข้าได้รับจากซากแดนปฐมกาล ในปีที่ผ่านมา ข้าได้
สำรวจโลกโบราณและความลับมากมายของโลกวิญญาณ”
มู่เชียนเสวียถอนหายใจขณะที่นางพูด ใน 7,000 ปีที่ผ่านมา นางมี
ประสบการณ์มากมายหลายสิ่ง
“ศิษย์พี่หญิง ความแข็งแกร่งของเจ้าจะก้าวหน้ารวดเร็วถึงเพียงนี้ได้
อย่างไร?” หลินหมิงรู้สึกว่ามู่เชียนเสวียมีการบ่มเพาะขั้นราชันสวรรค์
สูงสุด และนางก็ยังมิได้เป็นราชันสวรรค์สูงสุดสามัญ
ในความเป็นจริง จากราชันสวรรค์สูงสุดถึงเทพแท้จริง มันมีความ
ห่างที่กว้างใหญ่แบ่งพวกมัน และแม้แต่ในหมู่ราชันสวรรค์สูงสุด มันก็ยังมี
ความแตกต่างอย่างมากในความแข็งแกร่ง หากเราต้องแบ่งขอบเขต
เหล่านี้ให้ชัดเจนมากขึ้นแล้ว ผู้หนึ่งจะสามารถอธิบายราชันสวรรค์สูงสุดที่
มีความโดดเด่นที่สุดนั้นไร้เทียมทานในขั้นราชันสวรรค์หรือแม้แต่กึ่งเทพ
แท้จริง
หลินหมิงรู้สึกว่ามู่เชียนเสวียปัจจุบันอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ความ
แข็งแกร่งในปัจจุบันของนางอยู่เหนือกว่าราชันสวรรค์สูงสุดส่วนใหญ่
มู่เชียนเสวียกล่าวว่า “เป็นเพราะสายเลือดของจักรพรรดินีสวรรค์
เสวียนฉิงที่ทำให้ข้าสามารถใช้ทางลัดในการบ่มเพาะได้ ในอดีตเมื่อ
จักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิงเสียชีวิต นางได้กลายเป็นราชันสวรรค์สูงสุด
อยู่แล้ว ยิ่งกว่านั้น ก่อนที่ราชันสวรรค์บรรพกาลจะหลบหนีเข้าไปในอเวจี
ทมิฬ เขาได้ทิ้งพลังและสายเลือดไว้กับนางจำนวนมาก
“หลายพันปีก่อนเมื่อข้าเข้าสู่ซากแดนปฐมกาล ข้าค้นหาดินแดนแห่ง
มรดกของราชาเทพไร้เปรียบโบราณ ในเวลานั้น มีนักสู้หลายคนเข้าไป
และหลังจากช่วงเวลาของการสังหาร ข้าก็สามารถได้รับโชคอันยิ่งใหญ่ที่
นั่น เหตุผลที่ข้าสามารถได้รับโชคนี้ก็เป็นเพราะสายเลือดเทพบรรพกาล
ของจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิง สายเลือดเทพบรรพกาลนั้นสามารถ
สะท้อนกับพันธสัญญาโลหิตที่ทิ้งไว้เบื้องหลังโดยราชาเทพโบราณ มิ
เช่นนั้นข้าคงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ในเวลานั้น เมื่อข้าเข้าร่วมในการล่า
สมบัติ ความแข็งแกร่งของข้าอยู่เพียงปานกลางของผู้ที่เข้าไปด้วย”
มู่เชียนเสวียพูดคำเหล่านี้อย่างเรียบง่าย แต่หลินหมิงรู้ดีว่าในแดน
เร้นลับเช่นนี้ แม้ได้รับประโยชน์จากสายเลือดเทพบรรพกาล แต่นางก็ยัง
ต้องผ่านอันตรายนับไม่ถ้วน เพื่อความอยู่รอดและเป็นผู้ชนะสุดท้ายแดน
เร้นลับ มันต้องการความแข็งแกร่ง สติปัญญาและความกล้าหาญ!
มู่เชียนเสวียกล่าวต่อไปว่า “หลังได้รับโชคจากดินแดนแห่งมรดกนั้น
ข้าก็ใช้เวลาหลายพันปีในการปิดด่าน ภายในดินแดนนั้น มันมีข่ายพลัง
กระแสเวลาที่เร็วกว่าภายนอก 5 เท่า ภายใน 2 หมื่นปี ภายนอกเพียง 4
พันปี ยิ่งกว่านั้น กฎภายในยังมิได้ถูกบิดเบือน ดังนั้นข้าจึงสามารถบ่ม
เพาะภายในได้ ข้าใช้เวลานี้เพื่อหลอมรวมร่างกายและวิญญาณเข้า
ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ก่อน ค่อยๆฟื้นคืนตัวเองไปสู่ความแข็งแกร่งสูงสุดที่
จักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิงเคยครอบครอง จากนั้น ข้าใช้เวลาที่เหลืออีก
2 หมื่นปีเพื่อเรียนรู้รูปแบบค่ายกลและเคล็ดบ่มเพาะต่างๆเพื่อให้ความ
แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เมื่อข้าออกจากการปิดด่าน ความแข็งแกร่งของข้าก็ได้
ก้าวล้ำกว่าจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิงอย่างมากแล้ว”
เดิมทีจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิงเป็นผู้พรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ
เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลในรอบหลายร้อยล้านปี เมื่อนางอยู่ในความ
แข็งแกร่งสูงสุด นางก็มิได้อ่อนแอกว่าจักรพรรดิสักกะในปัจจุบันเลย
สำหรับมู่เชียนเสวีย ภูมิหลังของนางเองก็ไม่ได้แย่เช่นกัน ในขณะที่
วิญญาณของนางหลับไหลในกล่องปัญญาแห่งพระเจ้ามานานกว่า 50,000
ปี ในระหว่างกระบวนการฟื้นสภาพอย่างช้าๆนางก็ถูกหลอมรวมกับออร่า
ของกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า แม้ว่านางจะไม่ถึงขอบเขตของวิญญาณนิ
รันดร์ แต่วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของนางก็มีลักษณะพิเศษอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น เมื่อนางหลอมรวมกับร่างกายจักรพรรดินีสวรรค์เสวียน
ฉิง นางจึงหลอมรวมได้เกือบสมบูรณ์แบบเพราะความจำยอมของ
เจตจำนงจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิง มู่เชียนเสวียใช้เวลา 2 หมื่นปีรวม
กับโชคที่นางได้รับจากการเสี่ยงชีวิต ฟื้นฟูและก้าวข้ามความแข็งแกร่ง
ของจักรพรรดินีสวรรค์เสวียนฉิง นี่เองก็สมเหตุสมผล
“เกิดอันใดหลังจากนั้น?” หลินหมิงถาม
“หลังจากที่ข้ามีความแข็งแกร่งมากพอ ข้าก็ผ่านเข้าสู่กำแพงนิรันดร์
และเข้ามายังอเวจีทมิฬ แผนเดิมของข้าคือสำรวจความลับของอสูรโล
กันต์ ข้าไม่ได้วางแผนที่จะลงมาที่นี่อย่างแท้จริง ท้ายที่สุด ร่างกายของข้า
ก็เป็นของเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลและคงกระตุ้นความสนใจมากเกินไป แต่
หลังจากนั้น ข้าค้นพบว่ากลุ่มเผ่าพันธุ์โบราณจำนวนมากอาศัยอยู่ในอเวจี
ทมิฬ ถ้าข้าเล่นกับพวกมัน ข้าก็จะไม่กระตุ้นความสนใจมากเกินไป ด้วย
เผ่าพันธุ์โบราณที่ถูกกดขี่อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมาโดยอสูรโล
กันต์ พวกเขาก็กำลังจะถูกทำลายล้างอย่างแท้จริง ข้าไม่ต้องการเห็นสิ่งนี้
เกิดขึ้นเพราะเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลมีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อข้า!”
มรดกของราชาเทพโบราณที่มู่เชียนเสวียพบ และแม้แต่จักรพรรดินี
สวรรค์เสวียนฉิงเอง ทั้งสองก็มาจากเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาล ซึ่งเป็น
เผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าพันธุ์โบราณ เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลได้มี
บุญคุณอันยิ่งใหญ่ต่อมู่เชียนเสวีย และตอนนี้เมื่อเผ่าพันธุ์โบราณเผชิญกับ
โชคชะตาเช่นนี้ มู่เชียนเสวียจะยืนเฉยได้อย่างไร?
มู่เชียนเสวียกล่าวว่า “ข้าตัดสินใจทำบางสิ่ง ข้าใช้เวลาหลายร้อยปี
ในการสร้างขุมกำลังในอเวจีทมิฬอย่างช้าๆ จากนั้นก็สร้างลัทธิเทพ
โบราณ ลัทธินี้ในความเป็นจริงนี้บูชาความรุ่งโรจน์ของเผ่าพันธุ์โบราณ
จากหมื่นล้านปีก่อน เทพแห่งลัทธิเทพโบราณนั้นรวมถึงจ้าวแห่งเส้นทาง
อาชูร่าและผู้ทรงพลังอื่นๆของเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาล หลังจากความ
พยายามของข้ามาถึงการบรรลุผล ข้าก็ได้เปิดการจลาจลของเทพโบราณ
“ข้าสร้างแดนศักดิ์สิทธิ์และอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ รูปแบบค่ายกลที่นี่
ทั้งหมดจัดวางโดยข้าและรูปแบบค่ายกลเหล่านี้มาจากมรดกที่ข้าได้รับ
ข้าวางระบบการลงโทษและรางวัล ใช้สมบัติและเคล็ดบ่มเพาะมากมายที่
ข้าได้รับจากดินแดนแห่งมรดกมาเป็นรางวัล ข้าพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อ
สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ใต้บัญชาที่พยายามอย่างดีที่สุด เพื่อให้ได้มาซึ่ง
แต้ม และในเวลาเดียวกันข้าก็ใช้วิธีการต่างๆเพื่อป้องกันสายลับจากการ
แทรกซึม ขนาดของกบฏเทพโบราณนั้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และสมาคมอสูร
ไม่สามารถทำเป็นหลับหูหลับตาได้อีกต่อไป กลับกัน พวกเขาเริ่มระดมผู้
อาวุโสมาล้อมเรา ข้าสงสัยว่าสมาคมอสูรใช้เบาะแสในการรับข้อมูล
เกี่ยวกับข้าอย่างช้าๆ และขณะนี้ สมาคมอสูรส่งกองทหารไปยังเมือง
ทรายทมิฬ ข้าสงสัยว่าอีกไม่นานจะมีระดับเทพแท้จริงปรากฏ…”
ในขณะที่มู่เชียนเสวียพูดจบ หลินหมิงก็เป็นกังวลเช่นกัน สมาคม
อสูรเป็นขุมกำลังใหญ่ และอสูรโลกันต์ระดับสูงมีความแข็งแกร่งที่ไม่อาจ
หยั่งรู้ได้ หากขุมกำลังของมู่เชียนเสวียต้องถูกเปรียบเทียบกัน มันจะไม่มี
อันใดให้กล่าวถึง
อย่างไรก็ตาม สำหรับมู่เชียนเสวียที่จะทำสิ่งเหล่านี้จนบรรลุก็สมควร
ที่จะได้รับการชื่นชม ใช้ความรุ่งโรจน์และความเชื่อกระตุ้นหัวใจของนักสู้
เผ่าพันธุ์โบราณและมอบรางวัลให้พวกเขา เช่นนี้ เผ่าพันธุ์โบราณจะไม่
เสี่ยงทุกอย่างต่อสู้เพื่ออนาคตของพวกเขาได้อย่างไร?
มู่เชียนเสวียได้ลงทุนในทรัพย์สินทั้งหมดสู่กบฏเทพโบราณสำหรับ
การชำระหนีแก่เผ่าพันธุ์เทพบรรพกาลและเพื่อทำความชอบต่อทั้ง 33
สวรรค์
“ผู้อาวุโสระดับเทพแท้จริง…”
หลินหมิงลูบคางของเขา ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขา มัน
คงไม่ยากเกินไปที่จะเอาชนะเทพแท้จริง แต่ การฆ่าพวกมันจะไม่ใช่เรื่อง
ง่าย
แต่โชคดีสำหรับพวกเขา มันยังมีเวลาอีกมาก มู่เชียนเสวียได้ซ่อน
ความแข็งแกร่งของนางไว้อย่างมิดชิด และสมาคมอสูรได้ประเมินความ
แข็งแกร่งของฝ่ายกบฏน้อยเกินไป
“ใช่แล้ว ศิษย์พี่หญิง เสี่ยวหยูเล่า? เมื่อข้าพูดกับเซียนเอ๋อร์ นางบอก
ว่าเจ้านำเสี่ยวหยูมาด้วย”
ในอดีตเมื่อหลินหมิงไปหาเสี่ยวหยูที่เมืองเมืองหลวงโบราณกาล เขา
ได้ซื้อนางจากการประมูลทาสและวางนางไว้ในกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า
นางใช้เวลาส่วนใหญ่ร่วมกับมู่เชียนเสวีย และทั้งสองได้แบ่งปันความรู้สึก
ที่ลึกซึ้งต่อกันและกัน นี่คือเหตุผลที่มู่เชียนเสวียนำเสี่ยวหยูไปด้วยเมื่อ
นางจากมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงเสี่ยวหยู แสงอันสลดใจก็แวบผ่านเข้ามาใน
ดวงตาของมู่เชียนเสวีย ด้วยความกังวลเล็กน้อย นางกล่าวว่า “เสี่ยวหยู…
นางหายตัวไปอย่างฉับพลัน…”