Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,093 พิธีกรรมอสูรโลกันต์
“นางหายตัวไปอย่างฉับพลัน?”
หลินหมิงสับสน เสี่ยวหยูหายตัวไปอย่างฉับพลันได้อย่างไร?
“อืม…” มู่เชียนเสวียส่ายหัว “ข้าไม่รู้ว่านางไปไหน เมื่อข้าผ่าน
กำแพงนิรันดร์ นางก็ยังอยู่กับข้า แต่ขณะที่ข้าก็อยู่ในกำแพงนิรันดร์ นาง
ก็ดูเหมือนจะถูกกระแสวังวนกวาดและหายไป เป็นเวลาหลายปีที่ข้าตาม
หานาง แต่ข้าก็ยังไม่พบข่าวเลย…”
ความเศร้าโศกและความรู้สึกผิดได้ถูกแบกไว้บนไหล่ของมู่เชียนเสวีย
นางรู้สึกว่าตนไม่ได้ดูแลเสี่ยวหยูอย่างดี
“กระแสวังวนมิติ…” หลินหมิงขมวดคิ้ว เสี่ยวหยูเป็นร่างพลังงาน
และในความจริง นางสามารถแนบตัวเองกับมู่เชียนเสวียได้ แต่ถึงแม้จะ
อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ นางกลับถูกพัดพาไปเพราะกระแสมิติปั่นป่วน
แต่มู่เชียนเสวียกลับมิได้เป็นอันใดไปด้วย มันต้องมีบางอย่างผิดปกติ
เกี่ยวกับเรื่องนี้
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
เมื่อเห็นสีหน้าไม่สบายใจของมู่เชียนเสวีย หลินหมิงก็ปลอบนาง
“ศิษย์พี่หญิง เจ้าอาจไม่รู้เรื่องนี้ แต่เสี่ยวหยูเดิมเป็นรูปแบบชีวิตที่กำเนิด
จากผลึกม่วง ถ้านางถูกกระแสวังวนพัดไป นั่นก็มิได้แปลว่ามีอะไรเลวร้าย
เกิดขึ้นกับนาง มันอาจเป็นโชคหรือบางทีนางอาจถูกเรียกหาโดยบางสิ่ง…”
หลินหมิงไม่สามารถนึกถึงเหตุผลได้ ดังนั้นเขาจึงต้องมองโลกในแง่ดี
เท่านั้น
ตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเสี่ยวหยูอยู่ในอเวจีทมิฬหรือไม่ และแม้ว่านางจะ
อยู่ในอเวจีทมิฬ หากต้องการมองหานาง มันก็ไม่ต่างจากการงมเข็มใน
มหาสมุทร และในความเป็นจริง หากเสี่ยวหยูถูกนำตัวไปในขณะที่นาง
เดินผ่านกำแพงนิรันดร์ นางอาจมิได้เข้าสู่อเวจีทมิฬ…
“ผลึกม่วง…” ได้ยินหลินหมิงพูดถึงสิ่งที่ลึกลับที่สุดของเทวภัณฑ์ทั้ง
สามนี้ แสงอันครุ่นคิดก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของมู่เชียนเสวีย ถ้าเป็นผลึก
ม่วงที่เรียกหาเสี่ยวหยู นั่นจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ผลึกม่วงอยู่ที่ใด?
“เป็นไปหรือไม่ที่จะอยู่ในสุสานจอมเทพอสูร?”
มู่เชียนเสวียพึมพำกับตัวเอง
สุสานจอมเทพอสูรตั้งอยู่ในชั้น 18 ของอเวจีทมิฬ มันเก็บซ่อน
ความลับไว้มากล้น
“มีสิ่งใดอยู่ในสุสานจอมเทพอสูร? ชายวัยกลางคนที่พูดเพื่อโน้มน้าว
ให้ข้ามาที่นี่เองก็กล่าวถึงสุสานจอมเทพอสูร โชคดีที่เขามีความสนใจ
บางอย่างกับสิ่งนี้ มิเช่นนั้นเราอาจไม่ได้พบกันเลย”
หลินหมิงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสุสานจอมเทพอสูร ดูเหมือนว่านี่
จะเป็นสถานที่ลึกลับและสำคัญที่สุดในอเวจีทมิฬ
“ข้าไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสุสานจอมเทพอสูร ในช่วงเวลาหลายปี
ที่ข้าอยู่ในอเวจีทมิฬ ข้าได้ฆ่าอสูรโลกันต์ระดับสูงและได้รับบันทึกของ
พวกมันมา ข้าเรียนภาษาพวกมันด้วยตัวเองและแทบจะไม่สามารถเข้าใจ
มันได้ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของอเวจีทมิฬและซ่อนอยู่ในสุสาน
จอมเทพอสูร ในความเป็นจริง มันยังเป็นบ้านเกิดของระดับจอมอสูรโล
กันต์ สถานที่เดียวกันกับที่ จอมเขมือบ กัลป์ มาร เร้นและจอมอสูรโล
กันต์ตนอื่นๆกำเนิดมา!”
“บ้านเกิดของจอมอสูรโลกันต์?” หลินหมิงถาม จิตใจสั่นไหว อสูรโล
กันต์ระดับนี้น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ที่ความแข็งแกร่งจุดสูงสุด พวกมัน
เป็นรองเพียงจ้าวแห่งเส้นทางอาชูร่า ไม่มีรูปแบบชีวิตใดใน 33 สวรรค์ที่
สามารถต่อสู้กับพวกมันได้!
สิ่งเดียวที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองคือเมื่อหมื่นล้านปีก่อนนั้น จ้าว
แห่งเส้นทางอาชูร่าและจักรพรรดิอมตะได้ร่วมมือเพื่อต่อสู้กับระดับจอม
อสูรโลกันต์เหล่านี้ พวกมันหลายตนตายไป บาดเจ็บสาหัสหรือหายตัวไป
แต่จากสิ่งที่มู่เชียนเสวียพูด ดูเหมือนว่าสุสานจอมเทพอสูรจะ
สามารถให้กำเนิดระดับจอมอสูรโลกันต์ใหม่ได้ หลินหมิงรู้สึกไม่สบายใจ
หากสิ่งนี้เป็นความจริงและจะมีการปรากฏตัวของอสูรโลกันต์ระดับต่ำ
ใหม่ จากนั้นทั้ง 33 สวรรค์จะตกอยู่ในอันตราย
“ระดับจอมอสูรโลกันต์มีบิดามารดาผู้ให้กำเนิดหรือไม่? พวกมันเกิด
มาได้อย่างไร?”
เกี่ยวกับสุสานจอมเทพอสูร หลินหมิงไม่ได้รับสิ่งใดจากวิญญาณของ
จอมเขมือบ ความทรงจำเหล่านั้นถูกผนึกไว้ในระดับที่ลึกอย่างเหลือเชื่อ
ถ้าจอมอสูรโลกันต์ตนอื่นร่วมกันและให้กำเนิดจอมอสูรโลกันต์อีกตน
เช่นนั้นมันจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“พวกมันไม่มี” มู่เชียนเสวียกล่าวพร้อมสั่นหัว “ระดับจอมอสูรโล
กันต์มิได้เกิดมา แต่เมื่ออสูรโลกันต์มีความแข็งแกร่งระดับเทพแท้จริง
ชั้นสูงและได้รับพลังงานของสุสานจอมเทพอสูรเข้าสู่ร่างกาย พวกมันจะ
ได้รับการเลื่อนไปสู่ระดับที่สูงขึ้น! หลังจากการเลือนระดับนี้เสร็จสมบูรณ์
อสูรโลกันต์ใหม่ตนนี้จะสามารถบ่มเพาะอย่างช้าๆเพื่อกระตุ้นพลังงาน
ภายในร่างกายของพวกมัน
“กระบวนการทั้งหมดนี้เรียกว่า ‘พิธีกรรมอสูรโลกันต์’ แต่ ภาระที่
วางอยู่บนร่างกายนั้นมากอย่างยิ่ง มันมีความต้องการสูงในศักยภาพชีวิต
และความแข็งแกร่งของอสูรโลกันต์ที่ยอมรับพิธีกรรมนี้ หากร่างกายไม่
สามารถต้านทานพลังงานนี้ พวกมันก็จะกลายเป็นเถ้าถ่านไปโดยตรง ยิ่ง
ไปกว่านั้น มีเงื่อนไขในการเริ่ม ‘พิธีกรรมอสูรโลกันต์’ และนั่นคือ… ผู้หนึ่ง
ต้องใช้พิธีกรรมลึกลับ เหรียญตราที่จำเป็นในการเปิดสุสานจอมเทพอสูร
นี่เป็นกุญแจสำคัญในการเปิดใช้งาน ‘พิธีกรรมอสูรโลกันต์’ ”
ขณะที่มู่เชียนเสวียพูด สีแปลกๆก็แวบผ่านใบหน้าของหลินหมิง
“มันคือสิ่งใดกัน?”
“พิธีกรรมที่เจ้าพูดถึงอาจเป็นสิ่งนี้ ใช่หรือไม่…”
หลินหมิงสัมผัสแหวนมิติของตนและมีตำราสีดำลึกลับปรากฎในมือ
ตำราสีดำเล่มนี้ถูกห่อหุ้มด้วยพลังงานอนุภาคแรกกำเนิด และดูเหมือนว่า
ชีวิตของมันจะเป็นของตัวเอง มันสั่นเป็นจังหวะ ราวกับว่าหัวใจถูกผนึกไว้
ภายใน และเสี้ยวพลังงานอนุภาคแรกกำเนิดนี้ได้ระงับความผันผวนของ
ชีวิตเหล่านี้ เดิมที่ หลินหมิงต้องพึ่งพาผนึกข่ายสวรรค์โบราณเพื่อทำสิ่งนี้
ให้สำเร็จ แต่หลังจากได้รับความแข็งแกร่งระดับเทพแท้จริงแล้ว เขาก็
สามารถใช้พลังงานอนุภาคแรกกำเนิดเพื่อทำเช่นเดียวกัน
เมื่อเห็นตำราสีดำเล่มนี้ มู่เชียนเสวียก็ตกตะลึงอย่างมาก ในบาง
ตำรานางเคยอ่าน มีคำอธิบายและบันทึกเกี่ยวกับพิธีกรรม พวกมันควร
จะเขียนไว้ในตำราสีดำ และตำราสีดำก็เป็นเช่นเดียวกับที่หลินหมิงถืออยู่!
“นี่… เจ้าได้มาจากที่ใด?”
“ข้าได้รับมาจากมือของอัจฉริยะชาวภูติเทพ และที่ซึ่งมันถูกพบก็
คือ… ซากแดนปฐมกาล หลินหมิงกล่าว
มู่เชียนเสวียรู้สึกอึ้งเมื่อได้ยินเช่นนี้ “ดังนั้นก็เป็นเช่นนี้เอง… มันมี
ตำราพิธีกรรมสีดำทั้งหมดหกเล่ม แต่ละเล่มสอดคล้องกับหนึ่งในหกจอม
อสูรโลกันต์ เฉพาะเมื่อระดับจอมอสูรโลกันต์เตายลงเท่านั้นตำราสีดำที่
เกี่ยวข้องจึงจะปรากฏขึ้น
“ทุกครั้งที่เปิดสุสานจอมเทพอสูรและใช้ตำราสีดำ และหากอสูรโล
กันต์ที่ทนต่อพิธีกรรมสามารถผ่านการทดสอบสำเร็จ ตำราสีดำก็จะ
หายไปและไม่ปรากฏอีกต่อไป
“ในอีกทางหนึ่ง ถ้าอสูรโลกันต์ที่ผ่านพิธีกรรมล้มเหลวก็จะสลายตัว
เป็นเถ้าถ่าน และตำราสีดำจะหายไปในที่ห่างไกลและไม่รู้จัก บางครั้ง
ตำราสีดำก็จะออกจากอเวจีทมิฬ อสูรโลกันต์นับไม่ถ้วนต้องการที่จะ
ได้รับพิธีกรรม และอสูรโลกันต์ระดับสูงจำนวนมากจะใช้ทุกวิธีการเพื่อ
ค้นหา อย่างไรก็ตาม การมองหาสิ่งนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการงม
เข็มในมหาสมุทรด้วยซ้ำ ดังนั้น จึงมีคำกล่าวว่าอสูรโลกันต์ที่ได้รับตำรา
พิธีกรรมสีดำจะเป็นที่ชื่นชอบของเทพอสูรและยังเป็นทูตอสูรโดยกำเนิด
ทูตอสูรมีสถานะที่สูงมากในอเวจีทมิฬ เพราะพวกเขาได้รับความโปรด
ปรานจากจอมเทพอสูร และเพราะโอกาสที่พวกเขาจะผ่านการทดสอบ
และกลายเป็นระดับจอมอสูรโลกันต์นั้นสูงที่สุด!
“ข้าไม่เคยนึกภาพว่าตำราพิธีกรรมสีดำนี้ในมือของเจ้าจะได้มาจาก
อัจฉริยะของชาวภูติเทพ ช่างเป็นเรื่องตลกที่โหดร้าย สิ่งมีชีวิตสติปัญญา
สูงของ 33 สวรรค์กลับได้รับความโปรดปรานจากจอมเทพอสูร…”
มู่เชียนเสวียส่ายหัวของนาง ชัดเจนว่าแสดงความเย้ยหยันต่อตำนาน
อสูรโลกันต์เหล่านี้
แต่หลินหมิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่าเขาหวนถึงถึงบางสิ่ง
“หืม? เจ้าคิดเรื่องใดอยู่?” มู่เชียนเสวียถาม
“ข้าเพียงคิดว่าจะทำอย่างไรกับตำราสีดำนี้…” หลินหมิงลูบคางของ
เขา เปิดหน้าปกของมัน
ประโยคแรกของตำราสีดำคือ: “สุสานคือจุดจบ และยังเป็น
จุดเริ่มต้น!”
เช่นนั้น สิ่งที่เขียนบอกไว้ก็คือ “ผู้ที่ครอบครองตำราเล่มนี้คือศูนย์
รวมของกัลป์!”
‘กัลป์’ เป็นชื่อของจอมอสูรโลกันต์ ไม่ว่าอสูรโลกันต์ตนใดจะสามารถ
ทนต่อการสันดาบของพิธีกรรมอสูรโลกันต์ได้ อสูรตนนั้นก็จะกลายเป็น
กัลป์ และเมื่อกัลป์ตายไป ตำราสีดำเล่มนี้ก็จะปรากฏขึ้น
“จะทำอย่างไรกับตำราพิธีกรรมสีดำดีน่ะหรือ…” มู่เชียนเสวียขมวด
คิ้วของนาง “มันดูเหมือนจะมิอาจถูกทำลายได้ วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือการ
ซ่อนมันไว้ในที่ที่จะไม่มีอสูรโลกันต์ตนใดสามารถค้นพบมันได้ หรือ เรา
สามารถวางแผนที่จะใช้มันเพื่อจัดวางกับดักและล่ออสูรโลกันต์ระดับสูง
มาฆ่า แต่สิ่งนี้มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง… มันจะต้องมีแผนอันแยบยล… มิ
เช่นนั้นมันจะเป็นเช่นการมอบสมบัติให้กับอสูรโลกันต์… ”
ชั่วครู่หนึ่ง ความคิดมากมายแล่นเข้ามาในหัวของมู่เชียนเสวีย
อย่างไรก็ตาม หลินหมิงส่ายหัว “ศิษย์พี่หญิง สิ่งที่ข้าคิดตอนนี้คือ…
เราต้องทำอย่างอื่น… และมันอาจฟังดูบ้าบิ่น…”
“หืม?” มู่เชียนเสวียตื่นตกใจ
“ศิษย์พี่หญิง โปรดดูนี่ก่อน”
ขณะที่หลินหมิงพูด เขาก็คำรามสุดปอด เสียงของเขากลายเป็นต่ำ
และดังราวกับสายฟ้าร้องขณะที่มันก้องไปมาในท้องฟ้า
ทั้งร่างกายเปล่งเสียงลั่นขณะที่ร่างสูงขึ้นและกล้ามเนื้อขยาย แผ่น
เกราะและเกล็ดกระดูกที่ดุร้ายปรากฏขึ้นบนพื้นผิว และกระดูกแหลมยื่น
ออกมาจากหัวเข่าและข้อศอก
เพียงชั่วธูป หลินหมิงได้กลายเป็นอสูรโลกันต์
มู่เชียนเสวียรู้สึกสับสนอย่างที่สุด
“เจ้า… เจ้าทำสิ่งนี้ได้อย่างไร!?”
นางรู้ว่าทักษะกายผันแปรของหลินหมิงมีขอบเขตสูงมาก และ
สามารถใช้มันเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างของร่างกายได้ แต่การจะกลายเป็น
อสูรโลกันต์เช่นที่หลินหมิงทำได้ในตอนนี้ มันเกินความคาดคิดมากเกินไป
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้สึกถึงออร่าของอสูรโลกันต์จากร่างกายของหลินห
มิง และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะปลอมแปลงออร่าประเภทนี้
“กระทั่งข้ายังไม่สามารถแม้แต่จะจดจำเจ้าได้!”
หากนางไม่ได้จ้องมองด้วยตาตนเองขณะที่หลินหมิงทำการเปลี่ยน
ร่างต่อหน้าแล้ว นางคงมิอาจจำได้ว่าอสูรโลกันต์ตรงหน้าเป็นมนุษย์ที่
ปลอมตัว ยิ่งกว่านั้น นางมิอาจจดจำหลินหมิงได้
การปลอมตัวนี้สมบูรณ์แบบเกินไป
“อืม… เรื่องมันยาว ศิษย์พี่หญิง ข้ามีพลังแห่งอสูรในร่างกาย สิ่งที่ข้า
คิดตอนนี้คือ มันจะเป็นไปได้หรือไม่สำหรับข้าที่จะทนต่อพิธีกรรมอสูรโล
กันต์”
คำพูดของหลินหมิงทำให้มู่เชียนเสวียตื่นตกใจ
มนุษย์ทนต่อพิธีกรรมอสูรโลกันต์เช่นนั้นหรือ?
นี่มันบ้าไปแล้ว!
“มันอันตรายเกินไป เจ้าไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อต้องทนต่อ
พิธีกรรมอสูรโลกันต์ แม้แต่อสูรโลกันต์ระดับสูงก็สามารถตายได้ และด้วย
ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจ้า…”
ในความเป็นจริง มู่เชียนเสวียไม่รู้ว่าขีดจำกัดของความแข็งแกร่ง
หลินหมิงเป็นเช่นใด แต่นางก็ไม่ควรผิดที่เห็นว่าการบ่มเพาะของหลินหมิ
งนั้นอยู่ขั้นราชันสวรรค์กลาง แม้นางคิดว่าหลินหมิงมีศักยภาพที่ท้าทาย
สวรรค์ แต่เขาก็ยังคงจะไม่เกินกว่าอสูรโลกันต์ระดับเทพแท้จริง ใช่
หรือไม่?
“นอกจากนี้ แม้ว่าเจ้าจะสามารถเอาชีวิตรอดในพิธีกรรมอสูรโลกันต์
ได้ก็ตาม แต่ทว่าพิธีกรรมอสูรโลกันต์นี้ได้จัดทำขึ้นสำหรับอสูรโลกันต์
เท่านั้น หากต้องทนต่อพิธีกรร … เจ้ายังจะเป็นสภาพนี้อยู่หรือไม่?”
มู่เชียนเสวียพูดถึงความกังวลของนาง หลินหมิงกล่าวว่า “วิญญาณ
ของข้าได้รับการปกป้องจากกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่ควรมี
ปัญหา นอกจากนี้ ข้ายังวางแผนที่จะเปิดวิหารเต๋าที่เจ็ด – วิหารเต๋า
ทวีคูณ เช่นนี้ มันจะปลอดภัยกว่าสำหรับข้า…”