Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,094 วิหารเต๋าทวีคูณ
“วิหารเต๋าทวีคูณ… เจ้าไปถึงวิหารเต๋าทวีคูณแล้วเช่นนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินว่าหลินหมิงวางแผนที่จะเปิดวิหารเต๋าทวีคูณในอนาคต
อันใกล้นี้ มู่เชียนเสวียก็ตกตะลึง นางไม่เคยจินตนาการเลยว่าความเร็วใน
การฝึกฝนของหลินหมิงในเก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋าจะรุดหน้าถึงเพียงนี้
เก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋า – เจ็ดดวงสว่างและสองดวงมืด ในเจ็ด
ของเก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋า วิหารเต๋าทวีคูณก็เป็นลำดับสุดท้ายและ
เป็นวิหารเต๋าที่แปลกที่สุด
ความผิดปกติของมันอยู่ในตำแหน่งของมัน ทุกวิหารเต๋ามีตำแหน่ง
เฉพาะในร่างของนักสู้ ตัวอย่างเช่น วิหารเต๋าเนตรสวรรค์อยู่ระหว่างคิ้ว,
วิหารเต๋าราชันสงครามอยู่ในสี่แขนขา, วิหารเต๋าตำหนักม่วงอยู่ใน
ตันเถียนและอื่นๆ
สำหรับวิหารเต๋าทวีคูณ มันมีตำแหน่งที่ไม่เหมือนใคร มันตั้งอยู่นอก
ร่างกายของนักสู้
หลังจากที่วิหารเต๋าทวีคูณเปิดขึ้น มันจะรวมตัวเป็นดาวที่ปรากฏใน
ความว่างเปล่าไม่ไกลจากร่างของนักสู้ ดาวนี้มีชื่อว่า ดาราทวีคูณ
จากนั้น กฎของดาวเก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋าจะใช้ดาราทวีคูณนี้
เป็นรากฐาน รวบรวมแสงดาวไร้สิ้นสุดและค่อยๆใช้รูปแบบของร่างเงา
บุคคล
ร่างเงานี้จะคล้ายกับผู้บ่มเพาะโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น นี่คือที่มาของชื่อวิหารเต๋าทวีคูณ
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ็ดวิหารเต๋าสว่าง วิหารเต๋าทวีคูณได้รวบรวม
พลังของเก้าดวงดาวมากที่สุดหลายเท่าของวิหารเต๋าก่อนหน้า นี่ก็
หมายความว่า วิหารเต๋าทวีคูณนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในวิหารเต๋าทั้งเจ็ด
เมื่อแสงจากดวงดาวนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรก มันจะมี 50% ของความ
แข็งแกร่งจากร่างต้น หลังจากนั้น ตราบใดที่นักสู้ถ่ายเทส่วนหนึ่งของ
ปราณโลหิตชีวิตและวิญญาณลงไป มุ่งเน้นไปยังดาราทวีคูณนี้ จากนั้นมัน
ก็จะสามารถกลายเป็นร่างจำแลงที่มีเนื้อหนังและโลหิตได้
ร่างจำแลงนี้มีชื่อว่า ร่างจำแลงทวีคูณ
ยิ่งร่างจำแลงทวีคูณได้รับปราณโลหิตมากเพียงใด มันก็จะยิ่งทรง
พลังมากเท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยแสงดาวแห่งสวรรค์สูงสุดของวิหารเต๋า
ทวีคูณรวมตัวกัน ในที่สุดก็จะกลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างยิ่ง
แน่นอน เพราะผู้ฝึกฝนแยกส่วนของปราณโลหิตของตนออกไป พวก
เขาจึงจะได้รับความเสียหายต่อความแข็งแกร่งบางส่วน แต่ระดับที่พวก
เขาได้รับบาดเจ็บจะน้อยกว่าความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นจากร่างจำแลง
ในโลกแห่งนักสู้ มีทักษะวิชามากมายที่ช่วยให้ควบคุมร่างจำแลง
ตัวอย่างเช่น เต๋าสวรรค์อาชูร่ามีวิธีการฝึกฝนและการต่อสู้ที่เกี่ยวข้องกับ
ร่างจำแลงของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในเคล็ดบ่มเพาะเหล่านี้ ร่างจำแลงที่เกิดขึ้นมักจะ
ได้รับการกลั่น
ตัวอย่างเช่น ร่างจำแลงทั้งสามของเต๋าสวรรค์อาชูร่า หินตัวอ่อนจิต
วิญญาณปราณ, ตัวอ่อนวิญญาณศักดิ์สิทธิ์วสันต์ สิ่งเหล่านี้เป็นหิน
ศักดิ์สิทธิ์โดยธรรมชาติที่กำเนิดผ่านทั่วโลกและไม่ได้กำเนิดจากหลินหมิ
งเอง
ถ้าหลินหมิงต้องเสียร่างจำแลงไป แม้ว่ามันจะลดความแข็งแกร่งของ
เขาลง แต่มันก็จะไม่สร้างความเสียหายให้กับร่างกายหลัก แต่วิหารเต๋า
ทวีคูณนั้นต่างออกไป
ร่างจำแลงของวิหารเต๋าทวีคูณนั้นสร้างขึ้นโดยนักสู้ โดยแบ่งส่วนของ
ปราณโลหิตและหล่อหลอมมันจากแสงดาวแห่งสวรรค์ชั้นสูง เปลี่ยนมัน
ให้เป็นเนื้อหนังและโลหิตแท้
ผู้หนึ่งมิอาจที่จะสูญเสียร่างจำแลงดังกล่าวได้
นอกจากนี้ ร่างจำแลงนี้ยังมาจากต้นกำเนิดเดียวกันกับร่างหลัก มัน
สามารถแยกจากร่างหลักและรวมกับร่างหลักได้
เมื่อร่างจำแลงและร่างหลักรวมเข้าด้วยกัน มันจะทำให้ความ
แข็งแกร่งของผู้หนึ่งปะทุ ทวีคูณ
ความสามารถเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ร่างจำแลงที่ละเอียดอ่อนจะสามารถ
ครอบครองได้
ในสถานการณ์ปกติ หลังจากนักสู้เปิดวิหารเต๋าทวีคูณ ร่างหลักและ
ร่างจำแลงส่วนใหญ่จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน ด้วยสิ่งนี้ มันจะสามารถ
แสดงความแข็งแกร่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดได้
มันมีเพียงการบ่มเพาะที่พวกเขาจะแยก เช่นนี้ การดูดซับพลังงาน
สวรรค์และปฐพีจะเร็วกว่ามาก
หลินหมิงต้องการเปิดวิหารเต๋าทวีคูณให้ได้ตอนนี้ หลังจากเขาเปิด
มัน เขาสามารถใช้คุณสมบัติพิเศษเพื่อแยกพลังพลังแห่งเทพเจ้าและอสูร
ในร่างกาย
วิหารเต๋าทวีคูณของหลินหมิงมีความแตกต่างอย่างมากจากของคน
อื่นๆที่บ่มเพาะเก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋า
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อนักสู้เปิดวิหารเต๋าทวีคูณ พวกเขาและแยกร่าง
จำแลงออกมา ร่างจำแลงนี้จะไม่แตกต่างจากร่างหลักของพวกเขา หาก
ร่างจำแลงและร่างหลักแยกออกจากกัน สิ่งนี้จะทำให้ทักษะต่อสู้ยืดหยุ่น
และรวดเร็วขึ้น หากร่างจำแลงและร่างหลักถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน สิ่งนี้
จะเป็นเช่นกับการรวมความแข็งแกร่งของพวกเขาเข้าด้วยกัน
แต่หลินหมิงต่างออกไป เขาวางแผนที่จะใช้วิหารเต๋าทวีคูณเป็น
รากฐาน และหลังจากรวบรวมร่างเงาแสงดาวแล้ว เขาจะถ่ายเทพลังแห่ง
อสูรทั้งหมดในร่างหลักสู่ร่างจำแลงนี้ เปลี่ยนร่างจำแลงทวีคูณของเขาให้
กลายเป็นร่างจำแลงอสูรอย่างสมบูรณ์!
สำหรับร่างหลัก เขาจะคงไว้เพียงพลังแห่งเทพเจ้าและสายเลือดที่
สอดคล้องกันไว้
การทำเช่นนี้ หลินหมิงจะมีความยืดหยุ่นในตัวตนมากขึ้นในอนาคต
เขาสามารถหลอมรวมกับร่างจำแลงของตนเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ และยัง
แยกออกเมื่อใดก็ได้ต้องการ
สำหรับร่างจำแลงทวีคูณนี้ มันจะสามารถใช้กฎกลืนกินได้ณะที่ร่าง
หลักดูดซับพลังของโลก ทำให้การบ่มเพาะของเขาเพิ่มเร็วยิ่งขึ้น
ถ้าเป็นเช่นนั้น หลินหมิงก็จำเป็นต้องกังวลว่าการใช้เคล็ดบ่มเพาะที่
ชั่วร้ายและนอกรีตเช่นกฎกลืนกินเพิ่มการบ่มเพาะจะทำให้รากฐานไม่
มั่นคงหรือเกิดฟันเฟือง
หลังจากเปิดวิหารเต๋าทวีคูณและเข้าสู่สุสานจอมเทพอสูร เขาจะ
สามารถใช้ร่างจำแลงเป็นอสูรโลกันต์อย่างสมบรณณ์และผ่านพิธีกรรม
อสูรโลกันต์ได้ เช่นนี้ มันก็ไม่ควรมีปัญหา…
หลินหมิงพูดความคิดของเขาต่อมู่เชียนเสวีย
เมื่อมู่เชียนเสวียได้ยินเรื่องนี้ นางก็ตกตะลึงอยู่นาน “เจ้า… เจ้า
ต้องการสร้างร่างจำแลงอสูรโลกันต์?”
มู่เชียนเสวียรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ยากที่จะเชื่อ หลินหมิงเข้าใกล้วิหารเต๋า
ที่เจ็ดรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร และเขาได้รับพลังของจอมเขมือบจากที่
ใด?
“มันไม่ควรจะเป็นไปได้ ร่างจำแลงนี้คือตัวข้าเอง และไม่ใช่สิ่งที่ข้า
ยึดครองมา ตราบใดที่ข้าแบ่งเสี้ยววิญญาณลงในร่างจำแลง จากนั้นมันจะ
เป็นข้าอีกคนได้”
“นี่มัน… เจ้าประสบสิ่งใดมากันแน่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้?” มู่
เชียนเสวียต้องการที่จะถามสิ่งนี้มานานแล้ว แต่นางไม่มีโอกาสเพราะมี
เรื่องมากมายที่ต้องพูดคุย
มันน่าจะเป็นไปไม่ได้ที่รูปแบบชีวิตของ 33 สวรรค์จะยึดครองร่าง
ของอสูรโลกันต์ หากหลินหมิงจะสร้างร่างจำแลงอสูรโลกันต์ได้ในอนาคต
นี่จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อ
หลินหมิงบอกทุกอย่างที่เขาได้ประสบในช่วง 7 พันปีที่ผ่านมาแก่มู่
เชียนเสวียโดยไม่ปิดบัง เขาอธิบายว่าตนถูกไล่ล่าโดยราชาเทพขนวิหค
เหินหาวซึ่งแก่นวิญญาณของเขาถูกเอาไปโดยเซิ่งเหม่ย, ความยากลำบาก
ของเขาในแดนเบื้องล่าง, เจ็ดการจุติของเขา, การมาถึงจักรวาลรกร้าง,
การดูดซับวิญญาณและควบคุมร่างจำแลงจอมเขมือบ ทำให้สองราชาเทพ
ถอนตัวออกจากสงครามระหว่างชาวมนุษย์และชาวภูติเทพ…
ต่อมู่เชียนเสวีย หลินหมิงไม่มีความต้องการหรือปรารถนาที่จะปกปิด
สิ่งใด นางรู้แล้วเกี่ยวกับความลับของกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า ดังนั้นจะมี
ความหมายอันใดที่จะปิดบัง
หลังจากฟังประสบการณ์ของหลินหมิง มู่เชียนเสวียก็เงียบไประยะ
หนึ่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประสบการณ์ของหลินหมิงนั้นประหลาด
เกินกว่าที่ควร จากปากเหวแห่งความตายจนถึงนรกแห่งความสิ้นหวัง
การทะยานขึ้นมาอีกครั้ง การเข้าสู่จักรวาลรกร้างและเปลี่ยนกระแส
สงคราม กลายเป็นผู้นำของชาวมนุษย์และการมีสมญานามเป็นจักรพรรดิ
มนุษย์ มันกระทั่งไม่เพียงพอที่จะบรรยายชีวิตของหลินหมิงว่าเป็น
ประสบการณ์ที่ทะยานขึ้นและตกต่ำอย่างเรียบง่าย
นางคิดว่าด้วยโชค ชีวิตหรือความตายที่นางเผชิญทั้งหมดในซากแดน
ปฐมกาลนั้น ชีวิตของนางก็เพียงการผจญภัยเล็กน้อย
“ดังนั้น เหตุผลที่เจ้าหายตัวไปในอดีตก็เพราะเซิ่งเหม่ย นาง…”
มู่เชียนเสวียสูญเสียคำพูดไป นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซิ่งเหม่ยจึงทำใน
สิ่งที่นางทำ “เจ้าบอกว่าเซิ่งเหม่ยมีความเป็นปฏิปักษ์อยางยิ่งกับ
จักรพรรดิวิญญาณ กระทั่งผนึกแก่นพลังหยินและแก่นวิญญาณไว้ใน
ร่างกายของเจ้าด้วย แต่ความหมายที่อยู่เบื้องหลังทำทั้งหมดนี้คืออันใด?
ในสถานการณ์เช่นนั้น โอกาสของเจ้าที่จะกลับมาอีกครั้งก็เกือบจะเป็น
ศูนย์ เซิ่งเหม่ยไม่รู้ว่าเจ้ามีกล่องปัญญาแห่งพระเจ้า แล้วเหตุใดนางถึงคิด
ว่าเจ้าจะสามารถฟื้นฟูความแข็งแกร่งกลับคืนมาได้?”
หลินหมิงถอนหายใจและส่ายหัว “ข้าเองก็ไม่แน่ใจเช่นกัน วิธีการ
ของนางในเวลานั้นอาจเป็นทางเลือกเดียวที่สามารถทำได้หลังเข้าร่วมกับ
จักรพรรดิวิญญาณและพบว่าตัวนางเองไม่มีอำนาจที่จะทำสิ่งใดเกินนี้ ใน
เวลานั้น ข้าจะต้องตายอย่างแท้จริง แต่เซิ่งเหม่ยก็พึ่งพาความเชื่ออัน
ริบหรี่และทิ้งความหวังสุดท้ายไว้สำหรับข้าและความหวังสุดท้ายสำหรับ
นางด้วย…”
เซิ่งเหม่ยเป็นหญิงที่ไม่ต่างกับปริศนา
เมื่อคิดถึงนาง หลินหมิงหวนนึกไปถึงหญิงลึกลับที่ปรากฏตัวใน
กระจกน้ำแข็งอีกครั้งและซากของนางที่ถูกหลงเหลือในใจกลางกำแพงนิ
รันดร์
เพื่อข้ามแม่น้ำแห่งกาลเวลาถึงหมื่นล้านปี เซิ่งเหม่ยและหญิงลึกลับ
นั้นก็ไม่ต่างจากนักสู้และร่างจำแลงทวีคูณ พวกนางเกี่ยวข้องกันอย่างไร?
เซิ่งเหม่ยและชะตากรรมของจักรพรรดิวิญญาณ ทุกอย่างที่นางทำ
กับเขา ทุกอย่างทำให้หลินหมิงเกิดความรู้สึกที่ซับซ้อนมากต่อเซิ่งเหม่ย
นางมิได้ดีหรือชั่วร้าย นางดูเหมือนจะได้เห็นทิวทัศน์ที่ไร้ขีดจำกัด
ของโลก และดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องราวที่น่าเวทนาและเศร้าโศก…
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่านางจะมีประสบการณ์ชีวิตเช่นใด ไม่ว่านางจะ
ต้องการสิ่งใด หลินหมิงก็รู้ดีว่าเมื่อเจ็ดพันปีก่อนเมื่อเขาถูกไล่ล่าโดยราชา
เทพขนวิหคเหินหาวโดยไร้ความหวังที่จะหลบหนี เมื่อเขายังถูกหมายตา
โดยจักรพรรดิวิญญาณในอีกด้านหนึ่ง มันก็เป็นเซิ่งเหม่ยที่ช่วยเขาไว้
บุญคุณนี้มิใช่สิ่งที่หลินหมิงจะลืมเลือนได้ แม้ว่าวิธีการของเซิ่งเหม่ยจะ
เต็มไปด้วยปริศนาก็ตาม…
ความรู้สึกที่นางแผ่ออกมานั้นเป้นเช่นไข่มุกที่ปกคลุมด้วยหมอกอัน
มืดมิด หมื่นล้านปีก่อน บุบผาหุบลงและหมื่นล้านปีต่อมาบุบผาก็บาน
ออก การเอาชนะวัฏสงสารของ 10,000 ชีวิต มันมิได้ส่งผลกระทบต่อ
กรรม ชะตากรรมต่อชีวิตและความตาย…