Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,119 มิอาจหยั่ง
“เจ้าพวกตำหนักเก้าบาดาลบ้านั่น!”
ผู้อาวุโสนิกายกัลป์โบราณทำหน้าบูดบึ้ง สีหน้าของพวกเขามืดมนลง
ตำหนักเก้าบาดาลและนิกายกัลป์โบราณเป็นพันธมิตร แต่พวกเขายังคง
แข่งขันกันเอง
หลังจากผู้อาวุโสตำหนักเก้าบาดาลยอมรับความพ่ายแพ้ต่อเซิ่งเหม่ย
มันก็เป็นคราวของกัลป์อัคคีของนิกายกัลป์โบราณเพื่อก้าวขึ้นไปบนเวที่
เนื่องจากตำหนักเก้าบาดาลรู้ว่าพวกเขาจะต่อสู้กับเซิ่งเหม่ยก่อน
พวกเขาจึงไม่เต็มใจที่จะทำให้ถนนของนิกายกัลป์โบราณราบรื่น
หากพวกเขาต้องพ่ายแพ้ พวกเขาก็อยากให้ทุกคนสูญเสียไปด้วยกัน
การต่อสู้แต่ละครั้งถูกคั่นด้วยวันเดียว สำหรับอสูรโลกันต์ระดับเทพ
แท้จริง วันเดียวก็เร็วพอๆกับพริบตา
อสูรโลกันต์ในปัจจุบันรออยู่หนึ่งวัน ดังนั้นนัดที่สามของเซิ่งเหม่ยก็
เริ่มขึ้น และคู่ต่อสู้ของนางคือ – กัลป์อัคคี!
เป็นเวลาสองวันแล้วตั้งแต่การต่อสู้ของเซิ่งเหม่ยกับกัลป์แสงจบลง
นางไม่ได้เริ่มต้นด้วยอะไรมากมาย และในเมื่อนางมีเวลาอีกหนึ่งวันในการ
ฟื้นฟู นางจึงกลับไปสู่สภาพสูงสุดได้
“ผู้อาวุโสกัลป์อัคคี ท่านต้องทำได้! ข้าเชื่อในตัวท่าน!”
ที่ด้านข้างของตำหนักเก้าบาดาล มีบางคนตะโกนออกมาดังๆ ผู้
อาวุโสที่กล่าวว่าถือได้ตะโกนออกมาถือได้ว่ามิตรภาพกับนิกายกัลป์
โบราณ แต่ความจริงก็คือ มิตรภาพนี้เป็นประเภทที่พวกเขาจะหัวเราะ
อย่างสนุกสนานขณะที่ถือมีดพร้อมจะแทงข้างหลังต่อความโชคร้ายของ
ผู้อื่น
กัลป์อัคคีแข็งค้างเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำและจ้อง
มองผู้อาวุโสที่ได้ตะโกนอย่างมีความสุขและพูดว่า “หึ จงรอดูเถอะ!”
เมื่อกัลป์อัคคีขึ้นมาบนเวที่ เขาก็ตระหนักดีถึงความแข็งแกร่งของ
ตนเองและรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยากมาก ถึงกระนั้นเขาก็ไม่รู้สึกว่าการ
สูญเสียของเขาถูกกำหนดไว้แล้ว
นี่เป็นเพราะเซิ่งเหม่ยได้เอาชนะกัลป์แสงโดยใช้ความฉลาดของนาง
เอง ในความกระตือรือร้นที่จะเอาชนะ กัลป์แสงได้ใช้ทักษะอันทรงพลัง
อย่างไม่น่าเชื่อหลายอย่าง แต่พวกมันทั้งหมดก็ถูกโต้ตอบโดยเซิ่งเหม่ย
โดยผลาญพลังงานเพียงเล็กน้อย เช่นนี้ กัลป์แสงใช้พลังงานมากขึ้นและ
มากขึ้นในขณะที่เซิ่งเหม่ยไม่ได้ใช้ไปมากนัก จากจุดนั้น เขาก็ถึงวาระที่
จะต้องพ่ายแพ้
ดังนั้น กัลป์อัคคีจึงวางแผนที่จะแข่งขันกับเซิ่งเหม่ยในการต่อสู้ของ
ทักษะและชะลอเวลาให้มากที่สุด เขาเชื่อว่าด้วยขอบเขตเทพแท้จริงของ
ตน พลังงานพื้นฐานของเขาย่อมมากยิ่งกว่านาง เขาจะเป็นผู้ยืนหยัดคน
สุดท้าย
นี่คือสิ่งที่กัลป์อัคคีวางแผนไว้และสิ่งที่เขาจะทำ
เทพแท้จริงทุกคนมีวิธีการของตนเอง และกัลป์อัคคีก็มิใช่โคลนที่
ผู้อื่นจะเหยียบย่ำได้อย่างง่ายดาย หลังจากที่เขาก้าวขึ้นไปบนเวที่ เปลว
เพลิงสีดำก็ปกคลุมทั่ววงล้อราชันเร้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเปลวเพลิงปีศาจที่รู้จักกันว่าสามารถทำลายล้างได้ทุก
สิ่งรวมถึงสนามพลังของกัลป์อัคคี!
“พวกเจ้าคิดว่าข้าจะพ่ายแพ้เช่นนั้นหรือ? ข้าจะชนะและแสดงให้ทุก
คนได้เห็น!” ดวงตาของกัลป์อัคคีเปล่งประกายด้วยจิตวิญญาณแห่งการ
ต่อสู้อันเจิดจ้า เมื่อสนามพลังเปลวเพลิงอสูรโลกันต์โหมขึ้นรอบตัวเขา
ความมั่นใจของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว!
โดยทั่วไปแล้ว หากอสูรโลกันต์ที่ต่ำกว่าเทพแท้จริงเข้าสู่สนามพลัง
เปลวเพลิงอสูรโลกันต์นี้ พวกเขาก็จะถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน มิต้องกล่าวถึง
กัลป์อัคคี แม้แต่ อสูรโลกันต์เทพแท้จริงก็ยังต้องใช้พลังจำนวนมหาศาล
เพื่อทนต่อเปลวเพลิงเหล่านี้
สิ่งที่กัลป์อัคคีต้องการทำคือผลาญพลังงานของเซิ่งเหม่ย
จากจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ กัลป์อัคคีไม่มีความตั้งใจที่จะเผชิญหน้า
กับเซิ่งเหม่ยโดยตรง เขาเพิ่มระยะห่างและชะลอเวลา
กระบี่แสงมากมายของเซิ่งเหม่ยถูป้องกันโดยกัลป์อัคคีที่ใช้โล่เปลว
เพลิงนี้
ยิ่งกัลป์อัคคีต่อสู้มากเพียงใด เขาก็ยิ่งมั่นใจมากเท่านั้น และการ
รักษาสนามพลังนั้นมิได้ใช้พลังงานมากนัก นี่เป็นหนึ่งในข้อดีของทักษะ
สนามพลัง
“กัลป์อัคคีนี้เป็นเทพแท้จริง แต่เขากลับใช้กลวิธีที่น่าสมเพชเพื่อต่อสู้
กับอสูรโลกันต์ราชันสวรรค์…”
“แม้ว่ามันจะน่าอาย แต่กลยุทธ์ใดๆก็ตามที่ชนะได้ต่างก็เป็นกลยุทธ์
ที่ดี กัลป์อัคคีทำสิ่งนี้เป็นตัวเลือกที่ถูกต้องอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ผลของการต่อสู้ครั้งนี้ค่อนข้างน่าสับสน ข้าสงสัยว่าใครจะสามารถ
อยู่ได้เป็นคนสุดท้ายกัน”
เมื่อมีอสูรโลกันต์มากมายคุยกัน พวกเขาต่างก็ตระหนักว่านี่เป็นการ
ต่อสู้ยืดเยื้อ นี่เป็นเพราะกัลป์อัคคีไม่เต็มใจที่จะเผชิญหน้ากับเซิ่งเหม่ย
โดยตรง และถ้าคู่ต่อสู้ระดับเทพแท้จริงต้องต่อสู้เช่นนี้ พวกเขาจะ
สามารถต่อสู้ไปได้หลายวันและคืน
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดเรื่องนี้ หลินหมิงรู้ดีว่าการ
ต่อสู้ครั้งนี้คงไม่นานนัก นี่เป็นเพราะสิ่งที่เซิ่งเหม่ยเชี่ยวชาญนั้นมิใช่เพียง
กฎชีวิตและความตายเท่านั้น
แสงเย็นชาสาดประกายในดวงตาของเซิ่งเหม่ย กระบี่กระดูกในมือ
ของนางวาดวงกลมในอากาศก่อนที่นางจะแทงมันลงในวงล้อราชันเร้น
วูซซ!
ด้วยกระบี่เป็นจุดศูนย์กลาง ลมหนาวพัดขึ้นโดยรอบ ชั้นของน้ำแข็ง
ปรากฏบนใบหน้าของเซิ่งเหม่ย และตราประทับดอกบัวสีแดงโลหิต
ระหว่างคิ้วของนางก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้าเย็นยะเยือก
นางเหยียดมือขวาออกอย่างสงบ ข่ายพลังบุบผาน้ำแข็งหกกลีบอัน
น่าหลงใหลปรากฏตัวขึ้น กระเพื่อมขณะที่พวกมันแผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ขอ
งวงล้อราชันเร้น!
ซี่ –
ซี่ –
ทั้งร่างของเซิ่งเหม่ยแผ่อากาศเย็นลึกลับ นางยกมือขึ้นในความว่าง
เปล่า วาดภาพที่งดงามและละเอียดอ่อน รูปแบบเกล็ดหิมะปรากฏขึ้นใน
อากาศและประสานกัน เต็มไปด้วยเสน่ห์ไร้สิ้นสุด
“ค่ายกลเหมันต์ม่านเงาสวรรค์…”
หลินหมิงสูดลมหายใจเบาๆ ในอดีตเมื่อเขาพบกับเซิ่งเหม่ยเป็นครั้ง
แรกที่เส้นทางแห่งอาชูร่า นางก็เคยใช้ทักษะนี้มาก่อน
ด่านที่ห้าของเส้นทางแห่งอาชูร่าคือการต่อสู้กับจ้าวอัคคีโลกันต์
อมตะและจ้าวเหมันต์อมตะ
ในช่วงเริ่มต้นเมื่อจ้าวอัคคีโลกันต์อมตะปรากฏตัว นั่นคือเซิ่งเหม่ย
เกือบจะเผชิญหน้ากับมันคนเดียว และสิ่งที่นางเชื่อมั่นในการทำเช่นนี้ก็
คือกฎน้ำแข็งของนาง – ค่ายกลต่อสู้เยือกแข็งสุดขั้วและค่ายกลเหมันต์
ม่านเงาสวรรค์ที่นางครอบครอง!
น้ำแข็งและอัคคี มันไม่ลงรอยกัน นี่เป็นพื้นฐานความเชื่อมั่นของเซิ่ง
เหม่ยที่จะเผชิญหน้ากับจ้าวอัคคีโลกันต์อมตะเพียงลำพัง
อย่างไรก็ตาม เซิ่งเหม่ยกฌล้มเหลวในท้ายที่สุด เพราะนางเพียงคน
เดียวต้องป้องกันส่วนใหญ่ของการโจมตีจากจ้าวอัคคีโลกันต์อมตะ นางจึง
ผลาญพลังเกินไปและล้มเหลวในการฆ่ามัน
เมื่อจ้าวเหมันต์อมตะปรากฏขึ้นหลังจากนั้น เซิ่งเหม่ยและหลินหมิงก็
ร่วมกันเพื่อผ่านด่านที่ห้า
ตอนนี้กว่า 12,000 ปีผ่านมา ค่ายกลเหมันต์ม่านเงาสวรรค์ของเซิ่ง
เหม่ยก็ได้มาถึงขอบเขตที่นึกไม่ถึง
เมื่อน้ำแข็งปรากฏขึ้น พลังงานความเย็นอันน่ากลัวอย่างไร้เปรียบก็
ได้ครอบคลุมทั้งแท่นวงล้อราชันเร้น เคลือบมันด้วยชั้นน้ำแข็ง!
พลังงานน้ำแข็งปะทะกับเปลวเพลิงที่กัลป์อัคคีปล่อยออกมา ชั่วครู่
หนึ่ง น้ำแข็งละลายไป แต่เพลิงขนาดใหญ่ก็ถูกกลืนกินและดับไป!
ทั้งเวทีกลายเป็นโลกแห่งน้ำแข็งและเปลวเพลิง!
เมื่ออสูรโลกันต์มองดูการต่อสู้ที่ดุเดือดของเขตแดน ดวงตาของพวก
เขาเบิกกว้าง
ครั้งนี้ เซิ่งเหม่ยไม่ได้พึ่งพาทักษะหลบเลี้ยง แต่ใช้ความแข็งแกร่งของ
นางเองเพื่อต้านทานพลังของกัลป์อัคคี!
ในการปะทะกันของเขตแดน แม้ว่ามันจะเกี่ยวข้องกับกฎของคนผู้
หนึ่ง แต่ก็ยิ่งเป็นการแข่งขันของความแข็งแกร่งอันท่วมท้น!
สีหน้าของกัลป์อัคคีเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!
เขาไม่เคยคิดเลยว่าความสำเร็จของเซิ่งเหม่ยในกฎน้ำแข็งจะน่าทึ่ง
มาก!
เมื่อถึงตอนนี้ ใครก็ตามที่ทำให้เขตแดนของตนครอบคลุมทั้งสนาม
ประลองได้ก็จะได้รับชัยชนะในที่สุด!
กัลป์อัคคีถ่ายเทพลังงานของเขาลงในเขตแดนทันที่
ครึ่น ครึ่น ครึ่น!
ในการปะทะกันของพลังกฎ รูนน้ำแข็งและอัคคีนับไม่ถ้วนกระเด็น
ออกจากกัน ด้วยเซิ่งเหม่ยที่ศูนย์กลางของรูน พวกมันเป็นเช่นกลีบบุบผา
ขนาดยักษ์และงดงามที่บานสะพรั่งเป็นชั้นๆ!
อย่างไรก็ตาม ในท้ายที่สุดเซิ่งเหม่ยก็เหนือกว่าในด้านนี้ ในการ
ปะทะกันของความแข็งแกร่ง นางไม่อ่อนแอกว่ากัลป์อัคคี และในแง่ของ
กฎ นางก็ครอบครองความได้เปรียบ!
เปลวเพลิงถูกกลืนหายไปเรื่อยๆ กัลป์อัคคีกัดฟันของเขา เหงื่อหยด
ลงมาที่หน้าผาก
วูซซ!
ด้วยเสียงที่เบา ปีกคู่สีดำคลี่ออกจากด้านหลังเซิ่งเหม่ย นางทะยาน
ขึ้นไปในอากาศและในช่วงเวลานี้เมื่อรูนปกคลุมร่าง นางก็เป็นเหมือน
เทพธิดาแห่งสวรรค์
เมื่อเซิ่งเหม่ยกางปีกของนาง ค่ายกลเหมันต์ม่านเงาสวรรค์ของนางก็
เปลี่ยนสีเช่นกัน บุบผาหกกลีบเริ่มเปลี่ยนจากสีฟ้าเป็นสีดำสนิท
หิมะและน้ำแข็งสีดำปกคลุมเหนือวงล้อราชันเร้น ลึกลับและทรง
พลัง มีความสามารในการกลืนกินของพลังแห่งความตาย
ในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นเซิ่งเหม่ยหรือกัลป์อัคคี มันก็ไม่มีการโจมตี
โดยตรง มันได้กลายเป็นการเผชิญหน้าของสนามพลัง
เวลาผ่านไป วินาทีสู่นาที่ หลังจากผ่านไปเกือบสองชั่วโมง เหงื่อก็
ปรากฏตัวขึ้นบนใบหน้าของกัลป์อัคคีมากขึ้นในขณะที่เขาผลาญพลังงาน
ไปครึ่งหนึ่งแล้ว
แต่สำหรับเซิ่งเหม่ย นางเพียงหายใจหอบเล็กน้อยเท่านั้น ตั้งแต่ต้น
จนตอนนี้ นางยังคงสงบนิ่ง
ด้วยการต่อสู้มาถึงระดับนี้ มันก็ไม่มีจุดหมายในการดำเนินต่อไป เซิ่ง
เหม่ยได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของนางแล้ว ในแง่ของกฎน้ำแข็ง นางก้าว
ข้ามเปลวเพลิงของกัลป์อัคคีอย่างสิ้นเชิง!
“ข้า… ข้ายอมรับความพ่ายแพ้…”
กัลป์อัคคีพยายามพูดอย่างจำใจ
เขาคิดว่าตนอาจจะแพ้ แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นเพราะเขาพ่าย
แพ้โดยตรงในด้านเขตแดนที่เขาเชี่ยวชาญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน
สนามพลังเปลวเพลิงที่เขาภูมิใจ
วูปปป –
ทันใดนั้น เปลวเพลิงที่ปกคลุมท้องฟ้าก็กระจัดกระจายไปอย่าง
สมบูรณ์ และชั้นน้ำแข็งเองก็แตกสลายกลายเป็นมวลแสงนับไม่ถ้วนสู่
สวรรค์ก่อนที่จะกลายเป็นเมฆหนาของหิมะที่ตกลงมาเบาๆ…
ฉากนี้ช่างงดงามดั่งฝัน
และในขณะนี้ เซิ่งเหม่ยที่อยู่ในฉากอันงดงามเหล่านี้ต่างทำให้อสูรโล
กันต์มากมายตกตะลึง
เซิ่งเหม่ยชนะการต่อสู้ครั้งที่สามของนาง
หากเพิ่งชนะครั้งแรก มันก็จะไม่มีใครประหลาดใจ แต่ในระหว่างการ
ต่อสู้ครั้งนี้ นางได้แสดงทักษะใหม่อย่างสมบูรณ์และไม่เคยใช้
ความสามารถเช่นที่นางใช้ในระหว่างการต่อสู้ครั้งแรก
ความรู้สึกนี้ต่อความแข็งแกร่งของเซิ่งเหม่ยคือ มิอาจหยั่ง…