Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 2,210 เสียงเรียกหา
โซ่ศักดิ์สิทธิ์แห่งบัญญัติเหล่านี้ขัดขวางชะตากรรมของชาวมนุษย์ มัน
เป็นเช่นเมื่อ 3.6 พันล้านปีก่อน และยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน ดั่ง
ขุนเขายิ่งใหญ่ที่กดทับชาวมนุษย์
ที่ด้านหน้าของจักรพรรดิสักกะ เสี่ยวหมัวเซียน และสายตาของคน
อื่นๆ หลินหมิงก็เดินไปหาโซ่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นทีละก้าว ด้วยทุกย่างก้าว ที่
ดวงดาวในสวรรค์สูงสุดสั่นไหว นี่คือการสำแดงของร่างกายหลินหมิงที่
มาถึงจุดสูงสุด ซึ่งเขาได้รับเสียงสะท้อนจากจิตใต้สำนึกด้วยเต๋าอันยิ่งใหญ่
แห่งสวรรค์และปฐพี
เมื่อหลินหมิงมาถึงหน้าโซ่ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงกับเก้าดวงดาราแห่ง
วิหารเต๋า ปรากฏการณ์มากมายเกิดขึ้นรอบตัวเขา มังกรศักดิ์สิทธิ์เคลื่อน
ผ่านอากาศ ฟีนิกซ์กู่ร้องและดูเหมือนว่าดินแดนจะปรากฏอยู่ในหมอก
โกลาหลแห่งโลหิต ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั่วไปอยู่บนนั้น
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏขึ้นเมื่อร่างกายถูกชำระให้บริสุทธิ์แล้ว
เมื่อร่างกายกลายเป็นโลกในตัวเอง
หลินหมิงเริ่มรวบรวมพลังของเขา ก่อนที่เขาจะทำสิ่งใด โซ่ศักดิ์สิทธิ์
ที่อยู่ด้านหน้าก็เริ่มสั่นสะเทือนราวกับว่าพวกมันไม่สามารถต้านทานพลัง
อันน่าสะพรึงกลัวของหลินหมิงได้
บึ้มมมม!
หลินหมิงปล่อยหมัดออกไป พลังโลหิตไร้สิ้นสุดทะลักออกมา โลหิต
ของเขาถูกเผาผลาญด้วยเปลวเพลิงสุกใสซึ่งส่องสว่างทั่วผืนฟ้าอันกว้าง
ใหญ่และเผาผลาญโซ่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
“สลาย!”
ด้วยเสียงตะโกนดัง หมอกโลหิตที่ลอยอยู่ในอากาศกลายเป็นมังกร
โลหิตที่พุ่งชนโซ่ศักดิ์สิทธิ์อย่างดุเดือด
ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง!
โซ่ศักดิ์สิทธิ์ในที่สุดก็แตกสลายและหายไปจากโลก
ทันใดนั้น วิหารเต๋าทั้งเก้าแห่งได้ถูกปลดปล่อยแสงเจิดจ้าอย่างไร้
เปรียบ
จากดวงดาวทั้งเก้า ดวงหนึ่งในนั้นส่องแสงดุจจันทร์เต็มดวง
แสงดาวไหลเป็นสายน้ำ ทั้งหมดอาบลงบนร่างของหลินหมิง
แสงดาวนี้มาจากวิหารเต๋าที่แปดซึ่งหลินหมิงต้องการที่จะทะลวง –
วิหารเต๋าวิถีจรัส
เก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋า เจ็ดดวงสว่างได้แก่ – หมาป่าจอมตะกละ,
ประตูยักษ์, ลิขิตชะตา, บทบรรเลงแห่งเมตตา, สัจธรรมสวรรค์, บท
บรรเลงแห่งสงคราม, และทลายทัพ
สองดวงมืดได้แก่ วิถีจรัสและจุติเร้น
สองวิหารเต๋าสุดท้ายของเก้าดาวแห่งวิหารเต๋าจะไม่ให้ความสามารถ
พิเศษแก่นักสู้ อย่างไรก็ตาม พวกมันเป็นเหมือนโซ่สองชุดที่เชื่อมโยง
วิหารเต๋าทั้งเก้าเข้าด้วยกัน ทำให้พวกมันเจิดจ้ายิ่งขึ้นขณะที่ทำให้เต๋าอัน
ยิ่งใหญ่ผสานเข้าด้วยกันกับมัน
การเปิดสองวิหารเต๋าสุดท้าย มันจะทำให้ความแข็งแกร่งโดยรวม
ของนักสู้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับราชันสวรรค์ทะลวงเข้าสู่เทพแท้จริง มันจะ
มีความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างครอบคลุม!
หลังจากโซ่ศักดิ์สิทธิ์ถูกฉีกออกจากกัน หลินหมิงยืมพลังชีวิตที่ไร้
สิ้นสุดภายในลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรกกำเนิดและทะยานขึ้นไป!
เขาคว้าดวงที่สว่างที่สุดในเก้าดาราและใส่เข้าไปในร่างกายของตน
โดยตรง!
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลินหมิงได้สะสมมากแล้วในด้านกายผัน
แปร รวมกับลูกแก้วจิตวิญญาณอนุภาคแรกกำเนิด แม้ว่านี่จะเป็น
ขอบเขตขนาดใหญ่ในเก้าดวงดาราแห่งวิหารเต๋า แต่เขาก็ยังประสบ
ความสำเร็จโดยทะลวงผ่านมันได้ตรง!
ดวงดาวดังกล่าวได้รับการกลั่นโดยหลินหมิง วิหารเต๋าวิถีจรัสเริ่มเผา
ไหม้!
หวึ่ง! –
หวึ่งง –
ในเวลานี้ เจ็ดวิหารเต๋าที่สว่างภายในร่างกายของหลินหมิงตอบ
สนอง พวกมันเปล่งเสียงของความปิติ ราวกับว่าพวกมันมีความสุขในสิ่งที่
เกิดขึ้น
แม้แต่แปดประตูเร้นลับภายในที่เปิดไปแล้ว ประตูแห่งชีวิต ประตู
แห่งความตาย ประตูแห่งการรักษา ประตูเหล่านั้น ทั้งหมดหลั่งไหล
ศักยภาพไร้สิ้นสุดออกมาจากร่างของหลินหมิงอีกครั้ง
การกระตุ้นครั้งนี้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม แม้แต่โลหิตชีวิตที่ไม่เคย
ผ่านการขัดเกลามาก่อนซึ่งยังคงอยู่ในร่างกายก็ยังเริ่มเผาไหม้ดุจเพลิง
นรก
ร่างกายของหลินหมิงถูกทุบและสร้างใหม่อย่างต่อเนื่องภายใต้พลัง
คลื่นโลหิตชีวิต ผิวของเขาดุจคลื่นในพายุและทั้งร่างแผ่ออร่าที่ราวกับว่า
สามารถทำลายสวรรค์และปฐพี
แม้แต่บางรังสีแสงยังบิดรอบตัวเขา ทำให้มิอาจเข้าใกล้เขาได้ ดู
เหมือนว่าเขาจะกลายเป็นร่างเดียวกับโลก ซึ่งมีระบบในตัวเอง ต้านทาน
พลังใดที่เข้าหาเขา
บึ้มม!
สายฟ้าที่พุ่งพรวดออกมาจากรูขุมขนของหลินหมิง พวกมันล้อมรอบ
เขาดุจด้ายไหมสีม่วงไร้สิ้นสุด
พันล้านล้านล้านของกฎเต๋าอันยิ่งใหญ่เกิดรูปร่าง กลายเป็นเกล็ดที่
เบ่งบานบนผิวหนังของหลินหมิง
พลังโลหิตชีวิตหลั่งไหลออกมามากขึ้น เร้าร้อนด้วยความตื่นเต้น เปิด
ทุกอย่างออก ก่อเป็นเตาหลอมที่พ่นออกมาโดยไร้สิ้นสุดส่องสว่างทั่วส่วน
นี้ของโลกด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นโปร่งแสง
ใกล้ๆ เสี่ยวหมัวเซียน จักรพรรดิสักกะและคนอื่นๆรู้สึกถึงพลังนี้
ในช่วงเวลานั้น พลังโลหิตชีวิตของพวกเขาดูเหมือนจะถูกกระตุ้น
ด้วยพลังโลหิตชีวิตและศักยภาพที่ปล่อยออกมาจากร่างกายของหลินหมิง
แสงดาวส่วนใหญ่จากเก้าดารารวมตัวกันในร่างกายของหลินหมิง แต่ส่วน
น้อยกระจายออกไปภายนอก ไหลผ่านความว่างเปล่า
ถ้าหลินหมิงอยู่ลำพัง แสงดาวนี้จะสลายไปอย่างไร้ประโยชน์
แต่ตอนนี้ มีนักสู้ชาวมนุษย์อยู่มากมาย พวกเขาย่อมจะไม่ยอมให้
แสงดาวนี้สูญเสียไป แสงดาวนี้เป็นพลังที่เข้าใกล้ต้นกำเนิดของเต๋าอัน
ยิ่งใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวหมัวเซียน จักรพรรดิสักกะ จิ่วเอ๋อร์หรือใครก็ตาม
พวกเขาต่างเริ่มดูดซับพลังของดาราทั้งเก้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ดูดซับแสงดาวได้มากที่สุดนั้นไม่ใช่จิ่วเอ๋อร์ แต่เป็น
หลินฮวง
หลินฮวงยังมีสายเลือดของหลินหมิง และเขาเคยมีประสบการณ์ที่ไม่
ถูกต้านทานโดยเก้าดารา ยิ่งกว่านั้น หลินฮวงยังบ่มเพาะคู่ร่างกายและ
พลังงาน เมื่อเทียบกับจิ่วเอ๋อร์ที่บ่มเพาะพลังงานและวิญญาณ เขาก็มี
ความเหนือกว่าโดยธรรมชาติ
ฉากนี้ดำเนินต่อเนื่องหลายชั่วโมง
หลังจากหลินหมิงกลั่นพลังของดวงดาวทั้งเก้าอย่างถี่ถ้วน มันก็ดู
เหมือนว่าเขาจะโผล่ออกมาจากความมืดแห่งการรังสรรค์ ผู้เป็นอมตะที่
เงียบขรึมซึ่งปีนขึ้นไปสู่จุดสูงสุดทางร่างกายชาวมนุษย์ที่ถูกผนึกไว้เป็น
เวลาหลายพันล้านปี
ในเวลานี้ ร่างกายของหลินหมิงเปล่งประกายความสดใสยิ่งขึ้น
สำหรับแสงจากจักรวาล ขณะที่รังสีเหล่านี้เข้าหาหลินหมิง พวกมันถูกบด
ขยี้ด้วยพลังที่แปลกและมืดมิด
ร่างของหลินหมิงในปัจจุบันได้มาถึงระดับที่มิอาจเข้าใจได้แล้ว
ร่างกายของหลินหมิงมีพละกำลังไม่จำกัดที่จำเป็นต้องระบายออกไป
ภายนอก ดวงตาของเขาสาดประกายและเขาก็มองไปยังโซ่ศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่
ไม่ไกลเที่จะกักขังระบบหลอมรวมปราณ
นี่เป็นข้อตกลงสิ่งสุดท้ายของจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาล ซึ่งเขาเคย
กลืนกินชะตากรรมของชาวมนุษย์
หลินหมิงคำรามดัง ทุบหมัดออกไป!
บึ้มมมม!
โลกสั่นสะเทือน โซ่ศักดิ์สิทธิ์สลายไปทันที!
ตอนนี้ แม้แต่จอมเขมือบก็ถูกกลืนกินหายไปอย่างสิ้นเชิงโดยหลินห
มิง จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลได้พึ่งพาความสามารถของจอมเขมือบ
เพื่อสร้างโซ่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ ตอนนี้ ภายใต้พละกำลังของหลินหมิง โซ่
ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้มิอาจขัดขวางเขาได้เลย
เพล้ง! เพล้ง!
โซ่ศักดิ์สิทธิ์แตกสลายลงอย่างรวดเร็ว ไม่ไกลเกินไป จักรพรรดิสักกะ
และคนอื่นๆเฝ้ามอง พูดอะไรไม่ออก
พวกเขาจ่ายด้วยราคา เวลาและความพยายามอย่างมาก แต่ก็ยังไม่
สามารถทะลวงผ่านโซ่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ได้ ถึงกระนั้น มันกลับก็ถูกทำลาย
อย่างง่าย
พลังแห่งเทพเจ้าและอสูรนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นกฎเต๋าอันยิ่งใหญ่
ไร้สิ้นสุด กลิ้งไปมาและบดขยี้ทุกสิ่ง
“หืม?”
หลังจากหลินหมิงทำลายโซ่ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ เขาก็รู้สึกได้ถึงวิญญาณ
หลงเหลือมากมายในพลังงานที่กระจัดกระจายออกไป
พวกมันโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและเศร้าขณะที่กระจายออกไป
ในอวกาศ
ความคิดของหลินหมิงสะท้าน เขาเข้าใจได้ทันทีว่าวิญญาณ
หลงเหลือเหล่านี้ล้วนแต่ถูกกักขังด้วยโซ่ศักดิ์สิทธิ์
ภายในโซ่ศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากพลังของเทพแท้จริง มันยังมี
วิญญาณหลงเหลืออยู่มากมายนับไม่ถ้วนที่สนับสนุนพวกมัน
จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลได้ฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนในช่วงหลายปีที่
ผ่านมา และทั้งหมดนี้ทำเพื่อความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของเขาใน
การกลืนกินโลกหล้า ถ้ามันไม่ใช่เพราะมหาภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น หาก
มิใช่เพราะจ้าวแห่งสุสานจอมเทพอสูรแล้ว จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลก็
อาจถือว่าเป็นตัวตนที่ไร้เปรียบได้ในยุคของเขา เขาน่าจะปกครองเหนือ
33 สวรรค์และการบ่มเพาะของเขาอาจดำเนินไปอีกก้าวหนึ่ง จนกระทั่ง
ไปถึงขอบเขตของจอมอสูรโลกันต์
แต่โชคไม่ดี ถ้าความแข็งแกร่งของจักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลนั้นถูก
เทียบผ่านแม่น้ำแห่งกาลเวลาที่ไหลมานานถึงแสนล้านปีแล้วเขาก็จะ
กลายเป็นตัวตนสามัญ เมื่อเปรียบเทียบกับจ้าวแห่งสุสานจอมเทพอสูร
จักรพรรดิภูติเทพฟ้าบันดาลก็ไม่ได้ทรงพลังไปกว่าจักรพรรดิอสูรโบราณ
จำนวนมากที่ถูกผนึกอยู่ในทะเลกระดูกจักรพรรดิ
…………
ขณะที่หลินหมิงทะลวงผ่านวิหารเต๋าที่แปด ในขณะที่เขาทำลายโซ่
ศักดิ์สิทธิ์ ในจักรวาลอันห่างไกล ในดินแดนต้องห้ามอาชูร่าที่ถูกซ่อนอยู่
ในซากปรักหักพังของเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาล เซิ่งเหม่ยเดินขึ้นไปบนถิ่น
ทุรกันดารในชุดสีดำ
กุญแจเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามนี้คือโซ่แห่งภัยพิบัติ และจนถึงตอนนี้
มันอยู่ในมือของผู้นำเผ่าพันธุ์เทพบรรพกาล – ตี้อู๋เหิน หลินหมิงยืมกุญแจ
มา และด้วยความเข้าใจในกฎอาชูร่า มันจึงไม่ยากที่จะเปิดดินแดน
ต้องห้ามอาชูร่า
เซิ่งเหม่ยเดินเข้าไปในดินแดนต้องห้ามนี้โดยลำพัง นางรู้สึกราวกับว่า
ได้เดินเข้าไปในสุสานโบราณ
โลกอันยิ่งใหญ่นี้แห้งแล้งและดวงอาทิตย์ที่อยู่เหนือนางนั้นสลัว ราว
กับว่าโลกถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดชั่วนิรันดร์ มันจะไม่น่าแปลกใจ
หากโลกนี้จะพังทลายไปในอีกไม่นาน
เซิ่งเหม่ยไม่เคยคาดคิดว่าดินแดนต้องห้ามอาชูร่าจะเป็นสถานที่
เช่นนี้ นางก้าวไปข้างหน้าอย่างเงียบๆและพบว่าแผ่นศิลาฝังอยู่ใต้ดิน
แผ่นศิลาเหล่านี้มีรอยด่างตามกาลเวลา และจารึกมากมายถูกทำลายไป
หลายปี
เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า นางจะเห็นกลุ่มเมฆหนาทึบรวมตัวอยู่เหนือหัว
พวกมันหนักและมืด ปิดกั้นแสงสว่าง
เซิ่งเหม่ยส่ายหัวของนาง นางเดินหน้าต่อไป สิ่งที่นางค้นหาคือ
กระจกน้ำแข็งที่หลินหมิงพูดถึง
จากที่หลินหมิงพูด ดูเหมือนจะมีวิญญาณหลงเหลือของนางจากชีวิต
ในอดีตอยู่
นางต้องการพบตัวตนในอดีตเป็นการส่วนตัวและค้นหาบางสิ่ง…”
บางทีนางอาจจะรู้ว่าเหตุใดจักรพรรดิวิญญาณจึงใช้เวลาและความ
พยายามมากในการควบคุมและเลี้ยงดูนาง
แต่ในเวลานี้ เซิ่งเหม่ยได้ยินเสียงกระทันหัน ซึ่งเป็นเสียงเรียกหานาง
เบาๆ
เสียงนี้ค่อนข้างสนิทสนมและคุ้นเคยเล็กน้อย ราวกับฝังอยู่ในส่วนลึก
ของความทรงจำนาง เพื่อให้นางจำไม่ได้ว่าเป็นใคร
เสียงนี้เลือนราง แต่เซิ่งเหม่ยสามารถได้ยินมันอย่างชัดเจน มัน
แตกต่างจากเสียงของนางอย่างสิ้นเชิง
“ใครกัน?”
เซิ่งเหม่ยหยุดย่างก้าว