Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 1 หลินหมิง
ภายในเมืองลิขิตฟ้า ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรลิขิตฟ้า มีสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ซึ่งถูกก่อตั้งอยู่ที่ภูเขาโจวโดยปรมาจารย์จากหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ สำนักต่อสู้แห่งนี้สืบทอดวิชาต่อสู้โบราณมายาวนานกว่า 600 ปี เป็น
สำนักต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ถูกสร้างขึ้นมาภายในอาณาจักรลิขิตฟ้า
สำนักเจ็ดแก่นแท้เป็นสำนักต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้ จึง
เป็นเรื่องธรรมดาที่สำนักแห่งนี้จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของเหล่าหนุ่ม
สาว ทว่าผู้ที่จะผ่านการทดสอบของสำนักและเข้ามาฝึกฝนในสำนักแห่งนี้
ได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงส่งเช่นกัน กล่าวได้ว่ามีคนเพียงหนึ่งใน
ล้านเท่านั้นที่จะสามารถผ่านการทดสอบไปได้
ภายใต้แสงแดดที่สาดส่องไปทั่วภูเขาโจว มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ใน
ป่าบนภูเขาลูกนั้น เขาแต่งกายด้วยชุดผ้าและมองไปที่ต้นไม้ใหญ่ มือทั้ง
สองของเขานั้นพันไว้ด้วยเศษผ้าขณะที่เขายืนเปลือยอกก่อนที่จะมองไป
ยังต้นไม้ เขาปล่อยหมัดซ้ำแล้วซ้ำอีกใส่ต้นไม้อย่างรุนแรง
“ปึง!”
“ปึง!”
เสียงสะท้อนดังก้องกังวานไปทั่ว เปลือกไม้บนต้นไม้นั้นยุบลงไป
อย่างเห็นได้ชัดและเผยให้เห็นเนื้อไม้สีเทา บนผิวไม้นั้นมีรอยเลือดปรากฏ
อยู่
ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่าหลินหมิง เขาเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสาม
ในอาณาจักรลิขิตฟ้า ผู้คนกว่าครึ่งไม่มีพรสวรรค์ในการต่อสู้ ส่วนอีก
40% จะมีพรสวรรค์ระดับหนึ่ง แม้ว่าพวกเขาจะฝึกฝนการต่อสู้ก็ไม่
อาจจะพัฒนาไปได้ไกลซักเท่าไร อีก 9% จะมีพรสวรรค์ระดับสอง หาก
พวกเขามุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จบางอย่างได้
ในชีวิต อย่างไรก็ตาม การจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแห่งนักสู้นั้นเกือบจะไร้
ความหวังสำหรับพวกเขา
หลินหมิงซึ่งมีพรสวรรค์ระดับสามจึงถือว่ามีสถานะค่อนข้างสูงเมื่อ
เทียบกับคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งพรสวรรค์ระดับสามของเขาก็
ไม่มากพอที่จะทำให้เขาผ่านบททดสอบของสำนักเจ็ดแก่นแท้ได้!
หลินหมิงตระหนักถึงเรื่องนี้ดี เพื่อนสมัยเด็กของเขาเองก็เช่นกัน นาง
เป็นหญิงงามนามว่าหลานอวิ๋นเยว่ นางเองก็มีพรสวรรค์ระดับสาม
เหมือนกับเขา พวกเขาทั้งสองคนทำได้เพียงสอบเข้าสำนักลิขิตฟ้าเท่านั้น
แม้ว่ามันจะใกล้เคียงกับสำนักเจ็ดแก่นแท้
สำนักลิขิตฟ้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลิขิตฟ้า นับตั้งแต่วันที่
ได้ก่อตั้งมา มันมีอายุเพียง 80 ปีเท่านั้น ทั้งเคล็ดบ่มเพาะและตำราต่างๆ
จึงมีจำนวนจำกัด เคล็ดบ่มเพาะต่างๆนั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักสู้อย่าง
มาก หากไม่มีการศึกษาที่ดี การจะสำเร็จขั้นฝึกฝนร่างกาย ขั้นผสานชีพ
จร หรือขั้นที่สูงกว่านั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้
ขั้นผสานชีพจรนั้นเป็นขั้นที่นักสู้ส่วนใหญ่ต่างถวิลหา มันยังเป็น
จุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งนักสู้ เมื่อผู้คนฝึกฝนจนถึงขั้นผสานชีพจร
อายุขัยของพวกเขาจะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ พวกเขายังจะได้รับเกียรติยศ
และนำพาชื่อเสียงมาให้แก่วงศ์ตระกูล
จิตใจของหลินหมิงจะมุ่งมั่นในการฝึกฝน เขาได้ตัดสินใจที่จะเข้าไป
ยังสำนักเจ็ดแก่นแท้ ถ้าหากพรสวรรค์ของเขาไม่พอ เช่นนั้นเขาก็ทำได้
เพียงพึ่งพาความขยันของตัวเขาสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คุมสอบ
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เขาจะสอบติดนั้นน้อยยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเขา
สอบไม่ผ่าน เขาจะเสียเวลาไปกว่าครึ่งปีเพื่อรอโอกาสครั้งใหม่ สำหรับนัก
สู้แล้ว เวลามากขนาดนี้นั้นสำคัญอย่างมาก
เขาเดิมพันทุกสิ่งกับการตัดสินใจครั้งนี้ นอกจากนี้เขายังสัญญากับ
หลานอวิ้นเยียไว้ด้วยว่าจะเข้าสำนักลิขิตฟ้าด้วยกันแทน
หลินหมิงและหลานอวิ๋นเยว่ รู้จักและสนิทสนมกันมานานหลายปี
แม้ว่าทั้งสองจะยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน แต่ทางพ่อแม่ของหลินหมิงก็พอใจ
ในตัวหลานอวิ๋นเยว่ พวกเขามักจะเชิญหลานอวิ๋นเยว่ไปทานข้าวที่บ้าน
อยู่บ่อยๆ
ความรู้สึกระหว่างพวกเขาเหลือเพียงแผ่นกระดาษบางๆที่กั้นเอาไว้
เมื่อพวกเขาโตขึ้น กระดาษแผ่นนั้นก็จะสลายไป ความรัก ความผูกพันธ์
ของพวกเขาก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
หลินหมิงตั้งใจที่จะฝึกฝนให้ถึงขั้นผสานชีพจร ถึงแม้ว่าเขาจะทำได้
ฝึกอยู่แค่ภายในสำนักลิขิตฟ้าก็ตาม!
อย่างไรก็ตาม ในวันที่สำนักลิขิตฟ้าเปิดรับศิษย์เข้าสำนัก หลานอวิ๋น
เยว่กลับไม่มา
ตอนแรก หลินหมิงคาดว่าหลานอวิ๋นเยว่นั้นไม่มาเพราะติดธุระ
บางอย่าง หลังจากนั้นเขาก็รู้มาว่าหลานอวิ๋นเยว่นั้นได้เข้าไปยังสำนักเจ็ด
แก่นแท้ ที่นางสามารถเข้าเป็นศิษย์ในสำนักอันดับหนึ่งนี้ได้เป็นเพราะการ
ช่วยเหลือจากชายหนุ่มอัจฉริยะคนหนึ่ง เขามีนามว่าจูเอี๋ยนแห่งเมืองใบ
หม่อนสีเขียว
แม้ว่าหลินหมิงจะอายุเพียง 15 ปี เขาก็ได้ติดตามพ่อแม่ของเขาไป
ต่อสู้ข้างนอกมาก่อน ดังนั้นเขาจึงมีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนอื่นๆ เขา
จึงเข้าใจจุดประสงค์เบื้องหลังของจูเอี๋ยนเป็นอย่างดี
สำหรับตระกูลที่สูงส่งอย่างตระกูลจู พวกเขาจำเป็นที่จะต้องมี
ภรรยาที่หน้าตาดี แต่ต้องมีพรสวรรค์ด้วย เพื่อที่จะให้กำเนิดบุตรที่มี
พรสวรรค์สูง แม้ว่าตระกูลหลานจะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก และนางมี
พรสวรรค์ระดับสามนั้นถือว่าค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับหญิงสาวคนอื่นๆ ยิ่ง
ไปกว่านั้น หลานอวิ๋นเยว่ก็เป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างมาก จึงเป็นธรรมดา
ที่จูเอี๋ยนจะหลงรักนาง
สำหรับหลานอวิ๋นเยว่แล้ว หากนางสามารถเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ได้
จะเป็นการนำพาชื่อเสียงเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล และยังทำให้นางมี
อนาคตดีกว่าการฝึกฝนในสำนักลิขิตฟ้าอย่างเทียบกันไม่ติด โดยเฉพาะ
อย่างการเพิ่มอายุไขเมื่อเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรได้สำเร็จ มันเป็นสิ่งที่เย้ายวน
อย่างมากสำหรับหญิงสาว
เมื่อต้องเผชิญกับโอกาสที่จะได้มาซึ่งชื่อเสียงและความมั่งคั่งร่ำรวย
เช่นนี้ เหล่าหญิงสาวก็คงไม่อาจปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตาม จูเอี๋ยนเองก็หล่อ
ไม่เบาเลย พื้นหลังตระกูลของเขาและอนาคตนั้นดียิ่งกว่าหลินหมิงเป็น
ไหนๆ
แม้ว่าเขาจะเข้าใจเรื่องนี้ หากจะกล่าวว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ
หลินหมิงแล้ว มันคงเป็นเรื่องโกหก เขาขังตัวเองอยู่ในห้องตลอดสามวัน
สามคืน จากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะเลิกคิดถึงหลานอวิ๋นเยว่และตั้งหน้าตั้ง
ตาฝึกฝน การฝึกฝนของเขาหนักกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า
ก่อนที่หลานอวิ๋นเยว่จะทิ้งเขาไป หลินหมิงก็ได้ตัดสินใจไว้อยู่แล้วที่
จะเข้าสู่ขั้นผสานชีพจรและไล่ล่าสู่ขั้นที่สูงกว่า หลินหมิงในตอนนี้จึงไม่
ต่างจากเดิม ถ้าเขายังคงมีข้อสงสัยเรื่องอยู่เรื่อยๆ เช่นนั้น การจากไปของ
หลานอวิ๋นเยว่จะทำให้เขามุ่งสู้เส้นทางแห่งนักสู้ยิ่งขึ้น
เขาได้ตัดสินใจที่จะสอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ ไม่ว่ามันยากเพียงใดก็
ตาม
“ปึง!”
“ปึง!”
เสียงหมัดกระแทกกับต้นไม้ดังอย่างต่อเนื่องก้องกังวาลไปทั่วป่า
ต้นไม้ชนิดนี้มีชื่อว่าต้นไม้เหล็ก ไม่เพียงแต่ผิวของมันแข็ง แต่มันยังมีพลัง
ฟื้นฟูสูงมาก นักสู้มือใหม่จำนวนมากจึงเลือกใช้มันในการฝึกฝน
ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดเขาก็หมดแรง เขาหยิบสมุนไพรขึ้นมา
จากกระเป๋าสะพาย สมุนไพรเป็นที่สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการฝึกฝนการ
ต่อสู้
สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อว่า หญ้ากระทู้เหล็ก มันเป็นสมุนไพรราคาถูกที่
ใช้รักษาแผลได้ แต่การใช้มันก็ทรมานไม่น้อย หากเป็นสมุนไพรที่มีราคา
สูงกว่านี้ ก็จะไม่ทำให้ผู้ใช้ต้องรู้สึกทรมาน
หลินหมิงกัดฟันแน่นทนรับความเจ็บปวดจากสมุนไพร เขาดึงผ้า
ออกมาพันหมัดของเขา
มีสมุนไพรมากมายที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและไม่ส่งผลให้เจ็บปวด
เหมือนหญ้ากระทู้เหล็ก แต่สมุนไพรเหล่านั้นก็มีราคาค่อนข้างแพง ด้วย
ฐานะของตระกูลที่ไม่ได้ร่ำรวยของหลินหมิงแล้ว จึงไม่สามารถที่จะหาซื้อ
มันมาใช้ได้
พ่อแม่ของหลินหมิงเป็นเพียงลูกจ้างในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แม้ว่า
ตระกูลหลินจะเป็นตระกูลที่ใหญ่มาก แต่ครอบครัวของหลินหมิงก็เป็น
เพียงตระกูลสาขา พวกเขาเป็นเพียงลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ของตระกูลหลัก และ
เงินค่าจ้างที่พวกเขาได้รับก็ไม่มากพอที่ส่งเสริมการฝึกฝนของหลินหมิง
พ่อแม่ของหลินหมิงอยากให้หลินหมิงมาทำงานร่วมกับครอบครัว แต่
เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้ของหลินหมิงแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจจะ
นำเงินเก็บของครอบครัวมาส่งเสริมหลินหมิง เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกฝน
ของหลินหมิง ตั้งแต่นั้นมาหลินหมิงก็ใช้เงินในส่วนนี้อย่างประหยัดและ
รอบคอบมาโดยตลอด และเขาก็ยังอยู่ในระดับการฝึกฝนเพียงขั้นแรก
เท่านั้น
การฝึกฝนนั้นมีทั้งหมด 6 ขั้น ขั้นสุดท้ายคือขั้นผสานชีพจร และเมื่อ
บรรลุถึงขั้นนี้ก็จะมีโอกาสที่จะพัฒนาต่อไปเพื่อบ่มเพาะปราณได้ ซึ่งก็
แบ่งเป็นขั้นปราณต้นฟ้า กับขั้นปราณปลายฟ้า
หลังจากใช้หญ้ากระทู้เหล็กและทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง บาดแผล
ของเขาก็สมานตัว เขาตั้งใจที่จะฝึกฝนการต่อสู้ของเขาต่อ แต่จู่ๆก็มีเจ้า
อ้วนคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “พี่ชาย วันนี้เป็นวันที่สำนักเจ็ดแก่นแท้เปิดรับ
ศิษย์ เหตุใดพี่ยังฝึกฝนอยู่อีกเล่า พี่ควรไปร่วมการทดสอบมิใช่หรือ? ”
ชื่อของเจ้าอ้วนคือคนนี้คือหลินเสี่ยวตง เขามีอายุน้อยกว่าหลินหมิง
เล็กน้อย พวกเขาเติบโตขึ้นมาด้วยกัน
หลินเสี่ยวตงเป็นทายาทที่แท้จริง เขาเป็นคนตระกูลหลัก อย่างไรก็
ตามในตระกูลหลักก็มีการจัดอันดับความสำคัญอยู่ เขาเป็นผู้ที่อยู่ใน
อันดับต่ำสุด
หลังจากหันกลับไปเห็นหลินเสี่ยวตง หลินหมิงก็หันกลับไปยังต้นไม้
และกล่าว “ช่วงแรกจะมีคนเข้าไปลงชื่อจำนวนมาก ข้าไม่อยากเสียเวลา
ในการฝึกฝนของข้าไป”
“ให้ตายเถอะ!” หลินเสี่ยวตงพูดออกเมื่อเห็นรอบยุบของเปลือกไม้
และรอยเลือดของหลินหมิง “พี่บ้าไปแล้วรึ หากพี่ยังฝึกฝนอย่างหักโหม
เช่นนี้ พี่จะต้องพิการในที่สุด หญ้ากระทู้เหล็กไม่เพียงพอที่จะรักษาแผล
ของพี่ได้ ”
หลินหมิงไม่ได้พูดอะไร เดิมทีการที่ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสามจะ
ฝึกฝนให้สำเร็จขั้นผสานชีพจรก็ถือว่าเป็นไปได้ยากมาก แต่เขาก็ยังมี
ความหวัง แม้มันจะมีโอกาสที่จะทำให้เขาต้องพิการจากการฝึกฝนไป
ตลอดชีวิตก็ตาม
สำหรับหลินหมิงแล้ว นี่คือการต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตของเขา
หลินเสี่ยวตงถอนหายใจและดึงบางอย่างออกมาจากช่องในกระเป๋า
พร้อมกับยื่นให้หลินหมิง “พี่ชาย ใช้นี่เถอะ”
หลินหมิงหันมามอง และก็ต้องตกใจ มันคือโสมสีโลหิตอายุร้อยปี มัน
เป็นยาระดับสูงสามารถใช้สมานแผลและบำรุงร่างกายได้ มันมีความ
อ่อนโยนมาก ไม่ทำให้ทรมานเหมือนกับหญ้ากระทู้เหล็ก มันมีราคา
ประมาณ 150 เหรียญทอง เทียบได้รับรายได้ตลอดทั้งปีของพ่อและแม่
ของเขารวมกัน
เขาส่ายหัว “ข้ารับโสมโลหิตนี้ไว้ไม่ได้”
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง แต่ของสิ่งนี้ก็มี
ราคาสูงเกินไป ครอบครัวของหลินเสี่ยวตงมั่งคั่งกว่าหลินหมิงมาก แต่
หลินเสี่ยวตงก็ไม่มีความมุ่งมั่นในการฝึกฝนการต่อสู้สักเท่าไร
หลินเสี่ยวตงพยายามยัดโสมโลหิตให้กับหลินหมิงและกล่าว “ข้าซื้อ
โสมโลหิตนี้มาให้พี่ ถ้าพี่ปฏิเสธมันก็เท่ากับปฏิเสธความเป็นพี่น้องของเรา
ข้าไม่ได้มีความทะเยอทะยานมากนัก แค่ข้ายังเป็นคนตระกูลหลักก็มาก
พอสำหรับข้าแล้ว”
หลินหมิงเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะรับโสมโลหิตเอาไว้ “ขอบใจมาก ข้า
จะไม่ลืมบุญคุณของเจ้าเลย ข้าจะต้องฝึกฝนให้ถึงขั้นผสานชีพจรให้ได้
เพื่อไม่ใช้ความช่วยเหลือของเจ้าสูญเปล่า”
“ฮ่าๆ เมื่อถึงวันนั้น พี่ต้องจัดการไอ้ลูกหมาจูเอี๋ยนให้ข้าด้วยล่ะ
ตระกูลของมันข่มเหงตระกูลของเรามานานแล้ว!”
จูเอี๋ยน… หลินหมิงถอนหายใจเบาๆ จูเอี๋ยนเป็นศิษย์ในสำนักเจ็ด
แก่นแท้ และเขายังอยู่ในห้องสวรรค์ เขาฝึกฝนไปจนถึงจุดสูงสุดของขั้นที่
สามแล้ว จูเอี๋ยนคือเป้าหมายสูงสุดที่เขาหวังจะก้าวข้ามให้ได้ในสักวัน
หนึ่ง
พื้นที่ของสำนักเจ็ดแก่นแท้ในกว้างใหญ่ไพศาล หลินหมิงและหลิน
เสี่ยวตงมาถึงสำนักแห่งนี้ในช่วงปลายของการสมัคร ผู้สมัครเรียงเป็นแถว
ยาวอย่างเป็นระเบียบ
“เราคงต้องรออีกนาน” หลินเสี่ยวตงถอนหายใจ
“ก็คงเป็นเช่นนั้น” หลินหมิงพยักหน้า
“เฮ้ ดูตรงนั้นสิ” หลินเสี่ยวตงชี้ไปทางประตูเล็กๆ มีเพียงไม่กี่คน
เท่านั้นที่อยู่บริเวณนั้น
“เฉพาะตระกูลขุนนาง…” หลินหมิงสังเกตป้ายที่เขียนกำกับไว้
“บ้าเอ้ย!” หลินเสี่ยวตง พึมพำด้วยความไม่พอใจ พวกขุนนางช่างเอา
เปรียบคนธรรมดาเสียจริง
ในขณะที่หลินเสี่ยวตงกำลังสาปแช่งพวกขุนนาง จู่ๆประตูนั้นก็เปิด
ออก ชายหนุ่มสองคนก้าวออกมา คนหนึ่งในนั้นสวมชุดสีฟ้า มีดาบยาวที่
แนบที่เอว บุคลิกดูสง่างาม
เมื่อเห็นการปรากฏตัวของชายคนนี้ หลินหมิงขมวดคิ้วในทันนี้ เขา
คือจูเอี๋ยน
หญิงสาวในตระกูลจูได้แต่งงานเข้าไปในราชวงศ์ เป็นนางสนมและได้
ให้กำเนิดองค์ชายขึ้นมา ทำให้ตระกูลจูกลายเป็นตระกูลที่มีชื่อเป็นเป็น
อับดับหนึ่งในเมืองใบหม่อนสีเขียว ด้วยฐานะของพวกเขา มันมากพอที่จะ
ให้สิทธ์ในการเข้าเป็นศิษย์ในสำนักได้โดยไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบ และ
พวกเขาก็ได้มอบศิษย์นี้ให้กับหลานอวิ๋นเยว่
“จูเอี๋ยน? มันเป็นคนที่น่ารังเกียจ” หลินเสี่ยวตงพึมพำ
จูเอี๋ยนกำลังเดินนำชายหนุ่มอีกคนอยู่ ดูเหมือนว่าชายหนุ่มคนนั้นคง
จะเป็นลูกน้องของเขา ด้วยทิศทางที่พวกเขาก้าวเดิน ไม่มีทางที่พวกเขา
จะมองไม่เห็นหลินหมิง
แต่หลินหมิงก็ไม่คิดที่จะหนี เขากลับยืนอยู่อย่างสงบขณะที่จูเอี๋ยน
เดินเข้ามาใกล้
จูเอี๋ยนหยุดเดิน สายตาจับจ้องไปยังหลินหมิงและหลินเสี่ยวตง เขา
ขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้เห็นหลินหมิงทำให้เขารู้สึกอึดอัด แม้ว่าเขาจะได้
หลานอวิ๋นเยว่ไปแล้ว แต่นางก็ปฏิเสธที่จะใกล้ชิดกับเขาก่อนที่จะแต่งงาน
เห็นได้ชัดว่าหลินหมิงยังกุมหัวใจของนางเอาไว้อยู่ เหตุผลที่นางยอมรับ
การแต่งงานจากจูเอี๋ยนเป็นเพราะสำนักเจ็ดแก่นแท้ จูเอี๋ยนรู้สึกไม่พอใจ
เป็นอย่างมากที่หัวใจของภรรยาในอนาคตของเขาไปอยู่กับคนอื่น
“เจ้าคือหลินหมิงสินะ? มีเพียงระดับการฝึกฝนขั้นแรกริอาจจะ
ทดสอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้งั้นรึ?”
คำพูดของจูเอี๋ยนให้ความหมายอย่างชัดเจน เขาไม่ต้องการให้หลินห
มิงได้อยู่ในสำนักแห่งนี้ มันจะทำให้หลานอวิ๋นเยว่ลืมหลินหมิงไม่ได้
“ข้ามาที่นี่เพราะต้องการแสวงหาวิถีแห่งการต่อสู้? มันไม่ได้เกียวข้อง
อะไรกับเจ้า”
“วิถีแห่งการต่อสู้? อวดดีเหลือเกิน” จูเอี๋ยนหยิบดาบที่พาดเอาไว้ที่
เอวขึ้นมา เขาใช้มันฟาดไปในอากาศ คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งไปกระแทก
กับต้นไม่ที่อยู่ห่างออกไป
“ตึ่ง!”
กิ่งไม้และใบ้ไม้มากมายล่วงลงมาสู่พื้นพร้อมกับรอยแตกขนาดใหญ่ที่
ปรากฏอยู่บนลำต้น
เหตุผลที่จูเอี๋ยนทำเช่นนี้ก็เพื่อข่มหลินหมิง เขาต้องการที่จะแสดง
ความห่างชั้นระหว่างตัวเขาเองกับหลินหมิง “ข้ามีพรสวรรค์ระดับสี่ เริ่ม
ฝึกฝนการต่อสู้ตั้งแต่อายุสิบสอง ใช้สมุนไพรราคาแพงอีกมากมายที่คน
อย่างเจ้าไม่อาจจะหามันมาได้ และในตอนนี้ข้าก็ได้เข้าร่วมกับห้องสวรรค์
คนที่อ่อนแอเช่นเจ้ายังกล้าพูดถึงวิถีแห่งการต่อสู้อีกรึ?”
จูเอี๋ยนพูดอย่างเย้อหยิ่งทำให้หลินเสี่ยวตงโมโหขึ้นมา “เจ้าแค่อายุ
มากกว่าข้า 2 ปี ถ้าข้าอายุเท่ากับเจ้า ข้าคงจะถีบหัวเจ้าไปแล้ว!”
จูเอี๋ยนขมวดคิ้วและหันไปยังหลินเสี่ยวตง “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้า…” ด้วยแรงกดดันอันมหาศาลที่ถูกส่งออกมาจากจูเอี๋ยน ทำให้
หลินเซี่ยวตกได้แต่กลืนน้ำลาย “ข้าคือหลินเสี่ยวตง เจ้าจงดีจำเอาไว้ให้ดี!”
“หลินเสี่ยวตง? คนตระกูลหลินมีคุณสมบัติที่จะพูดคุยกับข้าด้วยรึ?
พวกเจ้าไม่คู่ควรที่จะสนทนากับข้า ไม่ว่าจะเจ้าหรือหลินหมิง! ถ้าไม่ใช่
เพราะหลานอวิ๋นเยว่ ข้าก็คงไม่ต้องมารู้จักสวะอย่างพวกเจ้าหรอก! และ
ต่อจากนี้หลานอวิ๋นเยว่ไม่ใช่ใครที่พวกเจ้าจะแตะต้องได้อีกต่อไป ”
“ข้าจะให้เจ้าหนึ่งพันเหรียญทอง! และหวังว่าจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะ
ไม่เห็นหน้าพวกเจ้าอีก!” จูเอี๋ยนกล่าวในขณะที่เขาเอาถุงเหรียญทอง
ออกมา
คนรอบๆต่างตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน หนึ่งพันเหรียญทอง?! มันมาก
พอที่จะใช้ในการสนับสนุนการฝึกฝนด้วยสมุนไพรระดับสูงได้นานถึง 3 ปี
“หนึ่งพันเหรียญทอง? เอาไปให้ขอทานเถอะ!” หลินเสี่ยวตงผลักมัน
กลับไป แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นเงินที่มีมูลค่ามาก
จูเอี๋ยนสะบัดมือของหลินเสี่ยวตง และหันหน้าไปทางหลินหมิงเพื่อ
รอคำตอบ
หลินหมิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะพูดออกมาด้วยความกล้า
หาญและชัดถ้อยชัดคำ “การฝึกฝนการต่อสู้นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ
ฐานะของตระกูลหรือพรสวรรค์อะไรทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญกับการฝึกฝนอย่าง
แท้จริงก็คือ… หัวใจที่มุ่งมั่นที่จะฝึกฝนการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ!”
“วิถีการต่อสู้ที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ อำนาจ หรือเงินทอง!
ซักวันหนึ่งข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้!” คำพูดของหลินหมิงมีความหมายลึกซึ้ง
ทุกคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต่างก็ได้ยินถ้อยคำของเขาอย่างชัดเจน