Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 102 จุดสนใจของทุกสายตา
ในวันนี้ลานประลองของสำนักเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย และแต่ละ
คนก็ล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งเหล่าขุนนาง เชื้อพระวงศ์ ผู้ทรงอิทธิพล
และผู้ที่มีชื่อเสียงในอาณาจักรแห่งนี้อีกมากมาย
ผู้ที่มีพัฒนาการในระดับเดียวกับหลินหมิงนั้นถือว่าพบเห็นได้ยาก
อย่างยิ่ง แม้แต่ในสำนักเจ็ดแก่นแท้ ยังต้องใช้เวลาเป็นร้อยๆปีถึงจะได้พบ
กับบุคคลเช่นนี้ซักคนหนึ่ง ส่วนคู่ต่อสู้ของเขาก็เป็นถึงหัวกะทิของสำนัก
และยังเป็นยอดนักสู้อันดับหนึ่งในเมืองใบหม่อนสีเขียวอีกต่างหาก
แต่เพียงแค่นั้นไม่พอที่จะสามารถดึงดูดผู้มีชื่อเสียงให้มารวมตัวกันได้
ถึงขนาดนี้
ทุกๆคนรู้ดีว่ามารดาขององค์ชายสิบมาจากตระกูลจู้ และด้วย
ความสามารถของจูเอี๋ยน มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะได้ขึ้นเป็นผู้นำ
ตระกูลคนต่อไป แน่นอนว่าเขาจะต้องอยู่ฝ่ายองค์ชายสิบ
แต่หลินหมิงก็ได้ปฏิเสธคำข้อเสนอขององค์ชายสิบ และหลินหมิงยัง
เป็นสหายกับมู่อี้อีกด้วย มันทำให้ใครต่อใครมั่นใจว่าเขาจะต้องอยู่ฝ่าย
องค์ชายสามอย่างแน่นอน
ในการประลองนี้ แม้จะเป็นเพียงการต่อสู้ระหว่างหลินหมิงกับจู
เอี๋ยน แต่มันก็เป็นเหมือนการปะทะกันขององค์ชายเมฆมายากับองค์รัช
ทายาท ซึ่งส่วนใหญ่ชัยชนะก็จะตกเป็นของฝ่ายองค์ชายเมฆมายาทุกค
ครั้งไป
เป็นที่รู้กันดีว่าองค์ชายสิบต้องการแย่งชิงบัลลังค์จากองค์ชายสามผู้
เป็นรัชทายาทที่แท้จริง และอิทธิพลขององค์ชายสิบก็เพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน
ที่เหล่าขุนนางและผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายมาดูการต่อสู้ในครั้งนี้ เป็น
เพราะนี้คือศึกระหว่างองค์ชายสิบและองค์ชายสามต่างหาก
หลินหมิงได้มาถึงนานแล้ว เขายืนตรงอย่างสง่าผ่าเผยอยู่บนลาน
ประลองพร้อมกับหอกทะลวงสายรุ้ง
เมื่อมองไปโดยรอบ มีแต่ผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักทั้งนั้น แต่เขาก็
ไม่ได้สนใจ เขายังคงทำสมาธิอย่างสงบนิ่ง
ในการต่อสู้ระหว่างผู้ที่มีระดับการฝึกฝนเท่ากัน สมาธิคือสิ่งที่สำคัญ
อย่างยิ่ง พลาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้พ่ายแพ้ได้
ต้องทำให้จิตสงบนิ่งไม่วอกแวก อาจฟังดูเหมือนง่ายแต่ท่ามกลาง
สายตาของผู้มีอำนาจที่จับจ้องเข้ามา และความตื่นเต้นที่จะได้ต่อสู้ มัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยที่จะทำจิตใจให้สงบได้
แต่สำหรับหลินหมิง ที่มีเจตจำนงนักสู้‘จิตบริสุทธิ์’ ก็สามารถทำให้
จิตใจสงบนิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นเพียงแค่การ
พลิกฝ่ามือของเขา
และในเวลานั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นมา “องค์รัชทายาทเสด็จ
แล้ว”
ทันทีที่ได้ฟัง ทุกคนต่างตกตะลึงไปตามๆกัน แม้แต่องค์ชายก็ยังเสด็จ
มาชมการต่อสู้ในครั้งนี้ด้วยสายตาตัวเองอย่างนั้นหรือ
บุรุษผู้มาเยือนพร้อมกับเสียงอึกทึก ตามมาด้วยทหารม้าองค์รักษ์อีก
นับไม่ถ้วน
เขาคือองค์รัชทายาท!!
ข้างกายขององค์รัชทายาทมีชายชราใส่ชุดสีเขียวแก่ เขาคืออาจารย์
ขององค์รัชทายาท… ท่านมู่อี้!
เมื่อได้เห็นพวกเขาทั้งสอง ไม่ว่าใครก็ต่างต้องหลีกทางให้
มู่อี้หันมามองหลินหมิงด้วยรอยยิ้ม หลินหมิงก็ยิ้มตอบมู่อี้ นี่คือ
มิตรภาพระหว่างพวกเขาทั้งสอง
หลังจากนั้น 15 นาที องค์ชายสิบก็มาเยือนสนามประลองแห่งนี้
การมาเยือนของเขายิ่งใหญ่กว่าการมาเยือนขององค์ชายสามเสียอีก
แววตาของเขาคมกริบราวกับคมดาบและด้านข้างของเขาก็มีชายหนุ่มอีก
คนหนึ่ง เขาคือจูเอี๋ยน
เมื่อองค์ชายสิบเห็นหลินหมิง เขาก็ยิ้มและกล่าวทักทาย “น้องหลิน
เจ้ามารอแล้วหรือ นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกัน ยินดีที่ได้รู้จัก” เสียง
ของเขาดังกังวาน แต่ก็ไร้ซึ่งความมุ่งร้ายใดใด
หลินหมิงคิดในใจ “นี่นะรึ คนที่ข้าได้ปฏิเสธข้อเสนอของเขา เขา
ไม่ได้ดูเหมือนศัตรูแต่อย่างใด และคำพูดของเขาก็ไม่ได้แสดงถึงความแค้น
อะไรต่อข้า”
“คงจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันระหว่าง น้องหลินกับจูเอี๋ยน ซึ่งจอมยุทธ
อย่างพวกเราก็ตัดสินความขัดแย้งด้วยการต่อสู้มาช้านานแล้ว ข้าอยากจะ
ให้ความขัดแย้งของพวกเจ้าจบลงไปพร้อมกับการต่อสู้ในครั้งนี้ แล้วเรามา
นั่งคุยกันอย่างเป็นมิตรหลังจากนั้นเถอะ”
“นั่งคุยกันรึ? ข้ากับจูเอี๋ยนเนี่ยนะ? มันคงอยากสังหารข้ามากกว่าที่
จะนั่งคุยกับข้า” เขาคิดในใจ
หลินหมิงรู้ดีองค์ชายสิบไม่ได้ต้องการที่จะเป็นศัตรูกับเขา เขาจึง
กล่าวตอบไปอย่างสุภาพ “ขอบใจที่ท่านยังแสดงความเป็นกันเองกับข้า
เป็นเกียรติอย่างมากที่ได้พบท่าน”
คำพูดของหลินหมิงก็ไม่ได้แสดงความเป็นศัตรูกับองค์ชายสิบแม้แต่
น้อย เมื่อองค์ชายสิบได้ฟังก็ยิ้มและไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อจบบทสนทนาของพวกเขาทั้งสอง จูเอี๋ยนก็กระโดดลงจากหลัง
ม้า และก้าวขึ้นไปบนสนามประลอง เขารู้ดีกว่าหลินหมิงจะต้องแข็งแกร่ง
ขึ้นอีกมากอย่างแน่นอน
มาถึงจุดสูงสุดของขั้นที่สามแล้วรึ?!
จูเอี๋ยนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากหลินหมิง แต่นี่ก็เป็นสิ่งที่เขา
คาดการณ์เอาไว้แล้ว
จูเอี๋ยนก้าวขึ้นมาบนลานประลองและหยุดอยู่ตรงหน้าหลินหมิง อีก
ไม่นานการประลองของพวกเขาก็จะเริ่มขึ้น
หลานอวิ๋นเยว่เองก็มาดูการประลองในครั้งนี้ด้วย นางแฝงตัวอยู่ใน
กลุ่มของเหล่าศิษย์ในสำนักเจ็ดแก่นแท้
นางเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากให้พวกเขาทั้งสองสู้กัน ไม่ว่าใครจะเป็น
ฝ่ายชนะ นางก็เจ็บปวดใจอยู่ดี คำพูดของจูเอี๋ยนที่ว่า “เขาต้องการให้ข้า
หย่ากับเจ้า” ยังดังก้องอยู่ในหูของนาง
นางไม่อยากจะคิดเลยว่าหากจูเอี๋ยนแพ้ ชีวิตต่อจากนี้ของนางจะเป็น
อย่างไร ผู้หญิงที่หย่ากับผู้ชายหลังจากที่หมั้นกันไว้แล้วจะถูกประนาม
และดูถูก
แม้หลินหมิงและจูเอี๋ยนจะขึ้นมาบนลานประลองแล้ว แต่การต่อสู้ก็
ยังไม่เริ่มขึ้น ทั้งคู่ยังคงหลับตาและทำสมาธิกันอยู่
สำหรับจูเอี๋ยน หลินหมิงถือเป็นศัตรูที่อันตราย เขาจะต้องทุ่มเทพลัง
ทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้
เมื่อครึ่งปีก่อน หลินหมิงเป็นเพียงเด็กที่อ่อนแอและไม่อยู่ในสายตา
ของเขา แม้แต่ในวันที่มันชนะหวังยี่เกาได้ มันก็ยังไม่มีค่าอะไรที่เขาจะ
เหลียวมอง
หวังยี่เกาก็ไม่ต่างอะไรกับสวะ มันไม่ควรที่จะถูกเรียกว่านักสู้เสียด้วย
ซ้ำ
จูเอี๋ยนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งเด็กหนุ่มที่อ่อนแอและไม่เคย
อยู่ในสายตาของเขา จะมายืนอยู่ในระดับเดียวกับเขาในวันนี้ และการมี
อยู่ของมันจะส่งผลกระทบกับชีวิตของเขามากมายถึงเพียงนี้
ด้วยการฝึกฝนอย่างเต็มที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จูเอี๋ยนได้เพิ่ม
ความแข็งแกร่งของเขาให้สูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อการ
ต่อสู้ในวันนี้
นี่เป็นการต่อสู้ที่เขาจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด! หากเขาแพ้ให้กับหลินหมิง
ชีวิตของเขาจะพังพินาศทันที ผลการต่อสู้ในครั้งนี้ส่งผลต่ออนาคตและ
เกียรติยศศักดิ์ศรีของเขาอย่างมาก
ถึงเวลาแล้ว!
เป้ง!
เสียงระฆังให้สัญญาณดังก้องกังวาล หลินหมิงยกหอกทะลวงสายรุ้ง
ขึ้นมา มันให้ความรู้สึกราวกับว่ามีมังกรดำกำลังร่ายรำอยู่รอบตัวของเขา
เขาได้แผ่ออร่าที่ทรงพลังออกมา
“นี่นะหรือ ออร่าที่แผ่ออกมาจากนักสู้ขั้นที่สาม มันทรงพลังเกินไป
แล้ว”
“หลินหมิงแข็งแกร่งเกินไป แค่ออร่าของเขาก็สามารถทำให้คน
ธรรมดาแน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออกแล้ว”
แม้แต่ศิษย์ในสำนัดเจ็ดแก่นแท้ก็ยังรู้สึกหวาดกลัว พลังของหลินหมิง
ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าอัศจรรย์
จูเอี๋ยนสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและปล่อยออกมา เขาหยิบดาบคู่
กายของเขาออกมา ดาบนั่นมีชื่อว่า ดาบอัคคีโลหิต เขาคุ้นเคยกับมัน
ราวกัยว่าดาบอัคคีโลหิตเป็นแขนขาของเขาเอง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลินหมิง เขาคงจะประมาทไม่ได้อีกต่อไป
ซู่ววว…
ดาบของจูเอี๋ยนหายวับไปในอากาศ มันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา
เปล่า จูเอี๋ยนใส่พลังปราณลงไปเพื่อบิดเบือนการหักเหของแสง โดยปกติ
แล้วผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องอยู่ในขั้นผสานชีพจร แต่จูเอี๋ยนกลับสามารถทำ
มันได้ตั้งแต่อยู่ในขั้นกล้าเนื้อ
ทั่วบริเวณรอบสนามประลองนั้นเงียบกริบ ทุกสายตาต่างจับจ้องไป
ที่การต่อสู้ของพวกเขาโดยไม่มีใครกล้าที่จะเอ่ยคำพูดใดใดออกมา
ในขณะนี้แม้จะเป็นเพียงเสียงหยดน้ำที่หยดลงบนพื้นก็ยังสามารถได้ยินได้
ผู้ชมทั่วทั้งสนามประลองแทบจะหยุดหายใจขณะที่ชมการต่อสู้ของพวก
เขา