Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 121 อาคมโลหิตล่องหน
ด้วยพลังวิญญาณและพลังปราณที่ฟื้นฟูกลับมาได้ค่อยข้างเร็ว ทำให้
หลินหมิงสามารถจารึกได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งบ่ายของวันนั้น เขาฝืน
ขีดจำกัดของตัวเองหลายต่อหลายครั้ง แต่นี้ก็ถือเป็นวิธีการฝึกฝนการ
จารึกอย่างหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
เมื่อพลังปราณของเขาลดลงไปจนใกล้จะหมด เขาก็จะใช้หินพลัง
ปราณที่เขามีร่วมกับ ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ในสภาวะที่เข้าสู่เจตจำนง
นักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’ เพื่อฟื้นพลังปราณของเขากลับมาอย่างรวดเร็ว ด้วย
หินพลังปราณที่มากมายมหาศาลเช่นนี้ ทำให้การฝึกฝนจารึกของเขา
ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
ดวงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า หวังยู้ฮานเห็นหลินหมิงนั่งทำสมาธิและ
ควบคุมลมหายใจอยู่ นางลังเลว่าจะหากนางจะพูดอะไรในตอนนี้จะเป็น
การรบกวนเขาหรือไม่ แต่สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวและพูดออกมา “ท่าน
หลิน ได้เวลาทานข้าวแล้ว”
“อืม.. เจ้าไปทานข้าวก่อนเถอะ ข้าต้องการทำสมาธิเพื่อฟื้นพลัง
ปราณอีกซักพัก อย่าลืมหยิบอาหารมาเผื่อข้าบ้างล่ะ หลังจากนั่งสมาธิ
เพื่อฟื้นพลังปราณจนเสร็จสิ้นแล้ว ข้าจะทำการจารึกต่ออีกหน่อย”
จะจารึกต่ออีกงั้นรึ?!
หวังยู้ฮานอึ้งจนพูดไม่ออก นี่มันจารึกที่เจ็ดแล้วนะ!
การจะวาดจารึกถึง7อาคมจารึก ภายในหนึ่งวันเป็นเรื่องที่ฝืน
ขีดจำกัดของร่างกายอย่างมาก แม้แต่ปรมาจารย์จารึกระดับสูงที่อึดๆก็ยัง
ทำไม่ได้ถึงขนาดนี้
หวังยู้ฮานไม่คิดที่จะเอาตัวเองไปเทียบกับหลินหมิงอีกแล้ว นาง
เทียบเขาไม่ได้เลยซักนิดเดียว
หวังยู้ฮานเดินจากไปเพื่อทานอาหารเย็น หลังจากที่ทานเสร็จแล้ว
นางก็กลับมาอีกครั้ง แน่นอนว่าในเวลานี้หลินหมิงได้เริ่มวาดอาคมจารึกที่
เจ็ดไปแล้ว เขาวาดมันมาได้ครึ่งมางแล้วด้วย
หวังยู้ฮานมองไปยังอักขระมากมายที่อยู่รอบๆหลินหมิง
ตอนนี้นางเวียนหัวไปหมดแล้ว นางรู้สึกทึ่งกับความมุ่งมั่นของชาย
หนุ่มคนนี้เสียเหลือเกิน
“อาคมที่เจ็ด” หลินหมิงสลักมันลงไปบนอุปกรณ์ก่อนจะทิ้งตัวลงบน
เก้าอี้
“ท่านหลิน เดี๋ยวอาหารอุ่นๆก็เย็นหมดหรอก”
“โอ้ว” หลินหมิงดีดตัวขึ้นแล้วเอาอาหารที่หวังยู้ฮานนำมาให้เข้า
ปากอย่างรวดเร็ว
“ในพื้นฐานการวาดอาคมจารึก อักขระ ‘หิน’ จะสามารถเสริมสร้าง
โครงสร้างพื้นฐานของอุปกรณ์ได้…” หลินหมิงเริ่มอธิบายขึ้นมาหลังจากที่
เขาทานอาหารหมดไปครึ่งหนึ่ง
หวังยู้ฮานรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ จู่ๆเขาก็อธิบายเรื่องการจารึกให้
นางฟัง นางดีใจมากที่เขาจะสอนการจารึกเรื่องที่ปู่ของนางไม่เคยสอนมา
ก่อน มันคงจะเป็นความรู้ที่ไม่ได้มีอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้
ตอนนี้พลังของหลินหมิงก็ได้กลับมาบางส่วนแล้ว เขาวาดอักขระ
‘หิน’ อย่างช้าๆขึ้นมาบนอากาศ เป็นการสาธิตให้หวังยู้ฮานเห็นภาพและ
เข้าใจได้มากขึ้น หลินหมิงรู้ว่าที่นางอาสามาช่วยเตรียมวัตถุดิบให้เขา ก็
เพราะนางอยากจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
นางเป็นถึงหลานสุดที่รักของท่านประธานสมาคม หากนางยอมลด
ตัวลงมาช่วยเตรียมวัตถุดิบให้เขาแล้ว นางไม่ได้รับความรู้อะไรใหม่ๆ
กลับไปบ้างคงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่
ดังนั้นในเวลาที่ว่างอยู่เช่นนี้ หลินหมิงจึงสอนอักขระจารึกพื้นฐานที่
ไม่ได้มีในอาณาจักรนี้ให้นาง แม้มันจะเป็นเพียงอักขระพื้นฐาน แต่เขาเชื่อ
ว่าคนอย่างนางจะสามารถเรียนรู้และประยุกต์ใช้มันให้เกิดประโยชน์ได้
มากมายเป็นแน่
“ขอบใจมาก ท่านหลิน” หวังยู้ฮานกล่าวขอบใจด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมี
ความสุข
“ข้าต่างหากที่ต้องขอบใจเจ้า”
”แล้ววันพรุ่งนี้ท่านหลิน จะมาที่นี่อีกมั้ย”
“พรุ่งนี้งั้นรึ? ข้าอาจจะมาในตอนบ่าย ตอนเช้าข้าต้องฝึกการต่อสู้ที่
สำนักเจ็ดแก่นแท้” ในตอนนี้หลินหมิงได้ถูกเลือกให้เป็นศิษย์หลักแล้ว
เขาสามารถเข้าไปฝึกฝนในสถานที่ฝึกฝนของสำนักได้ถึง10วันในแต่ละ
เดือน หากเขาไม่ได้เข้าไปฝึกฝนในสถานที่เหล่านั้นคงเป็นเรื่องน่าเสียดาย
อย่างยิ่ง
“แล้วพรุ่งนี้ข้าขอเป็นผู้ช่วยท่านอีกได้หรือไม่?” หวังยู้ฮานกล่าวถาม
อย่างมีความหวัง
หลินหมิงยิ้ม “แน่นอน ได้อยู่แล้ว”
…
พระอาทิตย์ลับของฟ้าไปแล้ว หลินหมิงกำลังเดินทางกลับไปยัง
สำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาเริ่มทบทวนการฝึกฝนในวันนี้ของเขา
ในตอนบ่ายถึงเย็นของวันนี้ เขาใช้เวลาทั้งหมด3ชั่วโมงครึ่ง เพื่อที่จะ
วาดอาคมจารึกออกมา 7 อาคม และเขาก็ได้ใช้วัตถุดิบหายากนานาชนิด
ทำให้ทักษะการจารึกก้าวหน้าไปมาก
ตามกฎของสมาคมจารึก ลูกค้าต้องจ่ายค่าวัตถุดิบเองและยังมี
ค่าธรรมเนียมการจารึกอีกด้วย ซึ่งค่าธรรมเนียมการจารึกนี้ 60%จะเป็น
ของนักจารึก และอีก40%จะเป็นของสมาคมจารึก
หลินหมิงได้รับวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการจารึกในวันนี้มามากมาย
เขาคัดแยกวัตถุดิบที่เขาคิดว่าคงไม่ได้ใช้ออกไปขายให้กับสมาคมเพื่อแลก
แต้มจารึก
“ในหนึ่งวัน หากข้าสามารถนำวัตถุดิบเหลือใช้ไปแลกแต้มได้ขนาดนี้
ซัก10วันแต้มจารึกก็คงจะมากพอที่จะแลกซื้อวัตถุดิบหายากทั้งสองที่ข้า
ต้องการได้ ยิ่งไปกว่านั้นทักษะการจารึกของข้าก็จะพัฒนาไปอย่างก้าว
กระโดดอีกด้วย”
“การฝึกวาดอักขระหลายๆชนิด นอกจากจะเป็นการพัฒนาทักษะ
การจารึกแล้วยังช่วงให้ขีดจำกัดของพลังวิญญาณสูงขึ้นอีกด้วย และ ‘ชีพ
จรปราณเทพคลั่ง’ ก็ค่อยๆพัฒนาไปอีกเช่นกัน”
“ไม่อยากเชื่อเลยว่า วันนี้ข้าใช้หินพลังปราณเพื่อเร่งการฟื้นฟูพลัง
ปราณไปถึง3ก้อน”
ในอาณาจักรลิขิตฟ้า มูลค่าของหินพลังปราณจะขึ้นอยู่กับความ
บริสุทธิ์ของมัน ราคาของมันจะประมาณ 500-1000 เหรียญทอง แน่นอน
ว่าหินที่สำนักเจ็ดแก่นแท้นำมามอบให้เหล่าศิษย์ในทุกๆเดือนเป็นหิน
ระดับต่ำที่มีความบริสุทธิ์ต่ำ
แต่หินพลังปราณที่องค์รัชทายาทมอบให้ เป็นหินหลังปราณระดับสูง
ราคาของมันอยู่ที่ก้อนละ 1000 เหรียญทอง
และในอาณาจักรลิขิตฟ้า หินพลังปราณเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลน
อย่างมาก มันไม่ใช่สิ่งที่จะหาซื้อได้ง่ายๆเลย
และราคาของมันก็ถือว่าสูงมากอีกด้วย แม้แต่สำหรับขุนนางมันก็ยัง
แพงอยู่ดี หินพลังปราณแค่4-5ก้อนก็มีราคาพอๆกับสมบัติชิ้นหนึ่งแล้ว
ตอนนี้หลินหมิงมีหินพลังปราณมากกว่า200ก้อน เขาสามารถใช้มัน
ได้อย่างเต็มที่ คงมีไม่กี่คนหรอกที่มีโอกาสได้ใช้หินพลังปราณที่มากมาย
ขนาดนี้
“ข้าอาจจะใช้หินพลังปราณเหล่านี้หมดภายใน2เดือนก็ได้ ข้าคงต้อง
ขอให้องค์รัชทายาทช่วยอีกแล้ว ข้าอาจจะต้องขอยืมเงินของเขามา”
หลังจากที่ได้เป็นนักจารึกนอกสังกัด หลินหมิงก็มีช่องทางที่จะหารายได้
แล้ว
เขาคาดว่าเขาคงสามารถหาเงิน 200,000 เหรียญทองได้ไม่ยาก
ตราบใดที่ยังมีสมาคมจารึกอยู่ และมีขุนนางชั้นสูงมาให้เขาสลักอาคม
จารึกให้
สำหรับนักจารึกนอกสังกัด โดยปกติแล้วพวกเขาจะจารึกอุปกรณ์
เพียง 1-2 ชิ้นต่อวัน เพราะนี่ถือเป็นขีดจำกันของการมีโอกาสสำเร็จที่สูง
หากยังฝืนทำต่อไปก็มีโอกาสที่การจารึกจะล้มเหลวมากขึ้น ทำให้เสียวัตุ
ดิบหายากไปเปล่าๆ หรือถ้าโชคร้ายอาจถึงขั้นทำให้อุปกรณ์เสียหาย
เหล่านักจารึกนอกสังกัดที่จารึกวันละ1-2ชิ้น หากพวกเขาทำงาน20
วันในแต่ละเดือน และไม่พลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาจะมีรายได้
ประมาณ 20000-30000 เหรียญทองต่อเดือน
แต่หลินหมิงสามารถจารึกอุปกรณ์ได้ถึง7-8ชิ้นในแต่ละวัน และเขา
สามารถทำเช่นนี้ได้ทั้งเดือนครบทั้ง30วันโดยที่ไม่ลาหยุด รายได้ของเขา
ในแต่ละเดือนคงจะหลักแสนเหรียญทอง นี่เป็นสิ่งที่ขัดต่อธรรมชาติของ
นักจารึกอย่างมาก
หลังจากที่กลับมาถึงที่พักในสำนักเจ็ดแก่นแท้ เขาก็ลงแช่น้ำและนั่ง
สมาธิเพื่อเข้าสู่เจตจำนงนักสู้ เขาปล่อยให้พลังปราณทั่วร่างโคจรไปตาม
สัญชาตญาณ เขาทำเช่นนี้เป็นเวลากว่า2ชั่วโมง
พลังปราณถูกโคจรอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วระดับนี้ มันทำให้น้ำมี
อุณหภูมิสูงขึ้นและระเหยกลายเป็นไอ
ในเวลาเที่ยงคืน หลินหมิงออกจากสภาวะเจตจำนงนักสู้ อนุภาค
เล็กๆในร่างกายหายใจไปพร้อมกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนนี้ไอน้ำ
มากมายที่ระเหยออกมาเริ่มจางหายไปแล้ว
และไอน้ำมากมายที่ระเหยขึ้นมานั้น ทำให้ข้าวของในห้องพักของเขา
เปียกชื้นไปหมด
ขณะที่เขายืนขึ้น เขาก็เหลือบไปเห็น เกราะที่องค์รัชทายาทมอบให้
เขา ในเวลานี้ตัวของเขาแข็งทื่อ อาคมจารึกที่ถูกวาดด้วยเลือดของ
ปรมาจารย์ระดับปราณฟ้าคนนั้น มันหายไปแล้ว
หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะไอน้ำเหล่านั้นอย่างนั้นหรือ?! หมายความ
ว่าเกราะที่องค์รัชทายาทมอบให้เขาเป็นของปลอมอย่างนั้นหรือ?!
ไม่มีทาง… เป็นไปไม่ได้! ตอนที่องค์รัชทายาทมอบมันให้กับเขา เขา
ได้ตรวจสอบอย่างระเอียดแล้วว่ามันเป็นอาคมเลือดของจริง นั่นเป็น
อาคมที่สลักด้วยเลือดของปรมาจารย์ระดับปราณฟ้าจริงๆ
นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!?