Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 146 ไป๋จิ้งอวิ๋นผู้โศกเศร้า
“ข้าสำเร็จ ‘ปฐมแห่งความโกลาหล’ ขั้นที่2 โดยสมบูรณ์แล้ว วิชา
‘ลื่นไหลดุจแพรไหม’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ปฐมแห่งความโกลาหล’ ก็
พัฒนาขึ้นเช่นกัน และเมื่อวิชา ‘ลื่นไหลดุจแพรไหม’ พัฒนาขึ้นพลังปราณ
ของข้าก็กลายเป็นเส้นใยจำนวนมากถึง 5000 เส้น ความแข็งแกร่งของข้า
เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะจารึกร่างกาย ด้วยอาคม
จารึก ‘ตราประทับยอดนักสู้’ ”
หลินหมิงเลือกจารึกร่างกายที่เหมาะสมกับตัวของเขามา2อาคม ซึ่งก็
คือ ‘สัญลักษณ์ผสานปราณ’ ซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วในการฝึกฝน และ ‘ตรา
ประทับยอดนักสู้’ ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังปราณ
เขาจารึกอาคม ‘สัญลักษณ์ผสานปราณ’ สำเร็จตั้งแต่ตอนที่ยังมีการ
ฝึกฝนในขั้นที่3แล้ว ในการจารึกร่างกายครั้งแรกนั้น เขาใช้พลังปราณ
และพลังวิญญาณเกินขีดจำกัดของร่างกายไปมากทีเดียว และสลบ
หลับไหลไปนานถึง3วัน3คืน ในเวลานี้เขามีการฝึกฝนในขั้นที่4แล้ว และ
‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ก็พัฒนาถึงขั้นที่2โดยสมบูรณ์แล้ว การวาดจารึก
ร่างกายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเหมือนครั้งก่อน
หลินหมิงเก็บหอกอ่อนปราณคลั่งเข้าไปในแหวนมิติ และปิดประตูระ
ท่อมที่พักของเขา จากนั้นเขาล้มตัวลงบนที่นอนและหลับลึกเป็นเวลา
หลายชั่วโมง เมื่อเขาพักผ่อนจนเต็มอื่มแล้วเขาก็ตื่นขึ้นมาทานอาหาร
จากนั้นเขาก็ต้มเครื่องหอมสมุนไพรในถังสำหรับแช่ตัวและลงไปแช่
ในถังสมุนไพร เขาเข้าสู่สภาวะเจตจำนงนักสู้เพื่อปรับสมาธิและความคิด
ของเขาให้สงบนิ่งที่สุด
การวาดอาคมจารึกร่างกายเป็นเรื่องใหญ่มาก วัตถุดิบที่ใช้ในการวาด
อาคม ‘ตราประทับยอดนักสู้’ หายากและมีมูลค่าสูงกว่าอาคม
‘สัญลักษณ์ผสานปราณ’ เสียอีก ทำให้เขาไม่มีวัตถุดิบสำรองอยู่เลย การ
จารึกในครั้งนี้เขาจะผิดพลาดไม่ได้แม้แต่น้อย หากผิดพลาดเพียงครั้งเดียว
การจารึกก็จะล้มเหลวและเสียวัตถุดิบที่มีอยู่ไปโดยเปล่าประโยขน์
หลินหมิงใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในการปรับสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการ
จารึกอาคม ‘ตราประทับยอดนักสู้’
การจารึกร่างกายในครั้งนี้ก็คงจะกินเวลาตั้งแต่เช้าจนมืดค่ำเช่นเดิม
และตลอดช่วงเวลานี้เขาจะผิดพลาดไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว โชคดีที่เขามี
เจตจำนงนักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’ ซึ่งช่วยเพิ่มสมาธิและขจัดความคิดฟุ้งซ่านที่
ไม่เป็นประโยชน์ออกไป
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยข้ามขอบฟ้ามาจนเกือบจะตกดิน อักขระ
มากมายนับไม่ถ้วนที่เรืองแสงอยู่กลางอากาศก็ผสานเข้าด้วยกันเป็นอาคม
ที่งดงาม
หลินหมิงค่อยๆวางอาคม ‘ตราประทับยอดนักสู้’ ลงบนหลังมือของ
ตนเอง อาคม ‘ตราประทับยอดนักสู้’ จมลงไปบนหลังมือของเขา และ
ปรากฏเป็นสัญลักษณ์รูปมังกรเพลิงสลักอยู่บนหลังมือของเขา
ในการวาดจารึกอาคม ‘ตราประทับยอดนักสู้’ หลิงหมิงใช้พลังปราณ
และพลังวิญญาณไปจนถึงขีดจำกัดของร่างกาย เขาดื่มน้ำสะอาดและเดิน
ตรงไปยังที่นอนของเขา
การนอนหลับในครั้งนี้กินเวลานานหนึ่งวันเต็ม
หลินหมิงตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงท้องร้อง เขารู้สึกหิวและปวดหัว
เล็กน้อยจากการใช้พลังวิญญาณจนถึงขีดจำกัดของร่างกาย
หลังจากที่เขาทานอาหารเสร็จแล้ว หลินหมิงก็เดินทางไปยังสำนัก
เจ็ดแก่นแท้ เขามุ่งตรงไปยังห้องทดสอบพละกำลัง
เขาไปยืนอยู่หน้าแท่นหินทดสอบพละกำลังแท่นหนึ่ง ในเวลานี้พลัง
ปราณมหาศาลถูกรวมรวมเอาไว้ที่มือขวาซึ่งมีอาคม ‘ตราประทับยอดนัก
สู้’ สลักอยู่ สัญลักษณ์รูปมังกรเพลิงบนหลังมือเรืองแสงสีแดงอ่อนๆขึ้นมา
“ปึงง!”
หลินหมิงปล่อยหมัดออกไปอย่างรุนแรง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
แท่นหินทดสอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับถูกฟาดดัวยค้อนยักษ์!
แสงไฟบ่งบอกพละกำลังพุ้งกระฉูดขึ้นไปด้านบนอย่างไม่มีทีท่าว่าจะ
หยุด และในที่สุดมันก็หยุดลงที่ตัวเลข 7200
พละกำลัง 7200 จิน!
เมื่อเห็นตัวเลขนี้ หลินหมิงก็ตกใจเป็นอย่างมาก พละกำลังของเขาสูง
กว่าหลิงเซ็นแล้ว
ในวันที่เขาสอบเข้าสำนักเจ็ดแก่นแท้ หลิงเซ็นแสดงพละกำลัง 4900
จินออกมา แน่นอนว่านี้ไม่ใช่พละกำลังสูงสุดของเขาอย่างแน่นอน
พละกำลังสูงสุดของเขาคงจะอยู่ที่ประมาณ 6100 จิน พละกำลังของ
หลินหมิงสูงกว่าพละกำลังของหลิงเซ็นในวันนั้นกว่า 1000 จิน!
สำหรับนักสู้ที่มีการฝึกฝนบนจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจร หมัดของ
พวกเขาจะมีพละกำลังประมาณ 8000 จิน และหากเป็นผู้ที่มี ‘พละกำลัง
ศักดิ์สิทธิ์แต่กำเนิด’ ด้วยละก็ พละกำลังของพวกเขาก็อาจจะถึง 10000
จิน
สำหรับหลินหมิงที่มีพละกำลัง 7200 จิน พละกำลังของเขาเกือบจะ
เทียบได้กับนักสู้ที่มีการฝึกฝนบนจุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรแล้ว
ในเวลานี้เขาจารึกร่างกายด้วยอาคม ‘สัญลักษณ์ผสานปราณ’ และ
‘ตราประทับยอดนักสู้’ สำเร็จแล้ว ‘ชีพจรปราณเทพคลั่ง’ ก็สำเร็จขั้นที่2
อย่างสมบูรณ์แล้ว และเขายังเข้าใจวีถีแห่งลมด้วย ยิ่งไปกว่านั้นพลัง
ปราณของเขาก็ตกผลึกเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งวิชา ‘เทพทรราชคลั่ง’ แล้ว
สำหรับวิชา ‘ทลายจุดชีพจร’ มันก็เป็นวิชาที่ฝึกได้ง่ายๆ มันไม่ได้มี
พลังรุนแรงไว้เอาชนะคู่ต่อสู้เหมือนวิชาทั่วๆไป แต่มันมีไว้สำหรับทำลาย
การฝึกฝนของศัตรูอย่างถาวร
สิ่งต่างๆที่เขาวางแผนจะทำให้สำเร็จ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีโดยใช้
เวลาเพียงแค่2เดือนเท่านั้น
เขายังเหลือเวลาอยู่อีกมากมาย!
แม้ว่าคู่ต่อสู้ของเขาจะเป็นซางกวนยู่ แต่เขาก็เชื่อว่าเขาจะเป็นฝ่าย
ชนะ
“เมื่อข้าชนะซางกวนยู่ ข้าก็จะได้รับเห็ดหลินจืออายุ 500 ปี นี่เป็น
สมุนไพรที่มีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง ซางกวนยู่เป็นคนที่น่ากลัวและชั่วร้าย
ข้าไม่รู้ว่ามันจะวางแผนชั่วอะไรเอาไว้อีก ข้าอาจจะต้องท้าประลองก่อน
กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงแผนชั่วๆของมัน”
……………………
หลายวันผ่านไป วันนี้เป็นวันที่พระราชวังของจักรพรรดิจะจัดงาน
เลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น
ทั่วทั้งพระราชวังแห่งนี้ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา ถนนสายหลัก
ถูกปูด้วยพรมแดงยาวตลอดสาย มีองค์รักษ์คอยดูแลความปลอดภัยอย่าง
หนาแน่น และมีสาวงามมากมายคอยดูแลรับใช้แขกที่มาร่วมงาน
แขกที่มาเข้าร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ มีแต่คนมีชื่อเสียงทั้งนั้น ทั้งศิษย์
อันดับต้นๆในห้องสวรรค์ ศิษย์หลักของสำนักเจ็ดแก่นแท้ และพวกหนุ่ม
สาวจากตระกูลขุนนางชั้นสูง และบุคคลที่ทรงอำนาจคนอื่นๆ
แม้แต่เหล่าองค์ชายก็ยังเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ ทั้งองค์รัชทายาทห
ยางหลิน ทั้งองค์ชายสิบหยางเซ็น และองค์หญิงองค์ชายคนอื่นๆ
แต่เหล่าองค์ชายทั้งหลายก็ไม่ใช่แขกคนสำคัญในงานนี้ หลินหมิง
และฉินซิงเซวียนเองก็ยังไม่ใช่แขกคนสำคัญของงานนี้เช่นกัน แขกคน
สำคัญของงานเลี้ยงครั้งยิ่งใหญ่นี้คือทูตแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
“จักรพรรดิเสด็จมาถึงแล้ว!”
เหล่าคนรับใช้คุกเขาลงแทบจะในทันทีเมื่อได้ยินเสียงประกาศ
หลินหมิงมองไปยังต้นทาง เขาเห็นชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
โถง ชายชราคนนั้นมงกุฎทอง และสวมชุดคลุมหรูหรา
แม้ว่าชายชราผู้นั้นจะแต่งกายด้วยชุดที่หรูหรา แต่มันก็ไม่สามารถ
ปกปิดรอยเหี่ยวยกและหมองคล้ำบนใบหน้าของเขาได้ ชายชราคนนี้มี
อายุอย่างน้อย 70 ปี
ชายชราคนนี้คือจักรพรรดิแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า จักรพรรดิหยาง
เจี้ยน เขามีลูกชายอยู่แค่ไม่กี่คน และตอนนี้ชีวิตของเขาก็มาถึงบั้นปลาย
ชีวิตของชีวิตแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นหลินหมิงได้พบจักรพรรดิแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า
หากสังเกตที่ลมหายใจของจักรพรรดิ ก็คงรู้ได้ทันทีว่าเขาคงอยู่ได้อีกไม่
นาน
ต่อให้ใช้ยาโอสถที่ล้ำค่าที่สุด หยางเจี้ยนก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 4-
5ปี และหากเป็นคนธรรมดาที่ไม่มียาโอสถช่วยเหลือเขาก็คงจะตายใน
เร็วๆนี้… ”
หลินหมิงเหลือบมองไปเห็นไป๋จิ้งอวิ๋นโดยไม่ได้ตั้งใจ นางอยู่ในชุด
ทางการสีดำ ใบหน้าของนางดูเป็นกังวลและเศร้าใจ นางดูไม่ปกติเอา
เสียเลย
“ไป๋จิ้งอวิ๋น… ดูเหมือนว่านางจะกังวลเรื่องอะไรบางอย่าง” หลินหมิ
งคิด แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร ทันใดนั้นมู่หรงซีก็เดินเข้าไปหาไป๋จิ้งอวิ๋นพร้
อมกับแก้วน้ำผลไม้ เมื่อมู่หรงซีเห็นสีหน้าของไป๋จิ้งอวิ๋นนางก็กล่าวถาม
“ศิษย์พี่หญิงมีเรื่องอะไรทำให้ไม่สบายใจหรือ?”
“ข้าสบายดี” ไป๋จิ้งอวิ๋นฝืนยิ้มออกมา
ในเวลานี้เอง ก็มีเสียงประกาศดังขึ้น “ศิษย์สายตรงจากฝ่ายการ
ปกครองแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ท่านโอวหยางได้มาถึงแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือและขาของไป๋จิ้งอวิ๋นก็สั่นไม่หยุด!
“เป็นอะไรหรือป่าว?” มู่หรงซีถามด้วยความเป็นห่วง
“รีบหนีไปทางอื่น เร็วสิ!” ไป๋จิ้งอวิ๋นกล่าวอย่างตื่นตระหนก
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ชายคนนั้นคือโอวหยางตี๋ฮัว เขาเสพติดในกาม จำที่ข้าเคยบอกเจ้า
ในงานเลี้ยงครั้งก่อนได้หรือไม่? สาเหตุที่ข้าไม่สามารถเลือกแต่งงานกับ
ชายที่ข้าต้องการได้ก็เพราะเขา! ”
เมื่อไป๋จิ้งอวิ๋นพูดเช่นนั้น มู่หรงซีก็นึกขึ้นได้ ในงานเลี้ยงขององค์รัช
ทายาทไป๋จิ้งอวิ๋น ยุให้นางแต่งงานกับหลินหมิง นางก็เลยถามกลับไปว่า
ทำไมศิษย์พี่ไม่แต่งงานกับเขาเองล่ะ และไป๋จิ้งอวิ๋นก็ตอบกลับมาว่านาง
ไม่สามารถเลือกแต่งงานกับชายที่นางรักได้ การแต่งงานของนางฝ่ายการ
ปกครองแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะเป็นผู้จัดการ
มู่หรงซีคิดว่านั้นเป็นเรื่องล้อเล่นเสียอีก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าหญิง
จากตระกูลขุนนางชั้นสูงอย่างไป๋จิ้งอวิ๋นจะไม่มีสิทธ์ตัดสินใจเรื่องการ
แต่งงานของตัวเองเช่นนี้ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะศิษย์สายตรงจากฝ่ายการ
ปกครองแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้คนนั้น!
ศิษย์สายตรงแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีอำนาจเหนือกว่าเจ้าสำนักและ
ทูตแห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าเสียอีก เพราะศิษย์สายตรงแห่งหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้คือศิษย์ที่มีสายเลือดเดียวกับผู้อาวุโสแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
แม้ว่ามู่หรงซีจะเป็นหญิงที่กล้าหาญและรักความอิสระ แต่หากคน
อย่างโอวหยางตี๋ฮัวพบนางเข้า และต้องการเสพสุขกับเรือนร่างของนาง
ขึ้นมา คนทั้งตระกูลของนางก็ช่วยอะไรนางไม่ได้
แม้มู่หรงซีจะรู้ว่านางต้องหนีไปให้พ้นจากที่แห่งนี้ แต่นางก็ไม่
สามารถทิ้งไป๋จิ้งอวิ๋นเอาไว้ได้
“ไปสิ! ข้าบอกให้เจ้าไป!” ไป๋จิ้งอวิ๋นพูดเสียงแข็ง หากโอวหยางตี๋ฮัว
พบมู่หรงซีเข้า มู่หรงซีก็คงจะมีชะตากรรมไม่ต่างกับนาง นางจึงรีบไล่มู่
หรงซีออกไป
มู่หรงซีได้แต่กัดริมฝีปากและก้มหัวเดินจากไปยังห้องน้ำของ
พระราชวังอย่างไม่เต็มใจ