Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 153 ออร่าแห่งการกดขี่ข่มเหง
ปังงง!
เมื่อหลินหมิงหลบฝ่ามือของโอวหยางตี๋ฮัว ลมปราณจากฝ่ามือของ เขาก็ทำให้แท่นหินที่อยู่ไกลออกไปแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
หลินหมิงประทับฝ่ามือที่เต็มไปด้วยพลังปราณลงบนแผ่นหลังของ ซางกวนยู่!
‘ทลายจุดชีพจร’!
พลังปราณของหลินหมิงแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของซางกวนยู่ และ ในตอนนี้ซางกวนยู่ก็อ่อนแอและไม่มีการป้องกันใดใดอยู่อีกเลย พลัง ปราณที่แทรกแซงเข้ามาในร่างกายของซางกวนยู่แพร่กระจายไปทั่วทุก จุดจีพจร และทำลายจุดชีพจรเหล่านั้นจนพินาศสิ้น!
ซางกวนยู่ครางออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะหมดสติไป!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ทุกคนอ้าปากค้าง หลินหมิงไม่ฟังคำสั่ง ของโอวหยางตี๋ฮัว และเขายังหลบการโจมตีของโอวหยางตี๋ฮัว ทั้งยังไปจู่ โจมใส่ซางกวนยู่ได้อีก
มันหมายความว่าหลินหมิงมีความเร็วสูงกว่าโอวหยางตี๋ฮัวอีกอย่าง นั้นหรือ?!
“แม้แต่โอวหยางตี๋ฮัวก็ไม่สามารถหยุดหลินหมิงได้ หลินหมิงว่องไว ประดุจปีศาจ!”
“โอวหยางตี๋ฮัวเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสโอวหยาง เขามีการ ฝึกฝนขั้นผสานชีพจร แต่หลินหมิงพึ่งจะมีการฝึกฝนขั้นที่4เท่านั้น… “
เหล่าศิษย์พูดคุยกันด้วยเดียงอันแผ่วเบาเพราะกลัวว่าโอวหยางตี๋ฮัว จะได้ยินเข้า บางคนก็ใช้ปราณเสียงในการสื่อสาร สายตาของพวกเขาจ้อง มองหลินหมิงด้วยความเคารพนับถือ
หนึ่งฝ่ามือของหลินหมิงในวันนี้ จะตัดปัญหานับไม่ถ้วนในอนาคต ของเขา หลินหมิงหยิบประคำปีศาจขึ้นมา มันเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็น อุปกรณ์ประเภทนี้ มันจะต้องเป็นอาวุธที่มีพลังทำลายล้างมหาศาล
เมื่อเขากำลังจะส่งพลังวิญญาณเข้าไปตรวจสอบประคำปีศาจ ก็มีจิต สังหารอันคมกริบทิ่งแทงมาจากทางด้านหลัง เขาหันกลับไป ในเวลานี้ โอวหยางตี๋ฮัวจ้องมาที่เขาด้วยสายตาอาฆาตแค้น
โอวหยางตี๋ฮัวไม่เคยโกรธใครมากขนาดนี้มาก่อน การที่หลินหมิงไม่ ฟังคำสั่งของเขาที่เป็นถึงทูตแห่งอาณาจักร ซ้ำยังหลบการโจมตีเต็มกำลัง ของเขาได้อีก ทำให้เวลานี้เขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก!
เขาเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจรและมีอายุ24ปี แต่หลินหมิงมีการฝึกฝน ขั้นที่4และมีอายุแค่15ปี เขามีการฝึกฝนสูงกว่าถึง2ขั้นและมีอายุมากกว่า ถึง9ปี แต่ฝ่ามือของคนอย่างเขากลับไม่สามารถไล่ตามความเร็วของ หลินหมิงได้ทัน นี่เป็นเรื่องไร้สาระและน่าอับอายที่สุดในชีวิตของเขา!
และสิ่งที่โอวหยางตี๋ฮัวเกลี่ยดที่สุดก็คือการถูกนินทาว่า “การที่โอวห ยางตี๋ฮัวได้เป็นศิษย์สายตรงก็เพราะความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสโอวหยาง เขาไม่ได้ใช้ความสามารถของตนเองเลยแม้แต่น้อย”
“เจ้า! เจ้ากล้ามาก! เจ้าขัดคำสั่งขอข้า ซ้ำยังกล้าทำร้ายซางกวนยู่ใน สภาพที่ไม่สามารถต่อสู้ได้ เจ้าเป็นเด็กที่โอหังยิ่งนัก ข้าจะสั้งสอนเจ้าเอง!” โอวหยางตี๋ฮัวหักข้อมือเสียงดัง จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาไม่ต้องการให้คนอย่างหลินหมิงมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
หลินหมิงไม่ได้สนใจคำพูดอย่างโกรธเกรี้ยวของโอวหยางตี๋ฮัว เขาถือ ประคำปีศาจเอาไว้ในมือและกล่าวออกมาอย่างสงบ “ท่านทูต ข้าว่าท่าน ควรฟังข้าก่อน ซางกวนยู่ต้องการใช้สิ่งนี้เพื่อจัดการกับข้า มันคือสิ่งที่ผิด กฏแห่งการต่อสู้ เมื่อซางกวนยู่ยังคิดที่จะจัดการข้าอยู่ ท่านคิดว่าซางกวน ยู่อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถต่อสู้ได้งั้นหรือ?”
“ข้าควรจะรอให้ซางกวนยู่ใช้สิ่งนี้ทำร้ายข้าก่อนหรืออย่างไร? และที่ สำคัญสิ่งนี้อันตรายเกินไป หากเขาใช้มันละก็ ผู้คนมากมายที่ชมการ ประลองอยู่คงจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน!
“ยิ่งไปกว่านั้นการใช้สิ่งนี้คงไม่จำเป็นต้องใช้พลังปราณ เพียงแค่ซาง กวนยู่ยังมีสติอยู่ เขาก็สามารถใช้งานมันได้ นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าต้องหยุด เขา และการจู่โจมเมื่อครู่ก็เป็นการจู่โจมที่ไม่มีอันตรายซึ่งมีผลเพียงทำให้ เขาหลับไปก็เท่านั้น”
“และข้ากับซางกวนยู่ก็ได้ทำสัญญาแห่งชีวิตและความตายต่อกันแล้ว พวกเราได้ประทับตราด้วยลาดนิ้วมืออย่างถูกต้องไว้เป็นหลักฐาน ไม่ว่า จะเกิดการบาดเจ็บเพียงใด อีกฝ่ายก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ ท่านโอวห ยางจำไม่ได้งั้นหรือ?
เหตุผลที่หลินหมิงกล่าวออกมาทำให้โอวหยางตี๋ฮัวโกรธมากขึ้นไปอีก
ฝ่ามือของหลินหมิงไม่มีความรุนแรงอย่างนั้นหรือ?
แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำให้ซางกวนยู่บาดเจ็บมากขึ้น แต่จาก สัญชาตญาณของตัวเขาเอง โอวหยางตี๋ฮัวมั่นใจว่ามันจะต้องมีอะไรแอบ แฝงอยู่อย่างแน่นอน
จากการต่อสู้เห็นได้ชัดเจนว่าซางกวนยู่เป็นฝ่ายแพ้และบาดเจ็บ สาหัส แม้จะมียาโอสถล้ำค่าก็รักษาเขาไม่ได้ง่ายๆ การฝึกฝนของซางกวน ยู่จะต้องหยุดชะงักลงเป็นเวลานานเพราะบาดแผลจากการต่อสู้ในครั้งนี้
ซางกวนยู่เป็นคนที่มีความภูมิใจในตัวเองสูงมาก เขาคงไม่สามารถ ยอมรับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ได้!
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้จะเกิดเป็นรอยด่างพร้อยขึ้นในจิตวิญญาณของ เขา แล้วคนที่มีแต่ความคิดที่จะแก้แค้นอย่างเขาคงไม่สามารถกำจัดรอย ด่างพร้อยนี้ได้
การต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ได้ผิดกฏแห่งการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย และพวก เขาก็ได้ลงนามในสัญญาแห่งชีวิตและความตายต่อกันแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ซางกวนยู่มีเจตนาจะสังหารหลินหมิงด้วยประคำปีศาจอีก ต่างหาก
ตามกฏของสำนักเจ็ดแก่นแท้ นักสู้ไม่สามารถฆ่าฝ่าตรงข้ามที่ไม่ พร้อมจะต่อสู้ได้ หากทำเช่นนั้นก็จะถูกลงโทษอย่างหนัก
ในการต่อสู้ครั้งนี้หลินหมิงก็ไม่ได้ฆ่าซางกวนยู่ สิ่งที่เขาทำก็แค่ทำให้ ซางกวนยู่สลบไป เรื่องนี้ทำให้โอวหยางตี๋ฮัวเอาผิดหลินหมิงไม่ได้
หากเขาคาดโทษให้หลินหมิงผิดไม่ได้ เขาก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะจัดการกับ หลินหมิง เพราะเขามีอายุมากกว่าหลินหมิง 9 ปี หากหลินหมิงไม่ได้ทำ อะไรผิดแล้วเขาทำร้ายหลินหมิง ก็จะถูกมองว่าเป็นศิษย์พี่รังแกศิษย์น้อง และชื่อเสียงของเขาจะเสียหายยับเยิน
ยิ่งไปกว่านั้น การเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดและมีความเร็วสูงของ หลินหมิง ทำให้เขาขาดความมั่นใจในตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าหัวเราอย่าง
ยิ่ง นักสู้ขั้นผสานชีพจรอย่างเขาไล่ตามความเร็วของนักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้น ที่4ไม่ทัน!
เขาไม่สามารถลืมเรื่องที่หลินหมิงหลบการโจมตีและทำให้เขาอับอาย ลงได้!
บรรยากาศในลานประลองเต็มไปด้วยความกดดัน เห็นได้ชัดว่า ระหว่างโอวหยางตี๋ฮัวกับหลินหมิง เกิดความแค้นต่อกันขึ้นมาแล้ว!
“หลินหมิงตกอยู่ในอันตราย… โอวหยางตี๋ฮัวไม่ใช่คนที่จะเกรงใจใคร แม้แต่เจ้าสำนักเจ็ดแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ”
“แย่แล้ว หากหลินหมิงกับโอวหยางตี๋ฮัวมีเรื่องบาดหมางกันล่ะก็ หลินหมิงต้องมีอนาคตที่มืดมนและยากลำบากอย่างแน่นอน”
“อย่าดูถูกหลินหมิง ลองดูศัตรูทั้งหมดของเขาสิ ทั้งซางฉาง จูเอี๋ยน ซางกวนยู่… ใครที่เป็นศัตรูกับเขาต่างก็แพ้ราบคาบกลับไปทั้งนั้น!” จริงๆ แล้วคนที่เอ่ยประโยคนี้ออกมาก็อยากจะเอ่ยชื่อขององค์ชายสิบออกมา ด้วย แต่เขาก็ไม่กล้า
หยางเซ็นต้องการจัดการหลินหมิงเป็นอย่างมาก เบื้องหน้าเขาทำตัว เป็นมิตรและดีต่อหลินหมิง แต่เบื้องหลังเขาพยายามทำทุกวิธีทาง เพื่อที่จะกำจัดหลินหมิงออกไป
หลายคนก็หลายมุมมอง บ้างก็คิดว่าการที่หลินหมิงเป็นศัตรูกับโอวห ยางตี๋ฮัว อนาคตอันเจิดจรัสของเขาจะพังทลายและใช้ชีวิตอยู่อย่าง ยากลำบาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็คิดว่าในอนาคตโอวหยางตี๋ฮัวจะโดนหลินห มิงจัดการตามซางกวนยู่ไป
หลินหมิงนั้นแข็งแกร่งมากและเขายังมีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดไป อย่างรวดเร็วจนน่ากลัว แต่โอวหยางตี๋ฮัวก็มีการสนันสนุนจากผู้อาวุโส
แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ ต่อให้หลินหมิงมีการฝึกฝนขั้นผสานชีพจรก็ไม่มี ทางเทียบกับอำนาจของโอวหยางฮัวได้
ในเวลานี้ไป๋จิ้งอวิ๋นมองหลินหมิงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนยากเกินกว่า จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด
นางยังเหลือเวลาอีกครึ่งปี… นางมีเวลาไว้อาลัยการจากไปของพ่อแม่ นาง3ปี ทำให้นางยังไม่ถูกส่งตัวให้โอวหยางตี๋ฮัว และในตอนนี้ก็เหลือ เวลาอีกแค่ครึ่งไปเท่านั้น
อีกครึ่งปีข้างหน้า เมื่อการไว้อาลัยให้พ่อแม่ของนางจบลง โอวหยางตี๋ ฮัวก็จะขอนางแต่งงาน โดยที่ตระกูลของนางไม่อาจปฏิเสธได้
ปู่ของไป๋จิ้งอวิ๋นกังวลเรื่องความเป็นอยู่ของตระกูลเป็นอย่างมาก เขา ไม่กล้าพอที่จะปฏิเสธคำขอแต่งงานจากตระกูลโอวหยาง
ไป๋จิ้งอวิ๋นรู้ดีว่าโอวหยางตี๋ฮัวเป็นคนยังไง เขาเป็นคนชั่วร้ายและไร้ คุณธรรม นางเกลียดคนประเภทนี้เป็นที่สุด
ไป๋จิ้งอวิ๋นไม่สามารถหลีกหนีชะตากรรมที่ต้องตกเป็นของโอวหยางตี๋ ฮัวได้ แต่เมื่อโอวหยางตี๋ฮัวกับหลินหมิงเป็นศัตรูต่อกัน นางก็เกิด ความหวังเล็กๆขึ้นมา
ยังมีโอกาส!
มันอาจจะเป็นจริง… มีความเป็นไปได้เล็กๆที่หลินหมิงจะช่วยนาง จากเงื้อมมือของโอวหยางตี๋ฮัว…
………
ในเขตทหาร
โอวหยางตี๋ฮัวก้าวไปหาหลินหมิงพร้อมกับแผ่ออร่าอันน่าสยดสยอง ออกมา เสียงฝีเท้าของเขาทำให้หัวใจของผู้คนหวาดผวา
“ข้าจะทำให้เจ้าต้องยอมจำนนต่อข้า!”
โอวหยางตี๋ฮัวฝึกฝน ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ จนสำเร็จขั้นที่3โดย สมบูรณ์แล้ว อีกเพียงเล็กน้อยก็จะสำเร็จขั้นที่4 ออร่าของเอาอันตราย กว่าซางกวนยู่หลายเท่า ภาพมายาหลอนประสาทกำลังจู่โจมใส่หลินหมิง
ผู้ชมที่ยืนอยู่รอบๆเป็นต้องถอยให้ห่างออกไป ออร่าของเขาทรงพลัง อย่างน่าเหลือเชื่อ ทันทีที่ได้สัมผัสภาพฝันร้ายก็จะจู่โจมเข้าไปทำร้าย จิตใจของพวกเขา
“นายท่าน โอ้แย่แล้ว!” ผู้คุ้มครองเห็นเจ้านายของตัวเองนิ่งตาลอย อ้าปากค้าง และมีน้ำลายไหลออกมาตรงมุมปาก แม้จะพยายามปลุก เท่าไรก็ไม่ได้สติกลับมา
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในเขตทหารมีการฝึกฝนที่ต่ำเกินกว่าจะท้านทาน ออร่าจากโอวหยางตี๋ฮัวไหว แม้แต่นักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นที่3ที่โคจรพลัง ปราณเอาไว้ในร่างกาย ก็ยังไม่สามารถต้านทานออร่าอันน่าสยดสยองจาก โอวหยางตี๋ฮัวได้ เหล่าผู้ชมที่มีการฝึกฝนค่อนข้างสูงและพอเคลื่อนไหวได้ ก็วิ่งหนีกันกระจัดกระจายไปหมด
นักสู้ขั้นผสานชีพจรแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้น่ากลัวเหลือเกิน!
ขนาดอยู่ห่างออกไกลยังได้รับผลกระทบขนาดนี้ แล้วหลินหมิงที่ยืน อยู่ในระยะประชิดกับโอวหยางล่ะจะเป็นอย่างไร?
แต่เมื่อทุกคนวิ่งหนีห่างออกมาไกลจนอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว พวกเขาก็หันกลับไปดูหลินหมิง
หลินหมิงยังคงยืนกอดอกอยู่นิ่งๆด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาของ หลินหมิงมองไปยังโอวหยางตี๋ฮัวราวกับกำลังมองเด็กที่กำลังเล่นของเล่น อยู่!