Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 191 กลืนกินวิญญาณ
ทหารดาบคนนั้นยืนตัวอยู่ห่างจากน่าอีเพียง 2 ก้าว แต่น่าอีก็ยังสงบ
นิ่งและไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย แววตาของชายคนนั้นดูเหม่อลอยไร้
ชีวิตชีวา อย่างกับว่าจิตวิญญาณของเขาถูกแยกออกไปจากร่างกายของ
เขาแล้ว นี่คงจะเป็นแค่ร่างไร้วิญญาณของเขาเท่านั้น
น่าอีไม่รู้ว่าหลินหมิงทำอะไรกับชายคนนี้…
ชายที่ใช้ดาบคนนี้เป็นนักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นที่ 5 ช่วงกลาง เขาต่อสู้
เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในสงครามมานับครั้งไม่ถ้วน จิตวิญญาณของเขา
แข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า
แล้วนี่มันพลังอะไรกัน? ทำไมชายคนนี้ถึงได้สูญเสียจิตวิญญาณของ
ตัวเองไปได้ง่ายๆเช่นนี้?!
น่าอีเริ่มจะเข้าใจถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของหลินหมิงแล้ว หลินห
มิงแข็งแกร่งกว่าที่นางคิดเอาไว้มาก
จิตวิญญาณของทหารที่ใช้ดาบคนนั้นกระสับกระส่าย วุ่นวาย สับสน
และค่อยๆแตกสลายไปอย่างช้าๆ เขาไม่ต่างอะไรกับคนที่กำลังจะตาย
หลินหมิงมองไปที่ทหารคนนั้น ผู้ที่ถูกดึงเข้าไปใน วัฏสงสาร จะมี
ลักษณะเช่นนี้นี่เอง
หลังจากที่เขาเข้าใจเจตจำนงนักสู้ ‘วัฏสงสาร’ เขาก็พบว่าจิต
วิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะ
ถูกกดดันหรือถูกจู่โจมทางจิตใจจากศัตรู ยิ่งไปกว่านั้นเจตจำนงนักสู้
‘วัฏสงสาร’ ยังสามารถใช้จู่โจมจิตวิญญาณของศัตรูได้โดยตรงอีกด้วย
พลังของ ‘วัฏสงสาร’ จะสถิตอยู่ในดวงตาของเขา และเขาสามารถ
ดูดวิญญาณของศัตรูให้เขามาพบกับ ‘วัฏสงสาร’ ได้ ศัตรูเหล่านั้นจะได้
พบกับตัวตนของตัวเองที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงในโลกคู่ขนาดต่างๆ
จิตวิญญาณของพวกเขาก็จะเกิดความสับสนและแตกสลายไปในที่สุด
ในเวลานี้ ทหารม้าทั้ง5คนเหลือผู้ที่ยังสามารถต่อสู้ได้อยู่เพียงคน
เดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือทหารที่ใช้หอก ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะเป็นหัวหน้าของ
ทหารอีก 4 คน
เมื่อทหารที่ถือหอกเห็นพรรคพวกทั้ง4ของเขาถูกหลินหมิงจัดการใน
ไม่กี่อึดใจ เขาก็เริ่มใจสั่นและหวาดกลัว!
เด็กคนนี้มันปีศาจชัดๆ!
ทหารที่ใช้หอกคนนั้นทิ้งอาวุธลงและมองไปที่หลินหมิง เขารู้ดีว่าต่อ
หน้าเด็กคนนี้เขาไม่สามารถเอาชนะหรือหลบหนีได้
ในเวลานี้เจ้าของโรงเตี้ยมก็ตัวสั่นและหวาดกลัวเป็นอย่างมาก หาก
ทหารจากเผ่าหนอนไฟตายในโรงเตี้ยมของเขา เจ้าของโรงเตี้ยมอย่างเขา
ต้องถูกเผ่าหนอนไฟฆ่าตายเป็นแน่!
“พ่อหนุ่มเจ้าแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ข้าไม่สามารถสู้เจ้าได้และข้าก็คง
จะตายในอีกไม่ช้า แต่ยังไงท่านแม่ทัพจะต้องมาล้างแค้นให้พวกข้าอย่าง
แน่นอน เขาจะฆ่าทุกคนในชนเผ่าของเจ้า เขาจะหั่นศพของพวกเจ้าเป็น
ชิ้นเล็กๆและโยนลงไปในหม้อน้ำซุป!”
หลินหมิงหัวเราะ “ฮ่าๆ มันมาหาข้าเองก็ดีน่ะสิ ข้ากำลังจะเดินทาง
ไปฆ่ามันอยู่พอดี”
ชายที่ใช้หอกคนนั้นรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้
ว่า ผู้ที่จะสามารถปกปิดระดับการฝึกฝนของตัวเองได้นั้น อย่างน้อยก็ต้อง
เป็นนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า และสาเหตุที่นักสู้ที่
แข็งแกร่งอย่างเด็กคนนี้ เดินทางมายังชนเผ่าเล็กๆแห่งนี้ก็เพื่อที่จะสังหาร
ท่านแม่ทัพ!
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ทหารคนนั้นก็ไม่หลงเหลือความหวังอะไรอยู่อีก
เขาต้องการที่จะจบชีวิตของตัวเองให้เร็วที่สุด เขาไม่ต้องการที่จะให้เด็ก
คนนี้สอบปากคำและได้รับข้อมูลไปจากเขา เขากำลังจะใช้พลังปราณ
ทำลายจุดชีพจรของตัวเองเพื่อฆ่าตัวตาย!
แต่หลินหมิงได้ส่งพลังวิญญาณไปตรวจสอบภายในร่างกายของชาย
คนนี้ไว้แล้ว เขาสามารถสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆของชาย
คนนี้ เมื่อเขารู้ว่าชายคนนี้กำลังจะฆ่าตัวตาย เขาก็ปล่อยฝ่ามือออกไปที่
อกของชายคนนั้นอย่างรวดเร็ว!
ฝ่ามือทลายจุดชีพจร!
พลังปราณจากผ่ามือของหลินหมิงแผ่เข้าไปในร่างกายของหารคน
นั้น และทำลายจุดชีพจรทั้งหมดของชายคนนั้น แม้ว่าการทำลายจุด
จีพจรด้วยวิชานี้จะไม่ทำให้ผู้ที่ถูกทำลายจุดชีพจรตาย แต่ก็ทำให้เจ็บปวด
อย่างรุนแรง
ทหารคนนั้นรีบโคจรพลังปราณเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น
แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็พบว่าพลังปราณในร่างกายของเขากำลังสลายไป
อย่างรวดเร็ว และเขาก็ไม่สามารถควบคุมพลังปราณเหล่านั้นได้เลย สิ่งที่
เกิดขึ้นนี้ทำให้ทหารคนนั้นตกใจเป็นอย่างมาก “เจ้า… เจ้าทำอะไรกับข้า?”
“ข้าทำลายจุดจีพจรของเจ้า เพื่อให้เจ้าสูญเสียการฝึกฝนทั้งหมดไป
และกลายเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง” หลินหมิงกล่าวอย่างโหดร้าย
“สูญเสียการฝึกฝนทั้งหมด… ฮ่าๆ… ฮ่าๆๆๆ!” เมื่อได้ยินที่หลินหมิ
งพูด ชายคนนั้นก็หัวเราะราวกับเป็นคนบ้า การที่ทำให้นักสู้สูญเสียการ
ฝึกฝนทั้งหมดเช่นนี้ เป็นสิ่งที่โหดร้ายกว่าการฆ่าพวกเขาเสียอีก
หลินหมิงยกชายคนนั้นขึ้นไปบนบ่า และบอกน่าอีกับน่าสุ่ย “ไปกันได้
แล้ว”
น่าอีเดินตามหลินหมิงไป แต่น่าสุ่ยยังเหม่อลอยเหมือนตกอยู่ใน
ภวังค์
ความแข็งแกร่งของหลินหมิง ทำให้น่าสุ่ยประทับใจและหลงไหลใน
ตัวเขาเป็นอย่างมาก!
“น่าสุ่ย ไปกันได้แล้ว”
“ท่านพี่…” น่าสุ่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนจะได้สติและเดินตามมา
พวกเขาตรงไปที่คอกม้า หลินหมิงโยนทหารคนนั้นขึ้นไปบนม้าสี
เลือด จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นไปบนม้าตัวนั้น
แต่ม้าสีเลือดเป็นม้าที่ฉลาด มันรู้ว่าหลินหมิงไม่ใช่เจ้าของของมัน มัน
จึงพยศและดิ้นให้หลินหมิงตกลงไปจากหลังของมัน
หลินหมิงใช้ขาทั้งสองข้างบีบรัดและเกาะลำตัวของม้าเอาไว้ ม้าตัว
นั้นรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงจากหลินหมิง มันได้แต่จำยอมต่อ
หลินหมิง มันหอนเสียงดังออกมาครั้งนึงและเลิกต่อต้านหลินหมิง
จากนั้นหลินหมิงก็กระโดดลงจากม้าและกล่าว “พวกเจ้าทั้งสองใช้
ม้าตัวนี้”
หลินหมิงดึงทหารคนนั้นลงมาและโยนขึ้นไปบนม้าอีกตัวหนึ่ง เขาทำ
ให้ม้าตัวนั้นยอมสยบต่อเขาด้วยวิธีเดี่ยวกัน น่าอีกับน่าสุ่ยเองก็กระโดดขึ้น
ไปบนม้าตัวแรกตามที่หลินหมิงบอก
จากนั้นพวกเขาทั้ง4คนและม้าอีก2ตัวก็เริ่มออกเดินทาง
ม้าสีเลือดเป็นม้าชั้นยอด พวกมันวิ่งได้เร็วเป็นอย่างยิ่ง ใน1ชั่วโมง
พวกมันสามารถวิ่งได้ไกลถึง 100 ลี้
หลังจากเดินทางมาซักพัก พวกเขาก็มาถึงบ่อโคลนแห่งหนึ่ง หลินห
มิงโยนทหารคนนั้นลงไปบนพื้นราวกับสิ่งของ และหันไปพูดกับน่าอี “เจ้า
กับน้องสาวช่วยกันเอาโคลนมาทาตัวม้า ม้าสีเลือดมีสีแดงเข้ม สีของมัน
เป็นจุดเด่นเกินไป”
“ข้าเข้าใจแล้ว” น่าอีกล่าว
หลินหมิงหันไปทหารคนนั้น เขามีคำถามอยากจะถามมากมาย ทั้ง
เรื่องบึงทมิฬ ทั้งจุดประสงค์ของซือกู่ต้า และเรื่องเปลวเพลิงนิรันดร์ที่
หัวหน้าเผ่าเป็นคนเก็บเอาไว้
สิ่งที่หลินหมิงสนใจที่สุดก็คือเรื่องเปลวเพลิงนิรันดร์ เขาต้องการจะรู้
ว่ามันคือเปลวเพลิงที่แท้จริงหรือไม่?
แต่เมื่อเห็นใบหน้าเย้ยหยันของทหารคนนั้น เขาก็รู้ได้ในทันทีว่า
ทหารคนนั้นคงไม่บอกข้อมูลอะไรกับเขาอย่างแน่นอน
การจะดึงข้อมูลจากศัตรูที่ภักดีกับพรรคพวกนั้น เป็นเรื่องที่
ยากลำบากมาก แม้จะทรมานพวกเขาจนตายก็ใช่ว่าพวกเขาจะยอมบอก
ข้อมูลของพวกเขา
หลินหมิงถึงกริชออกมาจากแหวนมิติ เขากระโดดลงจากม้าไปนั่ง
ตรงหน้าทหารคนนั้นและกล่าว “ข้ามีคำถามมากมายอยากจะถามเจ้า
หากเจ้าบอกข้า ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป”
“ปล่อยข้าไปรึ? ฮ่าฮ่า!” ทหารคนนั้นหัวเราะราวกับคนบ้าอีกครั้ง “ข้า
ไม่ได้คิดจะมีชีวิตอยู่อีกแล้ว ต่อให้เจ้าทรมานข้ายังไงข้าก็ไม่บอกอะไรเจ้า
หรอก! ข้าน่ะทรมานผู้คนให้พวกเขาบอกสิ่งที่ข้าต้องการมาตั้งแต่ตอนที่
เจ้ายังดูดนมแม่เจ้าอยู่ ข้ารู้จักการทรมานชนิดต่างๆมากมาย และข้าก็
เตรียมใจที่จะตายอยากทรมานไว้แล้ว อย่าฝันว่าจะได้ข้อมูลอะไรจากข้า
ฮ่าๆๆ…” ทหารคนนั้นแสยะยิ้มและหัวเราะออกมา
ทันใดนั้น ทัศนวิสัยของทหารคนนั้นก็ถูกความมืดมิดเข้าครอบงำ
ปากของเขาสั่นไหว และเริ่มกรีดร้องอย่างทุกข์ทรมาน เพียงครึ่งก้านธูป
เหงือก็ไหลนองออกมาทั่วร่าง เขาได้พบกับภาพอันโหดร้ายที่กัดกินจิต
วิญญาณของเขา
“ฮ่าๆ เป็นยังไงบ้างล่ะ เจ้าเคยทำให้ใครทรมานได้ถึงขนาดนี้หรือป่าว
นี่เป็นวิธีทรมานศัตรูของข้าเอง”
หลินหมิงใช้พลังของ วัฏสงสาร จู่โจมไปที่จิตวิญญาณของทหารคน
นั้นโดยตรง หลังจากหลินหมิงคลายพลังของ วัฏสงสาร ให้ทหารคนนั้นมี
สติกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว ทหารคนนั้นก็ไม่อาจยิ้มออกมาได้อีกเลย
เขาทรมานจนกระหายความตาย แต่นี่น่าทรมานยิ่งกว่า คือเขาไม่สามารถ
ที่จะตายได้
“เจ้า… เจ้าทำอะไรข้า?!” ในเวลานี้ทหารคนนั้นตื่นตระหนกและ
หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง ความสงบที่เคยมีไม่หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ใน
ความคิดของเขา เด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเป็นดั่งปีศาจร้ายที่จะทรมานเขา
จนกว่าจะได้ข้อมูลจากเขา และเด็กหนุ่มคนนี้คงจะไม่ปล่อยให้เขาตาย
จนกว่าจะได้ข้อมูลที่ต้องการ
“ข้าก็แค่ กลืนกินจิตวิญญาณของเจ้าไปบางส่วน” หลินหมิงกล่าวด้วย
น้ำเสียงเย็นชา “มนุษย์ทุกคนมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง หลังจากตาย
แล้วจิตวิญญาณก็จะแยกออกจากร่างกายและไปเกิดใหม่ แต่หากว่าจิต
วิญญาณถูกกลืนกินหรือถูกทำลายไปแล้วละก็ เจ้าก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไร้
แก่นสาร และติดอยู่ในโลกอันแสนทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับที่เจ้าได้เห็น
เมื่อครู่ไปชั่วนิรันดร์”
หลินหมิงสร้างเรื่องขึ้นมาหลอกให้ชายคนนั้นหวาดกลัว คำพูดของ
เขาเป็นดั่งเสียงกระซิบของพญามาร เพียงแต่ได้ยินจิตวิญญาณก็สั่นไหว
จนแทบจะแตกสลาย
สำหรับป่าแดนใต้ ความเชื่อในเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสิ่งที่ฝั่ง
อยู่ในจิตใจของพวกเขามาช้านาน การตายเป็นเรื่องธรรมดาของสิ่งมีชีวิต
ทุกชีวิต เมื่อตายแล้วก็เพียงแค่กลับมาเกิดใหม่เท่านั้น พวกเขาจึงกล้า
หาญและไม่เกรงกลัวต่อความตาย
“ไม่จริง! ข้าไม่เชื่อ! นี่ต้องไม่ใช่เรื่องจริง!” จิตใจของทหารคนนั้นเต็ม
ไปด้วยความหวาดกลัว
“จะเชื่อเหลือไม่… ทำไมเจ้าไม่ถามจิตวิญญาณของเจ้าเอาเองละ?”
หลินหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอันแสนชั่วร้าย…