Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 195 สัตว์ศักดิ์สิทธิ์
ณ สำนักเจ็ดแก่นแท้ อาณาจักรลิขิตฟ้า
เป็นเวลานานกว่าหนึ่งเดือนแล้วที่หลินหมิงไม่ได้อยู่ในอาณาจักรแห่ง
นี้
ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายของฤดูหนาว แผ่นดินถูกปกคลุมด้วยหิมะ แม้จะ
เป็นช่วงบ่าย แต่อากาศก็ยังหนาวเย็นเป็นอย่างมาก
ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสำนักเจ็ดแก่นแท้ ผู้รับผิดชอบงาน
ทะเบียนกำลังนั่งนั่งประจำตำแหน่งของเขาอยู่
การทำงานในสำนักทะเบียนเป็นเรื่องที่น่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง เขา
จะต้องคอยลงบันทึกให้เหล่าศิษย์ที่จะออกไปผจญภัยเพื่อหา
ประสบการณ์ นี่เป็นหน้าที่การงานที่หยุดอยู่กับที่ เขาไม่สามารถที่จะ
สร้างผลงานให้ตัวเองมีชื่อเสียงมากขึ้นได้เลย
ซุนเหลียงเป็นทหารที่มีพรสวรรค์ในการต่อสู้ระดับ2 ช่วงสูง เขา
ฝึกฝนอยู่ในสำนักลิขิตฟ้ามาหลายปีจนมีการฝึกฝนขั้นที่3 จากนั้นเข้าก็
เกลียดคร้านต่อการฝึกฝน เขาจึงลาออกจากการเป็นศิษย์ของสำนักลิขิต
ฟ้า และเข้ามาทำงานเป็นผู้ดูแลงานเอกสารในสำนักเจ็ดแก่นแท้
เขากำลังอ่านนวนิยายอย่างเพลิดเพลิงและมีความสุขอยู่บนโต๊ะ
ทำงานของเขา บางเวลาเขาก็ยิ้มหัวเราะคิกคัก บางเวลาเขาก็ทำหน้า
เครียด บางเวลาก็ถึงกับมีหยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของเขา เขา
เข้าถึงอารมณ์ของนวนิยายที่กำลังอ่านเป็นอย่างมาก และทันใดนั้นเองก็มี
เสียงคนเดินเข้ามาในห้องทะเบียน
ซุนเหลียงคิดว่าคงจะเป็นศิษย์ที่ต้องการออกไปผจญภัย เขาอารมณ์
เสียและรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ศิษย์คนนั้นเข้ามาขัดช่วงเวลาแห่ง
ความสุขในการอ่านนวนิยายของเขา เขาเงยหน้าขึ้นไปมองบุคคลที่เข้ามา
คนนั้น และทันใดนั้นร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ
ผู้ที่เข้ามาคือชายหน้าชราที่สวมชุดคลุมสีขาว ชายชราผู้นี้ดูสง่างาม
และองอาจเป็นอย่างยิ่ง
ปึก!
นวนิยายที่อยู่ในมือของซุนเหลียงตกลงไปบนพื้น เขารีบรุกขึ้นยืน
และแสดงความเคารพ “ทะ… ท่านเจ้าสำนัก”
ซุนเหลียงรู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง เหตุใดเจ้าสำนักฉินจื่อหยาถึงได้มา
ที่นี่?!
ฉินจื่อหยายิ้มให้กับซุนเหลียง ฉินจื่อหยาเป็นคนใจกว้างและรักความ
สงบ เขาไม่ได้ถือโทษหรือตำหนิที่ซุนเหลียงแอบอ่านนิยายในเวลาทำงาน
ฉินจื่อหยาเดินมาใกล้ๆและกล่าวถาม “เมื่อเดือนก่อน หลินหมิงลงบันทึก
ว่าจะออกไปผจญภัยที่ไหน?”
ซุนเหลียงก้มหัวคำนับครั้งหนึ่ง และรีบไปนำบันทึกการออกผจญภัย
ของเหล่าศิษย์ออกมา ก่อนที่เขาจะเปิดดูฉินจื่อหยาก็กล่าวออกมา
“เอาบันทึกมา ข้าจะดูด้วยตัวเอง”
“ขะ… ขอรับ”
ซุนเหลียงตัวสั่น เขารู้สึกขอบใจสวรรค์ที่บันทึกการออกผจญภัยวาง
อยู่ใกล้ๆตัวเขา โดยปกติแล้วเขามักจะเก็บเอกสารไม่เป็นที่ และมักจะ
ต้องใช้เวลาหาอยู่นาน
ฉินยี่หยารับบันทึกมาและเปิดดู เมื่อเขาเห็นบันทึกและลายเซ็นของ
หลินหมิงแล้วเขาก็ขมวดคิ้ว
หลินหมิงขออนุญาตออกไปผจญภัย ระยะเวลา 2 เดือน สถานที่ ไม่
ระบุ…
“ข้ารู้แล้ว!”
ฉินจื่อหยาปิดบันทึกและส่งคือให้กับซุนเหลียง จากนั้นเขาก็เดิน
ออกมาจากสำนักทะเบียบ
หลินหมิงหายตัวไปแล้วหนึ่งเดือน และไม่ได้ระบุสถานที่ที่จะไป
เอาไว้ ฉินจื่อหยารู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรซ่อยอยู่อย่างแน่นอน
หลินหมิงมีความสามารถโดดเด่นและมีศัตรูอยู่มาก การออกไปผจญ
ภัยในขณะที่มีศัตรูอยู่มากเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดซักเท่าไร
ยิ่งไปกว่านั้น ในอาณาจักรแห่งนี้ไม่มีสถานที่ใดที่ส่งเสริมการฝึกฝน
ได้ดีไปกว่าสำนักเจ็ดแก่นแท้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่สำนักเจ็ดแก่นแท้ไม่มีให้ก็
คือ ประสบการณ์การต่อสู้ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายต่อชีวิต แต่หากหลินหมิง
ต้องการประสบการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เขาก็ควรจะเข้าร่วมกับกองทัพ
ของอาณาจักรและออกไปทำภารกิจยากๆ แต่ฉินจื่อหยาตรวจสอบดูแล้ว
หลินหมิงไม่ได้เข้าร่วมกับกองทัพของอาณาจักร
เรื่องนี้ทำให้ฉินจื่อหยาสงสัยและงุนงงเป็นอย่างมาก หลินหมิงทำ
ต้องการจะทำอะไรกันแน่?!
สาเหตุที่ฉินจื่อหยากลับมาในครั้งนี้ก็เพื่อบอกให้หลินหมิง
เตรียมพร้อม เขาจะส่งหลินหมิงไปแข่งขันในการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ที่
กำลังจะเกิดขึ้น
อีก2เดือน ทางหุบเขาเจ็ดแก่นแท้จะเรียกศิษย์หลักจากทุกอาณาจักร
มาชุมนุมทางการทหารร่วมกัน
การชุมนุมทางทหารครั้งยิ่งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 3 ปี เหล่าศิษย์หลัก
ทุกคนจะได้แลกเปลี่ยนศิลปะการต่อสู้ซึ่งกันและกัน
ถึงแม้จะเรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนศิลปะการต่อสู้ แต่ในความเป็น
จริงแล้ว นี่ก็เป็นการประเมินคุณภาพของสำนักเจ็ดแก่นแท้ในแต่ละ
อาณาจักร และยังเป็นการประลองเพื่อค้นหาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แม้แต่ฉิน
ซีหยาก็ยังให้ความสำคัญกับการชุมนุมในครั้งนี้เป็นอย่างมาก
ฉินจื่อหยาได้แต่หวังให้หลินหมิงแข็งแกร่งขึ้นในระยะเวลาสั้นๆนี้ เขา
อยากจะให้หลินหมิงโดดเด่นในการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในอีก2เดือน
ข้างหน้า
หากหลินหมิงแสดงฝีมือได้น่าประทับใจละก็ นอกจากตัวของหลินห
มิงเองจะได้รับรางวัลแล้ว เจ้าสำนักของสำนักที่หลินหมิงฝึกฝนอยู่ก็จะ
ได้รับรางวัลด้วย
รางวัลที่ทรงคุณค่าที่สุดก็คือ ยาเบิกทางสวรรค์
ยาเบิกทางสวรรค์คือยามหัศจรรย์ที่จะช่วยให้นักสู้ที่มีการฝึกฝนที่
จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้ามีโอกาสทะลวงขึ้นไปขั้นปราณปลายฟ้าได้
เมื่อนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้สำเร็จ พวก
เขาจะมีลักษณะการหายใจที่เปลี่ยนไป จิตวิญญาณของพวกเขาจะสงบนิ่ง
และสามารถสื่อสารกับพลังต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และโลกได้ และพวกเขา
สามารถใช้พลังปราณของพวกเขาเพื่อนำพลังต้นกำเนิดแห่งสวรรค์และ
โลกมาใช้
เมื่อทารกยังคงอยู่ในครรภ์ของมารดา พวกเขาไม่ได้หายใจทางจมูก
แต่หายใจผ่านเลือดที่ส่งมาจากสายสะดือ นี่คือลมหายใจของนักสู้ขั้น
ปราณปลายฟ้า
ยาเบิกทางสวรรค์คือสมบัติอันล้ำค่าของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และหา
ได้ยากเป็นอย่างยิ่งในนิกายอื่นๆ
วัตถุดิบสำหรับปรุงยาเบิกทางสวรรค์นั้นหายากเป็นอย่างยิ่ง และใน
การปรุงยาแต่ละครั้งก็มีโอกาสล้มเหลวสูง
ยาเบิกทางสวรรค์จะถูกปรุงขึ้นทุกๆ3ปี วัตถุดิบที่เก็บสะสมมาตลอด
3ปีจะถูกนำมาใช้ในครั้งนี้ โดยปกติแล้วพวกเขาก็จะได้ยาเบิกทางสวรรค์
มาประมาณ 20-30 เม็ด
ซึ่งยาเบิกทางสวรรค์ที่ 3 ปีจะปรุงขึ้นมาได้แค่ 20 กว่าเม็ด ไม่มีทาง
เพียงพอต่อเหล่าศิษย์สาวกที่ต้องการมันอย่างแน่นอน
กฎของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ระบุเอาไว้ว่า ผู้ที่จะได้รับยาเบิกทาง
สวรรค์จะต้องมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าหรือทะลวงไปขั้น
ปราณปลายฟ้าได้ครึ่งก้าวแล้วเท่านั้น แต่ก็ใช้ว่านักสู้ที่ใช้ยาเบิกทาง
สวรรค์จะสามารถทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้เสมอไป ยาเบิกทาง
สวรรค์แค่ช่วยสร้างโอกาสให้พวกเขาเท่านั้น
ฉินจื่อหยาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและพรสวรรค์สูงส่ง แม้ว่าเขาจะ
เริ่มฝึกฝนการต่อสู้ตอนอายุ 20 ปี แต่เขาก็สามารถมาถึงระดับปราณฟ้า
ได้ตอนที่อายุ 45 ปี นี่เป็นความก้าวหน้าที่รวดเร็วจนน่ามหัศจรรย์ ใน
ตอนที่เขามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า เขาเคยได้รับยาเบิก
ทางสวรรค์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่สามารถทะลวงไปขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้!
หลังจากนั้นเขาก็ฝึกฝนทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสม่ำเสมอ จนใน
ที่สุดเขาก็มาถึงจุดที่ทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้ครึ่งก้าว ในเวลานี้ทั้ง
ร่างกายและจิตใจของเขาพร้อมที่จะทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าแล้ว สิ่ง
ที่ยังขาดอยู่ก็คือยาเบิกทางสวรรค์เท่านั้น หากเขาได้มันมา เขาก็จะฝืน
ทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าอีกครั้ง!
ทุกๆ3ปีในการชุมนุมครั้งยิ่งใหญ่นี้ จะมีการมอบรางวัลซึ่งก็คือยาเบิก
ทางสวรรค์ให้เหล่าสาวก 2 เม็ด ซึ่งจะมอมให้ศิษย์หลักผู้ชนะ 1 เม็ด และ
เจ้าสำนักของสำนักที่ศิษย์หลักคนนั้นฝึกฝนอยู่อีก 1 เม็ด
แน่นอนว่าถ้าศิษย์หลักที่เป็นผู้ชนะหรือเจ้าสำนักของศิษย์หลักคนนั้น
ยังมีการฝึกฝนไม่ถึงจุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้าก็จะเสียสิทธิ์ในการรับยา
เบิกทางสวรรค์ไปตามกฏของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ซึ่งหากพวกเขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะรับยาเบิกทางสวรรค์ พวกเขาก็
จะได้รางวัลเป็นอาวุธหรือชุดเกราะระดับมนุษย์ชั้นสูง หรือยาโอสถ
ระดับสูงอื่นๆแทน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นอย่างมาก
สำหรับฉินจื่อหยา เขาต้องการยาเบิกทางสวรรค์เป็นอย่างมาก แม้ว่า
เขาเองก็อยากจะให้หลินหมิงได้รับยาเบิกทางสวรรค์เช่นกัน แต่ดูจาก
ระดับการฝึกฝนของหลินหมิงแล้ว มันคงจะเป็นไปไม่ได้
แต่ยังไงตอนนี้หลินหมิงก็ยังมีอายุแค่15ปี หากเขายังฝึกฝนอยู่ใน
สำนักเจ็ดแก่นแท้ต่อไปเรื่อยๆเขาสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้มากถึง3
ครั้ง หลินหมิงยังมีโอกาสอีกมากในอนาคต
ในการชุมนุมครั้งแรกของหลินหมิงครั้งนี้ หากหลินหมิงสามารถเป็น
อันดับ1ได้ ก็จะถือเป็นบุญของฉินจื่อหยา
แต่ฉินจื่อหยาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า หลินหมิงจะหายตัวไปจาก
สำนักเจ็ดแก่นแท้ตั้งแต่เมื่อ 1 เดือนก่อน
…………………………
ณ ป่ารกร้างแดนใต้ บึงทมิฬ
ร่างทรงวิญญาณเด็กเปลวเพลิงยังไล่ตามหลินหมิงอย่างไม่คิดจะ
เลิกลามาเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมงแล้ว แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังไม่สามารถจับ
ตัวหลินหมิงได้
หลินหมิงเหลือพลังปราณอยู่ประมาณ 30% เขาต้องเคลื่อนไหว
อย่างรวดเร็วเพื่อหลบหนีและต่อสู้กับเด็กเปลวเพลิงนั่นไปพร้อมๆกัน
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก1ชั่วโมง พลังปราณของเขาก็จะหมด และเขา
ก็จะเหนื่อยล้าจนไม่สามารถหนีต่อไปได้อีก!
แต่เด็กเปลวเพลิงนั่นกลับไม่ได้มีท่าทีว่าจะอ่อนล้าเลยแม้แต่น้อย
ทั้งนี้ก็เพราะเด็กเปลวเพลิงนั่นคือเปลวเพลิงที่แท้จริง เปลวเพลิงที่แท้จริง
มีพลังอันเป็นนิรันดร์และจะไม่มีวันมอบดับหรือสูญหลายไป
หลินหมิงกังวลเป็นอย่างมาก สุดท้ายเขาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างนั้น
หรือ?!
ถ้าหนีต่อไปเรื่อยๆ เขาก็จะอ่อนล้าและถูกจับตัวได้ในท้ายที่สุด หาก
เลิกหนีและหันกลับมาต่อสู้ก็ใช่ว่าเขาจะชนะ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่ทรง
วิญญาณของเด็กเปลวเพลิงก็กำลังมุ่งหน้ามาหาเขา หากนักสู้คนนั้นมาถึง
ก็ไม่มีทางที่เขาจะรอดไปได้อย่างแน่นอน
เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เขาคายไม่ออก ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ไม่
มีโอกาสให้เขาหนีรอดไปได้เลย…
ต้องใจเย็นๆเข้าไว้… ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าก็ยังมีโอกาสเสมอ!
ลมหายใจของหลินหมิงสงบนิ่ง สมาธิของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขา
กำลังเข้าสู่สภาวะเจตจำนงนักสู้ ‘จิตบริสุทธิ์’ เขาต้องการหาทางออก
สำหรับสถานการณ์นี้!
ในเวลานี้เอง ห่างจากหลินหมิงออกไป 600 ลี้ ชายหัวล้านในชุดคลุม
สีดำกำลังขี่เหยี่ยวสวรรค์บินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นคือหมอผีจาก
เผ่าหนอนไฟ เขามีชื่อว่าชิยู
ชิยูขี่เหยี่ยวสวรรค์ไล่ตามหลินหมิงมานานกว่า 1 ชั่วโมงแล้ว แม้ว่า
เขาจะอยู่ห่างจากหลินหมิงอีก 600 ลี้ แต่เขาก็ไม่ได้กังวลเลยแม้แต้น้อย
เขาสัมผัสได้ว่าพลังปราณของหลินหมิงใกล้หมดแล้ว หลินหมิงคงจะหนี
ต่อไปได้อีกแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ
ไปโดยปริยาย
แต่ชิยูก็ประหลาดใจในความสามารถของหลินหมิงเป็นอย่างมาก
หลินหมิงมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่5 แต่พละกำลังและความ
แข็งแกร่งของเขาเทียบได้กับนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าช่วงต้นเลยทีเดียว ยิ่งไป
กว่านั้น หลินหมิงยังสามารถเหาะกลางอากาศได้ และหลินหมิงยังมีพลัง
ปราณมากกว่านักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่5ทั่วๆไปหลายเท่า!
“พลังลึกลับทั้งหมดของเจ้าจะต้องตกเป็นของข้า!”
ชิยูหัวเราะ เป้าหมายของเขาคือการครอบครองดินแดนของป่าแดน
ทั้งหมด ไม่มีใครสามารถต่อต้านเขาได้!
แต่ทันใดนั้นเอง เมื่อชิยูได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เขาก็ตัวแข็งทื่อและ
ตกใจเป็นอย่างมาก!
“นี่… นี่มัน วิหคเพลิง!”
ห่างออกไป 600 ลี้ หลินหมิงมองเห็นนกสีแดงเพลิงกำลังบินอยู่กลาง
ท้องฟ้า เขาไม่อยากจะเชื่อสายตาของตัวเอง นกสีแดงเพลิงตัวนั้นจะต้อง
เป็นวิหคเพลิงอย่างแน่นอน!
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว!