Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 217 พลังอำนาจของมังกรวารีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
- Home
- Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
- ตอนที่ 217 พลังอำนาจของมังกรวารีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์
มู่เชียนหยี่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง เส้นชีพจรทั่วร่างกายของ
หลินหมิงเชื่อมโยงถึงกันแล้ว
ในเวลานี้หลินหมิงมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 และทะลวงไป
ขั้นผสานชีพจรได้ครึ่งก้าว ยิ่งไปกว่านั้นเส้นชีพจรทั่วทั้งร่างกายของเขาก็
ผสานเข้าด้วยกันแล้ว เพียงแค่เขานั่งสมาธิโคจรพลังปราณเพื่อทะลวงไป
ขั้นผสานชีพจรอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาก็จะกลายเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจร
หลินหมิงสามารถที่จะทะลวงขึ้นไปขั้นผสานชีพจรได้ตั้งแต่อายุ 15
ปี ความเร็วในการฝึกฝนของเขาเทียบเท่ากับนางซึ่งมีพรสวรรค์ระดับ 7
การที่นางสามารถทะลวงขึ้นมาขั้นผสานชีพจรได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีถือ
เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ทุกๆคนในเกาะฟีนิกซ์ต่างก็ยกย่องนับถือใน
ความสามารถของนาง นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าในวันนี้นางจะได้พบกับ
ใครอีกคนที่สามารถทำได้เช่นเดียวกันกับนาง
หลินหมิงเองก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าเมื่อ
เขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาจะได้พบกับเรื่องน่าดีใจขนาดนี้ เมื่อหนึ่งปีก่อนการที่
เขาจะได้เป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจรยังเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆอยู่เลย แต่
ในวันนี้การทะลวงขึ้นไปขั้นผสานชีพจรกลับอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น
หลินหมิงกำลังคิดว่าเขาจะนั่งสมาธิโคจรพลังปราณและทะลวงไปขั้น
ผสานชีพจรเลยดีหรือไม่ ทันใดนั้นมู่เชียนหยี่ก็กล่าวออกมา “การที่เส้น
ชีพจรของเจ้าเชื่อมต่อถึงกันเป็นเพราะพลังของจิตวิญญาณสายฟ้าระดับ
พิภพ เจ้าช่างโชคดีเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปแล้วนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่
จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจถึงปีในการทำให้เส้น
ชีพจรเชื่อมถึงกันและทะลวงขึ้นไปขั้นผสานชีพจร หากเจ้ารีบทะลวงขึ้น
ไปขั้นผสานชีพจรตั้งแต่ตอนนี้ พื้นฐานการฝึกฝนของเจ้าอาจจะไม่มั่นคง
และอาจจะทำให้เจ้าพบกับจุดตีบตันในอนาคต ข้าอยากแนะนำให้เจ้า
ปรับสภาพร่างกายและพลังปราณของเจ้าให้เข้ากับเส้นชีพจรที่เชื่อมถึง
กันให้สมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยทะลวงขึ้นไปขั้นผสานชีพจร นี่เป็นสิ่งที่จะ
ส่งผลดีต่ออนาคตของเจ้ามากที่สุด”
หลินหมิงพยักหน้า สิ่งที่มู่เชียนหยี่กล่าวมานั้นถูกต้องแล้ว เส้นชีพจร
ของเขาไม่ได้เชื่อมถึงกันด้วยวิธีทางธรรมชาติ หากรีบทะลวงขึ้นไปขั้น
ผสานชีพจรในตอนนี้ก็จะทำให้พื้นฐานในการฝึกฝนของเขาไม่มั่นคง เขา
ควรจะปรับพื้นฐานของตัวเองให้มั่นคงก่อนที่จะทะลวงขึ้นไปขั้นต่อไป
เมื่อมู่เชียนหยี่เห็นหลินหมิงพยักหน้ารับฟังคำแนะนำของนาง นางก็
ยิ้มออกมาเล็กน้อย
ในตอนนี้ซุปที่นางต้มเอาไว้ก็เดือดแล้ว กลิ่มหอมของน้ำซุปลอยไป
สัมผัสกับจมูกของพวกเขาและทำให้พวกเขารู้สึกอยากอาหาร
แต่ก็น่าเศร้าที่ดูเหมือนว่าซุปมื้อนี้อาจจะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่พวก
เขาจะได้ทานร่วมกัน หลังจากทานซุปนี้เสร็จแล้ว เขาและนางก็คงต้อง
แยกจากกันเพื่อเดินไปตามเส้นทางของตัวเอง
เมื่อบาดแผลของมู่เชียนหยี่หายดีแล้ว พรหมลิขิตที่บรรดาลให้เขาได้
ใช้เวลาร่วมกับนางก็มาถึงจุดสิ้นสุด
ค่ำคืนนี้มืดสนิท ภายในถ้ำมีแสงไฟสลัวๆ วิหคเพลิงนอนหลับอยู่ใน
มุมหนึ่งของถ้ำ มู่เชียนหยี่ถ่ายเทปราณอัคคีของนางให้กับวิหคเพลิงเพื่อ
เยียวยารักษาบาดแผลที่ใกล้จะหายดีแล้วของมัน
“แล้วจากนี้ เจ้าจะไปทำอะไรต่อ?” มู่เชียนหยี่ถามและจ้องมองไปที่
หลินหมิง
“ข้าจะกลับไปที่อาณาจักรของข้า”
“เจ้าเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ใช่หรือไม่?” มู่เชียนหยี่คาดเดา
นิกายอันแข็งแกร่งที่อยู่ใกล้ๆนี้ก็คงมีแค่นิกายแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
เท่านั้น
“ใช่แล้ว” หลินหมิงตอบไปตามความจริง
“โอ้…..” เดิมทีนางคิดจะชวนเขาเข้าร่วมกับนิกายแห่งเกาะฟีนิกซ์
ศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อนางรู้ว่าเขาเป็นศิษย์ของนิกายแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
นางก็เปลี่ยนใจ เขาคงไม่อยากทรยศต่อนิกายของตนเอง และยิ่งไปกว่า
นั้นการที่เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แสดงว่า หุบเขาเจ็ดแก่นแท้คงต้องทุ่มเท
มอบทรัพยากรต่างๆให้เขาไปมากทีเดียว
“จริงสิ เหตุใดเจ้าถึงต้องการเลือดของมังกรวารีสายฟ้าอย่างนั้นรึ?”
หลินหมิงนึกขึ้นได้ว่ามีคำถามคาใจเขาอยู่ เขาจึงกล่าวถามออกไปด้วย
ความสงสัยใคร่รู้
“เพื่อการวิวัฒนาการของวิหคเพลิง” มู่เชียนหยี่กล่าว “วิหคเพลิงตัว
น้อยนั่นคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของข้า จิตวิญญาณของเราเชื่อมโยงถึงกัน วิหค
เพลิงของข้าเติบโตขึ้นจนใกล้จะถึงเวลาที่ต้องวิวัฒนาการแล้ว การ
วิวัฒนาการของวิหคเพลิงต้องใช้ยาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ และยาจิตวิญาณ
ศักดิ์สิทธิ์ที่มีประสิทธิภาพสูงก็ต้องถูกปรุงขึ้นจากเลือดของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่
มีอายุมากๆ เลือดของมังกรวารีสายฟ้าที่มีอายุกว่าหมื่นปีคือสิ่งที่เหมาะ
แก่การนำมาปรุงยาจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เป็นที่สุด และมังกรวารีสายฟ้า
เองก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ร้อยปีเท่านั้น ข้าได้เตรียมทรัพย์สมบัติล้ำค่า
มากมายมาเพื่อขอแลกเปลี่ยนกับเลือดของมังกรวารีสายฟ้า แต่นอกจาก
มันจะไม่ฟังข้อเสนอของข้าแล้ว มันยังลบหลู่บรรพบุรุษของข้าอีก จึงทำ
ให้เกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่เช่นนี้…”
สัตว์ศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงเกียรติและยึดมั่นในศักดิ์ศรีเหนือสิ่ง
ใด ไม่ว่าจะสิ่งล้ำค่าใดในโลกก็ไม่สามารถแลกเปลี่ยนกับเลือดของพวกมัน
ได้ มันไม่ยอมให้พวกมนุษย์นำเลือดของมันไปใช้ประโยชน์โดยเด็ดขาด
“เจ้าไม่พักอยู่ที่นี่อีกซักสองสามวันให้วิหคเพลิงหายดีก่อนหรือ?”
หลินหมิงกล่าวขณะที่โยนเศษไม้ลงเป็นเชื้อเพลิงในกองไฟ
ในความเป็นจริง หากนางถ่ายเทปราณอัคคีให้วิหคเพลิงอย่าง
ต่อเนื่องจนถึงเช้า วิหคเพลิงก็คงกลับมาหายดีและแข็งแรงเหมือนเดิม
แล้ว แต่ว่านางก็ยังรู้สึกแปลกๆเหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างเหนี่ยวรั้ง
นางเอาไว้อยู่ นางกล่าว “ข้าก็คงจะต้องใช้เวลารักษาวิหคเพลิงอีกสอง
สามวัน….”
“ข้าก็คงอยู่ที่นี้อีกสองสามวันเช่นกัน” หลินหมิงกล่าวพร้อมกับ
รอยยิ้ม “เดี๋ยวข้ามา ข้าจะไปล่าสัตว์มาทำอาหาร”
“อืม ข้าจะรออยู่ที่นี่” มู่เชียนหยี่กล่าว นางมองไปที่วิหคเพลิงกี่กำลัง
นอนหลับพักผ่อน วิหคเพลิงที่น่าสงสารตัวนั้นไม่รู้เลยว่า เจ้านายของมัน
กำลังจะชะลอการรักษามันออกไปอีกสองสามวัน ทั้งที่จริงๆแล้วใช้เวลา
เพียงแค่คืนเดียวก็เพียงพอ แต่ถึงมันจะรู้มันก็คงทำได้แค่ทำใจยอมรับอยู่
ดี
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง กลิ่นหอมของเนื้อย่างก็โอบอวนไปทั่วถ้ำแห่งนั้น
เมื่อกลิ่นนี้ลอยเข้าไปสัมผัสกับจมูกของวิหคเพลิง ก็ทำให้มันค่อยๆลืมตา
ขึ้นมาพร้อมกับความอยากอาหาร
ความเจ็บปวดต่างๆของมันจากหายไปในทันทีเมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้า
เนื้อย่างอันน่ารับประทานนี้…
ช่วงเวลาที่เขาและนางได้ใช้เวลาร่วมกันดำเนินผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในเช้าวันที่สอง หลินหมิงก็เดินออกไปล่าสัตว์ในป่า เขาได้พบกับมังกรดิน
สีทอง
มังกรดินสีทองตัวนี้มีความยาวกว่า 20 ก้าว ทั่วทั้งร่างของมันเต็มไป
ด้วยเกล็ดอันแข็งแกร่ง
มังกรวารีสายฟ้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักในการผสมพันธุ์ มันผสมพันธุ์กับ
สิ่งมีชีวิตต่างแทบทุกประเภท มังกรดินสีทองตัวนี้เกิดการการผสมพันธุ์
ของมังกรวารีสายฟ้ากับแรดเกล็ดหนาสีทอง
“มันสีสายเลือดของมังกรวารีสายฟ้าด้วย” หลินหมิงพึมพำ ความ
แข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นผสาน
ชีพจร
‘เจ้ามาได้ถูกเวลาจริงๆ ข้ากำลังอยากจะทดสอบพลังของจิต
วิญญาณมังกรวารีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์อยู่พอดี และศัตรูที่ข้าอยากจะ
ทดสอบด้วยก็คือสัตว์ดุร้ายที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่านักสู้ที่มีการฝึกฝน
ที่จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจร’
หลินหมิงชูนิ้วชี้ขึ้นมา ทันใดนั้นเข็มที่เรืองแสงสีม่วงก็ปรากฏขึ้นที่
ปลายนิ้วของเขาและควงสว่านหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว
หากนักสู้หรือสัตว์ดุร้ายไม่แข็งแกร่งพอ มันก็จะไม่สามารถสัมผัสถึง
พลังอันยิ่งใหญ่ของเข็มสายฟ้าสีม่วงนี้ได้
เข็มสายฟ้าสีม่วงคือวิญญาณสายของเขาที่ก่อกำเนิดเป็นวัตถุขึ้นมา
ซึ่งถูกเรียกว่า สายฟ้าประจักษ์
เดิมที่เข็มสายฟ้ามีม่วงยังเป็นแค่เข็มเหล็กธรรมดาๆเล่มหนึ่ง แต่เมื่อ
เขาดูดกลืนสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์แห่งมังกรวารีสายฟ้าเข้าไป มันก็เปล่งแสงสี
ม่วงออกมา และพลังอำนาจของมันก็เพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ
ดวงตาสีอำพันเข้มของมังกรดินสีทองจ้องมองมาที่หลินหมิง สัตว์ดุ
ร้ายที่มีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้น
ผสายชีพจรอย่างมันอ่อนแอเกิดกว่าจะสามารถสัมผัสพลังอำนาจอัน
ยิ่งใหญ่ของเข็มสายฟ้าประจักษ์สีม่วงได้ มันมองหลินหมิงราวกับเป็น
อาหารอันโอชะของมัน
“โฮก!”
มังกรดินสีทองคำรามและทะยานเข้าหาหลินหมิงด้วยคมเคี่ยวและ
กรงเล็บอันแหลมคมของมัน
หลินหมิงไม่ได้เคลื่อนไหวแม้แต่ก้าวเดียว เขาเพียงแค่ตวัดปลายนิ้วชี้
ของเขาลงมา ในพริบตานั้น เข็มสายฟ้าสีม่วงก็หายวับไปอย่างน่าตกใจ
เกิดเป็นมิติบิดเบือนตามเส้นทางที่มันพุ่งผ่าน ความรุนแรงและความ
รวดเร็วของเข็มสายฟ้าประจักษ์สีม่วงสูงส่งจนน่าเหลือเชื่อ ยิ่งไปกว่านั้น
การโจมตีของมันยังเงียบกริบเหมาะแก่การซุ่มโจมตีและลอบสังหารเป็น
อย่างยิ่ง
ในพริบตาต่อมา แสงสีม่วงที่บิดเบือนมิติเป็นเส้นทางเล็กๆก็ปรากฏ
ขึ้น เส้นแสงสีม่วงนี้ได้ตัดผ่านร่างของมังกรดินสีทองไปอยู่ด้านหลังของมัน
ร่างของมันสั่นไหวอย่างรุนแรง สายตาของมันพร่ามัว ภาพของหลินหมิง
ค่อยๆเลือนหายไป ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ต้นสาย
ปลายเหตุ
ทันใดนั้นเข็มสายฟ้าประจักษ์สีม่วงก็พุ่งเข้าไปอาละวาดในร่างกาย
ของมัน มันก็อ้าปากออกมา แต่ก่อนที่มันจะทันได้ส่งเสียงร้องออกมาร่าง
ของมันก็ไหม้กลายเป็นตอตะโกไปเสียแล้ว
หลินหมิงมองดูพลังอำนาจของเข็มสายฟ้าประจักษ์สีม่วงด้วยความ
ตกตะลึง แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยลองจินตนาการถึงพลังอำนาจอัน
ยิ่งใหญ่ของมันเอาไว้แล้ว แต่เมื่อได้เห็นพลังของมันด้วยด้วยตาของตัวเอง
เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี พลังอำนาจของมันยิ่งใหญ่กว่าที่เขาได้
คาดการณ์เอาไว้มากนัก
‘มังกรวารีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทรงพลังกว่าเพลิงสายฟ้าพิโรธเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้พลังปราณไม่มาก เมื่อเทียบกับเพลิงสายฟ้าพิโรธที่ต้อง
ใช้พลังปราณประมาณ 40% แล้วถึงว่ายอดเยี่ยมกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในตอนนี้ปราณอัคคีอ่อนแอกว่าจิตวิญญาณสายฟ้าเป็นอย่างยิ่ง เพลิง
สายฟ้าพิโรธจะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อถูกใช้ด้วยเปลวเพลิงและสายฟ้าที่
ทีความแข็งแกร่งพอๆกัน ข้าคงต้องรอจนกระทั่งได้เปลวเพลิงที่แท้จริง
จากหัวหน้าเผ่าหนอนไฟมาก่อนถึงจะได้ใช้วิชาเพลิงสายฟ้าพิโรธอีกครั้ง’
เมื่อทดลองพลังของมังกรวารีม่วงสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์เสร็จแล้วเขาก็
เดินทางกลับไปที่ถ้ำ
มู่เชียนหยี่กำลังจดจ่ออยู่กับการทำอาหาร แม้ว่าก่อนหน้านี้นางจะไม่
เคยทำอาหารมาก่อน แต่นางก็จดจำวิธีและขั้นตอนต่างๆในการทำอาหาร
ของหลินหมิงได้เป็นอย่างดี
นางทำทุกขั้นตอนเหมือนที่หลินหมิงทำอย่างไม่มีผิดเพี้ยน แต่รสชาติ
อาหารที่ออกมาก็ยังสู้อาหารที่หลินหมิงเป็นคนทำเองไม่ได้
หลินหมิงปรุงซุปขึ้นมาใหม่อีกหม้อหนึ่ง เขาได้พูดคุยกับมู่เชียนหยี่ถึง
เรื่องต่างๆในชีวิต ทั้งเรื่องทุกข์สุข เรื่องที่ประทับใจ และเรื่องตลกขบขัน
เวลาที่เขาและนางได้ใช้ร่วมกันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน
ความสุขและความอบอุ่นก็ค่อยๆเกิดขึ้นในจิตใจของพวกเขาทั้งสอง
ในเช้าวันที่สาม ภายในถ้ำร้อนระอุ วิหคเพลิงเปล่งประกายฟ้าอัน
ร้อนแรงออกมา มันกลับมาหายดีและแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว หลินหมิงรู้
ได้ในทันทีเลยว่าถึงเวลาที่มู่เชียนหยี่จะต้องจากไปแล้ว
“มีอะไรอยากให้ข้าช่วยก่อนที่ข้าจะจากไปหรือไม่?” มู่เฉินยู่กล่าว
ถามด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน และจ้องมองไปบนฟ้า นางยืนอยู่หน้าถ้ำ
พร้อมกับวิหคเพลิงของนาง
หลินหมิงส่ายหน้าและยิ้มให้นาง ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องบางอย่าง
ขึ้นมาได้ เขากล่าว “ข้าอยากจะสังหารชายคนหนึ่ง แม้ว่าเขาจะอ่อนแอ
กว่าข้า แต่เขาก็อยู่ในคฤหาสน์ที่มีการป้องกันแน่นหนาและเต็มไปด้วย
ทหารผู้คุ้มกัน และหากข้าจะลงมือ ข้าต้องไม่ถูกจับได้และต้องไม่ทิ้ง
ร่องรอยหลักฐานใดใดเอาไว้เลย เจ้าพอจะมีวิธีหรือเปล่า?”