Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 232 การตื่นขึ้นของพลังสายฟ้า
“ผู้อาวุโสซุน ข้าว่าคุณสมบัติธาตุสายฟ้าของหลินหมิงอาจจะอยู่ใน
ระดับที่ 5 หรืออาจจะ… อาจจะถึงระดับที่หก…” ฉินจื่อหยากล่าวด้วย
ความตกตะลึง
พรสวรรค์ในการต่อสู้ถูกแบ่งเป็นระดับต่างๆ คุณสมบัติธาตุเองก็ถูก
แบ่งออกเป็นระดับต่างๆด้วยเช่นเดียวกัน และในอาณาจักรแห่งนี้ก็ไม่มี
มนุษย์คนใดมีคุณสมบัติธาตุระดับ 6 มานานกว่าหลายพันปีแล้ว!
ซุนหยูโดวพยักหน้า “ข้าเองก็คิดว่าคงจะเป็นเช่นนั้น การที่สายฟ้า
ของเขาทรงพลังถึงขนาดนี้ เขาจะต้องมีคุณสมบัติธาตุระดับ 5 หรือ 6
อย่างแน่นอน น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเห็นเขาฝึกฝนหรือใช้พลัง
สายฟ้ามาก่อน ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเรื่องทั้งหมดเป็นอย่างไร? หลินหมิ
งจงใจเก็บเรื่องพลังสายฟ้าของตนเองเป็นความลับมาตลอดเลยอย่างนั้น
หรือ?”
………………
“ข้าแพ้แล้ว” หลิงเซ็นกล่าวออกมาเบาๆ เขาตระหนักได้แล้วว่าหลินห
มิงแข็งแกร่งกว่าเขาขนาดไหน ในชั่วพริบตาที่งูสายฟ้าสีม่วงพุ่งผ่านร่าง
ของเขาไป หลินหมิงไม่ได้บังคับให้งูสายฟ้าสีม่วงจู่โจมทำร้ายร่างกายของ
เขาเลยแม้แต่น้อย งูสายฟ้าแค่พุ่งผ่านร่างของเขาไปเฉยๆเท่านั้น ยิ่งไป
กว่านั้นหลินหมิงยังบังคับให้งูสายฟ้าหลีกเลี่ยงหัวใจและอวัยวะสำคัญ
ต่างๆ ทำให้เขาได้บาดเจ็บเพียงแค่เล็กน้อย หากหลินหมิงไม่ทำเช่นนี้
ร่างกายของเขาอาจจะมอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้ว
หลิงเซ็นจึงยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยใจจริง!
“เป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมาก” หลินหมิงกล่าวด้วยความเคารพ
หลิงเซ็นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวถามออกมา “นี่เป็นการจู่โจมที่
ทรงพลังที่สุดของเจ้าใช่หรือไม่?”
หลินหมิงพยักหน้าและกล่าว “ใช่แล้ว นี่คือการจู่โจมที่ทรงพลังที่สุด
ของข้า”
แม้ว่าความเป็นจริงแล้วเขาจะมีวิชาเพลิงสายฟ้าพิโรธกับเข็มสายฟ้า
มังกรขดอยู่ แต่พลังอำนาจของทั้งสองสิ่งนี้ก็รุนแรงเกินไป เขาไม่สามารถ
ควบคุมความรุนแรงของมันได้ สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาจะเอาไว้ใช้กับศัตรูที่
เขาต้องการจะสังหารเท่านั้น นอกเหนือจากสองสิ่งนี้แล้ว พลังสายฟ้าที่
เขาใช้เอาชนะหลิงเซ็นก็เป็นการจู่โจมที่ทรงพลังที่สุดของเขา
หลังจากได้ยินคำตอบของหลินหมิงแล้ว หลิงเซ็นก็ถอนหายใจ
ออกมา เขาตระหนักได้แล้วว่าการเข้าร่วมกับกองทัพอาจจะไม่ใช่
ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขา
หลินหมิงเดินทางไปผจญภัยนอกสำนักลิขิตฟ้า และเขาก็กลับมา
พร้อมกับพลังอันยิ่งใหญ่ นี่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นและท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าหลิงเซ็นจะแข็งแกร่งกว่าอัจฉริยะคนอื่นๆที่มีอายุเท่ากัน แต่
ระดับการฝึกฝนของเขาก็ก้าวหน้าไปช้ากว่าอัจฉริยะเหล่านั้น แทบเป็นไป
ไม่ได้เลยที่เขาจะสามารถทะลวงไปขั้นปราณปลายฟ้าได้ แต่ก็ใช่ว่าความ
แข็งแกร่งของเขาจะไม่สามารถเหนือกว่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าได้!
หากเขาเข้าร่วมกับกองทัพ เขาจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่หรือนายพลที่
ยิ่งใหญ่ หรือหากสร้างผลงานได้มากๆเขาก็อาจจะได้เป็นถึงจอมพลเช่น
เดียวกัยจอมพลฉิน แต่หากเป็นเช่นนั้นความแข็งแกร่งของเขาก็จะไม่
ก้าวหน้าไปมากเท่าไร และก็ไม่มีทางที่เขาจะได้เป็นนักสู้ขั้นปราณปลาย
ฟ้าอย่างแน่นอน!
หลังจากที่เขาสำเร็จการฝึกฝนจากสำนักแห่งนี้แล้ว เขาตัดสินใจที่จะ
ออกผจญภัยเพื่อแสวงหาพลังอันยิ่งใหญ่ นี่จะเป็นโอกาสของเขา เขา
อาจจะโชคดีและได้เป็นนักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าหรืออาจจะได้ครอบครอง
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่านักสู้ขั้นปราณปลายฟ้าก็เป็นได้!
……………………
การต่อสู้สายบนได้สิ้นสุดลงแล้วโดยที่หลินหมิงเป็นฝ่ายชนะ
ต่อจากนั้นก็เป็นการต่อสู้สายล่าง ต้ากู่เอาชนะเจียงบิ๋นและเฉ่าชีเฟิง
ตามลำดับ และในรอบที่3ต้ากู่ก็ได้ต่อสู้กับหลิงเซ็น ซึ่งผู้ที่เป็นฝ่ายชนะก็
คือหลิงเซ็น
ดังนั้นศิษย์สองคนจากการประลองที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก
ทั้งสองคนคือ หลินหมิงกับหลิงเซ็น
ศิษย์ทั้ง 5 คนที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวกคือ ฉินซิงเซวียน โจวยู่
เหลียงหลง หลิงเซ็นและหลินหมิง
ข่าวเรื่องการประลองระหว่างหลินหมิงกับหลิงเซ็นแพร่กระจายไป
ทั่วอาณาจักรอย่างรวดเร็ว เหล่าชาวเมื่อคิดไม่ถึงเลยว่าหลินหมิงจะ
แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ พวกเขารู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูการต่อสู้ของ
หลินหมิงด้วยสายตาของตนเอง โดยเฉพาะตอนที่หลินหมิงเปลี่ยนท้องฟ้า
ที่สงบนิ่งและเต็มไปด้วยหิมะแห่งฤดูหนาว ให้กลายเป็นฝนฟ้าคะนอน
แห่งฤดูฝน!
นี่เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเหล่า
ผู้ชมทุกคน!
เรื่องราวการสร้างฝนฟ้าคะนองอันทรงพลังท่ามกลางหิมะแห่งฤดู
หนาวของหลินหมิงจะกลายเป็นตำนานของอาณาจักรแห่งนี้ เหล่าเด็กๆ
จะได้ยินนิทานที่ว่ามีชายหนุ่มอายุ 15 ปีคนหนึ่งสามารถควบคุมสายฟ้า
สร้างฝนฟ้าคะนองและเปลี่ยนฤดูหนาวอันหนาวเหน็บให้กลายเป็นฤดูฝน
ได้!
โดยทั่วไปแล้วไม่มีทางที่ฝนฟ้าคงนองจะเกิดขึ้นได้ในฤดูหนาว พลัง
อำนาจที่สูงส่งพอจำทำเช่นนี้ได้มีแต่พลังอำนาจแห่งพระเจ้าเท่านั้น!
ก่อนหน้านี้ชื่อของหลินหมิงเป็นที่รู้จักในฐานะศิษย์ที่แข็งแกร่งและมี
การฝึกฝนที่รวดเร็วที่สุดในสำนักเจ็ดแก่นแท้ แต่ต่อจากนี้ชื่อของเขาเป็น
ที่รู้จักในฐานะผู้อยู่เหนือธรรมชาติที่สามารถเรียกฝนฟ้าคะนองและ
ควบคุมสายฟ้าได้ดั่งใจปรารถณา!
………………………
ณ ยอดเขาของภูเขาโจว
ฉินจื่อหยาและซุนหยูโดวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตรงหน้าของพวกเขาคือ
เหล่าศิษย์ที่ได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวกทั้งห้าคนได้แก่ หลินหมิง หลิง
เซ็น ฉินซิงเซวียน โจวยู่และเหลียงหลง
ฉินจื่อหยาจ้องมองไปที่เหล่าศิษย์ทั้งห้า เขาคาดการเอาไว้แล้วว่า
หลินหมิงจะต้องเบ่งบานและการเป็นนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต แม้แต่หุบ
เขาเจ็ดแก่นแท้ก็อาจจะยังไม่มีนักสู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งอย่างเขา!
หลินหมิงโชคดีและประสบความสำเร็จในการผจญภัยเป็นอย่างสูง
แม้ฉินจื่อหยาจะอยากรู้ว่าหลินหมิงได้พบกับอะไรบ้างในการผจญภัยของ
เขา แต่ฉินจื่อหยาก็ไม่คิดจะถาม ทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตนเอง
เขาไม่ได้ต้องการจะกดดันหลันหมิง ตราบใดที่ไม่ได้ไปสังหารใครหรือ
ทรยศต่อสำนักฉินจื่อหยาก็จะไม่เข้ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของพวกเขา
ถ้าไม่ใช่เพราะหลินหมิงยังมีอายุแค่ 15 ปีอยู่ เขาก็มีโอกาสที่จะได้
เป็นอันดับหนึ่งในการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้!
ตั้งแต่สำนักเจ็ดแก่นแท้แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้าก่อตั้งมา ยังไม่เคยมี
ศิษย์คนใดได้อันดับหนึ่งในการชุมนุมรวมสาวกมาก่อน!
อย่างไรก็ตาม จากความแข็งแกร่งของหลินหมิงในตอนนี้ เขามี
โอกาสสูงที่จะได้เป็น 20 อันดับแรก!
ฉินจื่อหยาไม่ได้ประเมินหลินหมิงต่ำ แต่ผู้เขาแข่งขันทุกคนล้วนเป็น
อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งและอันดับต้นๆทั้งหลายล้วนเป็น
นักสู้ที่มีอายุประมาณ 20 ปี พวกเขามีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นผสาน
ชีพจรหรือไม่ก็เป็นนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้า หลินหมิงในตอนนี้ไม่มีทางที่จะสู้
นักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าได้
อย่างไรก็ตามฉินจื่อหยาไม่ได้กังวลเรื่องนั้น เพราะหลินหมิงยังมี
โอกาสได้เขาร่วมการชุมนุมรวมสาวกอีก 2 ครั้ง ตอนที่เขามีอายุ 18 และ
21 ปี ในตอนนั้นหลินหมิงจะมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นอันดับหนึ่ง
ฉินจื่อหยากระแอมเบาๆและกล่าว “เหตุผลที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาใน
วันนี้ก็เพื่อหารือเรื่องการชุมนุมรวมสาวกที่จะเริ่มขึ้นในอีกครึ่งเดือน
ข้างหน้า ทางสำนักของเรามีสิทธิ์ส่งศิษย์เข้าร่วมได้ 5 คน”
ไม่ใช่แค่อาณาจักรหรืออาณาจักรเท่านั้นที่ถูกแบ่งออกเป็นนิกาย
ระดับต่างๆ ตระกูลใหญ่ๆเองก็ถูกแบ่งเป็นนิกายระดับต่างๆเช่นเดียวกัน
สำหรับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ พวกเขาถือเป็นนิกายระดับสาม
อาณาจักรลิขิตฟ้าถือเป็นนิกายระดับ 2 และมี 4 ตระกูลโบราณอัน
ยิ่งใหญ่ได้แก่ ตระกูลเฉ่า ตระกูลเจียง ตระกูลเหลียง และตระกูลโจว ซึ่ง
ถือเป็นนิกายระดับหนึ่ง นักสู้จากตระกูลโบราณทั้งสี่ตระกูลนี้จะมี
พรสวรรค์สูงส่งและได้รับการสนับสนุนในด้านการต่อสู้จากทางตระกูล
เป็นอย่างดี ทำให้พวกเขามีความสามารถในการต่อสู้โดดเด่นกว่านักสู้คน
อื่นๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะได้เป็นศิษย์หลัก และถึงแม้จะไม่ได้
เป็นศิษย์หลักพวกเขาก็ยังได้สิทธ์ที่จะเข้าร่วมการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสิทธ์ที่
จะได้เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก
ฉินจื่อหยากล่าว “พวกเจ้าทั้งห้าจงรู้เอาไว้ว่า เมื่อพวกเจ้าอยู่ใน
อาณาจักรแห่งนี้ พวกเจ้าคือยอดนักสู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งและเป็นที่นับถือ
ของเหล่าชาวเมือง แต่เมื่อพวกเจ้าไปเข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก พวก
เจ้าก็เป็นแค่นักสู้ธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับศิษย์ห้องมนุษย์ที่อยู่
ที่นี่!”
เมื่อฉินจื่อหยากล่าวจบ เหลียงหลงก็มีสีหน้าไม่พอใจ ฉินจื่อหยาพูด
เสียงดัง “เจ้าไม่พอใจคำพูดของข้างั้นรึ?”
เหลียงหลงตกใจ เขารีบลุกขึ้นยืนและกล่าวขอโทษ “ข้ามิกล้า!”
จากนั้นเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา “ท่านเจ้าสำนัก ถึงแม้ว่า
ข้าจะไม่สามารถเป็นอันดับหนึ่งได้ แต่ก็เกินไปหรือไม่ที่ท่านจะกล่าวว่าข้า
เป็นแค่นักสู้ธรรมดาๆ?”
ฉินจื่อหยาทำหน้าเข้มขรึมและกล่าวถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เหลี
ยงหลง เจ้ามีพรสวรรค์ในการต่อสู้ระดับใด”
“ระดับห้า ช่วงต้น” เหลียงหลงกล่าว สำหรับอาณาจักรแห่งนี้
พรสวรรค์ในการต่อสู้ระดับห้าช่วงต้นถือเป็นระดับพรสวรรค์ที่สูงส่งเป็น
อย่างมาก เพียงแค่พรสวรรค์ระดับสี่ช่วงกลางหรือช่วงสูงก็ถือว่าหาได้ยาก
แล้ว
“พรสวรรค์ระดับห้า ช่วงต้นถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่โดดเด่นเป็นอย่าง
มากสำหรับผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้ แต่ที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ พรสวรรค์
ระดับห้าช่วงล่างถือเป็นแค่เรื่องปกติ ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์จากหุบเขาเจ็ด
แก่นแท้ยังมีทรัพยากรที่ส่งเสริมในการฝึกฝนมากกว่าในสำนักของเรา
แม้ว่าพรสวรรค์และอายุจะเท่ากัน แต่การฝึกฝนของพวกเขาจะก้าวหน้า
ไปไกลกว่าพวกเรา ข้าถึงบอกว่าพวกเจ้าเป็นแค่นักสู้ธรรมดาๆเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” เหลียงหลงกล่าว
หลินหมิงได้แต่ถอนหายใจออกมา สำหรับนักสู้จากหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ การที่พวกเขาสามารถทะลวงไปขั้นปราณต้นฟ้าได้ถือเป็นเรื่องที่ปกติ
และธรรมดามาก แต่สำหรับนักสู้ในอาณาจักรแห่งนี้ เพียงแค่จะทะลวงไป
ขั้นผสานชีพจรก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว นี่เป็นความต่างชั้นที่เห็นได้อย่าง
ชัดเจน!
ฉินจื่อหยากล่าว “ในการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้มี 36 อาณาจักรที่อยู่
ใต้การปกครองของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้และ 16 ตระกูลที่โบราณที่ยิ่งใหญ่
ซึ่งเป็นนิกายระดับสอง รวมทั้งหมดก็เป็น 52 ฐานอำนาจ ซึ่งแต่ละฐาน
อำนาจสามารถส่งศิษย์เข้าร่วมได้ 5 คน รวมทั้งหมดก็เป็น 260 คน แต่
อาณาจักรฮั่วหลัวกับอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อื่นๆได้สิทธิ์ในการส่งเหล่าศิษย์
เพิ่ม จึงมีศิษย์เข้าร่วมทั้งหมด 280 คน และยังมีศิษย์จากฝ่ายต่างๆของ
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้อีก 240 คน จึงมีศิษย์ที่เข้าร่วมการชุมนุมรวมทั้งสิ้น
520 คน!”
“ใน 520 คนนี้ มีอย่างน้อย 200 คนที่มีการฝึกฝนขั้นผสานชีพจร!
พวกเจ้าลองคิดดูละกันว่าเมื่อนักสู้เกือบครึ่งเป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจรแล้ว
การต่อสู้ในการชุมนุมรวมสาวกจะเป็นเรื่องยากขนาดไหน?!”