Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 233 สมบัติระดับพิภพ
เหลียงหลงมองไปที่หลิงเซ็นกับหลินหมิงด้วยความรู้สึกอิจฉา มี
โอกาสสูงมากที่พวกเขาทั้งสองจะได้เป็น 100 อันดับแรกในการชุมนุม
รวมสาวก นี่ถือเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติอย่างมาก
แต่สำหรับตัวของเขาเอง เขากังวลว่าเขาจะได้อันดับที่ 400-500
กลับมา หากเป็นเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้จะอธิบายกับทางตระกูลว่าอย่างไร?
ฉินจื่อหยาก็กล่าว “การชุมนุมรวมสาวกจัดขึ้นที่หุบเขานภาล้ำลึก
แห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ กว่าจะผ่านไปที่นั่นได้จะมีเหล่าศิษย์กว่า 60% ถูก
คัดออกเพราะไม่มีคุณสมบัติในการผ่านเข้าไปยังหุบเขานภาล้ำลึก”
“60%!” เหลียงหลงอุทานออกมาด้วยความตกใจ หมายความว่ามี
โอกาสที่เขาจะตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มแข่งขันอย่างนั้นหรือ?
ถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติพอจะผ่านเข้าไปยังหุบเขานภาล้ำลึกได้ เขาก็จะ
ตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต่อสู้ นี่เป็นเรื่องที่น่าอัปยศและน่าอับอายเป็น
อย่างยิ่ง!
ถ้าข่าวนี้ได้ยินไปถึงตระกูลของเขาละก็ เขาจะต้องกลายเป็นตัวตลก
ประจำตระกูลเป็นแน่ ในอนาคตเขาจะถูกเลือกให้เป็นผู้นำตระกูลคน
ต่อไปเพราะเขาเป็นถึงศิษย์หลักแห่งสำนักเจ็ดแก่นแท้ มีคนอิจฉาที่เขาจะ
ได้เป็นผู้นำตระกูลอยู่มากมาย หากเขาตกรอบตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต่อสู้ คนที่
อิจฉาเขาจะต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้อโต้แย้งเพื่อไม่ให้เขาได้เป็นผู้นำ
ตระกูลคนต่อไปอย่างแน่นอน!
ผู้นำตระกูลของเขาเคยพูดอยู่เสมอว่าเหนือฟ้าย่อมมีฟ้า ตอนนี้เขาได้
เข้าใจคำพูดประโยคช์นี้อย่างชัดเจนแล้ว!
“ท่านเจ้าสำนัก…” เหลียงหลงกล่าว
“มีอะไรรึ?”
เหลียงหลงอยากจะสละสิทธิ์เข้าร่วมการชุมนุมรวมสาวก แต่หากเขา
ทำเช่นนั้นมีหวังเขาได้ถูกชาวเมืองประนามว่าเป็นคนขี้ขลาดอย่างแน่นอน
เขาจึงรีบเปลี่ยนใจและกล่าว “เราจะไปกันเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้เช้า วันนี้พวกเจ้าจะต้องกลับไปเตรียมตัว พรุ่งนี้เราจะเดินทาง
ไปหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ด้วยนกอินทรีย์สวรรค์ เจ้ามีคำถามอีกหรือไม่?”
หลินหมิงกล่าวถามด้วยความตื่นเต้น “ท่านเจ้าสำนัก ข้ามีคำถาม”
“ว่ามา…”
“ข้าอยากรู้เกี่ยวกับรางวัลของผู้ชนะ…”
เมื่อได้ยินคำถามของหลินหมิง ทั้งเหลี่ยงหลงและโจวยู่ต่างก็ตัวสั่น
ทัศนคติและการมองโลกของพวกเขากับหลินหมิงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ฉินจื่อหยายิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจและกล่าว “รางวัลสำหรับ
อันดับหนึ่งคือยาเบิกทางสวรรค์ แต่การที่จะได้มันมาก็มีเงื่อนไขว่าผู้ได้
อันดับที่หนึ่งจะต้องเป็นนักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นปราณต้นฟ้า
ด้วย มิฉะนั้นก็จะได้รางวัลเป็นสมบัติอุปกรณ์ระดับพิภพชั้นต่ำมาแทน”
“สมบัติอุปกรณ์ระดับพิภพนั้นแข็งแกร่งและทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ข้า
ว่าพวกเจ้าเองก็รู้ถึงพลังอำนาจของมันดี ส่วนอันดับที่ 2 ถึง5 จะไม่มีสิทธิ์
ได้รับยากเบิกทางสวรรค์ พวกเขาจะได้รับสมบัติอุปกรณ์ระดับพิภพชั้นต่ำ
เป็นรางวัล อันดับที่ 6 ถึง 10 จะได้รับยาจิตวิญญาณท้องนภา ซึ่งเป็นยา
รักษาอาการบาดเจ็บของร่างกายที่ดีที่สุดของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ อันดับที่
11 ถึง 30 จะได้รับสมบัติอุปกรณ์ระดับมนุษย์ชั้นสูงและยาจิตวิญญาณ
พิภพ…”
หลินหมิงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขารีบกล่าวถามต่อ “แล้วที่หุบเขา
เจ็ดแก่นแท้มีหอกระดับพิภพอยู่บ้างหรือไม่?”
ฉินจื่อหยายิ้มและกล่าว “หอกเป็นหนึ่งในอาวุธพื้นฐานที่มีข้อดีและ
จุดเด่นอยู่มากมาย และมันยังเป็นอาวุธที่มีมูลค่าสูงกว่าอาวุธประเภท
อื่นๆที่มีระดับเท่ากันอีกด้วย หุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีหอกระดับพิภพอยู่อย่าง
แน่นอน!
หอกระดับพิภพ…
หลินหมิงกำมือแน่น เขาเต็มไปด้วยความหวังอันยิ่งใหญ่
เมื่อฉินจื่อหยาเห็นปฏิกริยาของหลินหมิงเขาก็รู้สึกนับถือ ความ
แข็งแกร่งของหลินหมิงในตอนนี้เทียบได้กับนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลาง
เลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นในการชุมนุมรวมสาวกก็มีศิษย์ที่มีการฝึกฝนที่
จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรอยู่มากมาย และยังมีศิษย์ขั้นปราณต้นฟ้าอยู่
อีกด้วย เป็นไปไม่ได้เลยที่นักสู้ที่มีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นที่ 5 จะ
สามารถเอาชนะนักสู้ขั้นปราณต้นฟ้าได้
สิ่งที่ฉินจื่อหยาไม่รู้มาก่อนเลยก็คือหลินหมิงได้พบกับมู่เชียนหยี่และ
มีความทรงจำจากแดนเทวะอยู่ สำหรับหลินหมิงแล้ว หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ไม่ใช่ดินแดนที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขาเลย เขารู้จักเกาะฟีนิกส์ศักดิ์สิทธิ์และ
แดนเทวะซึ่งเป็นดินแดนที่เหนือชั้นกว่าหุบเขาเจ็ดแก้นแท้อย่างทาบไม่
ติด!
หากเพียงแค่นักสู้จากดินแดนเล็กๆอย่างหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เขายังไม่
สามารถก้าวข้ามไปได้ แล้วเขาจะบรรลุถึงจุดสูงสุดแห่งการฝึกฝนการต่อสู้
ได้อย่างไร?
………………………
ห่างจากอาณาจักรลิขิตฟ้าไปหลายแสนลี้ – หุบเขาเจ็ดแก่นแท้
บนเทือกเขาแห่งหนึ่งที่มีความสูงกว่า 60,000 ก้าว ที่แห่งนี้เป็น
เทือกเขาที่สูงชันจนน่าเหลือเชื่อ มันดูราวกับว่าเป็นดาบขนาดมโหฬาร
เล่มหนึ่งที่แทงทะลุแผ่นดินขึ้นมา!
ปลายดาบหรือยอดเขาเองก็แทงทะลุแผ่นฟ้าขึ้นไปอยู่เหนือชั้นของ
เมฆ!
เทือกเขาแห่งนี้เป็นที่ตั้งของฝ่ายดาบแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้!
บนยอดเขามีคฤหาสน์ขนาดใหญ่มหึมาตั้งตระหง่านอยู่ รอบๆ
คฤหาสน์มีรูปปั้นแกะสลักที่ทำจากเหล็กเหนียวทมิฬอยู่เต็มไปหมด รูป
ปั้นแกะสลักเหล่านี้คงมีน้ำหนักรวมกันหลายพันจิน!
บนยอดเขาแห่งนั้น ผู้นำฝ่ายดาบแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ยืนเอามือ
ไขว้หลังอยู่ในท่าที่ดูองอาจและน่าเกรงขาม เขาจ้องมองไปที่ชายหนุ่มคน
หนึ่งที่มีอายุประมาณ 18-19 ปี ด้วยความภาคภูมิใจ
“ในการชุมนุมรวมสาวกครั้งก่อน เจ้าพ่ายแพ้ให้กับโอวหยางหมิงจาก
ฝ่ายการปกครอง นี่ก็ผ่านมา 3 ปีแล้ว โอวหยางหมิงมีการฝึกฝนที่
จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจร เขาเป็นคู่ต่อสู้คนสำคัญที่เจ้าจะต้องเอาชนะ
ให้ได้”
ชายหนุ่มคนนั้นเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวออกมา “โอวหยางหมิง
ไม่ใช่คู่ต่อสู้คนสำคัญของข้าหรอก…”
“งั้นรึ? แล้วใครกันล่ะที่เป็นคู่ต่อสู้คนสำคัญของเจ้า?”
“คู่ต่อสู่คนสำคัญที่ข้าจะต้องเอาชนะได้ให้ก็คือตัวข้าเอง!” ชายหนุ่ม
คนนั้นพูดด้วยแววตาแห่งความมุ่งมั่น “ถ้าข้ายังไม่สามารถเอาชนะตัวเอง
ได้ แล้วข้าจะบรรลุถึงจุดสูงสุดแห่งเคล็ดบ่มเพาะดาบได้อย่างไร?”
แม้ว่าเขากับหลินหมิงจะถูกขั้นกลางด้วยระยะทางหลายแสนลี้ แต่
คำพูดและทัศนคติของพวกเขากลับเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“ฮ่าฮ่า! เจ้าพูดได้ดี! สมแล้วที่เป็นลูกของข้า ในการชุมนุมรวมสาวก
ครั้งนี้ เจ้าจะต้องอยู่เหนือศัตรูทั้งหมดและเป็นอันดับหนึ่งให้ได้!”
“แน่นอนขอรับท่านพ่อ!”
…………………
ในเวลาเดียว ห่างจากเทือกเขาสูงชันที่เป็นที่ตั้งของฝ่ายดาบออกไป
ไม่กี่ร้อยลี้
ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนยอดเขา เขาคือคนที่ชายหนุ่มจาก
ฝ่ายดาบพูดถึง – โอวหยางหมิง
“เจ้าเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายการปกครองในรอบ 100 ปีที่
ผ่านมา และนี่ก็เป็นการชุมนุมรวมสาวกครั้งสุดท้ายของเจ้าแล้ว เจ้า
จะต้องได้อันดับหนึ่งเท่านั้น!”
“แน่นอนอยู่แล้วขอรับท่านแม่…”
หญิงสาวที่อยู่ข้างๆโอวหยางหมิงคือแม่ของเขา แม้ว่านางจะมีอายุ
กว่า 50 ปีแล้ว แต่ใบหน้าและผิวพรรณของนางก็ยังดูอ่อนโยนและเต่ง
ตรึงราวกับว่านางเป็นหญิงสาวที่มีอายุแค่ 20
“ข้าจะต้องเป็นอันดับหนึ่งในการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้อย่างแน่นอน
ข้าหวังว่าอายุของซูรานจะยังไม่เกินเกณฑ์ในการเข้าร่วมการแข่งขัน หาก
เขาไม่ได้เขาร่วมการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่าง
มาก!”
สำหรับโอวหยางหมิง ตอนนี้เขามีอายุ 20 ปีแล้ว นี่จะเป็นการชุมนุม
รวมสาวกครั้งสุดท้ายของเขา!
“เจ้าไม่ต้องคิดถึงเรื่องอายุของซูรานหรอก เจ้าแค่เอาชนะคู่ต่อสู้ทุก
คนและเป็นอันดับหนึ่งให้ได้ก็พอ”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่”
“ในการชุมนุมรวมสาวกครั้งนี้เจ้าห้ามประมาทเด็ดขาด ฉินวู่ซินจาก
ฝ่ายพิณมีการฝึกฝนที่จุดสูงสุดของขั้นผสานชีพจรแล้ว เขาเป็นคนที่
จัดการได้ยากมาก แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าสามารถจัดการเขาได้ ส่วนฮันยันหลัว
จากฝ่ายกลั่นวัตถุดิบเองก็ยอมทุ่มเงินไปจำนวนมหาศาลเพื่อให้ได้ปราณ
อัคคีมาครอบครอง ในเวลานี้เขามีปราณอัคคีแล้ว เจ้าจะดูถูกเขาเหมือนที่
ผ่านๆมาไม่ได้เด็ดขาด!”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
แม้ว่าพวกเขาต่างก็เป็นศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เหมือนกัน แต่
พวกเขาก็จำเป็นต้องต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและคุณประโยชน์อื่นๆ
…
ศิษย์ที่มีความสามารถโดดเด่นจะเป็นผู้ที่ได้รับทรัพยากรอันมีค่าจาก
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ที่มีอยู่อย่างจำกัดไป!
ตั้งแต่ที่การชุมชุมรวมสาวกได้เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ผู้ที่
ได้อันดับหนึ่งแทบทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ทั้งสิ้น!
สำหรับบรรดาศิษย์จากทั้งเจ็ดฝ่ายแห่งหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เหล่าศิษย์
ที่มาจากอาณาจักรอื่นทั้ง 36 อาณาจักรไม่มีค่าพอจะอยู่ในสายตาของ
พวกเขา!
……………………
ณ อาณาจักรลิขิตฟ้า
อาณาจักรแห่งนี้ห่างไกลจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้กว่า 200,000 ลี้
แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางด้วยนกอินทรีย์สวรรค์ แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาใน
การเดินทางไม่น้อยกว่า 10 วัน
ฉินจื่อหยาเดินนำออกมาจากสำนักเจ็ดแก่นแท้ มีนกอินทรีย์สวรรค์
หลายตัวยืนเรียงเป็นแถวรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
“ได้เวลาแล้ว… ไปกันเถอะ” ฉินจื่อหยากล่าว ทันใดนั้นหลินหมิงและ
ศิษย์คนอื่นๆก็กระโดดขึ้นไปบนหลังของอินทรีย์สวรรค์ และพวกมันก็
ทะยานขึ้นไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว
ลมหนาวและหิมะพัดมากระแทกร่างกายของพวกเขา ในเวลานี้พวก
เขาอยู่สูงกว่าพื้นถึง 1000 ก้าว พวกเขาบินผ่านหิมะจำนวนมหาศาลที่
เป็นสีขาวบริสุทธ์ มันทำให้พวกเขาเกิดความกล้าหาญขึ้นมาภายในจิตใจ
แน่นอนว่าพวกเข้าต้องโคจรพลังปราณปกป้องร่างกายเอาไว้ด้วย
ขณะที่เดินทางด้วยนกอินทรีย์สวรรค์ พวกมันปิดไปเร็วมาก หากไม่โคจร
พลังปราณปกป้องร่างกายเอาไว้ หิมะที่พวกเขาพุ่งเข้าไปกระแทกก็อาจ
สร้างบาดแผลให้พวกเขาได้
เหล่านกอินทรีย์บินไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกมัน
คำรามออกมาด้วยความร่าเริงที่ได้ออกมาบินท่ามกลางธรรมชาติ เสียง
ของพวกมันดังก้องและสะท้อนไปทั่วทั้งแผ่นฟ้าและแผ่นดิน…