Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 235 ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
หลินหมิงทานซุปกระดูกงูในชามของเขาจนหมดและกล่าว “นี่เป็น
อาหารที่มีค่าราวกับสมบัติ นักสู้ทั่วไปคงไม่มีโอกาสได้ทานอาหารที่อร่อย
และทรงคุณค่าเช่นนี้ได้แน่”
ฉินซิงเซวียนตักน้ำซุปจากหม้อที่เหลืออยู่ไม่มากใส่ชามให้หลินหมิ
งและกล่าว “ไม่อยากคิดเลยว่า หากจะทานอาหารที่อร่อยและทรงคุณค่า
ทุกวันเช่นนี้จะต้องจ่ายหินลมปราณแท้ไปมากมายเพียงใด?”
หลินหมิงกล่าว “สำหรับศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ นี่เป็นแค่อาหาร
ทั่วๆไปของพวกเขาเท่านั้น เหมืองหินลมปราณแท้แห่งอาณาจักรลิขิตฟ้า
ต้องส่งหินลมปราณแท้ถึง 99% ให้กับหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ และยังมี
อาณาจักรอื่นๆอีก 35 อาณาจักรที่ต้องส่งทรัพยากรให้กับหุบเขาเจ็ดแก่น
แท้ ศิษย์ที่โดดเด่นของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ได้รับหินลมปราณแท้ในแต่ละ
เดือนหลายพันก้อน พวกเขาสามารถทานอาหารมื้อละ 20-30 หิน
ลมปราณแท้ได้สบายๆ ต่อให้เป็นอาหารที่แพงกว่านี้ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับ
พวกเขา”
เมื่อฉินซิงเซวียนได้ยินนางก็ถอนหายใจออกมา ตอนที่นางอยู่ที่
อาณาจักรลิขิตฟ้า นางอยู่ในสังคมชนชั้นสูง แต่เมื่อมาอยู่ที่นี้แล้วนางอยู่
ในสังคมชนชั้นกลาง เพียงแค่ไปทานอาหารหรูซัก 2-3 มื้อก็ทำให้นาง
หมดตัวได้
ในอาณาจักรลิขิตฟ้า นักสู้ต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อออกหาสมุนไพรหรือ
วัตถุดิบมาซื้อขายกัน กว่าจะได้เงินมาช่างเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งนัก แต่
เงินที่พวกเขาหามาอย่างยากลำบากเหล่านั้นแทบจะไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อ
มาอยู่ที่นี่!
สำหรับนักสู้จากอาณาจักรลิขิตฟ้า แม้ว่าเขาจะมุ่งมั่นและทุ่มเท
ให้กับการฝึกฝนขนาดไหนก็ตาม การจะทะลวงไปขั้นผสานชีพจรให้ได้นั้น
ถือเป็นเรื่องที่ยากอย่างยื่ง แต่สำหรับนักสู้ที่หุบเขาเจ็ดแก่นแท้ เพียงแค่
เกิดในตระกูลที่ดีมีฐานะ แม้จะเที่ยวเล่นเป็นประจำ แต่พวกเขาก็สามารถ
ทะลวงไปขั้นผสานชีพจรได้ไม่ยาก และหากพวกเขาตั้งใจฝึกฝน การจะ
เป็นนักสู้ระดับปราณต้นฟ้าก็ไม่ใช่เรื่องยากนักสำหรับพวกเขา และพวก
เขาก็มีโอกาสสูงที่จะทะลวงไปถึงระดับปราณปลายฟ้าได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้นฉินซิงเซวียนก็มองไปหาหลินหมิง หลินหมิงมาจาก
ตระกูลธรรมดาๆตระกูลหนึ่ง แต่เขากลับแข็งแกร่งได้มากถึงขนาดนี้ นาง
ไม่อยากจะคิดเลยว่าเขาต้องใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามมากขนาด
ไหนเพื่อให้ได้มาถึงจุดๆนี้
นางรู้สึกเสียดายแทนหลินหมิง หากหลินหมิงได้เกิดในตระกูลที่ดีกว่า
นี้ล่ะก็ เขาคงจะได้เป็นนักสู้ที่ยิ่งใหญ่และกลายเป็นตำนานของเหล่านักสู้
ไปแล้ว
“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่หรือ?” หลินหมิงกล่าวถาม และยกชามน้ำซุปกระดูก
งูที่ฉินซิงเซวียนตักมาให้ขึ้นมารับประทาน
“ข้าคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย นักสู้จากตระกูลธรรมดาๆ
ที่ฝึกฝนการต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจต้องมาพ่ายแพ้นักสู้จากตระกูล
ใหญ่ๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะฝึกฝนการต่อสู้ด้วยซ้ำ”
“ใช่โลกนี้มันไม่ยุติธรรม แต่ก็เคยมีตำนานที่เล่าว่า ชายหนุ่มจาก
ตระกูลทั่วๆไปคนหนึ่ง เขามุ่งมั่นตั้งใจที่จะฝึกฝนการต่อสู้โดยทุ่มเทอย่าง
สุดชีวิต ด้วยความมุ่งมั่นของเขาทำให้เขาเข้าใจเจตจำนงนักสู้ทั้ง 7
ประเภท และเขาก็กลายเป็นจักรพรรดิของเหล่านักสู้ทั้งปวง…”
ขณะที่หลินหมิงพูด เขาดูสงบและเยือกเย็นเป็นอย่างมาก ฉินซิงเซ
วียนรู้สึกราวกับว่าบุคคลที่เขาพูดถึงคือตัวของเขาเอง
เมื่อฉินซิงเซวียนได้ฟังเรื่องที่หลินหมิงเล่า นางก็รู้สึกนับถือในความ
มุ่งมั่นของหลินหมิงมากขึ้นไปอีก
‘ในอนาคต ข้าจะสามารถเทียบกับเขาได้หรือไม่ ความสามารถของ
เขาคงจะทิ้งห่างข้าออกไปเรื่อยๆ…’
เมื่อนางคิดเช่นนั้นก็ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจ
ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาในร้านอาหาร ชายคนที่เดิน
นำหน้าเข้ามาตะโกนเสียงดัง “พนักงาน… เอาอาหารที่ดีที่สุดมาพร้อมกับ
ไวน์กระดูกมังกร 2 ที่!”
“ขอรับ!” พนักงานรีบขานรับในทันที จากสัญชาตญาณของเหล่า
พนักงาน พวกเขาสามารถรับรู้ได้ทันที่ว่าชายหนุ่มที่จะโกนสั่งอาหารแบบ
นี้ต้องเป็นคนจากตระกูลที่ร่ำรวยอย่างแน่นอน
ภัตตราคารบุบผาสะพรั่ง เป็นภัตตราคารอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดใน
เมืองแห่งนี้ เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่านักสู้จะตระกูลที่ร่ำรวยจะมาทาน
อาหารที่นี่
“ข้ารอการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้มา 3 ปี ข้าไม่มีสิทธิ์ได้เข้า
ร่วมการประลองชุมนุมร่วมสำนักเมื่อ 3 ปีก่อน ในการประลองชุมนุมร่วม
สำนักครั้งนี้ข้าจะแสดงใช้บิดาเห็นว่าข้าแข็งแกร่งขนาดไหน?” ชายหนุ่มที่
ตะโกนสั่งอาหารพูด เขามีการฝึกฝนขั้นที่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก และ
สามารถทะลวงไปขั้นผสานชีพจรได้ครึ่งก้าวแล้ว
ในตอนนี้เขามีอายุ 18 ปี เขาคงจะทะลวงไปขั้นผสานชีพจรได้ตอนที่
มีอายุ 19-20 ปี นี่เป็นความเร็วในการฝึกฝนที่สูงส่งกว่ามนุษย์ทุกคนใน
อาณาจักรลิขิตฟ้า หากไม่นับหลินหมิงกับฉินซิงเซวียน
แต่ถึงแม้เขาจะมีการฝึกฝนแค่จุดสูงสุดของขั้นดัดกระดูก แต่ความ
แข็งแกร่งของเขาสูงกว่านักสู้ขั้นดัดกระดูกทั่วไปเป็นอย่างมาก
“แน่นอนอยู่แล้วท่านศิษย์พี่โอวหยาง บิดาของท่านจะต้องยอมรับใน
ตัวท่านและไม่กล้าที่จะตำหนิท่านอีก ท่านจะต้องได้เป็น 100 อันดับแรก
ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักอย่างแน่นอน!”
“ข้าว่านั่นอาจจะเกินความสามารถของข้าไปบ้าง ข้าหวังเอาไว้แค่
เป็น 150 อันดับแรกเท่านั้นเอง”
“ศิษย์พี่โอวหยางถ่อมตัวเกินไปแล้ว ท่านฝึกฝน ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์
สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ จนถึงขั้นที่ 4 ซึ่งแม้แต่ศิษย์ที่มีการฝึกฝนขั้นผสานชีพจร
ก็ยังสำเร็จ ‘เคล็ดบ่มเพาะทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์” ได้เพียงขั้นที่ 3 เท่านั้น
ความแข็งแกร่งของท่านเทียบได้กับนักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงกลางเลย
ทีเดียว!”
ชายหนุ่มตระกูลโอวหยางมีชื่อว่า โอวหยางจื่ออวิ๋น เป็นศิษย์จาก
แผนกลงทันฑ์ เขากล่าว “ฮ่าฮ่า เจ้ากล่าวได้ถูกใจข้ายิ่งนัก ความจริงแล้ว
การประลองชุมนุมร่วมสำนักก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับข้าเลย ผู้ที่เข้าร่วม
การประลองชุมนุมร่วมสำนักกว่าครึ่งที่มาจากอาณาจักรเล็กทั้ง 36
อาณาจักรกับตระกูลนักสู้อีก 16 ตระกูลนั่นไม่ได้อยู่ในสายตาของข้าซัก
นิด”
“ฮ่าฮ่า…”
เมื่อได้ยินที่พวกเขาทั้งสองพูดคุยกัน ฉินซิงเซวียนก็เริ่มโมโห นาง
กล่าว “คนพวกนี้ช่างยโสยิ่งนัก!”
“ความแข็งแกร่งเป็นตัวกำหนดฐานะ ศิษย์จากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ล้วนหยิ่งยโส อย่าไปสนใจพวกมันเลย”หลินหมิงกล่าว
ทันใดนั้นก็มีชายหนุ่ม 3 คนและหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่อยู่โต๊ะข้างๆก็
ยืนขึ้น พวกเขาทั้ง 4 เดินไปหาชายหนุ่มจากตระกูลโอวหยาง
โอวหยางจื่ออวิ๋นมองไปที่เหล่าหนุ่มสาวทั้ง 4 คนที่เดินเข้ามา บน
เสื้อคลุมของพวกเขาทั้ง 4 มีรูปมังกรสีทองปักไว้บริเวณหน้าอก มันแสดง
ให้เห็นว่าพวกเขาทั้ง 4 คนมาจากตระกูลเดียวกัน
ในบรรดาพวกเขาทั้ง 4 คน มี 1 คนที่เป็นนักสู้ขั้นผสานชีพจร แต่เขา
ก็พึ่งจะทะลวงขึ้นมาขั้นผสานชีพจรได้ไม่นาน ส่วนอีก 3 คนที่ เหลือมีการ
ฝึกฝนขั้นดัดกระดูก
เมื่อสัมผัสได้ถึงระดับการฝึกฝนของพวกเขาทั้ง 4 โอวหยางจื่ออวิ๋นก็
ยิ้มออกมา นักสู้ที่พึ่งจะทะลวงขึ้นไปขั้นผสานชีพจรได้ไม่นาน ความ
แข็งแกร่งของเขาจึงเพิ่มสูงขึ้นแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็เป็น
แค่นักสู้ที่มีการฝึกฝนขั้นดัดกระดูก คนเหล่านี้ไม่ใช่คู่มือของเขา
“ข้าจะทำลายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเจ้าซะ ข้าจะสอนให้
พวกมันได้รู้ถึงความต่างชั้นระหว่างนักสู้ชั้นต่ำอย่างพวกมันกับนักสู้ชั้นสูง
อย่างข้า” โอวหยางจื่ออวิ๋นคิดและยิ้มออกมาด้วยความชั่วร้าย
“เจ้าบอกว่าตระกูลนักสู้ทั้ง 16 ตระกูลไม่อยู่ในสายตาของเจ้าเช่นนั้น
หรือ?! ข้าหลงอวิ๋น ขอดูหน่อยซิว่าเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงไร!” ชายหนุ่มที่มี
การฝึกฝนขั้นผสานชีพจรกล่าว เขามีอายุ 20 ปีและมาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการ
ประลองชุมนุมร่วมสำนัก
“หลงอวิ๋น? จากตระกูลนักสู้แห่งหุบเขาจิตบุบผาหรือ? ก็แค่ตระกูล
นักสู้ปลายแถว!” โอวหยางจื่ออวิ๋นกล่าวพร้อมกับแกว่งไวน์ในแก้ว เขาไม่
เฉียดสายตาไปที่หลงอวิ๋นเลยแม้แต่น้อย ที่เป็นกริยาที่แสดงถึงความดูถูก
เหยียดหยาม
“สาวน้อยที่อยู่ตรงนั้นน่ะ ไม่อยากมาสนุกกับข้าหน่อยหรือ?” โอวห
ยางจื่ออวิ๋นมองไปที่หญิงสาวที่อยู่ข้างหลัง หลงอวิ๋น สิ่งนี้ทำให้หลงอวิ๋น
โกรธจนเลือดขึ้นหน้า!
โอวหยางจื่ออวิ๋นหัวเราะ “ข้ากำลังมองหาหญิงสาวบริสุทธ์ที่มี
พรสวรรค์สูงๆเพื่อมาเพิ่มพลังการบ่มเพาะ ‘เทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ขั้นที่
4 ของข้าอยู่พอดี เจ้าเป็นหญิงงามที่เหมาะแก่หน้าที่นี้ไม่น้อย!”
หญิงสาวจากตระกูลหลงโมโหจนบ้าคลั่ง!
“ข้าจะฆ่าเจ้า!” นางกล่าวพร้อมกับหยิบอาวุธออกมาและกำลังจะพุ่ง
เข้าไปหาโอวหยางจื่ออวิ๋น
ทันใดนั้นหลงอวิ๋นก็จับแขนของนางเอาไว้และกล่าว “ศิษย์น้องหญิง
เจ้ายังไม่ใช่คู่มือของมัน ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
หลงอวิ๋นหยิบหอกของตนเองออกมาจากแหวนมิติและกล่าว “ข้าเอง
ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเคล็ดบ่มเพาะ ‘ทัณฑ์สวรรค์ศักดิ์สิทธิ์’ ที่เจ้าโอ้อวด
มานั่นจะแน่ซักเพียงไร!”
เมื่อมองไปที่หอกของหลงอวิ๋น แววตาหลินหมิงก็เป็นประกาย มัน
เป็นหอกที่หายากและมีคุณภาพสูงมาก
เมื่อนักสู้ที่อยู่ในภัตตราคารเห็นว่าการต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น พวกเขา
กลับไม่ได้ตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย พวกเขายิ้มออกมาอย่างมีความสุขที่
จะได้ชมการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่พนักงานที่ร้านอาหารดูไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก เขารีบกล่าวถาม
“นายท่านทั้งสอง หากข้าวของในร้านเสียหายพวกท่านจะต้องเป็น
ผู้รับผิดชอบ ไม่ทราบว่าผู้ที่เป็นฝ่ายชนะหรือผู้ที่เป็นฝ่ายแพ้จะเป็นคน
รับผิดชอบข้าวของที่เสียหายใช่หรือไม่?”
“แน่นอน ผู้แพ้ก็ต้องเป็นคนจ่ายอยู่แล้ว” โอวหยางจื่ออวิ๋นกล่าว “นัก
สู้จากตระกูลหลง ข้าวของในภัตตราคารแห่งนี้ไม่ใช่ถูกๆ ถ้าเจ้าคิดจะสู้กับ
ข้าก็ต้องวางเงินมัดค่าเสียหายเอาไว้ก่อน 100 หินลมปราณแท้ หากเจ้า
คิดว่าไม่มีปัญญาก็รีบก้มหัวคุกเข่าขอความเมตตาจากข้าซะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลงอวิ๋นเริ่มก็หน้าซีด เขาไม่มีหินลมปราณแท้มาก
พอจะวางมัดจำ แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมก้มหัวให้ใคร
“คิดว่าจะเอาชนะข้าได้หรือ? ตลกสิ้นดี! รับหอกของข้าไปซะ!”
หลงอวิ๋นตะโกนและพุ่งไปข้างหน้า พลังปราณถูกส่งไปที่หอกในมือ
หอกของเขาจู่โจมไปที่โอวหยางจื่ออวิ๋น มันรวดเร็วราวกับอรสรพิษ!