Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 24 ความเข้าใจ
หลินหมิงกล่าวว่า “ศิลปะการต่อสู้จะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนที่
สำคัญสำหรับการฝึกฝน คือการฝึกฝนร่างกายและการฝึกฝนจิตวิญญาณ
เพื่อจะปลูกฝังความเข้าใจเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายให้เป็นดั่งสัญชาตญาณ
เหล่านักสู้มักจะกล่าวว่าเส้นทางการฝึกฝนนั้นเป็นทะเลที่ไม่มีที่สิ้นสุด
และร่างกายก็เปรียบเสมือนเรือที่จะข้ามทะเลและจิตวิญญาณก็คือการ
พายเรือให้เคลื่อนที่ไป… ”
“หากไม่ฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งแล้วเรือก็จะไม่แข็งแกร่งไม่
สามารถใช้เพื่อข้ามทะเลไปได้ เมื่อเจอกับพายุมันก็จะถูกคว่ำอย่าง
ง่ายดาย หากไม่ปลูกฝังจิตวิญญาณให้เข้มแข็งแล้วแรงจูงใจของพวกเขาก็
จะไม่เพียงพอและไม่สามารถพายเรือลำนั้นให้มาถึงชายฝั่งห่างที่แสน
ห่างไกลได้ ”
“จากเดิมเราฝึกฝนร่างกายมาตลอดเพื่อมาถึงขั้นปราณต้นฟ้า แต่จาก
ปราณฟ้าขั้นต้นไปยังปราณปลายฟ้ามันมีจุดเปลี่ยน การฝึกฝนขั้นปราณ
ต้นฟ้าก็เหมือนการฝึกร่างกาย การฝึกฝนขั้นปราณปลายฟ้าก็เหมือนการ
ฝึกฝนจิตวิญญาณทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”
ทันทีที่ได้ยินดังนั้นมู่อี้ เป็นต้องต้องสะดุ้งและรู้สึกว่าอยากจะเป็นลม
ไม่น่าแปลกใจเลยทุกปีที่ผ่านมา เขาไม่สามารถไปต่อได้อีก แม้จะเพียง
ก้าวเล็กๆ เขาตระหนักได้ว่าเขามุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ผิดพลาดมา
ตลอดเวลา เขาไม่ได้คิดมาก่อนว่าขั้นปราณปลายฟ้าจะเป็นเช่นนี้ เขา
พึมพำขึ้น “แล้วความหมายของขั้นปราณปลายฟ้าคือสิ่งใด?”
หลินหมิงกล่าวต่อ “ท่านปรมาจารย์เคยบอกว่าความลับอยู่ที่วิธีการ
หายเช่นทารกในครรภ์ เขากล่าวว่าเมื่อมนุษย์เป็นทารกในครรภ์พวกเขา
ไม่สามารถหายใจได้ทางจมูกหรือปาก มันขึ้นอยู่กับแม่ที่ให้กำเนิดจะ
ส่งผ่านการเชื่อมต่อแห่งการดำรงชีวิตลงมาให้ นี่คือวิธีที่พวกเขาใช้หายใจ
นี่คือความหมายของขั้นปราณปลายฟ้า หลังจากที่มนุษย์เกิดมาแล้วพวก
เขาสามารถหายใจทางจมูกและปาก อากาศในโลกจึงเต็มไปด้วยสิ่ง
สกปรกที่ค่อยๆสะสมมากขึ้นๆ นี่คือลักษณะของปราณฟ้าขึ้นต้น แต่ใน
ขั้นปราณปลายฟ้าจิตวิญญาณจะเข้าสู่สภาวะของความเงียบสงบและ
ความสุข ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีที่จะปฏิสัมพันธ์กับ
สภาพแวดล้อมและจิตวิญญาณจะกลายเป็นแกนโลกและมีความสามารถ
ในการสื่อสารกับธรรมชาติ กระทั่งความสามารถในการกระตุ้นท้องนภา
ฟ้าและแผ่นดินด้วยให้สั่นสะเทือนด้วยแรงจิตวิญญาณ นั่นคือแก่นแท้ของ
ปราณปลายฟ้าแต่การข้ามขั้นปราณต้นฟ้าไปปราณปลายฟ้า อนึ่งจะต้อง
ตัดทุกรากฐานของชีวิตและกลับไปสู่สถานะเดียวกับทารกที่อยู่ในครรภ์. ”
“อย่างนี้เอง … ข้าเข้าใจ … มันคือ … ” มู่อี้พึมพำภายใต้ลมหายใจ
ของเขา ดวงตาของเขาแสดงให้เห็นทั้งความชื่นชมและความหวาดกลัว
เด็กหนุ่มคนนี้กล่าวคำพูดเพียงไม่กี่คำในการอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ เขาเป็น
ดังนักปราชญ์โบราณ ถ้าเด็กคนนี้มีคำสอนเหล่านี้เขาคงไปถึงขั้นปราณ
ปลายฟ้าได้ในเร็ววัน!
นิกายและพรรคสามารถเข้าร่วมเพื่อที่จะพึ่งพามรดกทางวัฒนธรรม
ของพวกเขา นักสู้ที่พยายามจะคลำหาทางด้วยตนเองควรจะไปพึงพากลุ่ม
คนเหล่านี้ มู่อี้กล่าว “เป็นเรื่องที่โง่เง่า! ข้ามาถึงขั้นผสานชีพจรเมื่ออายุ
สามสิบหกปีและขึ้นสู่ขั้นปราณต้นฟ้าตอนอายุได้ห้าสิบปีและหลังจากนั้น
เวลาอีกหกสิบปีของข้าก็มีค่าเป็นศูนย์ข้าไม่อาจแม้จะคิดหรือฝันถึงขั้น
ปราณปลายฟ้าได้! และข้าได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดมาตลอดเวลา! ข้าได้
เริ่มต้นในเส้นทางที่ผิดมาจนถึงในขณะนี้! ข้าสูญเสียเวลาไปหกสิบปี! น่า
เศร้า! น่าเศร้าอย่างยิ่ง! ”
ใบหน้าของมายี่รู้สึกตื่นเต้นและอารมณ์ของเขาเองก็มีความซับซ้อน
หลินหมิงยืนอยู่ที่ด้านข้างและเฝ้าดูการถอนหายใจของเขา คนแก่ที่ไม่ได้มี
นิกายหนุนหลัง ต้องการจะก้าวเข้ามาในขั้นปราณปลายฟ้า นี้คือ
ความหวังตามธรรมชาติ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นคือมรดกความรู้และความเข้าใจ
จากนิกายเพื่อให้บรรลุในเรื่องเหล่านี้ แต่ที่นิกายจะควบคุมความลับ
เหล่านี้เอาไว้ ไม่ให้แพร่กระจายออกไป?
จากขั้นปราณต้นฟ้าไปสู่ปราณปลายฟ้า อีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นเพื่อ
ฝึกฝนจิตวิญญาณ มันจำเป็นต้องมีโอสถที่ล้ำค่า วิธีการหามาซึ่งตัวโอสถ
เหล่านี้ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดโดยนิกายเหล่านั้น ไม่ต้องพูดถึงคนทั่วไป
แต่แม้พระราชวงศ์ไม่สามารถซื้อมันได้!
ดังนั้นแม้ว่าหลินหมิงจะบอกมู่อี้เรื่องความทรงจำเหล่านี้ เพื่อจะให้
เขาได้มีโอกาสเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้า แต่มันก็แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะยัง
ขาดโอสถล้ำค่าพวกนั้น
หลินหมิงกล่าวว่า “ท่านปรมาจารย์เคยบอกว่าหากไม่ได้รับการ
สนับสนุนจากพรรคหรือนิกายแล้ว การจะเข้าสู่ขั้นปราณปลายฟ้าเป็นไป
ไม่ได้ ”
มู่อี้กล่าว “ข้ารู้ … ข้ารู้แล้ว … มันคือชีวิตความปรารถนาตลอดมา
ของข้า แม้ว่าข้าผมจะไม่สามารถบรรลุความปรารถนาของข้าได้ แต่อย่าง
น้อยข้าก็ได้รู้ถึงทิศทางและสามารถตายได้อย่างสงบและโดยไม่มีเรื่องใด
ค้างคาใจ ”
แม้ว่ามู่อี้จะกล่าวว่าคำพูดเหล่านั้นออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่
น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความโดดเดี่ยว หลินหมิงถอนหายใจอย่าง
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าเขาไม่ได้มีลูกบาศก์ลึกลับแล้วบางทีเขาก็คงจะเป็น
เช่นเดียวกับมู่อี้ หลังจากถึงขั้นปราณต้นฟ้า ตลอดเวลาต่อจากนั้นคงทำ
ได้เพียงฝันถึงขั้นปราณปลายฟ้าไปตลอดชีวิต
ในที่สุดมู่อี้ก็พูดกับหลินหมิง “เจ้าเพื่อนวัยเยาว์ หลังจากได้พบเจ้า
ครั้งแรก ข้าก็รู้สึกกับเจ้าเช่นเพื่อนเก่าคนหนึ่ง หากว่าเจ้าไม่สนใจเรื่อง
อายุแล้ว ข้าก็จะเป็นเพื่อนที่ดีของเจ้า ”
หลินหมิงเองก็ต้องการผูกมิตรกับคนมีชื่อเสียงอย่างมู่อี้เช่นกัน เขา
กล่าว “ข้าเองก็ต้องการที่จะผูกมิตรเป็นเพื่อนกับท่านเช่นกัน”
“ฮ่าฮ่า! แล้วไม่มีวันอื่นวันใด ที่น่าเฉลิมฉลองไปมากกว่าวันนี้อีกแล้ว!
เราไปชั้นล่างและจัดงานเลี้ยงที่ศาลาจันทร์กระจ่าง เราจะดื่สุราและ
พูดคุยกัน แน่นอนทั้งหมดนี่ข้าเลี้ยงเอง! เป็นมิตรกับข้าเจ้าไม่ต้องกังวล
เรื่องเงินทอง ”
หลินหมิงลังเลเล็กน้อยและตกลง นอกจากนี้เขายังกล่าว “ท่านมู่อี้
เรื่องการจารึกของข้า ข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยเก็บไว้เป็นความลับ ”
แม้ว่าหลินหมิงจะสร้างปรมาจารย์ที่ไร้ตัวตนขึ้นมาแล้ว เขายัง
ต้องการที่จะหลีกเลี่ยงผู้ที่มีความโลภ มันจะลดอันตรายและความเสี่ยง
ของเขา หากไม่เผยแพร่เรื่องความสามารถที่แท้จริงของเขาออกไป
มู่อี้เองก็เดาไว้ได้ถึงความกังวลของหลินหมิงและกล่าว “น้องชายข้า
โปรดโล่งใจเถิด ตราบใดที่จอมพลฉินยังเป็นจอมพลแห่งเมืองลิขิตฟ้า ข้า
กล้ารับประกันความปลอดภัยของเจ้า! หากน้องชายของข้าได้พบกับ
ปัญหาใด ๆแล้วเจ้าจงใช้ยันต์สื่อสารนี้เรียกข้า ข้าจะมาจัดการกับเรื่อง
เหล่านั้นให้เอง ตอนนี้ข้าได้รู้เรื่องทุกอย่างแล้ว แต่ … ทำไมน้องชาย
จะต้องขายจารึกราคาถูกและทำงานเป็นเด็กแร่เนื้อที่ศาลาจันทร์กระจ่าง
ด้วย มันเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนอย่างนั้นรึ? ”
ได้ฟังมู่อี้พูดเช่นนั้น หลินหมิงยิ้มออกมาและกล่าวอย่างจริงใจ “มัน
เป็นเพราะเหตุผลทางฐานะของข้า ปรมาจารย์เพียงสอนความรู้ข้าเท่านั้น
ท่านไม่เคยได้ให้สมบัติเงินทองใดใด ตระกูลของข้าก็เป็นเพียงตระกูลชั้น
กลางสามัญชน ข้าจึงขัดสนเงินทองสำหรับฝึกฝนการต่อสู้”
“มันก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เส้นทางการฝึกฝนของนักสู้นั้นมีค่าใช้จ่ายสูง
ฟุ่มเฟือย ทั้งยังต้องขยันอดทน ห้ามเกียจคร้านในการฝึกฝน และต้อง
เผชิญกับความยากลำบากอยู่ตลอดเวลา ปรมาจารย์ของเจ้าต้องมีสติและ
มีประสบการณ์มากถึงจะประสบความสำเร็จได้ถึงเพียงนั้น ธรรมชาติย่อม
มีเหตุผลของมัน แต่ถ้าน้องหลินยังคงต้องการที่จะขายจารึกอยู่ ข้า
สามารถซื้อมันได้ในราคาในตลาด ถ้ามันเป็นจารึกระดับเดียวกับชิ้นนั้น
หากข้าจะซื้อมันในราคา 3000 เหรียญทองเพียงพอหรือไม่?”
หลังจากที่หลินหมิงได้ยินราคานี้หัวใจของเขาเกือบจะพุ่งทะลุ
หน้าอกออกมา 3000 เหรียญทอง!
3000 เหรียญทอง เขามีมันอีกสามชิ้นนั่นคือ 9000 เหรียญทอง!
แม้ว่าหลินหมิงจะคาดว่าจารึกของเขาจะต้องมีราคาสูงขึ้น แต่เขาไม่ได้คิด
ว่าพวกมันจะรวมกันสูงถึง 9000 เหรียญทอง!
ทั้งหมดนั่นคือ 9000 เหรียญทอง! มูลค่าทั้งร้านอาหารของตระกูล
หลิน ยังมีมูลค่าเพียง 3000 เหรียญทอง ถ้าเขาสามารถซื้อร้านอาหารให้
พ่อแม่ที่เคยเป็นเพียงลูกจ้าง พ่อแม่ของเจ้าจะกลายเป็นเจ้าของร้านและ
ไม่ต้องทำงานหนักเช่นเดียวกับปัจจุบัน
เขาจะเหลืออีก 6000 เหรียญทองและสามารถใช้มันซื้อโอสถ เขา
อาจจะซื้อมันมากินๆเพื่อเร่งการฝึกฝน ได้มากมายเช่นเดียวกับที่ซื้อข้าว
กินในแต่ละวัน!
สำหรับโสมเลือดแล้ว เขาสามารถกินหนึ่งและโยนทิ้งอีกหนึ่งได้อย่าง
ไม่ต้องเสียดายซักนิด เพราะสำหรับเขา การสร้างจารึกมันช่างง่ายดาย
หลิงหมิงตื่นเต้นอย่างสุดหัวใจ และพูดขึ้น “ท่านผู้อาวุโส ข้าขอบใจ
ท่านมาก”
มู่อี้เห็นความสุขของหลินหมิง เมื่อหลินหมิงอยู่กับเจ้านายของเขาที่
ศาลาจันทร์กระจ่าง เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและประหยัด แต่ตอนนี้เขา
มีชีวิตชีวาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ชายหนุ่มอายุสิบห้าปีพบว่ามันยากที่จะ
ยอมรับสิ่งมหัศจรรย์ตรงหน้าทั้งหมด เหมือนว่าเขาได้ครอบครองสมบัติที่
ทั่วทั้งโลกจะมี
มู่อี้กล่าวขึ้นมา “เป็นเรื่องธรรมดาที่จารึกระดับนั้นจะมีมูลค่าเท่านี้
นอกจากนี้โปรดอย่าเรียกข้าท่านผู้อาวุโส ข้ามีนามว่ามู่อี้ มู่อี้เฉา เรียก
เพียงแค่ มู่อี้ ก็พอ”
“จะดีรึ … “หลินหมิงลังเลเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามู่อี้มีฐานะ
อะไร แต่จากการแสดงความเคารพของฉินซิงเซวียนสถานะของผู้ชายคน
นี้จะต้องอยู่ในระดับสูง หลินหมิงไม่ได้มีปัญหาว่าจะเรียกผู้อาวุโสตรงหน้า
ว่าอะไร และผู้อาวุโสก็เป็นคนเป็นผู้ต้องการใช้เขาเรียกเช่นนั้น เขาจึง
พยักหน้าตอบตกลง
มู่อี้ยิ้มและกล่าว “ซิงเซวียนไปแจ้งศาลาจันทร์กระจ่าง สำรองห้องจัด
เลี้ยงและเครื่องดื่มให้ข้า และสำหรับน้องชายหลินด้วย ”
ฉินซิงเซวียนที่เคยเงียบ นางตั้งใจฟังเกี่ยวกับสิ่งที่หลินหมิงอธิบายถึง
ขั้นปราณปลายฟ้าอย่างตั้งใจ ตอนนี้นางได้ยิน มู่อี้กล่าวเช่นนั้น นางกล่าว
ตอบอย่างตื่นเต้น “ค่ะ ท่านอาจารย์ ”
เมื่อพนักงานของศาลาจันทร์กระจ่าง ได้รับคำสังจากมู่อี้ และได้ถาม
หลินหมิงถึงเครื่องดื่มสำหรับเขา และคิดในใจ
มู่อี้เป็นคนระดับใด? เขาเป็นยอดนักสู้ผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมารับใช้
ในวัง อาจารย์ของฉินซิงเซวียนที่เป็นผู้สืบราชสมบัติของจอมพลฉิน อาจ
เป็นอาจารย์ขององค์จักรพรรดิหญิงในอนาคต! ที่ไม่เพียงมีการฝึกฝน
สูงส่ง เขายังเป็นผู้มีความชำนาญในการจารึกและมีฝีมือในทางภูมิศาสตร์
และประวัติศาสตร์โบราณ เขาเป็นคนที่โดดเด่นอย่างแท้จริง! แม้
พระมหากษัตริย์ยังต้องให้การเคารพแก่เขา
เมื่อทั้งสามจากไปทั่วทั้งห้องครัวดูเหมือนจะกำลังพูดถึงเรื่องที่
ยิ่งใหญ่และน่าตื่นตาตื่นใจ แท้จริงแล้วหลินหมิงเป็นใคร มู่อี้ถึงได้พูดคุย
เหมือนสหายเช่นนั้น?
หากความจริงแล้วฐานะของเขาไม่ได้เล็กๆอย่างที่เป็นอยู่ เขาจะเต็ม
ใจที่จะทำงานแร่เนื้อที่ศาลาจันทร์กระจ่างหรือไม่ เป็นไปได้ว่าเขาจะไป
จากห้องครัว หลินหมิงมีทักษะการแร่เนื้อที่ใครๆต่างให้การยอมรับ แต่
มันก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่ามันเป็นงานที่ใครต่อใครอยากจะทำ
“เจ้าเด็กแร่เนื้อคนนั้นมีภูมิหลังเช่นไรกันแน่นะ?”
“ข้าเองก็ไม่ทราบจริงๆ … ”
บริกรทั้งสองที่ให้บริการอยู่ก็ไม่อาจเข้าใจเรื่องของหลินหมิง ได้แต่
คุยกันในขณะที่พวกเขาให้บริการ พวกเขาทั้งสองทุ่มเทที่ทำงานอย่าง
หนักหวังได้ขึ้นเงินเดือน แต่ละคนมีอายุยี่สิบปีพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ดูดี
โดดเด่นและยังมีความเชี่ยวชาญในบทกวีและภาพวาด พวกเขาได้เห็น
เป็นมู่อี้และฉินซิงเซวียนเป็นครั้งแรกและถึงกับตกใจ หลังจากที่การจะได้
เงินรางวัลจากแขกผู้มีเกียรติเป็นที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่ในครั้งนี้มันก็
เกิดขึ้นมีรางวัลสำหรับพวกเขาถึง10เหรียญทอง สำหรับการให้บริการที่ดี
ซึ่งมันมีค่าเทียบเท่ากับค้างจ้างของพวกเขาถึงสองเดือน พวกเขาต่างไม่
อยากจะเชื่อ ได้แต่ชายตามองตามหลินหมิงที่เคยเป็นเด็กแร่เนื้อคนนั้นไป
อาหารที่จัดเลี้ยงดูเรียบง่าย แต่รสชาตินั้นเลิศล้ำกว่าที่ตาเห็น สุรา
ราคาหลายร้อยเหรียญทอง ‘สุรามังกรแดง’ มันถูกปรุงขึ้นเป็นพิเศษด้วย
สูตรลับและผสมด้วยสมุนไพรที่หายากมากมาย นักสู้ที่ได้ดื่มมันจะ
สามารถรักษาอาการบาดเจ็บภายในและส่งเสริมความแข็งแรงของ
ร่างกายให้มีสุขภาพที่ดี พร้อมทั้งยังช่วยเร่งการฝึกฝนอีกด้วย อย่างไรก็
ตามวิธีการปรุงแต่งของมันนั้นซับซ้อนและวัตถุดิบที่ใช้ก็มีราคาสูง หาก
หลินหมิงไม่ได้เป็นมิตรสหายของบุคคลชนชั้นสูงแล้ว คงหมดโอกาสที่จะ
ได้ลิ้มรสมัน
หลังจบงานเลี้ยง มู่อี้ถามหลินหมิงเรื่องที่อยู่ของเขา มู่อี้อยากให้เขา
ย้ายมาพักในคฤหาสน์จอมพลถ้าเขาต้องการ แต่หลินหมิงคิดว่ามันจะไม่
สะดวกในการฝึกฝนการต่อสู้ของเขา และการปกปิดความลับของเขา
หากมีการจารึกระดับนั้นเกิดขึ้นในเมืองพร้อมกับการย้ายไปคฤหาสน์จอม
พลของเขา ผู้คนส่วนใหญ่คงสามารถเดาได้ถึงเรื่องของมัน เขาจึงปฏิเสธ
อย่างสุภาพ
มู่อี้เองก็ไม่ได้บังคับเขา ในแง่ของความคิดของเขา หลินหมิงมี
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เขามอบ 9000 เหรียญทองพร้อมกับบัตร
สมาชิกสีม่วง ด้วยบัตรใบนี้จะได้ส่วนลด 10% จากร้านค้าที่อยู่ภายใน
อาณาเขตของเมืองลิขิตฟ้า
ในที่สุดเขาก็ได้ครอบครองเงินมากมายถึง 9000 เหรียญทอง เขา
มองไปที่จำนวนเงินที่มากมายเหล่านี้ และรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก จนเลือด
ในร่างกายแทบจะเดือด ด้วยความภาคภูมิใจ!
ด้วยเงิน 9000 เหรียญทอง แม้เขาจะส่ง 3000 เหรียญทองให้พ่อแม่
ของเขา เขาก็ยังมีเหลือพอไปซื้อยาโอสถเพื่อให้ง่ายต่อการทะลวงไปสู่ขั้น
ที่สอง ถ้าเขาได้รับยาโอสถที่มีมีคุณภาพและเพิ่มผลของมันด้วยการจารึก
เขาก็สามารถไปถึงขั้นผสานชีพจรได้โดยง่าย
ถึงเวลาที่เขาจะก้าวสู่การฝึกฝนกายภาพอย่างจริงจังเสียที ในอดีตจู
เอี๋ยนเป็นเหมือนภูเขาที่หลินหมิงแทบจะไม่อาจก้าวข้ามไปได้ แต่ตอนนี้จู
เอี๋ยนเป็นเพียงหินก้อนเล็กๆบนท้องถนนเท่านั้น หลินหมิงเพียงแค่ต้องใช้
เวลาอีกไม่มากเพื่อยกระดับการฝึกฝนของเขาให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
เท่านั้น
หลินหมิงอยู่ในอารมณ์มั่งคั่งร่ำรวย เขาใช้ยันต์สื่อสารเพื่อคุยกับหลิน
เสี่ยวตง “เสี่ยวตง วันนี้ข้าจะพาน้องชายที่น่ารักของข้าไปเที่ยงเลือกซื้อ
สินค้า ข้าจะพบเจ้าที่ทางเข้าหอร้อยสมบัติ ”
หลินเสี่ยวตงได้ช่วยหลินหมิงหลายครั้ง เขาเชื่อมั่นในตัวหลินหมิงอ
ย่างสุดหัวใจ! และตอนนี้ที่สถานการณ์ของหลินหมิงร่ำรวยขึ้น เป็น
ธรรมดาที่หลินหมิงจะตอบแทบให้เสี่ยวตงกลับ ผู้ชายคนหนึ่งมักจะต้อง
ชำระหนี้บุญ!
“ไปเลือกซื้อสินค้า?” หลังจากที่หลินเสี่ยวตง เห็นยันต์สื่อสาร เขาคิด
กับตัวเองว่าพี่ชายของเขาต้องบ้าเอามากๆ ถึงใช้เงินจำนวนมากเพื่อซื้อ
ยันต์สื่อสารมาใช้เช่นนี้?