Martial World ศิลาลึกลับกับวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ - ตอนที่ 249 พี่น้องฝาแฝดจิงฉาน
ทันใดนั้นก็ในขณะนี้เสียงดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา “จื่อหลิง
เป็นศิษย์อัจฉริยะจากแผนกภาพมายา นางสามารถใช้แสงลวงตาได้ ใน
การประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งที่แล้วนางได้อันดับที่ 56 ในการประลอง
ชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้นางคงจะได้เป็น 30 อันดับแรก”
หลินหมิงหันกลับไปด้านหลัง ผู้ที่กล่าวคือเจียงหลานเจี้ยน แม้ว่า
หลินหมิงจะไม่ค่อยรู้จักเจียงหลานเจี้ยน แต่เขาก็ดูเป็นคนดีมีคุณธรรม
และเป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์
หลินหมิงหัวเราะและกล่าว “น่าสนใจ ในการต่อสู้รอบแรกเหมือน
การต่อสู้กันของสามีภรรยา มันเป็นแค่การต่อสู้ง่ายๆ ต้องเป็นการต่อสู้
รอบที่สอง ถึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ในการประลองชุมนุมร่วม
สำนักที่แท้จริง! ”
เจียงหลานเจี้ยน มองไปที่หลินหมิงและกล่าว “กลุ่มของเจ้าก็มีนักสู้
เก่งๆอยู่มาก แต่เจ้าก็ยังมั่นใจในตนเอง”
ในกลุ่มที่ 7 มีเฟิงฉี่ ไป๋ถิงฮัว จิงฉานหยู่ จื่อหลิง และหลินหมิง พวก
เขาคือดาวเด่นที่จะแย่ง 3 ตำแหน่งนักสู้ชั้น 1 กัน สำหรับเฟิงฉี่แทบจะ
สามารถบอกได้เลยว่าเขาจะต้องได้เป็นนักสู้ชั้น 1 อย่างแน่นอน การต่อสู้
ของหลินหมิงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เจียงหลานเจี้ยน ไม่คิดว่าหลินหมิงจะยัง
สบายใจและมั่นใจในพลังของตนเองมากขนาดนี้
“ท่านคิดว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะ จิงฉานหยู่หรือจื่อหลิง?” หลินหมิ
งถามเจียงหลานเจี้ยน
เจียงหลานเจี้ยน ส่ายหัวและกล่าว “พวกเขาทั้งสองเอาชนะการต่อสู้
รอบแรกทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขายังไม่ได้แสดงความสามารถ
ที่แท้จริงออกมา เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ”
ในแต่ละกลุ่มจะมีประมาณ 4-5 คนที่ชนะการต่อสู้ทุกการต่อสู้
ทั้งหมดในรอบแรกได้อย่างสมบูรณ์ ในกลุ่มที่เจ็ดมี 5 คน คือ เฟิงฉี่ ไป๋ถิง
ฮัว จิงฉานหยู่ จื่อหลิง และหลินหมิง
ขณะที่หลินหมิงกับเจียงหลานเจี้ยน กำลังพูดคุยกันอยู่ การต่อสู้ก็ได้
เริ่มต้นขึ้น
นี่เป็นการต่อสู้ที่แปลกประหลาดมาก เหล่าผู้ชมยังไม่รู้ว่าจื่อหลิงอยู่ที่
ไหน สิ่งที่พวกเขาเห็นคือจิงฉานหยู่คนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่บนเวที
ประลอง
แต่สำหรับหลินหมิง เขามีประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถ
รับรู้ถึงจื่อหลิงได้ จื่อหลิงกำลังสะบัดมือสร้างใบมีดแสงจำนวนมากขึ้นมา
พลังอำนาจของใบมีดแสงเหล่านี้สามารถทำให้นักสู้ขั้นผสานชีพจรช่วงต้น
บาดเจ็บสาหัสได้ไม่ยากเย็นนัก
“ใช้แสงเป็นความสามารถที่น่าอัศจรรย์จริงๆ” หลินหมิงพึมพำ
ออกมา ใบมีดแสงเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นจากปราณแท้ นี่เป็นธาตุจำเพาะที่
ลึกลับและซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง การจะเข้าใจธาตุจำเพาะแสงนั้นยากกว่า
ธาตุจำเพาะ โลหะ ไม้ น้ำ เพลิง ปฐพี วายุ หรือสายฟ้าเสียอีก
ใบมีดแสงทั้ง 36 ใบมีดลอยขึ้นไปบนฟ้า มันยังไม่ได้พุ่งไปโจมตีจิง
ฉานหยู่ในทันที ทันใดนั้นจื่อหลิงก็ตะโกน “36 ใบมีดแสงสังหาร!”
ใบมีแสงทั้ง 36 ใบมีดพุ่งเข้าไปหาจิงฉานหยู่อย่างรวดเร็วจากทุก
ทิศทาง
จิงฉานหยู่กวาดมือไปรอบตัว เกิดเป็นชั้นปราณแท้หนาที่ห่อหุ้มตัว
นางเอาไว้ราวกับเปลือกไข่
ซี่ ซี่ ซี่ ซี่ ซี่!
ใบมีดแสงโจมตีเข้าไปที่เปลือกไข่ปราณแท้ของจิงฉานหยู่ ใช้เวลาไม่
นานมันก็สามารถทำลายเปลือกไข่ปราณแท้ได้สำเร็จ
“วิชาฝ่ามือพันกรสะท้อนโจมตี!”
จิงฉานหยู่ปล่อยฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนออกไปรอบทิศทาง ทั่วทั้ง
เวทีประลองเต็มไปด้วยเงาฝ่ามือของนาง
ปัง!
จื่อหลิงที่ใช้แสงอำพรางตำแหน่งของตัวเองเอาไว้ก็ยังถูกโจมตีด้วย
เงาฝ่ามือจำนวนนับไม่ถ้วนนั่น การถูกโจมตีด้วยเงาฝ่ามือเหล่านั้นทำให้
การอำพรางตัวด้วยแสงของนางถูกยกเลิก
“พ่ายแพ้ไปซะ!”
จิงฉานหยู่พึมพำ ฝ่ามือของนางเปล่งแสงสีทองออกมา
“วิชาฝ่ามือมหาปราชญ์สะท้อนโจมตี!”
ปัง!
ฝ่ามือที่เปล่งแสงที่ทองออกมากระแทกเข้ากลางร่างของจื่อหลิง
อย่างรุนแรง นางถูกผลักกระเด็ดออกไปนอกเวทีประลอง
“จิงฉานหยู่เป็นฝ่ายชนะ!”
ผู้ตัดสินประกาศ การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงแค่
ประมาณ 10 ลมหายใจเท่านั้น
จิงฉานหยู่เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วย 3 กระบวนท่า หนึ่งคือการป้องกัน
และสองคือโจมตีกวาดหาตำแหน่งของศัตรู สามนั้นผลักศัตรูออกไปจาก
เวทีประลอง การใช้ทั้งสามกระบวนท่านี้นางยังไม่ได้เคลื่อนไหวออกจาก
ตำแหน่งแรกที่นางยืนอยู่เลยแม้แต่ก้าวเดียว นางดูสงบและเยือกเย็นเป็น
อย่างยิ่ง
จื่อหลิงไม่ใช่นักสู้ธรรมดาๆ นางได้เป็นศิษย์หลักของแผนกภาพมายา
ตั้งแต่ยังเด็กๆ พรสวรรค์ของนางน่าทึ่งมาก ในการประลองชุมนุมร่วม
สำนักครั้งก่อน นางได้อันดับที่ 56 ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้
นางน่าจะเป็น 30 อันดับแรกได้ไม่ยาก แต่นางกลับพ่ายแพ้ให้กับจิงฉาน
หยู่ใน 3 กระบวนท่า!
จิงฉานหยู่แข็งแกร่งเหลือเกิน!
คิ้วของเจียงหลานเจี้ยนขมวดเข้าหากัน การที่จิงฉานหยู่เอาชนะจื่อห
ลิงได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่านางสามารถเป็น 20 อันดับแรก
ได้ไม่ยาก!
นางยังดูอายุไม่มาก หากนางได้ 20 อันดับแรกในการประลองชุมนุม
ร่วมสำนักครั้งนี้ แล้วในอีก 3 ปีข้างหน้า นางจะได้อันดับสูงขนาดไหนใน
การประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งต่อไป
สำหรับนักสู้จาก 36 อาณาจักร เพียงแค่ได้เป็น 10 อันดับแรกก็มาก
พอที่จะจารึกไว้เป็นพงศาวดารของอาณาจักรได้แล้ว และอาณาจักรแห่ง
นั้นจะได้รับการสนับสนุนจากหุบเขาเจ็ดแก่นแท้เป็นอย่างมากอีกด้วย!
ไม่เพียงแค่นั้น… ยังมีพี่สาวฝาแฝดขอนางชื่อจิงฉานอวี่ พี่น้องฝาแฝด
คู่นี้มีอัตราการต่อรอง 1:2 เท่ากัน ความแข็งแกร่งของเขาต้องไม่น้อยไป
กว่านางอย่างแน่นอน ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาณาจักรจิงฉานที่มีอาณาเขต
พื้นที่เล็กๆจะมีนักสู้ที่แข็งแกร่งขนาดนี้อยู่ถึง 2 คน เหตุการณ์เช่นนี้ 100
ปีจะมีซักครั้ง!
ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักรอบนี้มีนักสู้ที่มีพรสวรรค์จาก 36
อาณาจักรและ 16 ตระกูลนักสู้อยู่หลายคนเลยทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นพวก
เขาเหล่านี้ก็ยังอายุไม่มากและสามารถเข้าร่วมการประลองชุมนุมร่วม
สำนักครั้งต่อไปในอีก3 ปีข้างหน้าได้…
หลินหมิงยังดูราวกับเด็กหนุ่มที่อายุ 16-17 ปีเท่านั้น เจียงหลาน
เจี้ยน ยังไม่รู้อายุที่แน่ชัดของหลินหมิง
โดยปกติแล้วสำหรับในสำนักใหญ่ เด็กๆจะถูกสอนให้ฝึกฝนการต่อสู้
ทันทีที่พวกเขาเดินได้ เพื่อสร้างรากฐานการต่อสู้ที่มันคงให้เร็วที่สุด แต่
พวกเขาก็จะยังไม่มีปราณแท้ในช่วงเวลานี้ พวกเขาจะเริ่มมีปราณแท้ตอน
ที่อายุ 12 ปี
หากหลินหมิงฝึกฝนปราณแท้มา 5 ปีและมีอายุ 17 ปีเขาจะถือว่า
เป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์สูงมาคนหนึ่ง แต่หากเขาฝึกฝนมาเพียงแค่ 4 ปีแล้ว
มีอายุ 16 ปีละก็ พรสวรรค์และความอัจฉริยะของเขาเทียบได้กับเหล่า
ศิษย์สายตรงเลยทีเดียว!
…………………………… ..
“การแข่งขันคู่ที่สอง เฟิงฉี่ ปะทะ โจวเยี่ยน”
เมื่อได้ยินชื่อของเฟิงฉี่ หลินหมิงก็รู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
หุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีทั้งหมดเจ็ดฝ่ายคือ แผนกกระบี่ แผนกค่ายกล
แผนกหุ่นเชิด แผนกพิณ แผนกลงทัณฑ์ แผนกกลั่นสกัด และแผนกภาพ
มายา
ในบรรดาทั้ง 7 แผนก แผนกกระบี่ เป็นฝ่ายที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็
ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นฝ่านที่ทรงอำนาจมากที่สุด อีก 6 ฝ่ายต่าง
ก็มีจุดเด่นเป็นของตนเอง เช่น แผนกหุ่นเชิด แผนกภาพมายา แผนกค่าย
กล พวกเขามีทักษะที่ใช้ในการต่อสู้แบบแปลกปรพหลาด แม้ว่าพวกเขา
จะไม่แข็งแกร่งเท่าแผนกกระบี่ แต่พวกเขาก็สามารถรับมือกับแผนก
กระบี่ ได้
สำหรับหลินหมิง เขาสนใจแผนกค่ายกล มากที่สุด ความทรงจำที่
สองที่เขาได้รับมาจากลูกบาศก์ศักดิ์สิทธิ์เป็นความทรงจำของผู้อาวุโสที่
เชี่ยวชาญค่ายกล น่าเสียดายที่ระดับการฝึกฝนของเขาต่ำเกินกว่าจะ
ฝึกฝนรูปแบบค่ายกลเหล่านั้นได้
หากเขาได้ฝึกฝนในแผนกค่ายกลของสำนักหุบเขาเจ็ดแก่นแท้ก็จะ
เป็นเรื่องที่ดีมาก
รูปค่ายกลขนาดเล็กอย่างลูกปัดปีศาจเคยช่วยชีวิตของเขาได้
หลินหมิงไม่คิดเลยว่ารูปแบบค่ายกลที่ทรงพลังเช่นนั้นจะอยู่ในลูกปัด
ปีศาจขนาดเล็ก
หลินหมิงลองคิดว่าหากเขาได้เข้าเป็นศิษย์ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
ขึ้นมา เขาก็คงเลือกที่จะอยู่แผนกค่ายกล นี่คงจะเป็นแผนกที่เหมาะกับ
เขามากที่สุด
โจวเยี่ยนขึ้นไปบนเวทีประลองพร้อมกับใช้ทักษะป้องกันตัวเอาไว้ ไม่
มีใครมองว่าเขาเป็นคนขี้ขลาดที่ทำเช่นนี้ เพราะคู่ต่อสู้ของเขาเป็นถึงศิษย์
สายตรงของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้
โจวเยี่ยนไม่ได้อ่อนแอ ในการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งก่อนเขา
ได้อันดับที่ 70 แม้ว่าในการประลองชุมนุมร่วมสำนักครั้งนี้เขาอาจจะไม่ได้
เป็นนักสู้ชั้น 1 แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะได้เป็นนักสู้ชั้น 2
“เปลวเพลิงมังกรโหมกระหน่ำ!”
หลังจากที่โจวเยี่ยนปกป้องตัวเองด้วยวิชาป้องกันตัวแล้ว เขาก็ปล่อย
มังกรเปลวเพลิงออกมา เขาเป็นศิษย์แผนกกลั่นสกัดแล้วมีเปลวดำลิงที่
ทรงพลัง เปลวเพลิงของเขาร้อนแรงเป็นอย่างยิ่ง
แต่เหล่าผู้ชมก็ไม่ได้รับผลกระทบจากเปลวเพลิงอันร้อนแรงเหล่านั้น
เพราะมีรูปแบบค่ายกลช่วยป้องกันเอาไว้อยู่
มังกรเปลวเพลิงอันร้อนแรงของเขาทรงพลังมากพอที่จะทำให้น้ำ
ทั้งหมดในทะเลสาบแห่งหนึ่งระเหยกลายเป็นไอน้ำได้ในไม่กี่อึดใจ มันพุ่ง
เขาไปหาเฟิงฉี่อย่างรวดเร็ว
เฟิงฉี่ยกมือขวาขึ้นมา และวาดอักขระสีทองไว้กลางอากาศ เมื่อ
มังกรเปลวเพลิงพุ่งมาปะทะเข้ากับอักขระทองของนาง ทันใดนั้นมังกร
เปลวเพลิงตัวนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโจวเยี่ยนก็ถอนหายใจและกล่าวออกมา
และกล่าวว่า “ข้าขอยอมแพ้”
เปลวเพลิงมังกรสีโหมกระหน่ำ เป็นวิชาที่ทรงพลังที่สุดของเขา แต่
มันกลับมาสามารถทำอะไรเฟิงฉี่ได้เลย สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาตระหนักได้ถึง
ความต่างชั้น
“เฟิงฉี่เป็นฝ่ายชนะ!”
นี่เป็นเรื่องที่หลายๆคนได้คาดเดาเอาไว้แล้ว ศิษย์สายตรงแต่ละคน
ล้วนแข็งแกร่งจนน่าตกใจกันทั้งนั้น
หลินหมิงวิเคราะห์อักขระที่เฟิงฉี่วาดขึ้นมา อักขระนั้นกลืนกินเปลว
เพลิงที่ร้อนแรงขนาดนั้นได้อย่างไร และโจวเยี่ยนใช้พลังทั้งหมดของเขา
แล้วอย่างนั้นหรือ?
หลินหมิงรู้สึกได้ว่ารูปแบบค่ายกลจากแดนเทวะ กับรูปแบบค่ายกล
ของหุบเขาเจ็ดแก่นแท้มีบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างกันอยู่!
ขณะที่หลินหมิงกำลังครุ่นคิดเรื่องรูปแบบค่ายกลอยู่ ผู้ตัดสินก็
ประกาศออกมา
“การประลองคู่ที่สาม หลินหมิง ปะทะ ไป๋ถิงฮัว!”
หลินหมิงเงยหน้าขึ้น เขามองเห็นไป๋ถิงฮัวนั้นมองมาที่เขาด้วยใบหน้า
ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม